ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218697.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218697.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218691.html
ถนนดินสอ ถนนสายเล็กๆ มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ณ ที่แห่งนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเวลาถึงร้อยกว่าปีมาแล้ว สถานศึกษาแห่งหนึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2443 มีชื่อว่า “โรงเรียนสตรีวิทยา” ด้วยกาลเวลาที่ดำเนินมายาวนานนี้ สิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่งก็เพราะเคยเป็นสถานศึกษาของ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และยังทรงพระกรุณารับโรงเรียนแห่งนี้ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตลอดมา
วันที่ 21 ตุลาคม 2443 เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามเดิม “สังวาลย์” พระบิดาคือชนกชู พระมารดาคือพระชนนีดำ บ้านเดิมอยู่ จ.นนทบุรี ทรงกำพร้าพระชนกมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ต่อมาครอบครัวของพระองค์ได้ย้ายมาอยู่ที่ จ.ธนบุรี ซอยวัดอนงค์ ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดอนงคาราม และโรงเรียนศึกษานารี ต่อมาพระชนนีคำเสียชีวิต เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 9 พรรษา ได้เข้าถวายตัวเป็น “ข้าหลวง” ใน “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร” ณ ตำหนักสวนสี่ฤดู และทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนสตรีวิทยา เนื่องจากทรงพระเยาว์มาก การเดินทางมาโรงเรียนค่อนข้างลำบาก ทางผู้ใหญ่ที่ตำหนักสวนสี่ฤดูฝากให้พระองค์ไปพักอยู่บ้านคุณหวน หงสกุล ข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร อยู่หน้าวัดมหรรณพาราม เพื่อจะได้อยู่ใกล้โรงเรียน
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระดำเนินไปโรงเรียนทุกวัน เมื่อทรงพระเยาว์ พระนามในขณะนั้นคือ “ด.ญ.สังวาลย์ ตะละภัฏ” ทรงศึกษาอยู่โรงเรียนสตรีวิทยาตั้งแต่พระชนมายุ 8 พรรษา จนถึงพระชนมายุ 13 พรรษา รวมระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2451 ถึง พ.ศ.2456 (ในยุคนั้นเป็นปีสุดท้ายของระดับประถม) แล้วจึงเข้าเรียนวิชาพยาบาลที่โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช
“SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” คอนเซ็ปต์การจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 115 แห่งวันสถาปนาโรงเรียนสตรีวิทยา(ส.ว.) ที่มี “ศศิณี ภัททิยกุล“ นายกสตรีวิทยาสมาคมในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พลเรือตรีหญิง สุรัชฎา ชะลออยู่ อุปนายกสมาคม สิริวรรณ พุทธิสารสิชฌน์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ ดร.สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา ทีมผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และประชาคม ได้ร้อยดวงใจจัดงานอันทรงคุณค่านี้ขึ้นมา
ตะวันใกล้ค่ำของวันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 บรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์อาวุโส อาจารย์ปัจจุบัน ต่างทยอยเดินทางมาร่วมงานในชุด “แดง-ขาว” สวยสง่า เมื่อถึงบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา นักเรียนตั้งแถวรอต้อนรับสองข้างทาง แขกที่มาร่วมงานเดินตรงกลางท่ามกลางเสียงกล่าวต้อนรับคืนสู่เหย้าและรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น งานนี้รวมถึง “นวลนง จามิกรณ์” ศิษย์เก่าส.ว.รุ่น 75 พร้อมคุณลูก “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ เกี่ยวก้อยมาด้วยกัน
“นักเรียนสตรีวิทยา” รุ่นปัจจุบัน เตรียมพร้อมช่อดอกกระแตที่ร้อยด้วยดอกมะลิสวยงาม เอาไว้มอบให้ศิษย์เก่า อาจารย์ปัจจุบัน เพื่อนำไปกราบไหว้อาจารย์อาวุโสที่มาร่วมงานด้วยใจรักผูกพัน งานนี้ ศิษย์สตรีวิทยา ได้จัดขบวนต้อนรับและมอบช่อดอกไม้กราบไหว้ อาจารย์สมจิตร ชาวันดี อาจารย์อาวุโสอายุ 90 ปี ที่นั่งรถเข็นมาด้วยความรักความห่วงใยลูกศิษย์ สร้างความปีติยินดีแก่ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง งานนี้หลายคนน้ำตาคลอเบ้าแบบไม่รู้สึกตัว
โต๊ะจีนกว่า 100 โต๊ะ บัตรนั่งสแตนด์เชียร์อีก 500 ที่นั่ง จัดเต็ม ทั้งเสิร์ฟอาหารคาวหวาน ควบคู่ไปกับการชมการแสดงของศิษย์เก่าอาวุโสรุ่น 66 และ 68 ที่ไม่อาจรู้ลืม เพราะบางคนแม้แตะ “สูงวัย” แต่เรื่องการแสดงไม่เป็นรองรุ่นลูกรุ่นหลาน เรียกได้ว่างาน “SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” เรียกทั้งเสียงกรี๊ด!!และเสียงฮาา….
มุมรถโรงเรียน(มุมบนประตูเข้าโรงเรียน ถูกจำลองเอาไว้ กลายเป็นมุมโปรดที่ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันนิยมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน และมุมที่ทุกคนที่มาร่วมงานต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึก “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” หรือ “สมเด็จย่า” ของปวงชนชาวไทยนั่นเอง
“SW DNA 115 ปี ดีกรีเข้มกว่าเดิม” มีวัตถุประสงค์เพื่อสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงเป็นศิษย์เก่า และได้ทรงพระกรุณารับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณ ชื่อเสียงของโรงเรียน ที่ได้พัฒนาสตรีให้ไปเป็นผู้นำในทุกวงการ อีกทั้งเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี รายได้ส่วนหนึ่งของการจัดงานจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา และมอบให้โรงเรียนเพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์และนักเรียน” ศศิณี ภัททิยกุล นายกสตรีวิทยาสมาคมในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(ศิษย์เก่า ส.ว.รุ่นที่ 68) กล่าว
ศศิณี กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า งานคืนสู่เหย้า 115 ปี สตรีวิทยา ดีเอ็นเอเข้มข้นในคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ ในฐานะศิษย์เก่าที่ร่วมทำงานในสตรีวิทยาสมาคมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี ได้รับความรู้สึกที่อธิบายได้ถึงความเป็นเลือดเนื้อถึงระดับยีนดีเอ็นเอว่า พวกเรารักโรงเรียน มีความภูมิใจ และมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างครูอาวุโส ครูปัจจุบัน พี่ศิษย์เก่าและน้อง ปัจจุบัน ไม่มีช่องว่างระหว่างอายุ วัย เศรษฐสถานะอาชีพ รวมทั้งสถานะทางสังคม เราทุกคน รักกัน รักกัน และรักกัน อย่างไม่มีข้อแม้
เช่นเดียวกับ “ศิษย์เก่ารุ่น 66” ได้บรรยายบทสรุปของงานไว้ว่า “ได้กลับไปเยือนถิ่นเก่าที่จากมาเป็นเวลานาน ปลื้มปีติกับการต้อนรับของน้องพี่ที่เปี่ยมล้นด้วยมิตรไมตรี ตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่รั้วแดงขาว ได้คารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน เหมือนได้กลับคืนย้อนสู่บรรยากาศเก่าๆ ในวัยเยาว์ น้องๆ ได้จัดเตรียมบรรยากาศย้อนยุคให้พี่ๆ ได้เติมเต็มความสุขด้วยรถโรงเรียนที่เราทุกคนจำได้ไม่ลืม เสียงทักทาย ถ่ายรูป ด้วยกันกับเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่รุ่นน้องที่ห่างหายกันไปเป็นเวลานาน
ชวนกันชม ช็อปของที่ระลึกที่แทนใจสายใยน้องพี่ร่วมสถาบัน เข้าสู่บรรยากาศงานเลี้ยงที่คณะจัดงานได้เนรมิตทั้งแสง สี เสียง ได้เลิศหรูอลังการ วาระสำคัญที่ปลื้มปีติยิ่ง น้องๆ ได้จัดเตรียมพวงมาลัยดอกไม้ให้รุ่นพี่ได้ กราบคารวะอาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนเรามา การแสดงบนเวทีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันให้ความสุขสำราญแก่ชาว ส.ว. เรียกเสียงกรี๊ดด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น รสชาติอาหารแสนเลิศรส และยังได้ลุ้นโชค ลุ้นรางวัลที่คณะจัดงานได้คัดสรรมาให้ชาวแดง-ขาว 115 ปี สตรีวิทยาอบอวลด้วยความรักและความผูกพันมิมีวันเสื่อมคลาย”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218681.html
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเสียงประชาชน(We Voice) จัดประชุมระดมแนวคิด “การพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย” โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาวะ ในทางทฤษฎีแล้วถือกันว่าเป็นรากฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาและช่วยหนุนการสร้างเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม การมีข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์การอ่านของประเทศ ถือว่าสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางส่งเสริมการอ่านของประเทศ อีกทั้งยังเป็นข้อมูลติดตามผลของการรณรงค์ว่าช่วยให้การอ่านของประเทศเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จึงได้ทำการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการ “การสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่าน ระยะที่ 2” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย We Voice ที่เป็นนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยและหลายสาขาวิชา ทั้งสถิติ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ เพื่อสร้างตัวชี้วัดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่สะท้อนภาพรวมการอ่านของประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอ่าน โดยการสำรวจครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการประชุมจะเป็นการหารือแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านให้เหมาะสม ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ด้านนางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า ผลการศึกษาโครงการสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยกลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งหมด 1,753 ตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการอ่านผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 166 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 222.5 นาทีต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อที่มีการแชร์ผ่านสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามจากการหาค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-100 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ค่าดัชนีเท่ากับ 40.4 หมายความว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่น้อย ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานซึ่งต้องได้ค่าดัชนีเท่ากับ 50 ขึ้นไป นอกจากนี้พบว่า มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เฉลี่ย 272 บาทต่อเดือน โดยร้อยละ 55.4 ที่มีการซื้อและร้อยละ 44.6 ไม่ได้ซื้อหนังสือเลย สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือและสื่อต่างๆ มากที่สุดคือ ชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ร้อยละ 30.7 รองลงมาคือ ไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 29 และสายตาไม่ดี ร้อยละ 19.4 นอกจากนี้มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 4.3 ที่อ่านหนังสือไม่ออก เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.2 มองว่าหนังสือมีราคาแพงเกินไป ร้อยละ 8.3 ไม่มีเงินซื้อ และร้อยละ 10.4 ไม่มีแหล่งให้ยืมหนังสือ
นางสุดใจ กล่าวต่อว่า ขณะที่การสำรวจตัวอย่างจากพ่อแม่ผู้ปกครอง 398 คน ของกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ พบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้เด็กฟังเท่ากับ 709.5 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ให้เด็กฟังเฉลี่ย 615.8 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 70.9 นาทีต่อสัปดาห์ เมื่อสำรวจกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวที่ช่วยส่งเสริมการรักการอ่านหรือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 มีการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยร้อยละ 83.2 จะอ่านหนังสือให้เด็กฟัง รองลงมาเป็นการให้คำชมเวลาเด็กอ่านหนังสือ ร้อยละ 81.3 และร้อยละ 78.6 ใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน อย่างไรก็ตามค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านเด็กปฐมวัยได้ค่าดัชนีเท่ากับ 49.6 หมายความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในระดับปานกลาง
“ข้อเสนอแนะสำคัญที่ได้จากการวิจัยนี้คือ ควรเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชน พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกเพศทุกวัยรักการอ่านมากขึ้น โดยสนับสนุนการมีพฤติกรรมตนเอง และเด็กๆ เยาวชน ให้ชอบอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน ส่วนกรณีเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองควรเพิ่มการอ่านหนังสือให้ลูก หลานฟังให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ รวมถึงดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กในการใช้อุปกรณ์ดิจิตอล สนับสนุนและส่งเสริมการผลิต พัฒนาเนื้อหา และรูปแบบของข้อมูล/ความรู้ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ เพื่อมุ่งพัฒนาความรู้ และทักษะตามความสนใจของกลุ่มคนต่างๆ” นางสุดใจ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218664.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218616.html
การจัดดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ บริเวณพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็นแม่งานในเรื่องดังกล่าว
รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช คณาจารย์ นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ และศิษย์เก่า ได้รับมอบหมายจัดดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ บริเวณพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของ มทร.ธัญบุรี ที่ได้ร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช
ที่ผ่านมาทางสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้น้อมรำลึกในเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการจัดดอกไม้หน้าพระโกศครั้งที่ 1 ความสุขในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 สัตบุษ พุทธชาด ครั้งที่ 3 บุปผชาติพิไล น้อมถวาย ครั้งที่ 4 พวงมาลาน้อมสำนึก ครั้งที่ 5 มาลี วิวัตร ครั้งที่ 6 พานพุ่มน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7 คชวัตร ราชมังคลา น้อมถวาย พระสังฆราชา และเพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ผู้ควบคุมและดูแลดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งพระเมรุ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ เล่าว่า การตกแต่งพระเมรุเน้นความเรียบง่าย ตามพระจริยวัตรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยดอกไม้สีขาวซึ่งเปรียบเสมือนสมเด็จพระสังฆราช ส่วนดอกไม้สีเหลืองเปรียบเสมือนความเป็นพระสงฆ์และความเป็นสกลมหาสังฆปริณายกของพระองค์ท่าน ดอกไม้ที่ใช้ในการประดับตกแต่งในการออกพระเมรุในครั้งนี้เน้นดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก ดอกพุด และดอกกล้วยไม้ ซึ่งเปรียบเสมือนพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม และที่สำคัญเป็นดอกไม้ไทยที่นำมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยใช้เทคนิคและวิธีการในการกรอง ร้อย ติด ปัก และการเย็บ ประดิษฐ์ขึ้นเป็นดอกบัว ดอกกล้วยไม้ และอื่นๆ ในการนี้สาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับผิดชอบในการจัดตกแต่งพระเมรุด้วยรายละเอียด ดังนี้
1.ฉัตรประดับ อิสริยยศ ร้อยด้วยดอกรักและดอกพุด ลายสี่ก้านสี่ดอก ผูกด้วยอุบะตุ้งติ้งดอกข่าบาน สีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งสังฆราชา ประดับตกแต่งด้วยเพชร แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งปัญญา เข็มขัดรัดฉัตร ติดด้วยกลีบดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเหลืองทีละกลีบประกอบเป็นลวดลายกระจังและดอกประดับเป็นลวดลายใบเทศและดอกพิกุล
2.พวงแก้วแขวนประดับช่องประตู ประดิษฐ์เป็นรูปดอกบัว เรียงร้อยด้วยดอกพุด ดอกรัก ดอกกล้วยไม้ และดอกบานไม่รู้โรย ส่วนประกอบเป็นรูปดอกบัว ลายล้อมอยู่ในพวงแก้วแสดงถึงพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ท่าน และพระกรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปทั่วโลก ตัวโครง ร้อยเรียงดอกพุด และดอกรักด้วยลายสี่ก้านสี่ดอก ส่วนตกแต่งและรอยต่อประดิษฐ์ติดด้วยดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเหลือง ประดิษฐ์เป็นเฟื่องแบบ และห้อยด้วยอุบะไทยทรงเครื่อง ส่วนล่างของพวงแก้ว ร้อยเรียงด้วยดอกรัก และดอกข่าบานไล่ระดับเพื่อให้เกิดความอ่อนช้อยสวยงาม
3.ประดิษฐ์ดอกไม้แบบไทยสำหรับประดับตกแต่งบริเวณพระเมรุ ทางขึ้นพระเมรุด้านบน ประดิษฐ์เป็นพานพุ่มประดับกลีบบัว ติดด้วยกลีบดอกบานไม่รู้โรย รองด้วยกระทงใบตองกลีบหัวนกลายเปียประดับกลีบสัตบุษย์ วางบนฐานใบตอง ซึ่งประดับตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้ที่ประดิษฐ์มาจากดอกบานไม่รู้โรย บริเวณขอบพระเมรุด้านล่าง จัดดอกบัวที่ประดิษฐ์จากกลีบดอกบานไม่รู้โรยไล่ระดับ รองด้วยฐานใบตองสดและตกแต่งดอกไม้ประดิษฐ์แบบไทย
4.พวงมาลัยตกแต่งราวบันได และโคมไฟ ร้อยด้วยดอกพุดผูกด้วยอุบะพู่ ครอบด้วยกรวยใบตองกลีบการเวก
ความยากของงานในครั้งนี้ จะต้องคิดในเรื่องของดอกไม้ที่จะทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน ทนความร้อนมากที่สุด เพราะดอกไม้ต้องอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงต้องเลือกและทดลองใช้ดอกไม้
ระยะเวลาในการประดิษฐ์ดอกไม้ใช้เวลา 30 วัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์จำนวน 200 คน ทั้งนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้ต้องขังทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลองหก จ.ปทุมธานี การถวายงานจัดดอกไม้การออกพระเมรุของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้ใช้วิชาชีพของตัวเอง ในการช่วยเหลือพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ นักศึกษาตระหนักเห็นถึงความสำคัญ มีจิตสำนึกในการใช้วิชาชีพของตัวเองที่นำมาใช้ประโยชน์สูงสุด เป็นมงคลสำหรับชีวิต ได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและสืบสานงานฝีมือที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้มาเป็นระยะเวลายาวนาน
วันที่ 13 ธันวาคม 2558 จัดดอกหน้าพระโกศ ประกอบไปด้วย ช้างเผือก 6 เชือก ซึ่งช้างเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระสังฆราช ไก่แจ้ 2 ตัว ไก่ที่ทรงเลี้ยง พุ่ม 8 พุ่ม แสดงถึงความเคารพและศรัทธา
วันที่ 14 และ 15 ธันวาคม 2558 นำดอกไม้ที่ประดิษฐ์ไปจัดตกแต่งพระเมรุ ประกอบด้วย ดอกบัวมากกว่า 100 ดอก ดอกบันไดสวรรค์ 80 ต้น บริเวณระเบียงพระเมรุ พวงแก้ว 3 พวง ประดับช่องประตูพระเมรุ พุ่มประดับมากกว่า 60 พุ่ม พวงมาลัยประดับโคมไฟ 44 พวง ฉัตร 6 ต้น เข็มขัดรัดฉัตร 30 อัน ดอกกล้วยไม้แคทลียา มากกว่า 100 ดอก
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218608.html
ปิดฉากไปแล้วอย่างงดงามสำหรับงานใหญ่ Siam Open House 2015 : นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษา ครั้งที่ 20 ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 พฤศจิกายน ณ มหาวิทยาลัยสยาม เพชรน้ำงามแห่งฝั่งธนบุรี มีรถไฟฟ้าผ่านหน้ามหาวิทยาลัย สะดวกในการเดินทางอย่างยิ่ง
ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวเปิดงานว่า “มหาวิทยาลัยสยามยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งความรู้ให้นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูลในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ค้นพบตนเองและก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และไม่เฉพาะในงานนี้เท่านั้น มหาวิทยาลัยมีศูนย์รับสมัครและสำนักวิชาการที่พร้อมจะให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง และนักเรียนที่สนใจมาสอบถามเสมอตลอดเวลาทำการ จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีกด้วย”
&nbsnbsp; หลังพิธีเปิด บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคัก สถาบันอุดมศึกษาที่มาร่วมออกบูธ ประมาณ 30 บูธ ต่างก็ใช้กลยุทธ์ในการเชิญชวนให้ผู้มางานร่วมกิจกรรมในบูธ โดยมีเอกสาร สมุด ปากกา ดินสอ หมวก พัด กระเป๋า ฯลฯ แจกให้ผู้มาร่วมงาน มีเสียงเพลงจาก “น้องกวาง” อาริศา หอมกรุ่น นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ผู้ผ่านการประกวดในรายการ ไทยแลนด์ กอตทาเลนต์ สร้างบรรยากาศและรอยยิ้ม รวมทั้ง “น้องวิว” พงศ์ชนก กันกลับ มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2009 นักกีฬาเทควันโด ทีมชาติ มาร่วมให้ข้อคิดแชร์ประสบการณ์ว่า “การที่ได้มาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทำให้มีความกล้า และมั่นใจในการแสดงออก รวมทั้งสามารถพูดออกเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามอักขรวิธี สามารถนำไปใช้ในการเป็นพิธีกรรายการ “กีฬาวาไรตี้ แชมป์จัดไป” ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 บ่ายโมงวันอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี”
ส่วน “น้องฟิลลิป” ธีรศักดิ์ เฮ้าเฮง นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว บาร์เทนเดอร์รูปหล่อของ Bangkok Hotel เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า “การได้มาเรียนที่นี่ ถือเป็นโอกาสทองของชีวิต เพราะได้รับความรู้มากมาย ได้ฝึกพัฒนาวิชาชีพจากประสบการณ์จริง และทำให้หารายได้จากการทำงานในอาชีพที่ชอบและถนัดด้วยครับ”
สำหรับผู้มาร่วมชมงาน อังคเรศ อิทธิปาทานันท์ คุณครูโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ที่นำนักเรียนมาร่วมงานทุกปีเปิดเผยว่า “โรงเรียนเราอยู่ชานเมือง ไม่สะดวกที่จะพานักเรียนไปชมมหาวิทยาลัยอื่นๆ เองทั้งหมด มหาวิทยาลัยสยามจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักเรียน” ทินกิตย์ จวบสมัย นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เล่าอย่างตื่นเต้นว่า “สุดยอดเลยครับ ผมและเพื่อนๆ ชอบมาก เพราะทำให้เข้าใจ และชัดเจนว่าแต่ละคณะในมหาวิทยาลัยเรียนอะไร ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเลือกเรียนคณะอะไรที่โดนใจที่สุด”
ในช่วงบ่ายมีการเปิดโรงละคร มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งเป็นโรงละครที่มีอุปกรณ์ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ ระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รองรับผู้ชมได้ 200 ที่นั่ง สามารถผลิตงานแสดงที่มีคุณภาพ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแสดงความสามารถของนักศึกษาพร้อมทั้งเป็นการบริการทางวิชาการ ด้านการเรียนการสอน และการพัฒนางานวิจัยของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป อันเป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย หลังพิธีเปิดเป็นการแสดงละครเวทีของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ ซึ่งสนุกสนาน และจุดประกายแห่งความสนใจใคร่เรียนให้น้องๆ ที่มาร่วมชมเป็นอย่างยิ่ง
ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน นอกจากส่วนนิทรรศการแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เช่น Cooking Contest ของสาขาวิชาการโรงแรม และการท่องเที่ยว การจำลองการผลิตรายการโทรทัศน์ ทดลองเป็นดีเจ การผลิตภาพยนตร์ ของภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ การแสดงโฟล์คซอง ของศิลปินเดอะ วอยซ์ เดอะสตาร์ เคพีเอ็น ซึ่งเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทั้งสิ้น
จากการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ล้วนเป็นสิ่งหล่อหลอมจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การสืบสานและสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกและพัฒนาต่อยอดสานฝันเป็นบุคคลคุณภาพ สามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ ล้วนเป็นผลพวงของสถานศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ครูอาจารย์ที่เฝ้าเคี่ยวกรำจนศิษย์เป็นตัวเป็นตน นับเป็นพันธกิจที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ
ส่วนจะสัมฤทธิผลเพียงใดนั้น เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายตีโจทย์ให้กระจาย และขยายผลให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218599.html
14ธ.ค.2558 นายสง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การรับประทานอาหารในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีข้อควรปฏิบัติ 6 ข้อ ดังนี้ 1.เน้นผักผลไม้ สลัดในอาหารไทย อย่างเมนูน้ำพริก ผักสด ผักลวกเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก 2. หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาว 3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 4. ลดอาหารรสมัน หวาน เค็ม กินอาหารด้วยสูตร 6:6:1 นั่นคือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา กินไขมันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา และกินเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา5.กินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อน ล้างผักให้สะอาด ปรุงสุก ไม่กินสุกๆ ดิบๆ เลี่ยงอาหารที่อาจมีการปนเปื้อนสารกันปูด เชื้อรา และ6.ลดและงดเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ควรดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเมาต้องไม่ขับ นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงชนิด หรือประเภทของอาหาร ควรเน้นอาหารประเภทนึ่ง ต้ม มากกว่าทอดหรือผัด และปริมาณของอาหารที่รับประทาน ควรรับประทานให้เหมาะสมพออิ่ม
นายสง่า กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มักจะมีการจัดเลี้ยง และการมอบของขวัญให้แก่กันแต่ปัจจุบันคนยังขาดความตระหนักในการเลือกรับประทานอาหาร หรือการมอบของขวัญที่มีคุณค่า ปลอดภัย สร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่กินด้วยความเคยชิน ไม่มีความรู้ ขาดความระมัดระวัง นำมาซึ่งไขมัน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แทนที่ปีใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลรักษาสุขภาพ ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมาได้ ดังนั้น ในปีใหม่นี้ขอแนะนำให้เริ่มต้นปีด้วยการให้ของขวัญโดยการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ทบทวนสำรวจพฤติกรรมของตนเองในรอบปี เช่น ท้องเสียกี่ครั้ง ลาป่วยกี่หน พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใส่ใจดูแลสุขภาพ กินอาหารเหมาะสม มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุด
“ส่วนของขวัญของฝากในปีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้ก เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน ครีม นม เนยสูงมาก ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าให้มากเกินไป หรือเลือกเค้ก ที่หวานน้อย หรือเลือกของขวัญของฝากที่มีคุณค่า ราคาไม่แพง เลือกซื้อผลิตภัฑณ์ของไทย หรือจัดกระเช้าปีใหม่ด้วยตัวเอง เช่น กระเช้าไข่ กระเช้าผักสดผลไม้ไทยๆ ก็จะมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ”นายสง่ากล่าว
นางชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.จัดกิจกรรม “Healthy living เมนูตอนรับปีใหม่” โดยเสนอให้คนไทยให้เค้กวุ้นสมุนไพรเป็นของขวัญหรือรับประทานในงานเลี้ยงแทนเค้กที่ทำจากแป้ง เนื่องจากเค้กวุ้นสมุนไพร เป็นการทำจากสมุนไพรและผงวุ้นที่ทำจากสาหร่ายทะเล โดยนำสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ใบเตย คำฝอย ฝาง อัญชัน และบีทรูท ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นๆและมีสีสันที่แตกต่างกันนำมาผสมกับผงวุ้นแล้วเทใส่แม่พิมเป็นชั้นๆจะได้เค้กวุ้นที่สีสันสวยงาม
“ที่สำคัญ เค้กวุ้นสมุนไพร ไม่มีส่วนผสมของแป้ง ผงฟู ไม่ผสมสีสังเคราะห์ ไม่มีสารกันบูดและไขมันทรานส์ ขณะที่ อัญชันและใบเตยช่วยเรื่องปรับธาตุ สร้างสมดุลในร่างกาย และบำรุงหัวใจ ส่วนฝางและบีทรูทช่วยบำรุงเลือด และคำฝอย ช่วยลดคลอเรสเตอรอล ปริมาณน้ำตาลจะใช้ในปริมาณที่ไม่ทำให้หวานมาก ดังนั้น กินรับประทานเค้กวุ้นสมุนไพรจึงเหมือนการดื่มน้ำสมุนไพรจากธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ และย่อยง่ายไม่เหมือนเค้กครีมที่ทำจากแป้งซึ่งย่อยยาก รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย”นางชินริณีกล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218580.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218521.html
“หลายคนได้ตั้งคำถามกับผมว่า “ได้เวลาปฏิรูปการศึกษาด้านแฟชั่นแล้วหรือยัง?” ในความคิดของผมนั้น ผมเชื่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันมีเหตุปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคในการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่น ประการแรก การรับรู้ด้านแฟชั่นที่ถูกตีกรอบ โดยมหานครที่ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นของโลก ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส และมิลาน ประการต่อมาคือ วัฒนธรรมของแต่ละชาติไม่ได้ถูกผสมผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น ทำให้มีเพียงคนกลุ่มเดียวของโลกเป็นผู้สร้างแฟชั่น ในขณะที่คนที่เหลือในโลกได้กลายเป็นผู้ตามแฟชั่น โดยปราศจากความเข้าใจในรากฐานอย่างลึกซึ้ง และประการสุดท้ายคือ การศึกษาด้านแฟชั่นยังไม่กว้างขวางเพียงพอที่จะเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ ในโอกาสนี้ผมขอนำเสนอ 3 กลยุทธ์หลัก และ 2 ตัวขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาการศึกษาแฟชั่นและกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก”
ถ้อยวลีดังกล่าวเป็นการนำเสนอ “นิยามใหม่ของการศึกษาแฟชั่น” ของ “ศ.(พิเศษ)ดร.สาคร สุขศรีวงศ์” ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI Chanapatana) ในงานฟอรั่ม “Fashion Colloquia” ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2558 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
3 กลยุทธ์ใหม่ด้านการศึกษาแฟชั่น 1. “การเข้าถึงมวลชน” (Mass access) เป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับปัญหาเรื่องการศึกษาแฟชั่นแบบดั้งเดิมที่ผลิตดีไซเนอร์ได้น้อยผ่านท่างระบบการด้านแฟชั่นแบบดั้งเดิม โดยเราควรผลิตแฟชั่นดีไซเนอร์ให้ได้มากขึ้นทั่วโลก ด้วยการเปิดทางเลือกใหม่ให้แก่การศึกษาแฟชั่น 2.“สร้างวัฒนธรรมให้เป็นรากฐานของแฟชั่น” (Culture as means) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเทรนด์เซตเตอร์ (trendsetter) ที่เกิดขึ้นจากเพียงคนกลุ่มเล็กๆ สร้างเทรนด์แฟชั่นขึ้นมา จากนั้นทุกคนก็รับรู้และซึมซับเทรนด์ดังกล่าว โดยขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้นควรสร้างให้วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นผสมผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น เพื่อให้เกิดสไตล์ใหม่ๆ และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับต่อไป 3.“การสร้างคุณค่าร่วมกัน” (shared value) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดและความต้องการระหว่างผู้บริโภคและดีไซเนอร์ เพื่อสร้างเทรนด์แฟชั่นโลกอย่างแท้จริง
2 ตัวขับเคลื่อน สนับสนุนกลยุทธ์ใหม่ด้านการศึกษาแฟชั่น 1. โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาทางเลือก ที่จะให้โอกาสและพัฒนาขีดความสามารถของดีไซเนอร์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ การศึกษาแฟชั่นในหลักสูตรแบบดั้งเดิมเป็นการพึ่งพาสถาบันเอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผลิตดีไซเนอร์ได้น้อย แต่หากเป็นหลักสูตรจากสถาบันของรัฐบาล ที่แม้จะคิดค่าเล่าเรียนต่ำ แต่ก็ไม่สามารถรับนักเรียนเพิ่มเพราะงบประมาณของภาครัฐบาลมีจำกัด ดังนั้นโครงสร้างหลักสูตรทางเลือกจะสามารถนำเสนอหลักสูตรหลากหลายในราคาเหมาะสมเพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงหลักสูตรได้จำนวนมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวอย่าง 2 หลักสูตร คือ
1.1 โครงสร้างหลักสูตรธุรกิจเพื่อสังคม (social venture model) สร้างการศึกษาแฟชั่นให้มีคุณภาพ ด้วยอัตราค่าเรียนที่ไม่สูงมาก แต่เพียงพอให้สถาบันดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างคือ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ ในประเทศไทยที่ค่าเล่าเรียนต่ำกว่าในตลาดประมาณ 1 ใน 3 และประสบความสำเร็จมาโดยตลอด สามารถผลิตดีไซเนอร์ที่มีศักยภาพได้หลายร้อยคนในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา
1.2 โครงการหลักสูตรออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อาทิ Coursera ที่นำเสนอหลักสูตรออนไลน์ฟรี พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้ผู้สำเร็จการศึกษา โดยมีรายได้จากองค์กรต่างๆ และบริษัทรับจัดหางาน (headhunter) มากกว่าที่ได้จากค่าเล่าเรียน หรือ เงินสนับสนุน
2.ระบบความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ปัจจุบันโซเชียลมีเดียก็ทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นเรื่องง่ายขึ้น จึงนำมาสู่แนวคิดเรื่อง “ห้องเรียนของโลก” ที่สามารถทำได้จริงในปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบการเรียนรู้อย่างพึ่งพา (collaborative classroom setting) ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทุกคนสามารถช่วยเผยแพร่ไอเดีย ผู้บริโภคและดีไซเนอร์สามารถคุยเรื่องแนวคิดการออกแบบได้ทางโซเชียลมีเดีย ได้ตั้งแต่ค้นหารวบรวมข้อมูลไปจนถึงสร้างเทรนด์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกและดีไซเนอร์เป็น ผู้ผลักดันร่วมกัน
“ยังช่วยลดช่องว่างของดีไซเนอร์ ที่สามารถหาแหล่งผู้ผลิตได้จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสรุปก็คือ ระบบเทคโนโลยีโซเซียลมีเดีย จะช่วยให้คนทั่วโลกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการแฟชั่น ตั้งแต่การศึกษา การสร้างเทรนด์ ไปจนถึงการผลิตได้อย่างครบวงจรอย่างแท้จริง”
“ชนาพัฒน์” ก่อตั้งขึ้นโดย “หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร” เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ ให้เป็นสถาบันการออกแบบชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านแฟชั่นของไทย และนำประเทศไทยไปสู่สังคมเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์”
“หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร มีความเชื่อมั่นในพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนทุกคน และมุ่งหวังจะสร้างคนไทยให้เป็นนักออกแบบในระดับโลก CIDI ชนาพัฒน์ จึงเปิดกว้างสำหรับทุกคนให้เข้ามาเรียน โดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการออกแบบ จึงทำให้นักศึกษาของ CIDI ชนาพัฒน์ มีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร สถาปนิก หรือผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ บัญชี การเงิน การตลาด รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ โดยอาจารย์ผู้สอนทั้งหมดเป็นคณาจารย์จากประเทศชั้นนำด้านการออกแบบ จากสถาบันชื่อดังที่สอนด้านการออกแบบในประเทศอิตาลี และใช้หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก Ministry of Public Education ของประเทศอิตาลี”
ในทุกๆ ปี นอกจาก CIDI ชนาพัฒน์ ผลิตนักศึกษาด้านการออกแบบทั้งด้านแฟชั่นดีไซน์ และการออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ จำนวนกว่า 100 คน สถาบันยังได้มอบทุนให้นักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไปศึกษาต่อที่ประเทศอิตาลี อีกปีละ 2 ทุน คือด้านออกแบบแฟชั่น (Fashion Design) 1 ทุน และด้านการออกแบบตกแต่งภายในและผลิิตภัณฑ์ (Interior & Product Design) 1 ทุน อีกด้วย และปัจจุบัน CIDI ชนาพัฒน์ได้ดำเนินการมาจนเข้าปีที่ 15 ปี มีนักศึกษาถึง 15 รุ่น สร้างนักออกแบบเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และนักออกแบบตกแต่งภายในที่เป็นที่รู้จัก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมาแล้วมากมาย
นิทรรศกาลผลงานนักศึกษา
ว่ากันว่า “ศ.(พิเศษ)ดร.สาคร สุขศรีวงศ์” เป็นคนรุ่นใหม่ที่อุทิศตนเพื่อพัฒนา “ชนาพัฒน์” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการบริหารธุรกิจ จาก University of South Australia ออสเตรเลีย ปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ จาก The George Washington University สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรี สาขาการธนาคารและการเงิน จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และได้ศึกษาหลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School สหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์ทำงาน ประธานกรรมการบริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน), กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ร้านภูฟ้า โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, อาจารย์พิเศษของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218523.html
“อย่าเห็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่ผมโตมาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็ยังเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสื่อสารได้ หรือแม้แต่โทนี่ จา (จา พนม) นักแสดงที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ แต่เมื่อเรียนเพียง 1-2 ปี ก็สามารถให้สัมภาษณ์ฮอลลีวู้ดเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่อง”
“หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นภาษาอังกฤษ (English Program และ Mini English Program : EP/MEP) ของโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 23 (สพม.23) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ต้องการมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ในการจัดการเรียนการสอน EP/MEP ของโรงเรียน เพราะถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้มารับฟังรายงานผลการจัดการเรียนการสอนที่สอนโดยครูไทยและครูชาวต่างประเทศ ซึ่งจ้างมาจาก 5 ประเทศคือ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งครูชาวจีนและเกาหลีที่สอนภาษาดังกล่าว พร้อมทั้งรับฟังการใช้ภาษาอังกฤษจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายที่เรียนในโปรแกรม EP/MEP จำนวน 111 คน แยกเป็น นักเรียนชั้น ม.ต้น 3 ห้องเรียน (89 คน) และ นักเรียนชั้น ม.ปลาย 2 ห้องเรียน (29 คน)
“จากการสอบถามครูชาวต่างประเทศ ผมได้แสดงความห่วงใยในการเรียนการสอน EP เพราะหากเด็กไม่เข้าใจภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งพอ ยิ่งจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะวิชาที่มีความยากอยู่แล้ว เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ หากเด็กเข้ามาเรียนในโปรแกรมนี้โดยยังไม่มีความพร้อมด้านภาษาหรือไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษที่ดีพอ แต่ปล่อยให้เรียนโดยให้เด็กฟังไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้เด็กไม่ได้ทั้งภาษาอังกฤษและวิชา ซึ่งทำให้โรงเรียนต้องจัดครูไทยมาสอนอีกรอบ แต่หากเราไปดูต่างประเทศที่เรียน EP จะพบว่าสิ่งที่ต้องเน้นกลับไม่ใช่วิชาต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นจัดการเรียนการสอนมากกว่าปกติคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นแนวคิดที่หวังจะใช้ “วิชา” เป็นตัวถ่ายทอด “ภาษาอังกฤษ” ก็จะทำให้ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งคู่”
นพ.ธีระเกียรติ ได้ฝากข้อคิดว่าเราต้องการจะสอนโดยเน้นไปที่คุณภาพหรือจะทำในรูปแบบแบบเดิมๆ เพราะหากเราต้องการให้ EP ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหมายจริงๆ ควรจะต้องมีการทบทวนวิธีการสอน หรือจัดครูที่ได้มาตรฐาน หรือนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยสอน มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกผู้ปกครองให้เข้ามาเรียนด้วยความหวัง เพราะหากเรียนสำเร็จหลักสูตร EP แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
ไม่เพียงเท่านั้น การเรียนการสอน EP จำเป็นต้องฝึกให้นักเรียนกล้าพูด กล้าแสดงออก เพราะปัญหาคือเด็กไทยจำนวนมากยังไม่กล้าตอบหรือสนทนา เพราะเด็กยังห่วงที่จะรักษาหน้าตัวเอง กลัวผิด หรืออายเพื่อน ทั้งที่การใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ดี จำเป็นต้องฝึกด้วยตนเอง ไม่มีทางลัด (Shortcuts) ใดๆ ที่จะทำให้พูดได้..
“และอย่าเห็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่ผมโตมาจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็ยังเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสื่อสารได้ หรือแม้แต่โทนี่ จา (จา พนม) นักแสดงที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ แต่เมื่อเรียนเพียง 1-2 ปี ก็สามารถให้สัมภาษณ์ฮอลลีวู้ดเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่อง
ผมพอใจในการเรียนการสอนและความตั้งใจของครูทุกท่านในโรงเรียนนี้ ฝากว่าหากโรงเรียนที่มีความพร้อมทั้งงบประมาณ การเปิดหลักสูตร และมีครูชาวต่างชาติ เข้ามาช่วยสอนแล้วยังไม่สำเร็จ ยิ่งจะทำให้โรงเรียนอื่นที่มีความพร้อมน้อยกว่า จะยิ่งมองไม่เห็นความสำเร็จในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จึงเป็นกำลังใจให้ และพร้อมจะให้การสนับสนุนต่อไป” นพ.ธีระเกียรติ ฝากทิ้งท้าย