ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218452.html
รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทาง(เลือก)รอด..การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ‘แม่กำปอง’ : โดย…ธนชัย แสงจันทร์


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218452.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151213/218451.html




ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151212/218475.html
การวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเป็นปัจจัยที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งทางด้านทรัพยากรบุคคล ชุมชน สังคม หรือแม้กระทั่งความมั่นคงของประเทศในองค์รวม โดยเฉพาะภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รัฐบาลย้ำ สนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยสู่สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมขายได้ วางระบบบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย พร้อมต่อยอด และวางมาตรฐานเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้าง 10-30% ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อจูงใจนักวิจัย-นักประดิษฐ์ไทยให้สร้างผลงานเสริมขีดความสามารถประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สำนักงบประมาณ จัด การประชุมการขึ้นบัญชีนวัตกรรมและบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นการวิจัย และพัฒนาสินค้าและบริการนวัตกรรมไทย และสิ่งประดิษฐ์ไทย สร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยอยู่ประมาณ 3.7 แสนชิ้น แต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเพียง 40-45% ในจำนวนนี้มีนวัตกรรมไม่ถึง 5% ที่สร้างมูลค่า สร้างรายได้กลับมา ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก เพราะกว่าผลงานที่เกิดจากความรู้ และการสร้างสรรค์ของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยจะก้าวเข้าสู่การใช้ประโยชน์ทางการค้า ต้องประสบอุปสรรคมากมาย ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศได้จริง
“การจัดทำบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมไทย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถผลิตเข้าสู่เชิงพาณิชย์ และเป็นการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมให้มีมาตรฐานเทียบเคียงที่เชื่อถือได้”
การสำรวจและแบ่งผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย หรือคนไทยมีส่วนในผลงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง ผลงานวิจัยและประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผ่านการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานนั้นแล้ว เรียกว่า บัญชีนวัตกรรมไทย ส่วนที่สอง ผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นส่วนใหญ่ของประเทศไทย เป็นผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ใกล้จะพร้อมใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังขาดการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีที่เรียกว่า บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อใดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานก็สามารถย้ายเข้าไปสู่บัญชีนวัตกรรมไทยได้
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลเห็นชอบการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าและบริการที่มีอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการตามรายการบัญชีนวัตกรรมของไทยผ่านวิธีพิเศษได้ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ ตามรายการที่ปรากฏในบัญชีนวัตกรรมไทย ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 10% แต่ไม่เกิน 30% ของปริมาณความต้องการในการจัดซื้อจัดจ้าง จะทำให้ผลงานเหล่านี้ได้เปรียบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศ
“ระบบบัญชีนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยเหล่านี้ จะเพิ่มจำนวนงานวิจัยที่สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ จากเดิมที่มีไม่ถึง 5% เป็น 10% ภายในปี 2560 โดยกระบวนการต่างๆ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 200 ล้านบาท เริ่มนำร่องในปี 2559 สำหรับการเริ่มต้นรับลงทะเบียน และคัดแยกงานวิจัยที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่งคณะทำงานจะรับลงทะเบียนนักวิจัย จากนั้นแยกงานวิจัยที่หมดสภาพออก ตรวจสอบงานวิจัยเชิงพลวัตหรืองานวิจัยที่ยังเคลื่อนไหวหรือมีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่ง วช.จะเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแล และประเมินว่า ผลงานวิจัยเหล่านั้นมีความต้องการของตลาด และพร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดได้จริง”
รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นการผลักดันงานวิจัยของภาครัฐไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการจากนวัตกรรม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์และบริการดั้งเดิม อันจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่อาศัยแรงงานและทรัพยากรเข้มข้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกลุ่มรายได้ปานกลาง และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย
“สิ่งที่ตามมาคือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์จะรับรู้และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้แก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่จะเห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผลงานที่ปรากฏก็มีศักยภาพต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151212/218463.html
ปัญหาระบาดวิทยาด้านสุขภาวะของแม่และเด็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยปัญหาหนึ่ง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เสนอเร่งพิจารณาความเหมาะสมการใช้วัคซีนใหม่ๆ ในสาธารณสุข ในการประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิภาคเอเชีย เพื่อมิให้เกิดการสูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะสิทธิประโยชน์สำหรับการได้รับวัคซีนจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรงและประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ที่จะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2560
ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมากว่า 30 ปี เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคแก่ประชากรในภาวะปกติ โดยใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันวัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เป็นวัคซีนป้องกันโรคสำคัญติดต่อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข หรือโรคที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงอันตราย ทั้งหมด 11 โรค และจะมีการพิจารณาวัคซีนใหม่ที่มีความปลอดภัย คุ้มทุน สามารถลดปัญหาสุขภาพของประชาชนได้ในระดับกว้าง มีจำนวนวัคซีนเพียงพอ มีงบสนับสนุนการจัดซื้อวัคซีน และเมื่อนำมาใช้จะต้องมีระบบการจัดการที่ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย มีการยอมรับและสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมกัน
“ขอยกตัวอย่าง วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีน เอชพีวี ที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้รับผิดชอบงบประมาณ จะประกาศใช้วัคซีนชนิดนี้ทั่วประเทศในปี 2560 ตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ นับเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มทุน เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคสำคัญทางสาธารณสุข เนื่องจากมีความรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งการป้องกันวิธีอื่นไม่ค่อยได้ผล แต่ยังจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ควบคู่กับการฉีดวัคซีน เพราะปัจจุบันวัคซีนอาจยังไม่ครอบคลุมเชื้อเอชพีวีทุกสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้” ดร.นพ.จรุง กล่าว
อย่างไรก็ตาม การนำวัคซีนมาใช้ในแผน ต้องมีกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส ต้องเร่งพิจารณาความเหมาะสมในเชิงสาธารณสุขโดยด่วน เพราะถ้าช้า อาจทำให้สูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะประโยชน์ของการรับวัคซีน จะเกิดทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรง และการคุ้มครองสังคม ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกันชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น การรับวัคซีนทำให้ช่วยลดการแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด และคนในสังคมในวงกว้าง
ด้าน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบในอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทย และมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 คน มีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละประมาณ 4,000 คน เฉลี่ยอายุของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ 30-60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีคุณภาพของสังคม ถือเป็นอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่มีการส่งเสริมการตรวจแป๊ปสเมียร์อย่างกว้างขวางก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำให้เด็กผู้หญิงทุกคนในเจเนอเรชั่นใหม่ ช่วงอายุ 9-15 ปี ได้รับวัคซีนป้องกัน ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ พร้อมไปกับการตรวจคัดกรองที่ปฏิบัติอยู่ จะทำให้ผู้หญิงไทยรุ่นต่อไป ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากโรคมะเร็งปากมดลูก ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ทุกปีด้วย
“มะเร็งปากมดลูก ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งผู้หญิงอาจจะไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาแล้ว วัคซีนเอชพีวี สามารถเริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ถ้าเทียบกับอายุเด็กหญิงไทย เท่ากับกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ซึ่งถือเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับวัคซีน เพราะเป็นวัยที่ยังไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องเพศมากนัก ถ้าขึ้น ป.6 ก็อาจจะเริ่มมีแฟน พอเข้า ม.1 เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ มีเพื่อนใหม่ มีเพื่อนผู้ชายใหม่ มีการคบหาเป็นแฟนกับเพื่อนชาย พอขึ้น ม.2 เทอมแรก ก็เริ่มให้ความสำคัญเพื่อนชายคนพิเศษมากขึ้น พอ ม.2 เทอมสอง เป็นช่วงที่มีอัตราการมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น จากการสำรวจความเป็นไปได้ พบว่า ในช่วงเทอมสองมีช่วงเวลาเป็นใจในการมีเพศสัมพันธ์อยู่ 2 ช่วง คือ ลอยกระทง กับวาเลนไทน์ ซึ่งเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์มาก หากมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย โอกาสเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกก็มีมากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งทางภาครัฐและเอกชนจะให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งปากมดลูก และช่วยให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้รับวัคซีนเอชพีในการป้องกันโรคนี้ด้วย” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว
ปัญหาสำคัญของสุขภาวะของแม่และเด็ก ถือเป็นประเด็นสำคัญใน การประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิเอเชีย ที่จัดโดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ องค์กรระบาดวิทยานานาชาติ (IEA) องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ องค์กร JWF กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ประชุมได้นำเสนอปัญหา และทางออกด้านระบาดวิทยาทุกเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบในครอบครัวและเด็กในระดับโลก เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการสู่สังคมที่จะนำไปสู่การแสวงหาทางออกของประเทศในด้านสุขภาวะแม่และเด็ก ในยุคเทคโนโลยี รวมถึงการได้รับวัคซีนเอชพีวีของผู้หญิง
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปีนี้ เป็นปีสิ้นสุดของการดำเนินการตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ และกำลังจะเริ่มต้นสู่การขับเคลื่อนตามเป้าหมายแห่งความยั่งยืน การจัดประชุมเกี่ยวกับแม่และเด็ก ซึ่งแม้เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่มีความหมายมากที่สุด เพราะเป็นหน่วยที่สร้างคน จึงถือว่าสำคัญ และมีความหมายอย่างยิ่ง ที่ประชุมจะมีการนำกระบวนการสุขภาวะแม่และเด็กทั้งภูมิภาคมาวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรและจะนำไปสู่แนวคิดประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งด้านระบาดวิทยาในแม่และเด็ก โรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคแห่งเทคโนโลยีไซเบอร์เวิลด์ ภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ เวทีนี้จึงมีความสำคัญมาก
“ปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาวะทางจิตใจ ซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา คาดหวังว่า ภายหลังการประชุมครั้งนี้ จะทำให้เกิดภาคีเครือข่ายที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัย และผลการประชุมจะนำมาสู่การนำเสนอเพื่อขับเคลื่อนสังคม และนโยบายทางด้านเด็กและครอบครัว ในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศได้”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151211/218393.html
พระราชพิธียิ่งใหญ่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 ธันวาคมนี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนชาวไทยร่วมในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในส่วนของการเตรียมการนั้น ทุกสิ่งอย่างได้รับการตระเตรียมไว้พร้อมพอสมควรแล้วสำหรับการร่วมแรงร่วมใจกันแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ด้วยการจัดงานพระราชพิธีให้สมพระเกียรติยศ
ริ้วขบวนพระอิสริยยศแห่พระโกศพระศพ
ขั้นตอนหนึ่งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายที่ได้รับความสนใจมากที่สุด การแห่พระศพไปยังพระเมรุเพื่อรอพระราชทานเพลิงพระศพ ซึ่งจะต้องมีการจัดริ้วขบวนแห่พระศพให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีและถูกต้องตามพระอิสริยยศ สำหรับริ้วขบวนเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราช จากตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาสนั้น มีความยาวของริ้วขบวนถึง 456 เมตร ผู้ร่วมในริ้วขบวน 1,383 คน ใช้เวลาเคลื่อนขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง ในเส้นทาง 3.7 กม. จากวัดบวรนิวเวศวิหารเคลื่อนไปตามถนนพระเมรุ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปตามถนนหลานหลวง เลี้ยวขวาไปตามถนนกรุงเกษม เลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง เข้าสู่ถนนกลางสุสานหลวง พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส
ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ ให้ความรู้ว่า ริ้วขบวนแห่พระศพจัดตามโบราณราชประเพณี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นขบวนทหารนำ เป็นกองทหาร 3 เหล่าทัพ 3 กองพัน พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนิพนธ์ขึ้นโดยดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเป็นเพลงดุริยางค์เพื่อใช้ในงานพระศพ อย่างไรตาม เนื่องจากริ้วขบวนยาวถึง 456 เมตร จึงได้มีการติดตั้งลำโพงตามเสาไฟฟ้าตลอดเส้นทางแห่พระศพเพื่อถ่ายทอดเสียงจากต้นทาง
ส่วนที่ 2 เป็นขบวนพระอิสริยยศ นำโดยธงสามชาย เครื่องประโคม ได้แก่ กลองชนะ แตร สังข์ และคู่แห่ซึ่งแต่งตัวเป็นเทวดาตามคติความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับสู่สรวงสรรค์จึงต้องมีเทวดาในริ้วขบวน ถัดมาเป็นรถพระนำ ตามด้วยราชรถเชิญพระศพ และขบวนเครื่องสูงและเครื่องยศ สำหรับริ้วขบวนส่วนที่ 3 เป็นขบวนตาม นำโดยเครื่องประกอบสมณศักดิ์ และขบวนพระประยูรญาติและศิษยานุศิษย์
ริ้วขบวนเคลื่อนพระศพ ได้มีการซ้อมใหญ่เหมือนจริงในเส้นทางจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน และซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 และ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา
พระเมรุ
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชนั้น ไม่นิยมสร้างพระเมรุขึ้นมาใหม่ที่ท้องสนามหลวงดังเช่นพิธีของเจ้านาย แต่จะใช้เมรุที่วัดเทพศิรินทราวาสซึ่งเป็นสุสานหลวงแทน และในพระราชพิธีครั้งนี้ก็จะใช้พระเมรุเก่าของวัดเทพศิรินทราวาสเช่นกัน โดยสำนักพระราชวัง สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซ่อมแซมพระเมรุร่วมกับทางวัดเทพศิรินทร์ ส่วนการประดับตกแต่งพระเมรุในวันงานนั้น สวนนงนุชรับเป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากนั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซ่อมแซมอาคารจำนวน 2 หลังซึ่งใช้เป็นซ่าง (อาคารที่อยู่ของพระสงฆ์ที่มาเจริญพระพุทธมนต์) ซึ่งการบูรณะซ่อมแซมอาคารทั้ง 2 หลัง แล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สิ่งของประกอบราชพิธี
ในงานพระราชพิธีครั้งนี้ นอกจากกรมศิลปากรจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการบูรณะราชรถทั้ง 2 องค์ที่ใช้ในริ้วขบวน และบูรณะอาคารซ่างแล้ว ยังรับหน้าที่ออกแบบอื่นๆ ที่ใช้ในงานพระราชพิธีด้วย โดยเฉพาะการออกแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ซึ่งจะก่อสร้าง 2 จุดที่วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาส และการออกแบบช่อไม้จันทน์
การออกแบบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์จะใช้การลดรูปและสัญลักษณ์อันแสดงถึงพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช และการจัดวางองค์ประกอบสื่อถึงงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพตามราชประเพณี โดยใช้รูปแบบ “พระโกศทองน้อย” พร้อมตราประจำพระองค์พระนาม ญ.ส.ส. สีขาว ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น เป็นฉัตรขาวระบายขลิบทองซ้อน 2 ชั้น ห้อยอุบะจำปาทอง ข้างพระโกศซ้าย-ขวา ทำเป็นรูปพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ อันเป็นพัดยศตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และรูปพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย ถัดลงมาจากพระโกศ เป็นกรอบซุ้มพระรูปสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมฉัตรประกอบเกียรติยศซ้ายขวา ที่อิงรูปแบบจากฉัตรทองแผ่ลวด เบื้องหน้าทำเป็นรูปแท่นประดิษฐานพระรูป เตรียมสำหรับตั้งเครื่องบูชา
กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ยังได้รับมอบหมายให้ออกแบบ “พัดรอง” เพื่อนำมาถวายแด่พระที่มาร่วมพิธี โดยออกแบบ 2 ลาย แบบที่ 1 สำหรับกองพระราชพิธีเพื่อใช้ในการงานพระราชพิธี ออกแบบพัดรองผูกเป็นพระนาม ญ.ส.ส. ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น มีรัศมีเรือนแก้ว มีเทพยดาประคองเชิญอยู่ซ้าย–ขวา ประกอบช่อดอกไม้ทิพย์บนพื้นสีฟ้าหม่น อันเป็นวันประสูติ ส่วนนมพัด ออกแบบเป็นเศียรช้างไอราวัต (เอราวัณ) จากนามพระสกุลเดิม คชวัตร ทั้งนี้พัดรองแบบที่ 1 ได้จัดสร้างพัดรองสำหรับพระไทย จำนวน 50 ด้าม สำหรับพระจีน และพระญวน ซึ่งมีรูปทรงของพัดรองที่ต่างกันอีกอย่างละ 10 ด้าม
แบบที่ 2 สำหรับวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อใช้ในการพระศพ โดยจัดสร้างพัดรอง และย่าม จำนวน 1,000 ชุด พัดรอง ออกแบบผูกเป็นพระนาม ญ.ส.ส. ภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น อันมีมหาชนมาชุมเพลิงถวายเป็นปัจฉิมบูชา นอกแผงโพยมากาศ มีรัศมีพรรณกระจ่างอยู่หมายว่า พระเกียรติคุณ พระธรรมคุณ พระกรุณาคุณ พระเมตตาคุณในพระองค์นั้น ยังรุ่งเรืองอยู่มิสิ้นสุด ปักด้วยไหมทอง เงิน นาก และขาว บนพื้นสีฟ้าหม่นลง ส่วนนมพัด ผูกเป็นพระนาม “เจริญ” อยู่ในรูปทรงพระโกศประดิษฐานอยู่บนเศียรช้างไอราวัต (เอราวัณ) จากนามพระสกุลเดิม คชวัตร ในส่วนของย่ามได้ออกแบบให้มีความสอดคล้องกับพัดรอง
สำหรับประชาชนทั่วไปที่มาร่วมงาน กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้ออกแบบที่คั่นหนังสือที่ระลึก โดยนำคำว่า “การออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจริญ สุวฑฺฒโน วัดบวรนิเวศวิหาร” แยกเป็นคำย่อย ออกเป็นจำนวน 16 คำ จัดทำเป็นที่คั่นหนังสือ จำนวน 16 แบบ จำนวนพิมพ์ 3,650,000 แผ่น ซึ่งได้ดำเนินการจัดพิมพ์และจัดส่งที่คั่นหนังสือไปยังสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร วัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อแจกเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ และผู้ร่วมงานทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนั้น ทางวัดบวรนิเวศวิหารยังได้จัดทำหนังสือที่ระลึกในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ แจกผู้มาร่วมพิธีและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมวางดอกไม้จันทน์ในวันที่ 16 ธันวาคมด้วย ได้แก่ หนังสือบวรธรรมบพิตร(พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) จัดพิมพ์ 1 แสนเล่ม ซึ่งพิมพ์เสร็จแล้วและหนังสือบวรธรรมบพิตร ฉบับประมวลพระรูป จัดพิมพ์ 2 แสนเล่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์
ในวันที่ 16 ธันวาคม สำนักการสังคีต ยังได้เตรียมจัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย และตอนศึกแสงอาทิตย์-พรหมาสตร์ จัดแสดงบริเวณหน้าพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสด้วย
กำหนดการพระราชพิธี
งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 16 ธันวาคม เวลา 08.00 น. จะมีการเคลื่อนขบวนพระอิสริยยศแห่เชิญพระโกศพระศพ จากวัดบวรนิเวศวิหารไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส จากนั้น เวลาประมาณ 17.30 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช
วันที่ 17 ธันวาาคม เวลา 07.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการเก็บพระอัฐิ วันที่ 19 ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชกุศลพระอัฐิและบรรจุพระสรีรางคาร ณ ตำหนักเพ็ชร และเปิดให้พุทธศาสนิกชนมาถวายสักการะพระอัฐิ ตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. และวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 10.30 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชกุศลพระอัฐิและบรรจุพระสรีรางคารณ พระวิหารเก๋ง วัดบวรนิเวศวิหาร
เลื่อนขั้นเครื่องประกอบพระศพสังฆราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระสังฆราช จากพระโกศกุดั่นใหญ่เป็นพระโกศทองน้อย
สำนักราชเลขาธิการออกหนังสือถึงสมเด็จพระวันรัต ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) จากพระโกศกุดั่นใหญ่เป็นกรณีพิเศษนั้น บัดนี้ถึงวาระการพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สวุฑฺฒโน) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อยในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคม 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ และบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างสมเด็จพระสังฆราชในอดีต ด้วยทรงดำรงอยู่ในครุฐานียะ เป็นที่ตั้งแห่งพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยตลอดพระชนม์ชีพ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151211/218403.html
คำว่ารัก เกิดขึ้นเมื่อใกล้ชิด คำว่ามิตรมักเกิดขึ้นเมื่อเข้าใจ
คำว่าพ่อเกิดขึ้นเมื่อตั้งใจ คำว่ารักตลอดไป คือ พ่อเรา
อียิปต์เป็นประเทศอิสลาม ให้เกียรติทุกชาติ ทุกศาสนา โดยไม่มีการแบ่งแยกและไม่ห้ามกิจกรรมต่างๆ ที่ทุกประเทศจัดขึ้นบนผืนดินแห่งนี้ หากไม่นำไปซึ่งความแตกแยกโดยเฉพาะการเมือง ดังนั้นจึงไม่แปลก ประเทศอียิปต์จึงถูกจับตาว่าเป็นประเทศอิสลามแบบนักเลง สามารถเข้าสังคมได้ทุกสไตล์ ทุกรูปแบบ อย่างมีขอบเขต วันนี้มีเรื่องเล่าในเหตุการณ์วันพ่อที่ดูยิ่งใหญ่บนแผ่นดินผืนเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าแผ่นดินไทยในประเทศอียิปต์
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้จัดงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญแขกผู้มีเกียรติ คณะทูตานุทูตทั่วประเทศที่ประจำกรุงไคโร ผู้แทนภาครัฐและเอกชนของอียิปต์ โดยเฉพาะพี่น้องสายเลือดไทยที่พำนักอยู่ในอียิปต์ รวมถึงคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมแขกทั้งหมดประมาณ 500 คน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต เขตซามาเล็ก กรุงไคโร
โดยในคืนงาน พีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เป็นประธานเปิดงาน โดยมี ยัสเซอร์ มูหรอด ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ ร่วมงานในครั้งนี้ด้วย หลังจากจุดเทียนชัยถวายพระพร พร้อมร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชา ปิดท้ายด้วยคำอวยพร “ทรงพระเจริญ” ดังไปทั่วทำเนียบอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงนี้ในหลวงอาจไม่ทรงได้ยิน แต่มั่นใจว่าพระองค์คงทรงรับทราบถึงความรักที่เราคนไทยไม่ว่าอยู่ในประเทศใดของโลกก็ต้องรำลึกถึง ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารร่วมกันของแขกแบบเป็นกันเอง ณ ดินแดนไทยในอียิปต์
พัชรี จันทวรินทร์ ภริยาเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้ม รู้สึกอิ่มใจได้เห็นพี่น้องๆ ทั้งไทยและต่างชาติให้ความเคารพและรักผู้เป็นพ่อของแผ่นดินไทยเรา “ร้อยดวงใจจากไคโรน้อมถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”
เช่นเดียวกับ พันธ์วิรา สระทองบ้อง กล่าวเช่นกันว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานวันพ่อในครั้งนี้ รู้สึกปลื้มปีติซาบซึ้งจนพูดบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เมื่อเห็นคนไทยมารวมตัว ด้วยความรักความสามัคคีในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ซึ่งหนึ่งเดียวที่มารวมตัวกันในวันนี้ เพราะความรักความภักดีที่มีต่อพระมหากษัตย์ไทย รวมกันเป็นหนึ่งใจเพื่อท่านคือรักพ่อของแผ่นดิน โดยท่านทูตของพวกเราที่ได้จัดเตรียมงานนี้ขึ้นมาต้องขอบคุณเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจัดงานทุกท่าน ปีนี้เป็นปีที่อบอุ่นจริงๆ
ส่วน กาญจนา อินต๊ะอิน บอกเช่นกันว่า ซาบซึ้งจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ต้องขอบคุณข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต และเจ้าหน้าที่ทีมงานทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานครั้งสำคัญนี้ขึ้นมาอย่างสมเกียรติในหลวงของไทย ทุกคนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปทั่วสถานที่ รู้สึกขนลุกด้วยความซาบซึ้งจากใจของทุกคน คนไทยและต่างชาติทุกคนมาด้วยใจจริง
ไม่ต่างจาก เอกรัฐ พิทักษ์เมธานนท์ นายกสมาคม ในนามของสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวแสดงขอบคุณท่านทูต พีรศักย จันทวรินทร์ ที่ให้เกียรติเชิญคณะกรรมการสมาคมและมวลสมาชิก เข้าร่วมงานวันชาติในปีนี้ เป็นครั้งแรกของคณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ ที่ได้เข้าร่วมงานของทางสถานทูต ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง จนทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก รวมไปถึงพี่ๆ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่ต้อนรับเป็นอย่างดี บรรยากาศภายในงานอบอุ่นและเป็นกันเอง จนทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าคนไทยจะอยู่ที่ใดก็ตาม ความเป็นสายเลือดของคนไทยก็ยังรักกันอย่างแน่นแฟ้นเสมอ
ความรู้สึกส่วนหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์มา ก็คงจะบอกแทนได้จากความรู้สึกของทุกคนที่มาร่วมงาน เราก็ไม่ต่างกันกับความรู้สึกรักพ่อ ผู้ได้ชื่อว่า “พ่อของแผ่นดิน” คนไทยในประเทศอียิปต์ไม่เคยลืมที่จะรักพ่อ และไม่เคยลืมที่จะรักแผ่นดินไทยของเรา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218320.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218312.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218303.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218284.html
เอ พี เอส ไทย จับมือ ครูตู่ โฮม เอดูเคชั่น ที่ปรึกษามืออาชีพด้านการวางแผนการศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับเด็กไทย เตรียมจัดงาน APSthai Top UK Schools & Colleges Fair 2015 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้รับข้อมูลการศึกษาต่อที่อังกฤษ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยเพื่อเป็นบุคลากรที่เก่งและดีพร้อมของประเทศ ครูปอง หรือนายปริย เนตรวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ พี เอส ไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มความสนใจของนักเรียนไทยที่ต้องการไปเรียนต่อในประเทศอังกฤษมีจำนวนมากขึ้น บริษัทจึงเตรียมจัดงาน Top UK Schools & Colleges Fair 2015 วันที่ 13 ธันวาคม 2558 นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยที่มีโอกาสไปศึกษาต่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับศึกษาต่อที่อังกฤษ และกลับมาพัฒนาการศึกษาในอนาคต ภายในงานจะมีวิทยากรจากต่างประเทศมากมายมาให้ความรู้และเทคนิคเฉพาะทางต่างๆ ทั้งการเลือกโรงเรียน เลือกวิชาเรียน จนไปถึงการเตรียมโปรไฟล์ให้น่าสนใจสำหรับมหาวิทยาลัยระดับท็อป นอกจากนี้ ยังจะมีศิษย์เก่าแบ่งปันประสบการณ์การไปเรียนต่างประเทศให้ฟังว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่อไปแล้วมีชีวิตอย่างไร และทำไมถึงแนะนำว่าควรที่จะต้องไป นอกจากนี้ ภายในงานเราจะเปิดตัวชุดค้นหาตัวตนเวอร์ชั่นใหม่ของเรา ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ใช้กันภายในต้นปีหน้า
“เพียงแค่ช่วง 2 เดือนที่เปิดรับสมัครเด็กที่ต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศ มีเด็กมาทำเรื่องสมัครเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกว่า 20 คน ในขณะที่เมื่อปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน มีนักเรียนมาติดต่อเพื่อสมัครเพียงประมาณ 3-4 คนเท่านั้น ปีหน้าเราตั้งเป้าหมายจำนวนเด็กที่จะไปเรียนต่อที่อังกฤษผ่านการแนะนำของเราจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 คน ขณะที่ในปีนี้มีทั้งหมด 25 คน นอกจากนี้ ในส่วนของนักเรียนที่เข้ามาวางแผน ทำแบบทดสอบวัดความถนัด (Career Test) และเรียนพิเศษเพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรนานาชาติและไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน” นายปริย กล่าว
นายปริย กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นที่ผู้ปกครองและนักเรียนมีความสนใจประเทศอังกฤษ เพราะที่นี่เน้นให้เด็กทุกคนได้เรียนในสิ่งที่ตนเอง เก่ง รัก ชอบ ถนัด และมีความสุข โรงเรียนดีๆ ส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษจะให้เด็กที่อายุ 13-14 ปี ทำแบบทดสอบค้นหาตัวเองที่มีชื่อว่า Career Test เพื่อที่จะหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้แก่เด็ก หลังจากนั้นเด็กจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนวิชาเรียน และเด็กสามารถที่จะเลือกวิชาเรียนของตนเองได้อย่างอิสระ ตอนอายุ 14-15 ปี เด็กจะได้เรียนหลักสูตรที่มีชื่อว่า IGCSE ซึ่งเด็กจะถูกกำหนดให้เรียนวิชาหลักแค่ 3 วิชาคือ Math, English, Science นอกนั้นอีก 6-7 วิชา เด็กจะเป็นคนเลือกเองจากความสนใจและจากผล Career Test พอเด็กอายุ 16-17 ปี เด็กจะได้เรียนหลักสูตรที่มีชื่อว่า A-level ซึ่งจะเรียนกันทั้งหมดแค่ 3-4 วิชา และเด็กเป็นคนเลือกเองทั้งหมดว่าจะเรียนวิชาอะไรบ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าอาชีพที่สนใจนั้นเป็นอาชีพอะไร เช่น คนที่อยากเรียนแพทย์ จะเลือกเรียนแค่ Math, Chemistry, Biology, และ Psychology ในขณะที่เด็กที่อยากจะทำงานด้านแฟชั่นดีไซน์ เขาก็จะเลือกเรียนแค่ Art, Textile, Media, Business Studies เด็กแต่ละคนมีอิสระในการเลือกทางของตัวเองอย่างแท้จริง เป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ ใช้เวลาเรียนในระดับปริญญาตรีแค่ 3 ปี เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้พื้นฐานที่เข้มข้นมากๆ แล้ว จึงไม่ต้องใช้เวลามากมายเหมือนระบบของประเทศอื่น
พันธมิตรในประเทศอังกฤษที่เรามี จะเป็นโรงเรียน Boarding School และโรงเรียน Sixth Form College ชั้นนำในประเทศอังกฤษ อาทิ Cardiff Sixth Form College (ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งมาต่อเนื่องหลายปี) Abbey College, d’Overbroeck’s College, Charterhouse, Brighton College, Concord College, Abingdon School, Badminton School และอื่น ๆ
นอกจากนี้ เรายังเป็นพันธมิตรกับโรงเรียนที่มีความถนัดเฉพาะด้าน เช่น โรงเรียนด้าน Art and Design อย่าง International School of Creative Arts (ISCA) และ Cambridge School of Visual and Performing Arts (CSVPA) “ผมเชื่อเสมอว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเด็กเองเท่านั้น เพราะคนเราทุกคนแตกต่างกัน ไม่มีใครลอกเลียนแบบชีวิตใครได้ ทุกคนควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง ค้นพบตัวเอง ออกแบบชีวิตตัวเองได้ ได้เรียนและทำงานในอาชีพที่ถนัดอย่างมีความสุข” นายปริย กล่าวย้ำ