พระราชทานพระโกศทองน้อย’สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218279.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
พระราชทานพระโกศทองน้อย'สมเด็จพระสังฆราช'

โปรดเกล้าฯ เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพ จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อย เทียบชั้นเจ้าฟ้า ‘สมเด็จพระสังฆราช’ สามัญชนองค์แรกที่ได้

                      8 ธ.ค. 58  พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กล่าวว่า เป็นที่ปลื้มปีติสำหรับพุทธศาสนิกชนมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อย ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 ธ.ค.นี้
                      พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าของที่ระลึกในงานพระราชทานพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่อยู่ในความดูแลของวัดบวรนิเวศฯ ได้แก่ หนังสือที่ระลึก พัดรอง ย่าม เหรียญที่ระลึก และตู้สังเค็ด ขณะนี้ทั้งหมดจัดเตรียมไว้เสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงหนังสือที่ระลึกบางส่วนที่ยังจัดพิมพ์ไม่เสร็จ ส่วนตู้สังเค็ด จะบรรจุหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ 20 เล่ม และหนังสือที่พระสังฆราชเป็นผู้นิพนธ์ 29 เล่ม รวมทั้งหมด 49 เล่ม โดยจะจัดในตู้สังเค็ด จำนวน 232 ชุด เพื่อมอบให้วัดพระอารามหลวงทั่วประเทศ และวัดที่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระสังฆราช
                      นายธงทอง กล่าวว่า กรณีของการพระราชทานพระโกศ จะมีระเบียบของสำนักพระราชวังอยู่ ซึ่งสำหรับสมเด็จพระสังฆราช ตามพระยศแล้ว จะได้พระโกศกุดั่นน้อย เทียบชั้นพระองค์เจ้า เพราะเป็นสามัญชน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลื่อนชั้นพระโกศให้ตั้งแต่วันแรกเป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ ซึ่งมีชั้นยศสูงกว่าพระโกศกุดั่นน้อย 1 ขั้น และทรงพระราชเลื่อนยศอีกครั้ง เป็นพระโกศทองน้อย เทียบชั้นเจ้าฟ้า ในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ถือว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากสามัญชนองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระโกศสูงสุดเป็นพระโกศทองน้อย และเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกที่ได้พระราชทานเลื่อนชั้นยศพระโกศถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าเจ้าพนักงานจะเชิญพระโกศทองน้อยมาประดิษฐสถานที่ตำหนักเพ็ชร ก่อนวันพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 15 ธ.ค.
                      นายธงทอง กล่าวต่อว่า สำหรับการซ้อมเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระโกศพระศพ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 28 พ.ย. และวันที่ 7 ธ.ค. พบว่า ครั้งแรกมีปัญหาเรื่องระยะเวลา เพราะเริ่มเคลื่อนขบวนจากวัดบวรนิเวศฯ ตั้งแต่เวลา 07.40 น. ไปถึงวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ประมาณ 11.20 น. ซึ่งช้ากว่ากำหนดการ 1 ชั่วโมง ส่วนการซ้อมครั้งที่ 2 เคลื่อนขบวนออกจากวัดบวรนิเวศฯ เวลา 07.40 น. และถึงวัดวัดเทพศิรินทราวาสฯ ประมาณ 10.20 น. ซึ่งเวลากระชับขึ้น และสำหรับการซ้อมครั้งที่ 3 ในวันที่ 10 ธ.ค. คาดว่า จะกำหนดเวลาได้แน่นอนขึ้น

สานฝันภารกิจต่อชีวิตจากพ่อสู่ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218266.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
สานฝันภารกิจต่อชีวิตจากพ่อสู่ลูก

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เมล็ดพันธุ์ที่งอกงามจากพ่อสู่ลูก กับภารกิจต่อชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

                      ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเป็นสุภาษิตโบราณที่ใช้เปรียบเปรยลักษณะนิสัยและการกระทำของลูกที่เหมือนกับพ่อแม่ โดยเฉพาะกับครอบครัว “ธวัชชัย สินธุมงคลชัย” พ่อ ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วยฉุกเฉินมาเป็นเวลานาน ในตำแหน่งอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู และภารกิจในการช่วยเหลือชีวิตผู้คนนี้ ทำให้ลูกๆ ของเขาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และทำให้ลูกของเขาเป็นลูกไม้ที่หล่นและเติบโตอย่างงดงามภายใต้ต้นไม้ที่เขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้
                      “ผมก็ทำได้ประมาณ 6 ปีแล้วนะครับ ตอนที่ทำ ผมไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่าจะช่วยคนเจ็บให้รอดชีวิตได้มากที่สุดอย่างไรเท่านั้นเอง” ธวัชชัย สินธุมงคลชัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู อายุ 43 ปี บอกเล่าความรู้สึกกับการทำงานอาสากู้ชีพให้กับเราฟัง ธวัชชัย บอกเล่าเพิ่มเติมอีกว่า แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนั้น เขาและครอบครัวมีอาชีพค้าขาย โดยตั้งแผงขายส้มโออยู่บริเวณริมถนนบรมราชชนนี สิ่งที่เขาและครอบครัวต้องพบเจอบ่อยครั้ง คือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนใช้รถใช้ถนนเส้นนี้ แล้วเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรคนเหล่านั้นได้เลย จึงทำให้เป็นที่มาของการขอเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อคอยช่วยเหลือผู้คนที่ประสบอุบัติเหตุ
                      “พอเราเห็นคนจะตายตรงหน้าเรา แล้วเราช่วยไม่ได้ มันเจ็บปวดนะครับ ผมเลยคิดว่าเราจะดูเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ เพราะเวลาเกิดเหตุแต่ละครั้งพอโทรตามตำรวจ ก็จะมาช้ามาก วันนั้นโชคดีพี่ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ เขามาซื้อของที่ร้านผมแล้วผมรู้ว่าเขาเป็นอาสาสมัครอยู่ที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ผมเลยขอเป็นอาสาสมัคร จนได้มาช่วยคนถึงทุกวันนี้” ธวัชชัย บอกเล่าถึงที่มาที่ไปในการทำงานของเขาเพิ่มเติมให้ฟัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ธวัชชัยโดดเด่นกว่าอาสาสมัครคนอื่นๆ คือ บทบาทของ “พ่อ” ที่ได้กลายเป็นต้นแบบให้ลูก โดยทุกๆ วันที่ออกปฏิบัติงานอาสากู้ชีพ จะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ตามธวัชชัย เพื่อไปช่วยงานในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยทุกครั้ง ธวัชชัยบอกเล่าถึงลูกๆ ของเขาให้เราฟังว่า
                      “ผมมีลูกสองคน เป็นผู้หญิงทั้งสองคน คือ น้องหยกกับน้องมุก ครั้งแรกที่ผมออกไปช่วยคนเจ็บ ลูกๆ เขาก็อยากจะไปกับผมด้วย ผมก็เลยให้ไปด้วยกัน ให้เขาได้เห็นว่าเราทำอะไร พอลูกเราเห็นเราทำทุกๆ วัน เขาก็ไม่กลัว โดยเฉพาะน้องมุก เขาชอบในการที่ได้ช่วยเหลือคนมาก ผมก็ดีใจที่เขาชอบทำอะไรแบบนี้ ผมไม่ได้บังคับลูกนะครับ แต่เขาชอบที่จะมาช่วยพ่อ ชอบที่จะมาช่วยผู้คนที่ประสบเหตุ ไม่ว่าจะเหตุเล็กเหตุใหญ่เราพ่อลูกก็ช่วยกันตลอด น้องมุกเขาเลิกเรียนเขาก็จะมาช่วยพ่อตลอด” ธวัชชัยกล่าวพร้อมร้อยยิ้ม
                      ทุกๆ วัน เมื่อมีเวลาว่าง ธวัชชัยและลูกสาวจะออกไปช่วยคนเจ็บเมื่อได้รับการแจ้งเหตุ สองพ่อลูกทำหน้าที่ช่วยเหลือคนทุกวันจนเป็นที่ชินตาของผู้คนในบริเวณนั้น ธวัชชัยใช้การกระทำในการสอนลูก ให้ลูกได้เห็นเองว่าการให้จากการช่วยเหลือนั้นทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขเพียงใด
                      “มีอยู่เคสหนึ่งน้องมุกเขามาช่วยผม เป็นอุบัติเหตุรถคว่ำ คนที่เราเข้าให้การช่วยเหลือมีกระดูกขาผิดรูป เราก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายเขาด้วยความระมัดระวัง ตลอดการส่งต่อผู้ป่วยน้องมุกกับผมก็จับมือผู้ป่วยตลอดเวลา และคอยพูดให้กำลังใจเขา เราคิดว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลมีคนโทรมาบอกเราว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เพราะกระดูกซี่โครงหักทิ่มปอดเขา เราก็เสียใจ ลูกก็เสียใจร้องไห้ เราก็บอกลูกว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว เราช่วยเหลือเขาได้เต็มที่ที่เราจะช่วยได้แล้ว น้องมุกก็พยักหน้าแบบเข้าใจ ผมและลูกก็จะได้เรียนรู้การมองโลก การใช้ชีวิตทุกวันที่ออกปฏิบัติงาน”
                      ปัจจุบันน้องมุก หรือ กมลชนก สินธุมงคลชัย ลูกสาวของธวัชชัย มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และสานฝันของตนเองกับพ่อด้วยการสอบเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ได้สำเร็จ น้องมุกบอกเล่าถึงพ่อของเขาให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจว่า “หนูภูมิใจในพ่อหนูมากเลยค่ะ พ่อเป็นทุกๆ อย่างของหนู เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งพ่อ พ่อไม่เคยบังคับให้เราทำอะไร ให้เราทำในสิ่งที่เราชอบและให้เราเป็นในสิ่งที่เราเป็น ทุกการเติบโตของหนูก็มีพ่อนี่แหละค่ะที่เป็นฮีโร่และเป็นต้นแบบให้กับหนู เวลาหนูออกไปช่วยคนเจ็บกับพ่อ หนูก็จะช่วยได้แค่ปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเท่านั้น หนูอยากช่วยให้ได้มากกว่านี้ อยากให้เขารอดชีวิตได้มากกว่า อยากสานต่องานที่หนูและพ่อได้ช่วยกันทำมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้เป็นรูปธรรมให้มากขึ้นให้ได้ การเลือกเรียนคณะนี้ของหนูนอกจากจะเป็นความต้องการในการช่วยเหลือผู้คนแล้ว ยังเป็นการเลือกเพื่ออยู่เคียงข้างและทำงานกับคุณพ่อซึ่งเป็นฮีโร่ของหนูไปตลอดชีวิตด้วยค่ะ” น้องมุกเล่าถึงความภูมิใจเกี่ยวกับพ่อให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม
                      ด้าน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า “ครอบครัวของคุณธวัชชัยเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นถึงพลังแห่งการทำความดี และพลังแห่งการเป็นต้นแบบที่ดีของพ่อให้กับลูก ซึ่งในระบบการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 นั้น มีหลายครอบครัวเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้ระบบการช่วยเหลือผู้คนที่บาดเจ็บ หรือป่วยฉุกเฉิน ให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ซึ่ง สพฉ.ก็ได้จัดหาความคุ้มครองบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉินเหล่านี้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้ปลอดจากการเสี่ยงอันตรายขณะปฏิบัติหน้าที่ อาทิ โครงการอบรมพนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือโครงการจัดทำประกันชีวิต
                      ปัจจุบันธวัชชัยยังคงออกช่วยเหลือคนเจ็บทุกวัน และเมื่อลูกสาวว่างเว้นจากการเรียน ก็จะรีบออกไปช่วยพ่อทำงานทุกครั้ง ทั้งคู่บอกว่าจะทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะไม่หยุดพัก จะทำงานจนกว่าจะหมดแรง ธวัชชัยบอกว่า เขาเชื่อในความดีที่เขาและลูกๆ ตั้งใจทำในการช่วยเหลือคน เขาบอกว่า ครอบครัวของเขาอาจไม่ได้ดีไปกว่าครอบครัวไหนๆ แต่การที่ได้ทำ “ความดี” ต่างหาก ที่ทำให้เขาและลูกได้เห็นคุณค่าของตนเองจากการที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218167.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
ปี 2560 'มศว' ไต่ระดับ 'คณะแพทย์' ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน

เปิดวิสัยทัศน์ : ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน : เรื่อง…ชุลีพร อร่ามเนตร / ภาพ … ปชส.คณะแพทยศาสตร์ มศว

                      “แพทย์” อาชีพในฝันของเด็กไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แถมเปิดประชาคมอาเซียนปี 2558 ยังเป็น 1 ใน 7 อาชีพเสรีทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดการเรียนการสอนมาจนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 30 ได้พัฒนาการเรียนการสอน หลักสูตร ผลิตบัณฑิตแพทย์รองรับความต้องการของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
                      ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มศว คณบดีคนที่ 8 เข้าดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 1 ปีกว่า เล่าว่า คณะแพทย์ มศว จัดตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 8 ของประเทศไทย ผลิตนิสิตแพทย์ เก่ง ดี และมีความสุข และประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นคณะแพทยศาสตร์ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน ในปี 2560 ซึ่งขณะนี้อยู่อันดับที่ 24 ของอาเซียน ดังนั้น จากนี้คณะจะมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพของนิสิตแพทย์ และคณาจารย์ ตามแผนยุทธศาสตร์หลัก (Smart Med) ที่วางไว้ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1S (Staff Focus) แผนยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคลากรทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ 2M (Management to Excellence) แผนยุทธศาสตร์การบริหารที่เน้นเป้าหมายของคณะแพทยศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 3A (Academic Passion) แผนยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามมาตรฐาน TQF และ WFME ทุกหลักสูตร
                      ยุทธศาสตร์ที่ 4R (Research Capital) แผนยุทธศาสตร์สร้างงานวิจัยเป็นเลิศ ยุทธศาสตร์ที่ 5T (Teamwork of Health Science) แผนยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 6M (Modern Technology) แผนยุทธศาสตร์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยุทธศาสตร์ที่ 7E (Education and Learning Qrganization) แผนยุทธศาสตร์สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ และ 8D (Dignity & Values & Unity) แผนยุทธศาสตร์สร้างความภาคภูมิใจ เอกลักษณ์ และค่านิยมองค์กรเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของคณะแพทยศาสตร์
                      “หลังจากนี้เราจะมุ่งมั่งพัฒนาตามพันธกิจของคณะที่ต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัย ใช้รูปแบบการสอนเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง ถกเถียงแลกเปลี่ยน ส่งเสริมงานวิจัย ศึกษาโรคใหม่ๆ แนวทางในการรักษาสุขภาพ บริการวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์ที่สามารถอยู่กับชุมชนได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดหลักสูตรทั้ง 6 ปี ที่นิสิตเรียน จะต้องลงพื้นที่ สัมผัส เรียนรู้ชุมชน แพทย์ มศว จึงเป็นแพทย์ของคนในชุมชน เป็นแพทย์ที่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไม่ใช่กระจุกอยู่ในเมืองอย่างเดียว การกระจายแพทย์ไปในชุมชนจะช่วยทำให้ชุมชนเกิดความเจริญ และการบริการประชาชนอย่างทั่วถึงมากขึ้น”
                      คณะแพทยศาสตร์ มศว มีกระบวนการหล่อหลอมนิสิตแพทย์ตั้งแต่ปีที่ 1-6 โดยตั้งแต่ปี 4 จะให้นิสิตแพทย์ฝังตัวอยู่ในชุมชน เพื่อรับทราบปัญหา ทั้งด้านสุขภาพ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม รวมถึงสภาพสังคม เพื่อให้แพทย์เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และนำเสนอปัญหาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในชุมชน แพทย์ มศว จึงมีภาวะของการเป็นผู้นำ ผู้ช่วยเหลือชุมชน สังคม
                      คณบดีคณะแพทย์ มศว เล่าต่อไปว่า พยายามให้เด็กได้เรียนรู้จากสภาพจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน สังคม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยในแต่ละปีนิสิตจะต้องส่งรายงานถึงปัญหาสังคมด้านสุขภาพบนพื้นฐานการต่อยอดพัฒนาเป็นองค์ความรู้ หรืองานวิจัยที่จะช่วยแก้โจทย์ใหม่ๆ ด้านสาธารณสุข นิสิตแพทย์ของ มศว จึงไม่ได้มีเพียงองค์ความรู้ในการดูแล รักษา ป้องกันผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ ทำงานร่วมกับบุคลากรด้านอื่นๆ อย่าง นางพยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด และประชาชน คนไข้ แพทย์ มศว เป็นผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มศักยภาพ รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพ รับใช้สังคมทั้งในประเทศไทย และประเทศในอาเซียน
                      “แพทย์เป็นอาชีพที่เรียนมากกว่าอาชีพอื่นๆ การเรียนการสอนจึงต้องทำให้นิสิตมีความสุขด้วย มศว เปิดโอกาสให้นิสิตได้ทำกิจกรรม ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม กีฬา รวมถึงมุ่งปลูกฝังจริยธรรมทางการแพทย์โดยยึดตามพระราชดำรัสองค์พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทยและองค์พระราชบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย นั่นคือ ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์ อีกทั้งส่งเสริมให้นิสิตแพทย์ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน มีความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงานทั้งต่อหน้าและลับหลัง ประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป ใฝ่หาความรู้ และพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ นิสิตแพทย์ต้องระลึกอยู่เสมอว่าต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตของผู้ป่วย”
                      มศว รับนิสิตแพทย์ 180 คนต่อปี ทุกคนจะเป็นแพทย์ที่มีทักษะด้านการสื่อสาร มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และความสามารถในการใช้ไอซีที เพื่อการสื่อสาร อันมาจากรากฐานของความรู้ นอกจากนั้น แต่ละปี จะเปิดโอกาสให้นิสิต 20 คน สามารถเข้าร่วมโครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร ผลิตแพทย์อินเตอร์ ที่ชั้นเตรียมแพทย์ 3 ปี นิสิตจะไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม และ 3 ปีหลังมาเรียนชั้นคลินิกที่ มศว เมื่อจบการศึกษา นิสิตจะได้รับปริญญาทั้งจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมและ มศว เป็นการเพิ่มศักยภาพของแพทย์ไทย
                      “นักเรียนที่จะเข้าเรียนแพทย์ นอกจากเรียนเก่งแล้วยังต้องมีความเสียสละ มีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น เห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี และมีภาวะของการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชนที่ถูกต้อง เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มียาใหม่ๆ การรักษาแบบใหม่ๆ แพทย์ต้องรู้จักขวนขวายหาความรู้ รู้ทัน และต้องกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดให้คนในชุมชน เหมาะสมกับผู้ป่วย สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศ”
                      การเป็นคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำ อันดับที่ 20 ของอาเซียนได้นั้น นอกจากมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ทันสมัยมีความเป็นนานาชาติภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาประเทศ ไม่ว่าจะจีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษในการแลกเปลี่ยนนิสิต คณาจารย์ การศึกษาดูงาน เปิดโลกทัศน์มุมมองในการเรียนรู้ทางด้านการแพทย์แล้ว ยังต้องคงไว้ซึ่งการเป็นแพทย์ของชุมชน โดยคณะแพทย์ มศว จะให้นิสิตได้สัมผัสทั้งชุมชนเมืองและท้องถิ่น ผ่านการเรียนการสอน นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 1 เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร ส่วนชั้นปีที่ 4 ชั้นปีที่ 5 ชั้นปีที่ 6 ฝึกปฏิบัติงานชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องครักษ์ จ.นครนายก หมุนเวียนร่วมกันไปกับ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
                      “ขณะนี้ คณะแพทย์ ถือเป็นคณะที่ขาดแคลนของประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีสถาบันผลิตแพทย์สามารถผลิตแพทย์ได้ประมาณ 2,500 คนต่อปี แต่ความต้องการของประเทศประมาณ 3,500 คนต่อปี ดังนั้น ทุกคณะแพทยศาสตร์จึงพยายามเพิ่มการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเกี่ยวกับผู้ป่วย ทำให้บัณฑิตแพทย์ที่จบหลักสูตรมีมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย ประชาชนทั้งในไทยและต่างประเทศ ในการเป็น Medicine swu คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำ ที่ดี เก่งและมีความสุข อยากให้ทุกคนที่มาเรียนแพทย์มีใจมุ่งมั่นที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม”
                      ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ มศว เปิดการเรียนการสอน ภาควิชาคลินิก 14 ภาควิชา และภาควิชาพรีคลินิก 5 ภาควิชา และมีศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนเนื้อที่ 250 ไร่ ในบริเวณพื้นที่ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จ.นครนายก โดยอาคารหลังแรกของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นี้เป็นอาคารโรงพยาบาล 500 เตียง มี 17 ชั้น พื้นที่ 60,000 ตารางเมตร
                      ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ มศว ขอเรียนเชิญร่วมบริจาคเพื่อผู้ป่วยยากไร้ภาวะวิกฤติ ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 283-212-990-9
                      สนใจติดต่อสอบถาม 0-2260-2122-4, 0-2260-2233-5 0-2260-2950-3 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม http://www.med.swu.ac.th/th/
——————-
(เปิดวิสัยทัศน์ : ปี 2560 ‘มศว’ ไต่ระดับ ‘คณะแพทย์’ ชั้นนำ 1 ใน 20 ของอาเซียน : เรื่อง…ชุลีพร อร่ามเนตร / ภาพ … ปชส.คณะแพทยศาสตร์ มศว)

ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218169.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ

ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เรียนรู้ประเทศต้นแบบของเอเชีย : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

                      จากสภาพการศึกษาในปัจจุบันคุณภาพของผู้เรียนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของผู้เรียนที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้น ประกอบด้วยความรู้และทักษะหลายอย่างร่วมกัน ดังนั้นแนวโน้มในการจัดการศึกษาเพื่อให้ตอบสนองคุณภาพของผู้เรียน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเทศที่มีการบริหารและจัดการเรียนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้นำหลักการและแนวคิดของการบริหารจัดการแบบร่วมมือเข้ามาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการทางการศึกษาของประเทศไทย
                      นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการทางการศึกษาของประเทศไทย จึงได้มีการจัด “โครงการสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558” Thailand’s Educational Leader Symposium 2015ขึ้น ภายใต้แนวคิด มุ่งสู่ต้นแบบการปฏิบัติที่ดีเลิศ ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการสถานศึกษา ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยการจัดสัมมนามีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยการประยุกต์แนวคิดและประสบการณ์ที่ได้จากการสัมมนาสำหรับการวางแผนการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาและส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาในประเทศไทย
                      ศ.ดร.เรียวโกะ ซึเนโยชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สำหรับการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนั้นจะเน้นตัวบุคคลเป็นหลัก บุคคลที่ว่านั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ครู และนักเรียน สำหรับครูแล้วต้องใช้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูแต่ละโรงเรียนโดยการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนการประสบการณ์ระหว่างการสอนที่แต่ละท่านได้พบเจอมาและนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปปรับเปลี่ยนการสอนของตนให้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ในส่วนของนักเรียนนั้นควรใช้การเรียนการสอนแบบสอดแทรกการเรียนรู้เข้าไปในชีวิตจริง ให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งนี้อยากให้ทุกประเทศในเอเชียที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้าสู่ประชาคมโลกได้อย่างไม่มีข้อแปลกแยก
                      นายแมทธิว พารร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาตินาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวทางการคิด ว่าการที่เราจะก้าวเข้าไปอยู่ร่วมหรือพัฒนาสังคมในระดับสากลได้นั้น เราต้องทำความรู้จักตัวเองเสียก่อน ตัวเราคือใคร เราต้องการอะไร เมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะมองเห็นว่าคนรอบตัวเราต้องการอะไร นับเป็นการเริ่มต้นจากตัวเองเพื่อพัฒนาสังคม จะทำให้การเข้าสู่สังคมโลกเป็นไปได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะเราคือหนึ่งในสังคมนั้น นี่คือรูปแบบการสอนของญี่ปุ่นสอนให้ทำเพื่อส่วนรวมหรือส่วนกลาง ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
                      โดยการเริ่มต้นตอบคำถามก่อนการตั้งคำถาม และในด้านการสอนนักเรียนนั้นควรใช้วิธีการสอนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ให้เด็กสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งในและนอกประเทศ และสำหรับคนไทยนั้นเราควรภูมิใจในความเป็นไทยเสียก่อนจึงจะก้าวเข้าสู่สากลได้ ซึ่งบนโลกแห่งความเป็นจริงปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เราก็ควรหาทางหลีกเลี่ยงให้ปัญหามันเกิดขึ้นมาน้อยที่สุด หรือเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องยอมรับและใช้ชีวิตอยู่บนหลักความเป็นจริงให้มากที่สุด
                      ในส่วนของ ดร.ซุนชิก มิน ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนนานาชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวถึงการบริหารการจัดการการเรียนการสอนของประเทศเกาหลีว่า ประเทศเกาหลีมีลักษณะเฉพาะในเรื่องของการเรียนการสอน โดยการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมไปจนถึงมัธยม ทุกๆ อย่างต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล นับตั้งแต่การเลือกโรงเรียนในการเข้าเรียนของนักเรียน ไปจนถึงเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ในโรงเรียนนั้นต้องออกมาจากรัฐบาลทั้งสิ้น ประเทศเกาหลีมีความเชื่อว่านักเรียนทั้งในโรงเรียนรัฐและเอกชนทุกคนต้องมีประสิทธิภาพทางการศึกษาทัดเทียมกัน เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีได้ลงทุนกับการศึกษาประมาณ 5-6% ของ EPD ซึ่งมากกว่างบประมาณหลายๆ อย่าง และเมื่อเทียบแล้วการให้ความสำคัญของครูในประเทศเกาหลีนั้นไม่ได้ต่างจากหมอเลย
                      จากการแลกเปลี่ยนในการบริหารการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน โดยประเทศที่มีการพัฒนาระบบการศึกษาแบบร่วมมือ และประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษานั้นพบว่าประเทศไทยควรเน้นรูปแบบการศึกษาให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างภาควิชาการและภาคการปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการคำนึงถึงการนำความรู้ในชั้นเรียนมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสากลต่อไป
——————-
(ชี้แนวทางการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เรียนรู้ประเทศต้นแบบของเอเชีย : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)

เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218168.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      กรณีมีการร้องเรียนหนังสือเรียนรายวิชาหลักลิขสิทธิ์ของสำนักงาน กศน. (ห้ามจำหน่าย) ระดับประถมฯ-ม.ปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2554) ที่ใช้เรียนมาตั้งแต่ปี 2551 เป็นเวลา 8 ปีพบว่ามี “คำผิด” เยอะมาก บางคำกลายเป็น “คำหยาบ”
                      เรื่องนี้ “สุรพงษ์  จำจด” เลขาธิการ สำนักงาน กศน. แอ่นอกยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า “ผมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของ กศน.ผู้จัดทำต้นฉบับจริง ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการพิสูจน์อักษรหนังสือเรียนของสำนักงาน กศน.รายวิชาภาคบังคับ เพื่อตรวจสอบในเรื่องนี้ พร้อมกับเร่งดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือเรียนใหม่ ให้ถูกต้องและสมบูรณ์”
                      ว่ากันว่า กระบวนการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ได้มีการตั้ง “คณะกรรมการ” จัดทำหนังสือเรียน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียบเรียงเนื้อหา รวมถึง “คณะทำงานการเขียนต้นฉบับและการจัดพิมพ์” แต่ตำราเรียนกศน.มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ “การจัดทำต้นฉบับ” ไปจนถึง “การแปลงไฟล์เป็นพีดีเอฟ” เพื่อจัดพิมพ์ จนทำให้ตัวอักษรคลาดเคลื่อน
                      “เป็นความผิดพลาดของเรา ที่ไม่ยอมตรวจทานให้ละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากจะต้องเร่งผลิตหนังสือเรียนให้ทันใช้เพราะจะเปิดภาคเรียนแล้วจึงทำให้คณะทำงานของเราขาดความระมัดระวังในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม กศน.ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วโดยจัดพิมพ์เอกสารแนบส่งไปแทนการเรียกคืน เพราะหนังสือเรียน กศน.ใช้วิธีการยืมเรียนหมุนเวียนใช้”
                      แหม!ผิดแล้วรู้จักแก้ไขไม่ใช่แก้ตัว นี่แหละ “มนุษย์” ผู้เจริญ
——————-
(เปิดม่านการศึกษา : 8 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม)

ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218184.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระศพ‘สมเด็จพระสังฆราช’

‘ในหลวง’ พระราชทานพระโกศทองน้อย แทนพระโกศกุดั่นใหญ่ ขณะที่การซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2 ริ้วขบวนพระศพ ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ราบรื่น ‘สมเด็จวัดปากน้ำ’ นั่งราชรถพระนำ

 

 

       เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 ธ.ค.58 ที่บริเวณถนนพระสุเมรุ หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าหน้าที่ทหาร สำนักพระราชวัง กรมการศาสนา (ศน.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศิษยานุศิษย์ ร่วมจัดริ้วขบวนพระอิสริยยศ แห่พระโกศพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อซ้อมเสมือนจริงเป็นครั้งที่ 2 ในเส้นทางจริง จากวัดบวรนิเวศวรวิหารไปจนถึงพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร
       จากนั้น เวลา 07.45 น. ริ้วขบวนเริ่มเคลื่อนไปตามถนนพระเมรุ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ตัดเข้าถนนหลานหลวง เลี้ยวขวาเข้าถนนกรุงเกษม ขบวนหยุดพักหน้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประมาณ 15 นาที จากนั้นเคลื่อนขบวนเลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนกลางสุสานหลวง พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส กระทั่งเวลา 10.00 น. ริ้วขบวนถึงพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เจ้าหน้าที่ได้ปรับสู่ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศพระศพเวียนรอบพระเมรุ 3 รอบ เป็นอันเสร็จพิธีซ้อม
       พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดขบวนพระอิสริยยศพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า การซ้อมใหญ่ริ้วขบวนเคลื่อนพระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้ ซึ่งเป็นากรซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2 นั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถแก้ไขจุดบกพร่องจากการซ้อมใหญ่ครั้งแรกได้ครบถ้วน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเคลื่อนพระโกศผ่านบริเวณใต้สะพานลอย เพราะความสูงของราชรถเชิญพระโกศพระศพ ไม่ผ่านสะพานลอย 3 แห่ง ในช่วงถนนหลานหลวง 2 จุด และ 1 จุดในถนนกรุงเกษมช่วงบริเวณหน้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ นั้น ทางกทม. ปรับพื้นผิวจราจราให้ต่ำลงแล้ว อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระโกศทองน้อย แทนพระโกศกุดั่นใหญ่ ทำให้ความสูงของพระโกศลดลง ประมาณ 30 เซนติเมตร สามารถเคลื่อนราชรถผ่านด้วยความสะดวก ขณะเดียวกัน ยังสามารถควบคุมการเคลื่อนริ้วขบวนได้ตามกำหนดเวลา คือ 2 ชั่วโมง 10 นาที ส่วนจังหวะการเดินของริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงาม แต่ยังต้องมีการปรับปรุงอยู่บ้าง เพราะมีพลเรือนและทหารมารวมกัน สำหรับการซ้อมในครั้งสุดท้าย วันที่ 10 ธ.ค.นั้น จะเป็นการซ้อมในลักษะเดียวกับวันนี้ ยังไม่มีการสวมชุดจริง เนื่องจากผ้าของชุดจริงมีความหนามาก และเกรงว่าเมื่อนำมาซ้อมจะชำรุด จะสวมชุดจริงในวันเคลื่อนพระศพจริงเลย
       ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่า การซ้อมริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงามและมีความพร้อมเพรียง ไม่เกิดปัญหาขลุกขละอย่างเช่นการซ้อมครั้งก่อน ทั้งนี้ ในการเคลื่อนพระศพจริงวันที่ 16 ธ.ค. นี้ สมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จวัดปากน้ำ จะเป็นพระสวดอภิธรรมนำพระศพ นั่งบนราชรถพระนำพระศพ
       ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวต่อไปว่า ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ 16 ธ.ค. เวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งจะจัดขึ้นที่พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร คาดว่าจะมีผู้เข้ารว่มงานประมาณ 4,000 คน ประกอบด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ราชสกุล คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มูลนิธิ โรงเรียนและโรงพยาบาล 17 แห่ง ที่อยู่ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระสังฆราชฯ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชูปถัมภ์ดูแลเรื่องภัตตาหาร อาหาร และน้ำ ของผู้ที่เข้าร่วมงานตลอดพระราชพิธี สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการมาถวายดอกไม้จันทน์ ได้จัดที่รับดอกไม้จันทน์บริเวณพระอุโบสถ วัดเทพศิรินทน์ เพราะประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้ามาบริเวณพระเมรุได้ นอกจากนั้น ยังมีซุ้มรับดอกไม้จันทน์ที่วัดบวรฯ และอีก 46 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ส่วนพระภิกษุสงฆ์จะมีการจัดที่พักบริเวณสนามข้างพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์
       ท่านผู้หญิงบุตรี กล่าวอีกว่า ในการตกแต่งพระเมรุ ทางสวนนงนุช จะถวายการตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุ และจะมีการประดับตกแต่งรอบพระเมรุด้วยกระถางดินเผามีอักษระย่อ “ญสส” ซึ่งเป็นพระนามย่อของสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 101 ใบเท่ากับพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราช ประดับด้วยดอกชวนชมบริเวณโดยรอบพระเมรุ
       ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช พัทยา กล่าวว่า การตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุและรอบบริเวณงานพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ จะนำต้นไม้มาทำให้เกิดความร่มรื่น โดยใช้ต้นหูกระจงขาว จำนวน 40 ต้นสื่อถึงความบริสุทธิ์ และจะใช้ต้นตะโก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ไทย ตกแต่งเป็น 9 ช่อ จำนวน 16 ต้น พร้อมวางบริเวณรอบพระเมรุเพื่อให้ดูสวยงามสมพระเกียรติ นอกจากนี้ จะใช้ดอกดาวเรืองสีส้ม สื่อถึงสีจีวรของพระสงฆ์ จำนวน 9,000 ต้น รวมกับดอกดาวเรืองสีเหลือง สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 12,000 ต้น ประดับพื้นรอบพระเมรุและริมทางเดิน ผสมกับต้นไทรแท่ง จำนวน 500 ต้น
       “เนื่องจากสกุลเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ คชวัตร หรือช้าง จึงเตรียมจัดทำช้างจำลองและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูตร จำนวน 16 เชือก ประดับอยู่ทุกมุมของพระเมรุ‘’ ผอ.สวนนงนุช พัทยา กล่าว
       ด้านนายเกรียงไกร เจริญ ผอ.กองกลางสำนักปลัด กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ทางกทม.ได้ปรับปรุงพื้นทีผิวถนน ในถนนหลานหลวงและถนนกรุงเกษม เพื่อให้ราชรถนำพระโกศ สามารถเคลื่อนผ่านสะพานลอยได้ ทั้งหมด 7 สะพานที่อยู่ตามเส้นทางเคลื่อนพระศพ โดยในถนนหลานหลวง ได้ปรับปรุงพื้นผิวจราจรให้ต่ำลง 30 เซนติเมตร เป้นระยะทางยาว 20 มเตร ส่วนถนนกรุงเกษม ปรับปรุงพิ้นผิวให้ต่ำลง 80 เมตร ทั้งนี้ สะพานที่อยู่ต่ำสุด จะมีช่องไฟระหว่างยอดพระโกศพระศพ และพื้นสะพานลอย 18 เซนติเมตร และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนขบวนต่อไป
       ขณะที่นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กล่าวว่า พศ. ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อเชิญพระระดับผู้นำศาสนาพุทธ จาก 14 ประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เนปาล เป็นต้น มาร่วมในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช พร้อมทั้งพระธรรมทูต เจ้าคณะภาพ เจ้าคณะหน และคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มศ.) ทั้งหมด 547 รูป โดยพศ. จะดูแลคณะสงฆ์ ที่มาร่วมในพิธี ในวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558 นี้ด้วย
       ด้านพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า ในวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558นี้จะมีพระราชพิธีเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพุทธศาสนิกชน สามารถไปร่วมวางดอกไม้จันทน์ ในจุดพื้นที่ตามจุดต่างๆ 853 จุดทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่กทม.อีก 46 จุด ส่วนการแต่งกาย ขอให้พุทธศาสนิกชน ร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์ตามประเพณี พร้อมยึดมั่นคำสอนของสมเด็จพระสังฆราช และน้อมนำมาปฏิบัติ

 

แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218113.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

แวดวงแรงงาน : สิทธิแรงงานที่เท่าเทียม

                      รวดเร็ว ทันสถานการณ์ กรณีสื่อนอกกล่าวหาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไก่เพื่อส่งออกไทยเอาเปรียบต่างด้าว “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เชิญผู้แทนผู้ประกอบการ 6 บริษัทที่ถูกพาดพิง เพื่อร่วมกันชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงในทันทีที่มีข่าว รวมถึงร่วมกันหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีนี้ “กระทรวงแรงงานได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าผู้ประกอบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานกำหนด แต่อย่างใด”
                      แต่การติดต่อสื่อสารระหว่างลูกจ้างกับฝ่ายจัดการ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันเพราะใช้ภาษาต่างกัน เช่นกรณีการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว ทางผู้ประกอบการจะช่วยอำนวยความสะดวกจึงต้องนำบัตรประจำตัวหรือหนังสือเดินทางของลูกจ้างไปติดต่อกับทางราชการหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างเข้าใจว่าถูกนายจ้างยึดเอกสารไว้ หรือในกรณีการหักเงินสมทบ 5% ส่งกองทุนประกันสังคม การใช้สิทธิจะเกิดขึ้นได้เมื่อจ่ายเงินครบ 3 เดือนในกรณีเจ็บป่วย
                      อย่างไรก็ตาม หากมีการเจ็บป่วยของลูกจ้างนายจ้างก็ดูแลอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่มีสิทธิทางประกันสังคม และหากประสบอันตรายจากการทำงานก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนได้ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จะเห็นได้ว่าการดูแล “สิทธิแรงงาน” นั้น ชัดเจนว่า ไม่แตกต่างจากลูกจ้างไทยบนพื้นฐานที่กฎหมายกำหนด พร้อมเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมใช้แนวปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) ในการจ้างงานด้วย

เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151207/218112.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      ทำดีต้องชม…คนทำดีอยู่ที่ไหนใครๆ ก็รัก ดูอย่าง “กิตติ บุญเชิด” อดีต ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) หรือ สพม.เขต 32 เมื่อครั้งรั้งเก้าอี้ “ผอ.สพม.เขต 32” ขยันหมั่นเพียรสร้างแต่คุณงาม ความดี จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน
                      ว่ากันว่า “ผอ.กิตติ” ได้ฝากผลงานด้านการศึกษาให้แก่ จ.บุรีรัมย์ โดยเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ได้รับคัดเลือกให้เป็น “เขตนำร่องด้านเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต 10 เขตพื้นที่” จาก 225 เขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
                      วงในกระซิบว่า จากการประเมินของ “คณะกรรมการจาก สพฐ.” ร่วมกับผู้แทนจาก “สำนักงาน ป.ป.ช.” ปรากฏว่าผลการประเมินในการลงพื้นที่ ได้เลือกเฟ้นให้ “เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) ได้ “ลำดับที่ 1” เป็นแหล่งศึกษาดูงานของ “เขตพื้นที่ีการศึกษาด้านเขตพื้นที่สุจริต”
                      ทำดีได้ดี…แว่วว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ย. บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาน้อยใหญ่ ต่างบ่นเสียดาย…แต่ดีใจที่ “ผอ.กิตติ บุญเชิด” ได้ดี มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ราชการ ได้รับความไว้วางใจจาก “ผู้ใหญ่” ให้ไปกินตำแหน่งใหม่ในฐานะ “ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 (ขอนแก่น)” รับผิดชอบเขตพื้นที่การศึกษาที่ใหญ่มากกว่าเดิม
                      “ผอ.กิตติ บุญเชิด” จัดได้ว่าเป็น “แบบอย่างที่ดีีกว่าคำสอน” คงจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ ข้าราชการไทย ที่คิดดี ทำดี เพื่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหนก็ตาม…สาธุ !!
——————–
(เปิดม่านการศึกษา : 7 ธ.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม)

‘ดาว์พงษ์’แนะแก้ปัญหารับน้องพิเรนทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218049.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
'ดาว์พงษ์'แนะแก้ปัญหารับน้องพิเรนทร์

‘ดาว์พงษ์’ บ่นอุบไม่สบายใจรับน้องพิเรนทร์ แนะสถาบันการศึกษาต้องสร้างภูมิคุ้มกัน นศ.ใหม่ แก้ปัญหารับน้องไม่เหมาะสม

                      4 ธ.ค. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการรับน้อง ที่ล่าสุดกรณีนักศึกษารุ่นพี่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ให้รุ่นน้องเคี้ยวเต้าหู้ไข่ป้อนต่อเพื่อนด้วยปาก ซ้ำร้ายยังมีรุ่นพี่บางคนจุดไฟลนก้นรุ่นน้อง โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียจนถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ แต่ก็เข้าใจสถาบัน เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนักศึกษาแอบไปกันเอง ไม่ได้แจ้งให้สถาบันทราบ แต่สถานศึกษาทุกแห่งก็ต้องพยายามหาทางป้องกันตามมาตรการที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด เพราะมาตรการต่างๆ ถือเป็นมาตรการที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีช่องโหว่ คือ เด็กแอบไปเที่ยวและรับน้องกันเองโดยที่ไม่ได้แจ้งสถาบัน ลักษณะเช่นนี้จะต้องอุดจุดโหว่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิด
                      “เราคงต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความเข้าใจกับนักศึกษาใหม่มากขึ้น ให้เขารู้และเข้าใจถึงกฎกติกาที่มีการกำหนดกันเอาไว้อย่างถ่องแท้ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ นศ.หลายๆ เรื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากรุ่นพี่ จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักศึกษาใหม่ นอกจากรู้กฎระเบียบ มาตรการต่างๆ แล้ว การส่งเสริมให้เด็กได้เข้าไปเรียนในระบบทวิภาคี เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ค่าตอบแทนไปด้วย จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ ส่วนบรรดารุ่นพี่เราไม่มีกฎระเบียบที่จะเข้าไปดำเนินการ หากมีการกระทำความผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม สถาบันใดที่รู้ว่าผิดแล้วแก้ปัญหา ก็ต้องชื่นชม แต่หากสถาบันไหนผิดแล้วยังปล่อยให้เกิดปัญหาซ้ำซาก ตรงนี้ก็คงต้องเพ็งเล็งว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป”

นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218008.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ3เท่า

นักวิจัยต่างชาติเสนอรัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษียาสูบ 3 เท่า ประกาศชัยชนะ 3 เด้ง ลดคนสูบได้ 1 ใน 3 ลดคนตายได้ 200 ล้านราย แถมรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 แสนล้านดอลล่าร์

               4ธ.ค.2558 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบุหรี่ ร่วมกับ เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ได้ร่วมกันจัดเสวนาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์การควบคุมปัญหาจากการสูบบุหรี่ด้วยนโยบายภาษีบุหรี่ และนโยบายการบำบัดผู้ติดบุหรี่ด้วยยาในประเทศไทย

ศ.ประบาท จหา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพของโลก (Centre for Global Health Research) มหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าวว่า การขึ้นภาษีบุหรี่เป็นมาตรการเดียวที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งการขึ้นภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น 3 เท่าจะช่วยลดคนสูบบุหรี่ได้ถึง 1 ใน 3 โดยถือเป็นชัยชนะ 3 เด้ง คือ 1.การลดอัตราการสูบบุหรี่และช่วยยับยั้งวัยรุ่นที่จะเริ่มผู้สูบรายใหม่ 2.ลดจำนวนการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด และโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ได้ถึง 200 ล้านราย และ3.เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล จาก 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี เป็น 400,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการด้านสุขภาพให้ดีขึ้น

“มาตรการการขึ้นภาษีบุหรี่ใช้ได้ผลกับทุกประเทศที่แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น ฝรั่งเศสสามารถลดการบริโภคบุหรี่จากปี 1990-2005 ได้ถึงครึ่งหนึ่ง โดยการขึ้นภาษีให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การขึ้นภาษีที่คิดตามน้ำหนักต่อมวนของบุหรี่ จะช่วยลดช่องว่างของราคาบุหรี่ ทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้มากกว่าที่จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่าด้วย ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาโดยไม่จำเป็นขณะที่ในประเทศจีนและอินเดีย มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากถึง 1 ล้านคนต่อปี เกือบครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 70 ปี การขึ้นราคาบุหรี่เป็น 2 เท่า จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีอายุต่ำกว่า 70 ปีได้มากกว่า 300,000 รายต่อปี” ศ.จหา กล่าว

ศ.ประบาท  กล่าวต่อว่า สถิติทั่วโลกพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นชาย และ 1 ใน 10 ของวัยรุ่นหญิงจะสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หากพวกเขายังคงสูบต่อไป เกือบครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวจะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ แต่หากเลิกสูบบุหรี่ก่อนอายุ 40 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 90 แต่ก็มีจำนวนน้อยที่คิดจะเลิกสูบ ขณะที่อุตสาหกรรมบุหรี่ทั่วโลกทำกำไรได้ปีละประมาณ 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยคิดเป็นกำไรประมาณ 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่หนึ่งคน  ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องหามาตรการยับยั้งผู้ริเริ่มจะสูบบุหรี่และช่วยการเลิกบุหรี่ ซึ่งมาตรการภาษีบุหรี่เป็นคานงัดที่มีพลังมหาศาล ซึ่งรัฐบาลทุกประเทศสามารถเริ่มได้โดยการขึ้นภาษีบุหรี่ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างสม่ำเสมอและขึ้นภาษีขึ้นอีกเป็นครั้งคราวในปีงบประมาณต่อๆ ไป

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินการตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบโดยเฉพาะการขึ้นภาษียาสูบ เพื่อนำสังคมไทยเข้าสู่โรดแมป การพัฒนาที่ยั่งยืนตามข้อตกลงที่ที่ประชุมยูเอ็นเห็นชอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยใน 17 วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนมีถึง 9 วาระที่การบรรลุเป้าหมายต้องทำให้การสูบบุหรี่ลดลง เช่น การขจัดความยากจนและความหิวโหย  การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำให้สุขภาพดี การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งนี้ การขึ้นภาษียาสูบครั้งสุดท้ายผ่านไปกว่า 3 ปีแล้ว และยอดจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตในปี 2558เพิ่มขึ้นเป็น 2,191 ล้านซอง จาก 2,003 ล้านซองในปี 2557 และการสำรวจปีที่แล้วมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 แสนคน  โดยหนึ่งแสนคนมีอายุต่ำกว่า 17 ปี  ทั้งนี้ผลการขึ้นภาษี 6 ครั้ง ระหว่าง ปี 2536-2549 ที่ทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง 4 ล้านคน ร้อยละ 60 ของการลดลงเป็นผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่