พลัง’เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151219/218905.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558
พลัง'เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

พลัง’เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

           การรวมตัวครั้งใหญ่ของเยาวชนไทยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรหลายภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญของพลังเยาวชนใน โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย ปี 4 ที่ดำเนินมาถึงรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดโครงการจิตอาสาต้นแบบเปลี่ยนประเทศ ประจำปี 2558 ที่สามารถปลุกพลังและสร้างกระแส “Active Heart…Active Mind…Active Citizen” เกิดเป็นพลเมืองสายพันธุ์ใหม่ ที่หัวใจรู้จักการให้ และเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ภายใต้แนวคิด Gen A (Generation Active) “รวมพลคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา” ทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ขับเคลื่อนการสร้างพลเมืองเพื่อประเทศไทยที่น่าอยู่ ที่เกิดจากพลังความร่วมมือขององค์กรภาคีหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม สสส. มูลนิธิธรรมดี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด โดยปีนี้ มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการกว่า 800 คน จากหลายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นว่า โครงการนี้ จะมีส่วนช่วยปลูกจิตสำนึก พร้อมทั้งกระตุ้นเด็กและเยาวชนให้เกิดความกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อชุมชนของตนเอง อันจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) ที่พลเมืองทุกคนมีความรู้รับผิดชอบในหน้าที่ของตนและสำนึกสาธารณเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ด้าน ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า ภายใต้โจทย์หลัก “พลังจิตอาสาเปลี่ยนประเทศ” เยาวชนคน Gen A ที่ผ่านการคัดเลือกมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศทั้ง 8 ทีม จาก 28 ทีมในรอบแรก ได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจผ่านรูปแบบโครงการจิตอาสาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ภายในงาน มีโครงการจิตอาสาที่โดดเด่นรวมทั้งสิ้น 11 ทีม มาออกบูธแสดงผลงานกิจกรรมจิตอาสาอย่างยิ่งใหญ่ เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้เข้างานได้เป็นจำนวนมาก

ทีมที่สามารถคว้ารางวัลสุดยอดโครงการจิตอาสาต้นแบบประจำปี 2558 ไปครองได้สำเร็จ คือ โครงการไออุ่นรักจากเปลวเทียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร นำทีมโดย นายพุทธชัย พูนเจริญผล โครงการนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มนักศึกษา คณะครุศาสตร์ หัวใจอาสา ผู้มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม จัดตั้งกลุ่มพัฒนาสังคมเพื่อปลูกจิตสำนึกแห่งความเป็นครูให้แก่เยาวชนและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล พลังความมุ่งมั่นในการสร้างครูผู้พัฒนาชาติของทุกคนในทีม ได้ปลุกพลังจิตอาสาและสะเทือนอารมณ์ของผู้ที่ได้รับชมในวันนั้น จนสามารถพิชิตใจคณะกรรมการ และได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนในการดำเนินโครงการจิตอาสา จำนวน 50,000 บาท

สำหรับรางวัลชนะเลิศประจำภาค 3 รางวัล ซึ่งแต่ละทีมได้รับมอบโล่ประจำโครงการพร้อมทุนในการดำเนินโครงการทีมละ 50,000 บาท ได้แก่ โครงการเยาวชนสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน (Eco Students) โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ จ.กรุงเทพฯ โครงการเชียงของเรนเจอร์ จากโรงเรียนเชียงของวิทยาคม จ.เชียงราย และ โครงการรักษ์ต้นน้ำเสริมสร้างจิตสาธารณะตามแนวพระราชดำริ โรงเรียนสตรีพัทลุง จ.พัทลุง

รางวัลรองชนะเลิศประจำภาค 4 รางวัล รับมอบโล่ประจำโครงการและทุนดำเนินโครงการทีมละ 7,000 บาท ได้แก่ โครงการ UP TO YOU ชีวิตดี…มีทางเลือก จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และ โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา จ.พิษณุโลก โครงการYES I A_M มหาวิทยาลัยสยาม จ.กรุงเทพฯ โครงการโอบอุ้มโลกให้สดใส ด้วยน้ำใจของพวกเรา มหาวิทยาลัยศรีปทุมขอนแก่น จ.ขอนแก่น และ โครงการ นศท.อาสาพัฒนาชุมชน โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา

ดร.สุเมธ กล่าวในช่วงท้าย ย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตสาธารณะว่า ประเทศไทยอยู่มาได้ถึงวันนี้ ทั้งที่ผ่านวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะคนไทยรู้จักให้ ด้วยความรักความเมตตา และหวังว่า พลังความมุ่งมั่นของเยาวชน Gen A ในวันนี้ จะแผ่ขยายไปสู่สังคมวงกว้าง และกระตุ้นให้ทุกคนลุกขึ้นมาลงมือทำเพื่อผู้อื่น

สสส.ไฟเขียวรื้อระเบียบ26ฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218890.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
สสส.ไฟเขียวรื้อระเบียบ26ฉบับ

บอร์ด สสส.ไฟเขียว รื้อระเบียบ 26 ฉบับ กรรมการต้องไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เวลา 90 วันลาออกจากองค์กรอื่น

                      18 ธ.ค. 58  พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด สสส. ว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองของ สสส. ที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน ได้พิจารณาและเสนอให้ปรับแก้ไขข้อบังคับ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ สสส. จำนวน 26 ฉบับนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว และเห็นชอบให้ปรับปรุงข้อบังคับ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ ทั้ง 26 ฉบับ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 และเพื่อให้การบริหารจัดการ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาทิ การกำหนดขอบเขตงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม เป็นต้น โดยเชื่อว่าการปรับแก้ระเบียบจะให้เวลาไม่นานที่จะสามารถลงนามปรับแก้ได้ทันที
                      พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า กรณีการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการฯ ให้ปรับแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกองทุนฯ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2553 และจรรยาบรรณคณะกรรมการกองทุนฯ กำหนดไม่ให้คณะกรรมการฯ ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กรรมการบริหารแผนฯ กรรมการประเมินผลฯ มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เสนอขอรับทุน อาทิ เป็นกรรมการ ผู้บริหารองค์กรที่รับทุนจาก สสส. ยกเว้นเป็นองค์กรภาครัฐ เช่น มีตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เป็นต้น โดยบอร์ด มีข้อสรุปว่า ให้เวลาคณะกรรมการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบภายใน 90 วัน หลังจากมีการแก้ระเบียบแล้วเสร็จ
                      พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ภายหลังจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณนั้น จะมีการลงนามรายงานผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวให้ คตร. ได้รับทราบ เพื่อขอความเห็นใจให้ยกเลิกการชะลอการใช้จ่ายงบฯ ของ สสส. โดยเร็วที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีภาคีได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยพบว่าหลายโครงการที่เป็นองค์กรรับทุนจาก สสส. ซึ่งมีการทำสัญญาต่อเนื่องมีภาคีและผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 4,600 คน เมื่อไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ก็ทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้กับบุคลากรในองค์กรผู้รับทุนได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมีการสำรองจ่ายไปก่อน แต่หากยืดเวลาการเบิกจ่ายออกไปอีกก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น ซึ่งจะมีการเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาผ่อนผันหรือหาแนวทางเยียวยาต่อไป
                      “สำหรับการอนุมัติโครงการในอนาคตนั้น ในการแก้ระเบียบที่จะมีการปรับแก้ได้มีการระบุถึงการจำกัดลักษณะของโครงการเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องของคำว่าสุขภาพ เพื่อไม่ให้มีการครอบคลุมคำว่าสุขภาพอย่างไม่มีข้อจำกัดเหมือนที่ผ่านมา ส่วนโครงการที่ดำเนินการมาต่อเนื่องก็ยังต้องดำเนินการต่อไป

สธ.สรุปฟันโพสต์น้ำเมา3กลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218874.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
สธ.สรุปฟันโพสต์น้ำเมา3กลุ่ม

สธ.สรุปเรียกสอบโพสต์น้ำเมาแล้วกว่า 50 คน ฟันความผิดเป็น 3 กลุ่ม โดนทั้งดารา – บริษัท

                      18 ธ.ค. 58  จากกรณีที่มีการร้องเรียน ดารา ศิลปิน โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พิจารณาแล้วพบว่า เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และมีการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ แบ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซี (นามสมมติ) มีจำนวนทั้งสิ้น 19 ราย ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้เข้าให้ถ้อยคำครบถ้วนแล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอส (นามสมมติ) มีทั้งสิ้น 20 ราย เข้าให้ถ้อยคำแล้ว 13 ราย ส่วนที่เหลือ 7 ราย อยู่ระหว่างเตรียมเข้าให้ถ้อยคำตามลำดับ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอช (นามสมมติ) มีทั้งสิ้น 12 ราย เข้าให้ถ้อยคำแล้ว 1 ราย ส่วนที่เหลือ 11 ราย อยู่ระหว่างเตรียมออกหนังสือเรียกเพื่อเข้าให้ถ้อยคำตามลำดับ
                      นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และคณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย หรืออนุบัญญัติตามพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2558 พิจารณาสำนวนการสอบข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
                      กลุ่มที่ 1 กรณีลงรูปภาพ โดยลำพัง ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวบุคคล ในความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
                      กลุ่มที่ 2 กรณีลงรูปภาพ โดยมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการดังกล่าว และดำเนินคดีกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในฐานผู้ใช้ให้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84
                      กลุ่มที่ 3 การดำเนินคดีกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง
                      “สำหรับในรายที่ให้ถ้อยคำครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะมีการเขียนสำนวนและส่งให้กับพนักงานสอบสวนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งสำนวนในส่วนที่มีข้อมูลหลักฐานครบแล้วได้ก่อนปีใหม่นี้”

กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218836.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’

กลเกมเจรจา‘ลดโลกร้อน 2 องศา’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           กว่า 2 อาทิตย์ที่ตัวแทน 195 ประเทศร่วมประชุมกันอย่างเข้มข้น เพื่อหาข้อสรุปว่าจะช่วยกันลดโลกร้อนอย่างไร ?

จนกระทั่งคืนสุดท้าย 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีการประกาศสาระสำคัญของ “ข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก” หรือ ข้อตกลงปารีส 2015  (The Paris Agreement 2015) ทั้งหมด 7 ข้อด้วยกัน สร้างความยินดีปรีดาให้แก่ผู้นำหลายประเทศเพราะถือเป็นครั้งแรก ที่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรมหลังจากถกเถียงกันมาหลายปี…


“คอป 21” (Conference of Parties : COP 21) เป็นการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ณ กรุงปารีส วันที่ 30 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2558 ผู้เข้าร่วมทั้งตัวแทนรัฐบาล องค์กรเอกชน เอ็นจีโอคาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน เป้าหมายปีนี้คือทำอย่างไรถึงจะควบคุมหรือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายความว่าที่ผ่านมาเกือบ 100 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 0.6-0.8 องศา หากปล่อยให้เพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้าจะสูงเกิน 4 องศา ส่งผลให้ภูมิอากาศแปรปรวน ภูเขาน้ำแข็งละลายทำให้เกิดน้ำท่วมหลายประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหิมะในเทือกเขาหิมาลัยอาจละลายหมด หากอุณหภูมิเพิ่มอีก 5 องศา

ทั้งนี้ สาระสำคัญ 7 ข้อที่ประกาศออกมา ได้แก่ 1.ภายใน 85 ปีข้างหน้าหรือปี 2100 ทุกประเทศจะช่วยกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น เพื่อ ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในระยะยาว 2.ช่วงปี 2020-2025 ประเทศยักษ์ใหญ่จะสนับสนุนเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท ให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือลดการทิ้งขยะ ลดการเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรรม ฯลฯ

3.ทุกประเทศสัญญาว่าจะรับผิดชอบร่วมกัน ลด “ปล่อยก๊าซเรือนกระจก” 4.ภายในปี 2050 จะพยายามเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ 5.ประเทศพัฒนาต้องช่วยเงินสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง 6.นับจากปี 2023 ทุกๆ 5 ปี จะมีการประเมินคำมั่นสัญญาลดโลกร้อนของทุกประเทศได้ทำตามคำสัญญาที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และข้อสุดท้าย 7.ทุกประเทศจะตระหนักและช่วยกันแก้ไขรวมถึงลดความเสียหายจาก “ภูมิอากาศแปรปรวน”

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าข้อสรุป 7 ประการข้างต้น เป็นข้อตกลงผูกมัดผู้นำทุกประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยเฉพาะอเมริกาที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ลงถึงประมาณร้อยละ 26-28 ภายในปี 2025 ส่วนจีนตกลงว่าจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่อลดโลกร้อนร้อยละ 20 ภายในปี 2030 เนื่องจากที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศไม่เคยรับปากว่าหรือมีนโยบายชัดเจนว่าช่วยลดโลกร้อนอย่างไร

การประชุมในค่ำคืนก่อนประกาศข้อสรุปนั้น ใช้เวลายาวนานถึง 16 ชั่วโมง เนื่องจากตัวเลขควบคุมโลกร้อน 2 องศาเซลเซียส สร้างความไม่พอใจให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะเล็กๆ เพราะพยายามเสนอว่าต้องควบคุมให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากประเทศกรีนแลนด์เคยสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยทดลองว่าหากอุณหภูมิในเกาะกรีนแลนด์สูงเพิ่ม 3 องศา ธารน้ำแข็งจะละลายส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เมตร กรีนแลนด์มีประชากร 5 หมื่นกว่าคน จะจมหายไปทันที เช่นเดียวกับ “หมู่เกาะมัลดีฟส์” ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ประมาณ 1,200 เกาะด้วยกัน เกาะเล็กๆ เหล่านี้จะจมน้ำไปด้วยหากอุณภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะ 15 ปีที่ผ่านมานี้ มัลดีฟส์วัดระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลได้ถึง 4.5 เซนติเมตร และคาดว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าอาจสูง 60 เซนติเมตร ถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับความเห็นของตัวแทนเครือข่ายเอ็นจีโอที่เฝ้าติดตามประท้วงการประชุมคอป 21 มองว่า ข้อตกลงนี้น้อยเกินไป การไม่ให้เพิ่มแค่ 2 องศาไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก และทุกอย่างเป็นเพียงคำสัญญาลอยๆ ไม่มีระบบการตรวจสอบหรือระบบการวัดชัดเจนว่าผู้นำประเทศเหล่านี้มีนโยบายลดโลกร้อนได้ผลจริงหรือไม่

ดังนั้นตัวเลข 2 องศาเซลเซียส ถึงมีประโยคต่อท้ายว่า “หากเป็นไปได้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส” เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยก่อนเปิดแถลงการณ์ให้สื่อมวลชนรับทราบข้อสรุป “ข้อตกลงปารีส 2015”

“ประเสริฐ ศิรินภาพร” ผอ.สำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมเจรจาตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าให้ฟังถึงการประชุมครั้งนี้ว่า มีการถกเถียงใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1 การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส กับ 1.5 องศาเซลเซียส แม้เป็นตัวเลขแค่ 0.5 องศาเซลเซียส แต่จะส่งผลต่อภูมิอากาศและการละลายของน้ำแข็ง ทำให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะพยายามเรียกร้องให้ควบคุมมากกว่านี้ ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของเงินบริจาค เพราะหลายประเทศมองว่า 3.6 ล้านล้านบาทน้อยเกินไป และต้องจ่ายทุกปีเริ่มจาก ปี 2020 ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการตรวจสอบหรือการทำรายงานความคืบหน้า ว่านโยบายที่แต่ละประเทศให้คำสัญญาว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกนั้น จะต้องทำรายงานเสนอในทุก 5 ปี และอาจมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขหรือนำเสนอตัวเลขใหม่ได้

“การประชุมปีนี้สำคัญมีข้อเสนอชัดเจน และตัวแทนระดับรัฐมนตรีของหลายประเทศมาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยๆ ทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ไม่เหมือนการประชุมที่ผ่านมาหลายปีไม่ค่อยมีอะไรชัดเจนมากนัก ถือว่ารัฐบาลปารีสทำได้ดี เอาจริงเอาจัง ส่วนประเทศไทยไม่ได้เป็นตัวการสำคัญในการก่อภาวะโลกร้อน ข้อเสนอที่ยื่นไปก่อนหน้าประชุม ก็คงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะลดก๊าซเรือนกระจก ในช่วงระหว่างร้อยละ 7-20 ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มถึงร้อยละ 25 ได้ ถ้ามีการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยีจากประเทศอื่น โครงการตอนนี้คือ เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ปีละ 5,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 25 พยายามลดการใช้ขยะให้ไม่เกินคนละ 1 กิโลกรัมต่อวัน” ผอ.ประเสริฐ กล่าว

หลายคนตั้งคำถามว่า หากเป็นคนไทยทั่วไป อยากลดโลกร้อนจะทำอย่างไรได้บ้าง ?

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินหายใจ แนะนำว่า ที่ผ่านมาคนทั่วโลกทำให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยไม่จำเป็น คือการเผาธูปก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ในแต่ละปีพบว่ามีการเผาธูปทั่วโลกอย่างน้อย 6 แสนตันต่อปี เฉพาะคนจีนเผาธูปประมาณ 3 แสนตันต่อปี จากการศึกษาควันธูปพบสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ธูป 1 ดอกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 325 กรัม และก๊าซมีเทน 7 กรัม และมีสารพิษก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งในระบบเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ

“คนไทยทุกคนช่วยลดโลกร้อนได้ ด้วยการไม่จุดธูป ไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง เผาขยะ เผาหญ้า บุหรี่ จุดพลุ จุดดอกไม้ไฟ เวลาเผาศพไม่ควรเผาดอกไม้จันทร์หรือเผาอย่างอื่นมากมายไปด้วย ขอให้ช่วยกันคิด ว่าเราจำเป็นต้องจุดธูปหรือไม่ เราไปตัดไม้มาทำเป็นธูป ยิ่งทำให้โลกร้อนโดยไม่จำเป็น และทำลายสุขภาพคนจุดด้วย คนไทยแต่ละปีเผาธูปน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นตัน ถ้าทุกคนช่วยกันลดจะช่วยลดโลกร้อนได้แน่ๆ” นพ.มนูญ กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

‘ต้นทุนชีวิต’โรงไฟฟ้าถ่านหินไทย

“กรีนพีซ” เสนอข้อมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย หลังจากรัฐมนตรีพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังผลิต 7.3 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2558-2579 (PDP2015)

รายงานจากกรีนพีซระบุว่า มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้เกิดฝุ่นละอองและโอโซนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลไทยเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศต่อไป

เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218831.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

เรียนรู้ควบคู่ทำวิจัยจบมีประสบการณ์ทำงานได้จริง

           “ขณะนี้มีตัวเลขผู้จบปริญญาตรี 2.3 แสนคน มีผู้ทำงานเพียง 1.3 แสนคน ส่วนอีก 1 แสนคน ตกงาน แต่ประเทศยังขาดแคลนแรงงาน ถ้าวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการขาดแคลนแรงงาน ทั้งที่มีคนจบปริญญาตรีจำนวนมาก อาจเป็นไปได้ว่า ความรู้ของบัณฑิตที่จบออกไปไม่เพียงพอ หรือเรียนไม่ตรงกับสิ่งที่ภาคเอกชน อุตสาหกรรมต้องการ ขณะเดียวกันอาจไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ ต้องให้อาจารย์ทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนแล้วนำงานวิจัยเหล่านั้นมาสอน นักศึกษาจะได้ทำวิจัยเป็นและทำงานได้จริงหลังสำเร็จการศึกษา” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าว

ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงเน้นให้เด็กมีส่วนร่วม มีความสุขในการเรียน ซึ่งครูจะนำโจทย์ องค์ความรู้ บทเรียน ตัวอย่างจากงานทำงานวิจัย การเรียนแบบโครงงานหรือ โปรเจกท์ โดยเอาปัญหานำ ทำให้เด็กได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล้าถาม กล้าคิด กล้าทำ เปิดโอกาสให้เด็กลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ ทำให้เด็กได้องค์ความรู้ เห็นถึงปัญหา ความสำเร็จ เด็กได้เรียนรู้กรณีใหม่ๆ จากสถานการณ์จริง

“ให้อาจารย์นำตัวอย่างจากงานวิจัย หรือการไปทำงานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม นำมาใช้ในการเรียนการสอนนักศึกษา เพราะการเรียนตลอด 7 วัน การสอนแบบท่องจำทำให้นักศึกษาเข้าใจไม่เกิน 10% แต่สอนแบบให้ได้เด็กเรียนรู้ แลกเปลี่ยน อธิบาย จะทำให้เด็กเข้าใจบทเรียน เรื่องต่างๆ ได้ถึง 90% จึงต้องเชื่อมโยงงานวิจัยให้อาจารย์มาบูรณาการการเรียนการสอนนักศึกษา” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า การที่เด็ก ครู มีประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติ ได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริง ทำให้เด็ก ครู เข้าใจธุรกิจมากกว่าการท่องจำ ฉะนั้นการเรียนนอกห้องเรียนเป็นสิ่งที่เหมาะกับนักศึกษารุ่นใหม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยพยายามวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง การเรียนแบบไหนที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ การทำงานของเด็ก และต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จึงได้จัดอบรมครูให้ใช้กิจกรรมในการเรียนการสอน ไม่ให้เรียนแบบจด หรือท่องจำ รวมถึงมีการปรับรูปแบบการประเมินที่วัดจากปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ในปีการศึกษาหน้าจะวัดประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา เปลี่ยนเป็นสอบทฤษฎี 50 คะแนน และสอบปฏิบัติ หรือจากการส่งโครงงาน สอบสมรรถนะ หรือถามตอบ 50 คะแนน เพื่อวัดความรู้ ความเข้าในของนักศึกษา

ที่สำคัญอาจารย์ต้องเข้าใจกระบวนการเรียนการสอนบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ ที่ผ่านประสบการณ์วิชาการ และการฝังตัวในสถานประกอบการ ต้องรู้จักการบูรณาการ การทำงานวิจัยร่วมกับสถานประกอบการ หรือรวมคณะหลายๆ คณะตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนการสอน ขณะนี้นักศึกษาของเรานอกจากทำงานเป็น รู้ลึกทฤษฎีแล้ว จะต้องมีทักษะด้านภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความเชี่ยวชาญในสาขา คณะที่ตนเองเรียน และรู้จักนำไปใช้ในการทำงาน

“คนทุกอาชีพต้องกลับมามหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยเติมเต็มความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพราะแรงงานอาจมีทักษะ ประสบการณ์ทำงานมาหลายปี แต่อาจขาดความเชี่ยวชาญ ทักษะสมัยใหม่ จำเป็นต้องกลับมาอัพเกรดความรู้ มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นสถานที่อัพเกรดความรู้ เพื่อทำให้คนมีความรู้ ความสามารถที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรเพิ่มเติมความรู้ปีละครั้ง โดยเฉพาะในสาขาด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเทคโนโลยี หาดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.rmutt.ac.th”

เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218830.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ
เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนเรียนสหรัฐ

เด็กเตรียมฯชนะเลิศNJ Spelling Bee 2015ได้ทุนภาคฤดูร้อนเรียนสหรัฐอเมริกา

 

 

           หลังจากขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน ด้วยจำนวนผู้เข้าแข่งขันกว่า 1 หมื่นคน การแข่งขัน NJ Spelling Bee 2015 ซึ่ง

เป็นการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ได้ผู้ชนะเลิศในตำแหน่งแชมป์ ออฟ เดอะ เยียร์ นั่นก็คือ น.ส.ณัฐชลัย วิบูลย์นันทกิจ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยได้รับรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ รวมไปถึงอาจารย์ที่ปรึกษายังได้ไปศึกษางานที่เดียวกันอีกด้วย

และในปีนี้รองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับทุนการศึกษาภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนที่ เอลแธม คอลเลจ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ไปศึกษางานที่เดียวกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้ชนะระดับภาคพร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาทั้ง 4 ภาค จะได้รับแพ็กเกจทัวร์ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ น.ส.ณัฐชลัย วิบูลย์นันทกิจ (แชมป์ ออฟ เดอะ เยียร์) พูดถึงความรู้สึกที่ได้เป็นแชมป์ระดับประเทศในปีนี้

“รู้สึกตื่นเต้น ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะ เพราะปีที่ผ่านๆ มาได้เข้ารอบมากสุดคือรอบที่ 3 ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้เข้ารอบสุดท้าย ก็ได้รับรางวัลเลย ส่วนเทคนิคที่ทำให้ได้เป็นแชมป์คือ เน้นการดูหนัง ฟังเพลง เพราะสามารถซึมซับมากกว่าด้านอื่นๆ”

การแข่งขัน NJ Spelling Bee 2015 ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 โดยเริ่มจากรอบสอบออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 1 หมื่นคน เพื่อคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในระดับภาค ภาคละ 500 คน และคัดกรองจนได้ผู้ชนะและตัวแทนประจำภาค ภาคละ 25 คน มาร่วมชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ ณ หอประชุม JOHN XXIII Conference Center มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2558 โดยทางผู้จัดการแข่งขันได้รับเกียรติจาก คุณพนา จันทรวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดการแข่งขัน

ดยรายละเอียดการแข่งขันและกติกาในรอบชิงชนะเลิศ NJ Spelling Bee 2015 มีดังนี้ รอบที่ 1 Multiple Mind Benders-เลือกคำศัพท์ที่สะกดถูกในข้อสอบ จำนวน 50 ข้อ โดยมีตัวเลือก 2 ตัวเลือก คือ ข้อ a หรือ ข้อ b-คัดผู้เข้าแข่งขันเหลือเพียง 50 คน จาก 100 คน

รอบที่ 2 Write It Right-เขียนสะกดคำศัพท์ที่พิธีกรพูดให้ถูกต้อง รอบนี้คัดผู้เข้าแข่งขันให้เหลือเพียง 10 คน จากจำนวน 50 คน รอบที่ 3 Guess What?-ผู้เข้าแข่งขันจะต้อง “เดาคำศัพท์จากคำใบ้ที่พิธีกรพูดให้ถูกต้อง” แล้วแย่งกันกดปุ่มเพื่อตอบ-แต่ละคู่แข่งขันกัน 5 ข้อ กำหนดให้ 1 ข้อมี 3 คำใบ้ มีเวลาตอบคำใบ้ละ 10 วินาที-ผู้ตอบถูก 1 ข้อ = 1 คะแนน คัดเลือกผู้มีคะแนนสูงสุดในแต่ละคู่เข้ารอบเพียง 5 คน รอบที่ 4 Last Minute-แข่งขันสะกดคำให้ถูกต้องและเร็วที่สุดภายในเวลา 60 วินาที เพื่อหาแชมป์ระดับประเทศไทย

อนึ่ง การแข่งขัน NJ Spelling Bee นั้น เป็นการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 18 แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการการแข่งขันมาจากการเนชั่นกรุ๊ป โดยนิตยสาร NJ Magazine ได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษที่มีต่อเยาวชนไทยเสมอมา และนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จึงได้จัดกิจกรรมการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษนี้ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกใช้กัน

ยิ่งไปกว่านั้นการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 จะยิ่งทำให้การติดต่อสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องจำเป็นมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การจัดกิจกรรมการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษ NJ Spelling Bee นั้น ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศเป็นอย่างดี

 

 

 

‘การเดินทางของความสุข’นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218763.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
'การเดินทางของความสุข'นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ

‘การเดินทางของความสุข’นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯสร้างแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ : หัวใจไทย

           สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เชิญชวนคนไทยร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะ ซึ่งถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” 7 ด้านขององค์อัครศิลปิน ได้แก่ ปลายปากกาของพ่อ, พระผู้สร้างศูนย์รวมใจ, ความสุขจากปลายพู่กัน, กล้องของพระราชา, พระผู้ออกแบบความสุข, เรือใบ ใจกล้า และเพลงแผ่นดิน พร้อมแนวคิดดีๆ เพื่อการทรงงานอันเป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรชาวไทย และมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจสู่งานศิลป์ในการเดินตามรอยพ่อหลวงไทย โดยนิทรรศการจัดแสดงให้ชมตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2559

นายชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญในการเผยแพร่ผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์โดยสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ จึงกำหนดจัดโครงการนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสต่างๆ ตลอดปี 2559 เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปให้ได้ชื่นชม และเกิดแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อช่วยกันดูแลรักษามรดกของชาติไทยให้ยั่งยืน

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของความสุขใน 7 ด้านได้แก่ ปลายปากกาของพ่อ-พระปรีชาสามารถทางด้านภาษา, พระผู้สร้างศูนย์รวมใจ-พระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรม, ความสุขจากปลายพู่กัน-พระปรีชาสามารถด้านทัศนศิลป์, กล้องของพระราชา–พระปรีชาสามารถด้านการถ่ายภาพ, พระผู้ออกแบบความสุข–พระปรีชาสามารถด้านการออกแบบ, เรือใบ ใจกล้า-ธ ทรงเป็นแรงบันดาลใจ และเพลงแผ่นดิน–พระปรีชาสามารถด้านดนตรีตลอดระยะเวลาที่ทรงงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรมาอย่างยาวนาน จึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่านมาร่วมชื่นชมในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “การเดินทางของความสุข” ได้ที่บริเวณชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. เว้นวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยนิทรรศการจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ต่างไม่ต่าง” ซึ่งเป็นการเผยแพร่ผลงานสะสมศิลปกรรมร่วมสมัยที่ในสาขาทัศนศิลป์ของศิลปินแห่งชาติและศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย มาร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิดที่สะท้อนความหลากหลายในสังคมไทยที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เปิดให้เข้าชมจนถึงปลายเดือนธันวาคมนี้ สำหรับโรงเรียน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ กรุณาสอบถามรายละเอียดและติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 0-2224-8030 ต่อ 202

‘ปั่นเพื่อพ่อ’ ณ กรุงไคโรประเทศอียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218687.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
'ปั่นเพื่อพ่อ' ณ กรุงไคโรประเทศอียิปต์

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: ‘ปั่นเพื่อพ่อ’ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

            ทำเนียบเอกอัครราชทูต ต้อนรับแขกต่างชาติ และพี่น้องร่วมสายเลือดไทยที่มาร่วมงานเฉลิมฉลอง 88 พรรษาของในหลวง งานที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโรได้จัดทำขึ้น คือ Bike for Dad ปั่นเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนไทยที่อาศัยอยู่ทั่วโลกปั่นเพื่อให้โลกรู้ถึงความรักที่เรามีต่อในหลวงของปวงชนชาวไทย ผู้มีแต่ให้มาตลอดชีวิต มีหรือที่พวกเราคนไทยในประเทศอียิปต์จะนิ่งนอนใจ จึงรวมตัวตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูต เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ในการเตรียมการในเรื่องนี้ เอกอัครราชทูต นายพีรศักย จันทวรินทร์ วางแผนโรดแม็พอย่างละเอียด พร้อมเชิญนายกสมาคมและคณะกรรมการบริการเข้ามามีส่วนเติมเต็ม เพื่องานในครั้งนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพื่อถวายเป็น “ของขวัญ” แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่มากกว่าคำพูด นั่นคือ ปั่นเพื่อพ่อ กลางทะเลทรายแห่งพีระมิดกีซ่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์กว่า 4,500 ปี

เป็นการรวมตัวที่ลงตัวที่สุด และเป็นครั้งแรกที่พวกเรากว่า 100 ชีวิตได้มารวมตัวกัน ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คือ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า และต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อียิปต์ ที่เปิดมุมเด่นและมุมใหม่ที่สวยที่สุดของการมองเห็นพีระมิดเหมือนภาพในตั๋วก่อนเข้าชม ให้ทีมงานได้เปิดตัว เปิดพิธีอย่างสวยงามและเป็นการเปิดตัวมุมสวยที่สุดเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการให้โลกรู้อีกด้วย อีกทั้งยังอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยบนเส้นทางในการปั่นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบนยอดภูเขาทะเลทราย พื้นทราย และบนพื้นซีเมนต์

คนไทยกว่า 100 ชีวิต ทั้งข้าราชการ คนไทยที่เดินทางมาประกอบอาชีพ และนักศึกษาในประเทศอียิปต์ได้รวมตัวกันลงชื่อตั้งแต่เริ่มมีการประกาศ และการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดในการรวมตัวคนต่างชาติในประเทศนี้ ในท้ายที่สุดการปั่นเพื่อพ่อในประเทศอียิปต์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2558 พร้อมกันทั่วโลกอย่างน่าชื่นชมและยินดี เพื่อเป็นการตอบแทนความรู้สึกที่พวกเรามีให้แด่ในหลวงพ่อแห่งแผ่นดินไทยเขาเรา

“ชาวไทยในอียิปต์ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในวัน “ปั่นเพื่อพ่อ“ ด้วยพลังความสามัคคีและความจงรักภักดี” เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร นายพีรศักย จันทวรินทร์ พูดด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในประเทศอียิปต์ ที่มีส่วนในการนำเสนอภาพและความห่วงใจฝากไปให้ในหลวงได้สดชื่นและรู้ว่า ยังมีคนไทยในต่างประเทศรักและเคารพพระองค์อยู่เสมอและตลอดไป

ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218723.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ

ศธ.มั่นใจเด็กไทยพร้อมก้าวสู่AECเต็มสูบ หลังนำหลักสูตรแกนกลางอาเซียนใส่การเรียนทุกระดับ สั่ง สพฐ.อัดฉีด “ศูนย์อาเซียนศึกษา” รวม 447 ศูนย์ทั่วประเทศ

 

16ธ.ค.2558 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าวความพร้อมกระทรวงศึกษาธิการในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทยให้สามารถเป็นพลเมืองของประชาคมอาเซียน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2559 ทุกประเทศในอาเซียนจะก้าวผ่านพรมแดนรัฐชาติสู่ภูมิภาคแห่งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ จึงมุ่งสร้างให้เด็กและเยาวชน ให้พร้อมด้วยคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานอาเซียน ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็ง ตามแนวทางแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านการศึกษา พ.ศ.2558-62

ในการสร้างเยาวชนให้มีความสามารถในการสื่อสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาประเทศสมาชิกอาเซียน พัฒนาครูผู้สอนตามมาตรฐานสากลและมีศูนย์ขับเคลื่อนการสอนภาษาอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ พร้อมให้ความรู้ประชาคมอาเซียน ผ่านการนำหลักสูตรแกนกลางอาเซียน (ASEAN Curriculum Sourcebook) สู่การสอนทุกระดับชั้น

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้องให้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการค้าอาเซียนแก่นักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พัฒนานักศึกษาอาชีวะและมหาวิทยาลัยให้มีทักษะวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน พร้อมเป็นผู้ประกอบการ สร้างทักษะ สมรรถนะสำคัญสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียนทุกระดับ อีกทั้ง พัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ทำให้ผู้ที่ได้รับวุฒิการศึกษาในประเทศสามารถเทียบกับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพอาเซียน ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางได้ เป็นประโยชน์ต่อแรงงานสามารถเทียบวุฒิการศึกษาของตนกับวุฒิประเทศอื่นๆ เพื่อการพัฒนาตน และผู้ประกอบการสามารถวางแผนด้านบุคลากรได้

“กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยพลังเครือข่ายเข้มแข็ง โดยมึศูนย์อาเซียนศึกษาในทุกสังกัด ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และแม่ข่ายความรู้ประชาคมอาเซียนให้แก่ผู้เรียน บุคลากร สถานศึกษา และประชาชนทั่วไป รวม 447 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งในโอกาสการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนนี้ สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์อาเซียนศึกษาด้วย เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาการสอน” พล.อ.สุรเชษฐ์ ระบุ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค จากโครงการ Education Hub ที่พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนและเสริมศักยภาพของโรงเรียน สังกัด สพฐ. ตามมาตรฐานสากล ให้พร้อมรับผู้เรียนจากภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติ ระดับอาชีวศึกษาเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเครือข่ายสมาพันธ์เทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA-TVET) ระดับอุดมศึกษาเป็นที่ตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร นักศึกษา ระหว่างหน่วยงานการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า จากที่ได้ติดตามการดำเนินการของทุกภาคส่วน มีข้อบ่งชี้ความสำเร็จที่พบว่า เด็กและเยาวชนพร้อมเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรม ค่านิยมของประเทศอื่นๆ โดยไม่ลืมรากเหง้าความเป็นไทยของตน มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพลเมืองชาติอาเซียน สามารถมองข้ามผ่านพรมแดนและเส้นแบ่งรัฐชาติ แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยพร้อมเป็นพลเมืองอาเซียนหนึ่งเดียวกันกับชาวอาเซียนโดยรวม สิ่งนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีของการดำเนินงานว่าไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องแล้ว “กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมในการดำเนินงานให้บรรลุหัวใจหลักที่แท้จริงของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ที่มุ่งหมายให้ประชาคมแห่งนี้เป็นประชาคม แห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทร (Caring and Sharing Community)

สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218686.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติริ้วขบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราช : สำนักข่าวเนชั่น โดยสุพินดา ณ มหาไชย

            พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะมีขึ้นในช่วงเย็นของวันนี้ (16 ธ.ค.) ที่พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส สุสานหลวง โดยช่วงเช้าจะมีริ้วขบวนพระอิสริยยศแห่พระโกศพระศพ จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อรอ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์มาพระราชทานเพลิง ในเวลา 16.30 น. ทุกขั้นตอนในงานพระศพครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างสมพระอิสริยยศ และถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพื่อถวายความเคารพและน้อมถวายสักการะครั้งสุดท้าย

คติความเชื่อการออกพระเมรุ

คติความเชื่อเรื่องการออกพระเมรุนั้น พื้นฐานจากลัทธิเทวราชาในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งยึดถือว่า พระเจ้าแผ่นดินคือ องค์อวตาร ของ เทพเจ้า  เมื่อพระองค์สวรรคตก็จะเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์เพื่อรวมกับพระผู้เป็นเจ้า เช่น พระศิวะ หรือพระวิษณุ ที่ประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุถึงใช้คำราชาศัพท์ว่า สวรรคต หมายถึง การกลับสู่สวรรค์

การออกพระเมรุ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนการส่งเสด็จกลับทิพยพิมาน ขบวนเสด็จอัญเชิญพระศพไปยังพระเมรุก็เป็นการจำลองการเสด็จสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งเหล่าเทวดาอินทร์พรหมที่ตามมาแวดล้อมในการเชิญพระโกศพระศพ ส่วน พระเมรุ แทน เขาพระสุเมรุ  ศูนย์กลางจักรวาลและภูมิทั้ง 3 แวดล้อมไปด้วยวิมานของท้าวจตุโลกบาล ป่าหิมพานต์ และมหานทีสีทันดร ขณะที่ ราชรถ  ก็เป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุเช่นกัน ที่ฐานของราชรถจะมีรูปพญานาค แทนมหานทีสีทันดร  ถัดขึ้นมาเป็นรูปปครุฑ เทวดา คนธรรพ์ ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ส่วนพระโกศที่ประดิษฐานอยู่ด้านบน ก็คือยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้า

ประวัติการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราช

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ผู้คนทั่วไปไม่นิยมการเผาศพที่เมรุ หากก่อเชิงตะกอนเผาศพแทน แต่สำหรับงานพระศพของเจ้านายแล้ว จะมีการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาสำหรับการปลงพระศพ อย่างไรก็ตาม การออกพระเมรุท้องสนามหลวงนั้น จะใช้กับเจ้านายชั้น เจ้าฟ้า ขึ้นไปเท่านั้น เจ้านายชั้นรองมานิยมไปสร้างพระเมรุ เพื่อปลงพระศพที่นอกเมือง เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะออกพระเมรุที่ท้องสนามหลวง ส่วนจะใช้เมรุของวัดในการปลงพระศพนั้น ก็ปรากฏว่า วัดในเกาะรัตนโกสินทร์ใกล้พระบรมมหาราชวังนั้น ล้วนแต่เป็นวัดที่ไม่มีเมรุ จะต้องไปใช้เมรุของวัดสุทัศน์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่าอยู่นอกเมือง หรืออาจจะใช้วิธีก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวนอกเมืองเพื่อปลงพระศพ

ส่วนการออกพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราชในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้น จะมีการสร้าง เมรุผ้าขาว สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพ

เมรุผ้าขาว ลักษณะเป็นเมรุที่ขึ้นโครงเป็นรูปทรง เช่น อาคารก่ออิฐถือปูน แล้วใช้ผ้าขาวมาขึงให้ตึง หรือที่เรียกกว่า ดาดผ้าขาว มีลักษณะหลังคาแบบราบดาดด้วยผ้าขาวเป็นเมรุชั่วคราว ทั้งนี้ ในการพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งมาจากสามัญชนนั้น อนุมานว่า น่าจะใช้พระเมรุผ้าขาวเกือบทุกพระองค์ จนถึงพระสังฆราชองค์ที่ 7 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวัณณรังสี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2396 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุตามแบบของเจ้านาย สำหรับใช้พระราชทานเพลิงพระศพ เพราะทรงเป็นสังฆราชที่มาจากราชวงศ์พระองค์แรก โดยเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่  1

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) ซึ่งสิ้นพระชนม์พ.ศ.2435 และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทโว) ที่สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.2442 ประกอบกับในเวลาไล่เลี่ยกันมีเจ้านายชั้นสูงชิ้นพระชนม์อีก 5 พระองค์ รวมถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

อย่างไรก็ดี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า การก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวสำหรับปลงพระศพเจ้านายแต่ละพระองค์เป็นการสิ้นเปลือง จึงให้ใช้พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า (ปัจจุบันเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และก่อสร้างพระเมรุขนาดเล็กสำหรับพระราชทานเพลิงไว้ใกล้ๆ กัน หลังจากนั้นก็พระราชทานเพลิงพระศพไล่ตามพระอิสริยยศ เริ่มจากงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ก่อน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2443 เนื่องจากทรงยกย่องในฐานะพระอุปัชฌายาจารย์ และยังเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 ต่อด้วยงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายแล้ว โปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชสา ซึ่งมาจากสามัญชนบนพระเมรุเดียวกันเป็นกรณีพิเศษ ด้วยสมเด็จพระสังฆราชสาทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในพระองค์

สำหรับการใช้พระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นสุสานหลวงนั้น เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 8 ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (ม.จ.ภุชงค์) สังฆราชองค์ที่ 11 ในพ.ศ.2481 แต่ก็เป็นการก่อสร้างพระเมรุชั่วคราวขึ้นมาเช่นเดียวกัน จนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างพระเมรุปูนขึ้นถวาย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในออกพระเมรุ

พระเมรุถาวรนี้ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมแล้วมีสมเด็จพระสังฆราชที่ออกพระเมรุที่วัดเทพศิรินทราวาส 9 พระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสร้างพระเมรุปูนเพื่อปลงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้าขึ้น ธรรมเนียมการใช้เมรุปูนจึงแพร่หลายเป็นที่นิยมในคนทั่วไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ริ้วขบวนพระอิสริยยศ

ริ้วขบวนพระอิสริยยศของสมเด็จพระสังฆราชนั้น เทียบได้กับริ้วขบวนของเจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ (พระองค์เจ้าชั้นเอก) มีจำนวนไพร่พล เครื่องสูงในริ้วขบวน เป็นไปตามพระอิสริยยศ แต่เนื่องจากเป็นริ้วขบวนของสมเด็จพระสังฆราชก็จะเพิ่มเครื่องประจำสมณศักดิ์ด้วย เช่น พัดยศ และพัดรัตนาภรณ์  เป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชถึง 2 ครั้ง พัดรัตนาภรณ์นี้ เทียบได้กับสายสะพายเหรียญรัตนาภรณ์ ที่พระราชทานแก่บุคคลทั่วไป แต่ถ้าเป็นพระจะถวายเป็นพัดรัตนาภรณ์แทน

ทั้งนี้ ริ้วขบวนจะมีความยาวทั้งสิ้น 456 เมตร ผู้ร่วมในริ้วขบวน 1,383 คน และใช้เวลาเคลื่อนขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง ในเส้นทาง 3.7 กม. จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปวัดเทพศิรินทราวาส สำหรับส่วนประกอบของริ้วขบวน จะประกอบด้วย 3 ส่วน ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ ให้ความรู้ว่า ริ้วขบวนแห่พระศพแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นขบวนทหารนำ เป็นกองทหาร 3 เหล่าทัพ 3 กองพัน พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงประพันธ์ขึ้น โดยดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเป็นเพลงดุริยางค์เพื่อใช้ในงานพระศพ

ส่วนที่ 2 จะเป็นขบวนพระอิสริยยศ นำโดยธงสามชาย เครื่องประโคมได้แก่ กลองชนะ แตร สังข์ และคู่แห่ ซึ่งแต่งตัวเป็นเทวดาตามคติความเชื่อว่า ผู้ล่วงลับจะกลับสู่สรวงสรรค์จึงต้องมีเทวดาในริ้วขบวน ถัดมาเป็นรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพ ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จวัดปากน้ำ) จะเป็นพระอ่านพระอภิธรรม ตามด้วยราชรถเชิญพระศพ และขบวนเครื่องสูงและเครื่องยศ และสำหรับริ้วขบวนส่วนที่ 3 จะเป็นขบวนตาม นำโดยเครื่องประกอบสมณศักดิ์ และขบวนพระประยูรญาติและศิษยานุศิษย์

สำหรับราชรถทรงพระโกศพระศพที่ใช้ในงานครั้งนี้ เป็น ราชรถโถง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีหลังคาและเสา มี 4 ล้อสำหรับเทียมม้าหรือใช้กำลังคนฉุดชัก 44 คน แท่นรองรับพระโกศทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ส่วนหน้าและส่วนท้ายมีเกรินราชรถ สำหรับชาวภูษามาลาขึ้นประคองพระโกศ ด้านหน้าจำหลักไม้รูปกระหนกเศียรนาค และด้านหลังจำหลักเป็นกระหนกหางนาค สองข้างราชรถจำหลักเป็นลำตัวนาค ส่วนรถพระอ่านพระอภิธรรมนำพระศพนี้ ก็สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกัน

การตกแต่งพระเมรุ

การตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุและรอบบริเวณงานพระศพสมเด็จพระสังฆราช จะใช้ต้นไม้ประดับตกแต่งให้เกิดความร่มรื่น โดยใช้ต้นหูกระจงขาว จำนวน 40 ต้น สื่อถึงความบริสุทธิ์ และจะใช้ต้นตะโก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ไทยตกแต่งเป็น 9 ช่อ จำนวน 16 ต้น วางบริเวณรอบพระเมรุเพื่อให้ดูสวยงามสมพระเกียรติ นอกจากนี้จะใช้ดอกดาวเรืองสีส้ม สื่อถึงสีจีวรของพระสงฆ์ จำนวน 9,000 ต้น รวมกับดอกดาวเรืองสีเหลือง สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 12,000 ต้น ประดับพื้นรอบพระเมรุและริมทางเดิน ผสมกับต้นไทรแท่ง จำนวน 500 ต้น นอกจากนั้นจะมีการประดับตกแต่งรอบพระเมรุด้วยกระถางดินเผามีอักษรย่อ “ญสส” ซึ่งเป็นอักษรพระนามของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จำนวน 101 ใบ เท่ากับพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราช และประดับด้วยดอกชวนชมบริเวณโดยรอบพระเมรุ และเนื่องจากสกุลเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ คชวัตร หรือ ช้าง จึงจัดทำช้างจำลองและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูติ จำนวน 16 เชือก ประดับอยู่ทุกมุมของพระเมรุ