‘ป.ป.ช.’ เปิด ‘บัญชีทรัพย์สิน’ รมว.ท่องเที่ยว มั่งคั่งกว่า 800 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563068

10 พ.ย. 2566

'ป.ป.ช.' เปิด 'บัญชีทรัพย์สิน' รมว.ท่องเที่ยว มั่งคั่งกว่า 800 ล้านบาท

สมฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ รวยกว่า 800 ล้านบาท ‘ป.ป.ช.’ เปิด ‘บัญชีทรัพย์สิน’ กรณีก่อนเข้ารับตำแหน่ง สส.

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีเข้ารับตำแหน่ง พบว่านางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เข้ารับตำแหน่ง สส. มีบัญชีทรัพย์สินทั้งสิ้น 805,400,298 บาท มีหนี้สิน 195,015,587 บาท

นอกจากนี้ยังมีรายการบัญชีเงินฝาก 25 บัญชีเงินฝาก 22,977,584 บาท และยังมีรายการเงินลงทุน5 รายการ มูลค่า 1,069,804 บาทซึ่งมีรายการขายหุ้นแต่ยังไม่ได้รับเงินเป็นวงเงิน 459,304,000 บาท  โดยมีนางสาววีรียา หวังศุภกิจโกศล โอนเงิน 375,900,000 บาท และขายหุ้นให้นายชาคริต หวังศุภกิจโกศล จำนวนที่ขายหุ้นให้มูลค่า 63,525,000 บาท และขายหุ้นให้นายศิลป์ อุบลแย้ม วงเงินซื้อขายหุ้น 16,200,000 บาท และนายบัณฑิต ยลถวิล มูลค่าขายหุ้นให้ 21,525,000 บาท และ ขายหุ้นให้นายประสาท รัตนศรี มูลค่า 60,770,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีที่ดิน  56 แปลง มูลค่า 216,934,380 บาท โดยเป็นทั้งโฉนดที่ดิน และ น.ส.3 ก. ในอำเภอโชคชัย, อำเภอเสิงสาง , อำเภอเมือง, อำเภอหนองบุญมาก  จังหวัดนครราชสีมา และที่ดิน ในกรุงเทพมหานครอีก 1 แปลง และยังมีบ้านและห้องชุด 5 หลัง มูลค่า 62,034,853 บาท ในเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 1 หลัง , ในอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา 2 หลัง และห้องชุดในเขตราชเทวี 2 ห้อง

ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่เป็นยานพาหนะรถจำนวน 5 คัน มีสิทธิและสัมปทาน 16 รายการมูลค่า 25,164,676 บาท   รวมถึงยังมีทรัพย์สินอื่นอีก 11 รายการมูลค่า 7,555,000 บาทประกอบไปด้วย ต่างหูเพชร 4 คู่ มูลค่า  5 ล้านบาท , นาฬิกา Louis Vuitton 1 เรือน มูลค่า 120,000 บาท,นาฬิกา Cartier 1 เรือน มูลค่า 120,000 บาท ,นาฬิกา Rolex 1 เรือน มูลค่า 1,100,000 บาท ,นาฬิกา BVLGARI 1 เรือน มูลค่า 390,000 บาท นาฬิกา Franck Muller 1 เรือน มูลค่า 380,000 บาท , กำไลข้อมือ Cartier 1 อันมูลค่า 430,000 บาท และมีปืน 1 กระบอก มูลค่า 65,000 บาท

ขณะที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ยื่นพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 แจ้งมีสถานะโสด โดยแจ้งบัญชีทรัพย์สินพร้อมกับบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 118,573,634 บาท  มีหนี้สิน 728,016 บาท  แจ้งว่าเป็นทรัพย์สินรวมมูลค่า 77,491,134 บาท ประกอบด้วย

เงินฝาก 1,673,423 บาท แบ่งเป็นเงินฝากธนาคาร 7 บัญชี   เงินลงทุน 7,785,162 บาท เป็นการลงทุนในสถาบันการเงิน  ที่ดินมูลค่า 23,771,500 บาท  แบ่งเป็นที่ดินจำนวน 11 แปลงที่จังหวัดสิงห์บุรี 6 แปลง กรุงเทพมหานคร 3 แปลง  และสงขลาและสระบุรี จังหวัดละ 1 แปลง และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แปลงเป็นของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  

ขณะที่โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 13,587,000 บาท
แจ้งว่ามีบ้าน คอนโดและอาคารพาณิชย์ จำนวน 4 หลัง และอาคารพาณิชย์ของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 หลัง  ส่วนรายการยานพาหนะมูลค่า 3,384,048 บาท เป็นรถยนต์ 2 คัน   สิทธิและสัมปทานมูลค่า 1,620,000 บาท เป็นการทำประกันชีวิตของตนเอง 3 กรมธรรม์และบุตร 2 กรมธรรม์ 

รายการทรัพย์สินอื่นที่แจ้งมีมูลค่ารวม 25,670,000 บาท รายการที่น่าสนใจคือทองคำแท่ง 700 แท่ง มูลค่ากว่า 22 ล้านบาท  และนาฬิกา 2 เรือน

‘ผลงานรัฐบาล’ แค่ 60 วัน ยังพิสูจน์ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563058

10 พ.ย. 2566

'ผลงานรัฐบาล' แค่ 60 วัน ยังพิสูจน์ไม่ได้

แค่ 60 วันไม่พอ ‘ก้าวไกล’ ให้รออีก 6 เดือน พิสูจน์ ‘ผลงานรัฐบาล’ เป็นรูปธรรมหรือไม่ พร้อมกางปฏิทินการเมืองรอพิสูจน์จุดยืน

พริษฐ์ วัชระสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล มองว่าการแถลงผลงานรัฐบาลในช่วง 60 วันแรกค่ำวานนี้ ไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าผลงานของรัฐบาลในห้วง 60 วันที่ผ่านมา จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน ตามที่ประชาชนคาดหวังได้จริงหรือไม่  เนื่องจากบทพิสูจน์ที่แท้จริง น่าจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือน ข้างหน้า (ธ.ค. 66 – พ.ค. 67) ที่อยากชวนประชาชนทุกคนร่วมกันจับตามองประกอบไปด้วย

  1. มาตรการ “quick wins” ของรัฐบาล ที่เป็นการลดค่าครองชีพ จะถูกพิสูจน์ว่ามีความยั่งยืนหรือไม่
    ค่าไฟที่ลดไปได้ด้วยการยืดหนี้ กฟผ. มีความเสี่ยงจะเด้งกลับขึ้นมาหากไม่มีปรับโครงสร้างราคา-ตลาด
  2. ค่าน้ำมัน ที่ลดไปได้ด้วยการลดภาษีสรรพสามิต จะเจอแรงกดดันหลายทางจากรายได้รัฐที่หายไปและราคาน้ำมันที่อยู่ในขาขึ้น
    ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ทำสำเร็จในสายสีม่วงกับสีแดง จะถูกพิสูจน์ว่าสามารถขยายไปสู่สายที่มีผู้โดยสารใช้เยอะที่สุด เช่น สายสีเขียว ได้หรือไม่
  3. นโยบายเรือธงที่เดิมพันสูงอย่าง เงินดิจิทัล 10,000 บาทจะเริ่มดำเนินการและเริ่มเห็นผลลัพธ์เบื้องต้น
    รายละเอียดทั้งหมดของโครงการจะถูกเคาะ เช่น เงื่อนไขการใช้จ่ายของประชาชน / เงื่อนไขการแปลงเป็นเงินสดของร้านค้า / เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จะใช้  – โดยหลายส่วนน่าจะรวมอยู่ในแถลงบ่ายนี้ ซึ่งจะทำให้การประเมินข้อดี-ข้อเสียนโยบาย ทำได้บนข้อมูลที่ครบถ้วน
    ในส่วนของประโยชน์  หากเริ่มแจกได้จริงใน ไตรมาส 1 ของ 2567 ตามที่เคยสัญญา เราจะเริ่มเห็นถึงผลกระทบเบื้องต้นต่อการใช้จ่ายและการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
    ในส่วนของต้นทุน หากยังเป็นการให้ประชาชนทุกคน 10,000 บาท ตามที่เคยสัญญา เราจะเห็นว่างบประมาณ 560,000 ล้านบาทที่ต้องใช้ จะมาจากช่องทางไหน และแลกมาด้วยอะไร เช่น การปรับลดงบส่วนอื่น? ผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง?
  4. นโยบายหลักด้านการเมือง จะเจอเส้นตาย ที่ทำให้เห็นการตัดสินใจของรัฐบาล
    รัฐธรรมนูญ: ภายใน ม.ค. 67 รัฐบาลจะต้องมีข้อสรุปจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางประชามติฯ ว่าจะเดินหน้าต่อเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร ประชามติครั้งแรกจะเกิดขึ้นหรือไม่-ด้วยคำถามแบบไหน และรัฐบาลคาดว่าประเทศจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในเมื่อไหร่
     

เกณฑ์ทหาร: ภายใน เม.ย. 67 เราจะเห็นว่าประเทศจะยังมีเยาวชนกี่คนที่ถูกบังคับไปเป็นทหารโดยที่ไม่อยากเป็น ซึ่งจะแปรผันตามเจตจำนงของรัฐบาลในการลดหรือเลิกการเกณฑ์ทหาร

กฎหมาย 30+ ฉบับที่ก้าวไกลเสนอ จะเรียงกันเข้าสภาฯมาเป็น คลื่น ที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะมีจุดยืนอย่างไรในหลายประเด็นที่รัฐบาลยังไม่แสดงออก เช่น เห็นด้วยกับร่างก้าวไกล vs. เสนอร่างของ ครม. เอง ที่แตกต่างออกไปในรายละเอียด vs. ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

ปฏิทินการเมืองจะมีหมุดหมายสำคัญหลายเหตุการณ์ ที่เป็นบทพิสูจน์เสถียรภาพและความเป็นเอกภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เช่นพ.ร.บ. งบประมาณ 2567 ซึ่งจะพิจารณาในสภาฯช่วง ม.ค.-เม.ย. 67 จะเป็นบทพิสูจน์ว่างบประมาณจะถูกจัดสรรให้กับนโยบายของทุกพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเป็นธรรมและเป็นที่น่าพึงพอใจของทุกพรรคหรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขว่างบประมาณจำนวนมากต้องใช้ไปกับนโยบาย เงินดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคแกนนำฯ

การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็น ตามมาตรา 152 ที่เป็นการซักถาม-เสนอแนะ หรือ ตามมาตรา 151 ที่มีการลงมติไม่ไว้วางใจซึ่ง คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนปิดปีแรกของการประชุมสภา (เม.ย. 67) และจะเป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้

การหมดอายุลงของบทเฉพาะกาลของ รธน. 2560 ซึ่งรวมถึง อำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ ตาม มาตรา 272 ในเดือน พ.ค. 67 จะทำให้เงื่อนไขสำคัญที่พรรคแกนนำเคยอ้างว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องรวมตัวกับพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือจุดยืนทางนโยบายที่แตกต่างกันในอดีต หายจากสมการ

60 วัน ที่ผ่านมา ยังพิสูจน์ผลงานรัฐบาลได้ยาก แต่ 6 เดือน ข้างหน้า จะเป็นบทพิสูจน์จริง

‘อุ๊งอิ๊ง’ ปัดดินเนอร์พรรคร่วมปูทางสู่นายกฯ ย้ำ รบ.ผลงานชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563052

10 พ.ย. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ ปัดดินเนอร์พรรคร่วมปูทางสู่นายกฯ ย้ำ รบ.ผลงานชัดเจน

‘อุ๊งอิ๊ง’ ดินเนอร์พรรคร่วมปัดคุยเรื่องนั่งนายกฯ คนต่อไป มอง 2 เดือนผลงานรัฐบาลชัดเจนทำงานเข้มข้น เผยยังไม่ได้เคาะงบทำซอฟต์พาวเวอร์

วันที่ 10 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลจะถือเป็นการปูทางไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ โดยนางสาวแพทองธาร ปฏิเสธว่าไม่ใช่ ซึ่งตนเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และไปทานข้าวในฐานะหัวหน้าพรรค ยืนยันว่าไม่มีการเรื่องปูทางเป็นนายกทั้งสิ้น โดยหัวหน้าพรรคร่วมทั้งหมดก็ได้มาพูดคุยกัน เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น นอกเหนือจากเรื่องการทำงาน ซึ่งตนก็เป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้เข้าสภาฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีมากที่ได้เจอทุกท่าน และก็พร้อมรับฟังประสบการณ์จากทุกคนที่ได้เคยผ่านมา ว่าเป็นอย่างไรบ้างซึ่งถือว่าได้ความรู้ 

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ได้มีการรับฟังหรือแนะแนวการทำงานของรัฐบาลอย่างไรบ้าง นางสาวแพทองธาร ตอบว่า ไม่ได้มีการแนะนำอะไร มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเล็ก พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีประเด็นเรื่องการเมืองหรือหัวข้ออะไรสำคัญ เหมือนเป็นการทำความเข้าใจในเรื่องการทำงานซึ่งกันและกันเท่านั้น 

เมื่อถามว่ามองการทำงาน 2 เดือนของรัฐบาลอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นผลที่เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการเริ่มต้นผลักดันหลายๆโครงการแล้ว ซึ่งหลายโครงการก็ต้องใช้ระยะเวลา แต่ก็เห็นได้ว่ารัฐบาลทำงานกันอย่างเข้มข้น

เมื่อถามว่าโครงการหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟต์พาวต์เวอร์ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเคาะงบประมาณในเรื่องนี้ออกมา เพราะการดำเนินงานต้องมีแผนงานต่างๆ ซึ่งขณะนี้ก็กำลัง ดำเนินการเรื่องกฎหมายและแผนงานต่างๆ โดยภาคเอกชนก็เข้ามาช่วยเป็นจำนวนมาก และเมื่อมาทำงานร่วมกับภาครัฐก็จะเกิดประโยชน์อย่างมากให้กับประชาชน 

3 ราย รวยเกินร้อยล้าน ‘ป.ป.ช.’ เปิด’บัญชีทรัพย์สิน’ รัฐมนตรี รัฐบาลลุงตู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563045

10 พ.ย. 2566

3 ราย รวยเกินร้อยล้าน 'ป.ป.ช.' เปิด'บัญชีทรัพย์สิน' รัฐมนตรี รัฐบาลลุงตู่

‘ป.ป.ช.’ เปิด ‘บัญชีทรัพย์สิน’ฯ หลังพ้นตำแหน่ง สุพัฒนพงศ์ วิษณุ ศักดิ์สยาม รวยเกินร้อยล้านบาท ไมมีข้อมูลการถือครองหุ้น

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง 3 ราย รวยระดับ ร้อยล้าน ประกอบด้วย

นายวิษณุ เครืองาม กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีบัญชีทรัพย์สินรวมของคู่สมรส 118,935,550 บาท ไม่มีหนี้สิน
โดยมีบัญชีเงินฝาก 26 บัญชีรวมมูลค่า เกือบ 32 ล้านบาท และมีรายการเงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท มีที่ดิน 98 แปลงมูลค่า 45 ล้านบาท มีบ้าน 5 หลังมูลค่า 10 ล้านบาท

มีรายการสิทธิ์และสัมปทานมูลค่า 260,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิ์งานเขียนหนังสือให้มามูลค่า 80,000 บาทและค่าให้เช่าที่ดิน ขอคู่สมรสจำนวน 180,000 บาท ทั้งนี้ คู่สมรส ยังได้รับมรดกจากมารดาปี 2562 มูลค่า 600,000 บาทประกอบไปด้วย สร้อยคอทองคำ-กระเป๋าถมทองกำไรทอง-แหวนทองฝังเพชร

นายสุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์ กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของตนเองและคู่สมรส  โดยมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 153,062,738 บาท มีหนี้สิน 188,794 บาท โดยมีเงินฝาก 28 บัญชีมูลค่า 82,985,857 บาท และมีรายการเงินลงทุนมูลค่ากว่า 39 ล้านบาท

มีสิทธิ์และสัมปทาน 7 รายการ มูลค่า 2,312,303 บาท โดยมีทรัพย์สินอื่น มูลค่า 14,044,000 บาทประกอบไปด้วย อัญมณีเครื่องประดับ 10 รายการ มูลค่า 4,960,000 บาท , นาฬิกา8 เรือน มูลค่า 6,050,000 บาท , งานศิลป พระเครื่อง พระบูชา วัตถุมงคล 22ชิ้น มูลค่า 2,880,000 และมีทองคำสองรายการมูลค่า 154,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีบ้าน 2 หลังมูลค่า 1,300,000 บาทที่จังหวัดนนทบุรี มีรายการที่ดิน4 แปลงมูลค่า 7 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยที่ดินอำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี 2 แปลงและ ที่ดินในอำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพ 2 แปลง และยังมีรถยนต์ 3 คัน ซึ่งมีรถยนต์ยี่ห้อ BMW รุ่น X3 มูลค่า 890,000 บาท ,ยี่ห้อ Alphard Hybrid มูลค่า 2,400,000 บาท และยี่ห้อ Honda stepwagon มูลค่า 1,900,000 บาท

ส่วนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 111,110,565 บาทโดยไม่มีหนี้สิน มีรายการเงินฝาก 2 บัญชีรวม 68,762,865 บาท ไม่ปรากฏข้อมูลการซื้อหุ้น-ถือหุ้นใด โดยมีที่ดิน 19 แปลง ที่ตำบลสะแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ มูลค่า 34,248,450 บาท และยังมีรถยนต์ 2 คันมูลค่า 2,100,000 บาท

โดยยังมีทรัพย์สินอื่นอีกมูลค่า 4,399,250 บาทประกอบไปด้วย พระเครื่องเลี่ยมทอง 1 องค์  มูลค่า 1,500,000 บาท งาช้าง 1 คู่ ได้มาเมื่อ 19 มีนาคม 2558 มูลค่า 1,400,000 บาท และยังมีสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาท 1 เส้น มูลค่า 159,750 บาท มีพระเครื่องเลี่ยมทองอีก 1 องค์ สร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท 1 เส้น มูลค่า 319,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีปืนลูกโม่ขนาด .38 ยี่ห้อมสมิธ 1 กระบอก , มีปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. นี่ห้อซิกซาวเออร์ 1 กระบอกมูลค่า 50,000 บาทและปืน 9 มม.ยี่ห้อ กล็อก 1 กระบอก มูลค่า 50,000 บาท  นาฬิกาโรเล็กซ์หนึ่งเรือนมูลค่า 200,000 บาท และแหวนเพชรหนึ่งวงมูลค่า 500,000 บาท

อ้วน ‘ภูมิธรรม’ การันตี ‘โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี’ ทำงานดีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563035

10 พ.ย. 2566

อ้วน 'ภูมิธรรม' การันตี 'โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี' ทำงานดีแล้ว

ถือหาง ‘โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี’ ทำงานตรงตามหน้าที่ ‘ ภูมิธรรม’ บอกฝ่ายค้าน ครบ 100 วัน จะเห็นผลงานรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

ภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงการโจมตีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพของ ของวรชัย เหมะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยว่า เป็นเรื่องนานาจิตตัง หากใครที่เป็นหน่วยรุก รบ ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองมากหน่อย ก็มองว่าอาจไม่ทันใจ 

เชื่อว่าทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คงรับฟังเรื่องนี้แล้ว และปรับปรุงให้มีคุณภาพมากขึ้น ที่ผ่านมามองว่า โฆษกฯทำงานได้ดี มีความชัดเจน มีรายละเอียด และตรงกับหน้าที่ของตนเอง

การเป็นโฆษกฯ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องแถลงอย่างมีความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลพยายามทำงานอย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจตามบุคลิกของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่มีความตรงไปตรงมา บางครั้งอาจจะไม่ลื่นหูใครบ้าง แต่ตนคิดว่าข้อสำคัญที่เป็นปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ คือการนำข้อเท็จจริงมาพูดให้หมด พร้อมรับฟังทัศนะคติ หรือความเห็น

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ ผลงานรัฐบาล 60 วัน  ไม่มีอะไรใหม่ชองฝ่ายค้าน ถือเป็นธรรมดา และต้องพยายามบอกฝ่ายค้านว่า เราทำงานสร้างสรรค์อย่าคิดว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งอะไรที่รัฐบาลทำและจะเป็นผลดีกับอนาคตก็อย่าซีเรียส อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองหมด แต่สามารถออกความเห็นได้ เพราะจะได้เป็นกระจกสะท้อนรัฐบาล

ฝ่าวค้านต้องอดทนรอการดำเนินงานของรัฐบาล เมื่อครบ 100 วัน จะแถลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานรัฐบาลที่เกิดขึ้นแล้วมีอะไรบ้าง และเรื่องไหนที่ดำเนินการแล้วจะเดินหน้าอย่างไรก็จะแถลงในวันนั้น ดังนั้นขอให้ใจเย็นนิดหนึ่งก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นที่สุด

สาเหตุ ‘ส่วยรถบรรทุก’ ไม่เคยหาย ผลประโยชน์มหาศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563021

09 พ.ย. 2566

สาเหตุ 'ส่วยรถบรรทุก' ไม่เคยหาย ผลประโยชน์มหาศาล

‘วิโรจน์’ มอง ‘ส่วยรถบรรทุก’ ไม่ฟื้นคืนชีพ เพราะไม่เคยหาย แม้แฉลากไส้ แต่ผลประโยชน์เป็นทอดๆ จี้ ‘นายกฯ’ ปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่ทีละเรื่อง

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  กล่าวถึง “ส่วยรถบรรทุก” ที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังพบสติกเกอร์รูปดาวสีเขียวติดบริเวณหน้ารถที่ถนนทรุดว่า ทราบจากผู้กำกับการ สน.พระโขนงว่า ติดเพื่อเป็นการหารถของบริษัทตัวเองเจอได้ง่าย ซึ่งขอถามกลับไปยังผู้กำกับว่าถ้าเขาเล่ามาเช่นนั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเล่า ตำรวจเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือ มองว่าการติดตามรถของบริษัทไม่จำเป็นจะต้องติดสติ๊กเกอร์ดาวมีสีเขียว เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นชื่อบริษัทเลย และแต่ละคันก็มีเอกลักษณ์ของบริษัทไม่จำเป็นจะต้องติดดาวสีเขียว เพื่อให้หารถตัวเองง่าย


ส่วนการเทดินทิ้งก่อนช่างน้ำหนักจริง นายวิโรจน์ กล่าวว่า คนที่ต้องตอบคำถาม คือ ผู้กำกับการ สน.พระโขนง และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นอาชีพของตำรวจโดยตรงในการปกป้องพยานวัตถุ และกรณีนี้ ดิน เป็นพยานวัตถุที่สำคัญมาก 

ทั้งนี้เป็นการคืนชีพส่วยรถบรรทุกหรือไม่ หลังเงียบมาระยะหนึ่งแล้ว นายวิโรจน์ กล่าวว่า สะท้อนถึงการแก้ปัญหาไม่ได้แก้ที่รากเง้าของปัญหา ซึ่งตนเน้นย้ำมาหลายครั้ง การปราบคือการแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่การแก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาเอื้อให้เจ้าหน้าที่บางคนทำตัวไม่ดีรีดไถประชาชนหรือเอากฎหมายไปคุกคามประชาชนและให้เอกชนกลุ่มหนึ่งที่ยอมจ่ายผลประโยชน์ได้มีอภิสิทธิ์ทำตามอำเภอใจเหนือกฎหมาย คงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เข้าใจว่าสภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคก้าวไกลและพรรคอื่น ร่วมกันตั้งกรรมธิการคมนาคมที่จะสะสางและรวบรวมกฎหมายที่เป็นปัญหาทั้งหมด เพื่อผลักดันให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายต่อไป

นายวิโรจน์ ย้ำอีกครั้ง ส่วยรถบรรทุกไม่ได้ฟื้นคืนชีพ แต่จริงๆไม่เคยตาย เพียงหลบซ่อนไปช่วงหนึ่ง ซึ่งตนขอส่งสัญญาณไปถึงนายกรัฐมนตรี บอกว่าต้องแก้ทีละเรื่อง ตนว่าเกินจุดที่จะมาพูดอ้อมแอ้มหรือประดิฐประดอยคำแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่ยังไม่ปฏิรูปตำรวจก็จะมีปัญหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ก็ยังเกิดขึ้นแบบนี้อยู่วันยังค่ำ แก้ไม่ได้

ส่วนปัญหาส่วยรถบรรทุกไม่เคยหายไป เพราะไม่กลัวสิ่งที่พรรคก้าวไกลออกมาเปิดโปงหรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า 
“เขาก็คงกลัว แต่เขาก็มั่นใจในเรื่องของการส่งผลประโยชน์ต่อ” ส่วยปีละ 20,000 ล้านบาท การทำทุจริตแบบนี้เป็นเครือข่ายโซ่ทุกข้อต้องเชื่อมกันหมด ดังนั้นต้องมีการส่งผลประโยชน์เป็นทอดๆ จากตำรวจรายเล็กถึงตำรวจระดับสูง  ซึ่งเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ขอ ผบช.น. ผบช.ก. อาจจะต้องไปถึง ผบ.ตร. ด้วย เพราะผูกพันกับการเสียชีวิตตำรวจ 2 นาย ซึ่งมีความโยงใยเกี่ยวกับส่วยรถบรรทุกอย่าง แต่จะเกี่ยวข้องตัวใหญ่ในลักษณะใด คงต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับเกียรติยศศักดิ์ ศรีเกียรติภูมิ ตำรวจอย่างมาก ถ้าอยากให้ประชาชนกลับมามีความไว้เนื้อเชื่อใจผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องจริงจัง” นายวิโรจน์กล่าว 

ด่วน ‘หมอชัย’ ชวนเชิญ ประชาชนติดตาม การ ‘แถลงผลงาน 60 วันรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563013

09 พ.ย. 2566

ด่วน 'หมอชัย' ชวนเชิญ ประชาชนติดตาม การ 'แถลงผลงาน 60 วันรัฐบาล'

‘หมอชัย’ โฆษกรัฐบาล เชิญชวนประชาชนติดตามรายการ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน” วันนี้ 19.00 น.

นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชิญชวนพี่น้องสื่อมวลชน และประชาชนติดตามชมรายการพิเศษ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน” ในวันนี้ (9 พฤศจิกายน 2566) เวลา 19.00 น. ผ่านช่องทางต่างๆ NBT2HD, NBT11 ทางออนไลน์ Facebook, YouTube ของทั้ง 2 ช่อง และFacebook, Youtube ไทยคู่ฟ้า รวมถึง Facebook เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะเป็นโอกาสรับฟังความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาลในหัวข้อต่างๆ นโยบายรัฐบาลที่สำคัญ เช่น Quick win 3 ประการคือ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส มาตรการเร่งด่วน การท่องเที่ยว การคมนาคม การต่างประเทศ ยาเสพติด สังคม ทหาร

ซึ่งรวมไปถึงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ด้วยหัวใจหลักที่นายกรัฐมนตรีต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

สามารถติดตามได้ทางช่อง

https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman

‘ผบ.ตร.’ ยันยังไม่โอนย้าย ‘พล.ต.อ.รอย’ หลังสะพัด โยกนั่ง ‘เลขาฯ สมช.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563010

09 พ.ย. 2566

'ผบ.ตร.' ยันยังไม่โอนย้าย 'พล.ต.อ.รอย' หลังสะพัด โยกนั่ง 'เลขาฯ สมช.'

“ผบ.ตร.” เผยหลังประชุม กตช. ยังไม่มีการโอนย้าย “พล.ต.อ.รอย” หลังมีข่าวสะพัด โยกไผนั่ง “เลขาฯ สมช.” ย้ำ “นายกฯ” ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ

9 พ.ย. 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 3/2566 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน ก.ต.ช.เป็นประธาน
 

ผบ.ตร. เผยยังไม่มีการโยก รองรอย ไปนั่ง เลขา สมช. ผบ.ตร. เผยยังไม่มีการโยก รองรอย ไปนั่ง เลขา สมช.

โดยภายหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่  ซึ่ง ผบ.ตร. ระบุเพียงสั้นๆ ว่า  “ไม่ได้มีอะไร” 

และเมื่อถามว่าได้มีการโอนย้าย พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) แล้วหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่าจะมานั่งเป็น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  (สมช.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตอบสั้นๆ ว่า “ยังๆๆ”  ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทันที

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.

ทั้งนี้ ตำแหน่ง เลขาฯ สมช. เป็นตำแหน่งสูงขึ้น เทียบเท่าระดับ ซี11 และมีกระแสข่าว ว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.รอย เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบโอนย้ายมาดำรงตำแหน่ง เลขาฯสมช.

สำหรับ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 2567 เป็นนักเรียนเตรียมทหาร(ตท.) รุ่น 24 นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 40 ผ่านหลักสูตร FBI และหลักสูตรสืบสวนที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย เส้นทางรับราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ ผกก.7 บก.ทล.,ผกก.2 บกทล.,รองผบก.ทล.,รอง ผบก.สบพ.,รอง ผบก.ฝรก.,ผบก.ทท.รองผบช.ก.ขึ้น ผบช.สันติบาล ขยับมาเป็น ผบช.ศึกษา ขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองผบ.ตร.ดูแลงานด้านความมั่นคง

‘สรเทพ’ เปิดผนึกถึง ‘นายกฯ’ ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562999

09 พ.ย. 2566

'สรเทพ' เปิดผนึกถึง 'นายกฯ' ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น.

‘รองโฆษกไทยสร้างไทย’ เรียกร้อง ‘นายกฯ’ ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น. เผยเป็นกฎหมายล้าสมัย ควรปรับเข้ากับยุคสมัย ช่วยผู้ประกอบการฟื้นตัว

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ส่งจดหมายเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ปลดล็อกแก้กฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 น. – 17.00 น. โดยระบุว่า 

เรียนนายกรัฐมนตรีจากนโยบายที่ท่านต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดย การอนุญาตให้เปิดผับถึงตี 4 ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ใคร่ขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาแก้กฎหมายปลดล็อคห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาบ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็นให้ด้วย เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อยากขอเป็นของขวัญปีใหม่ที่จะถึงนี้จากรัฐบาลของท่าน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่อนคลายมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจร้านอาหาร คือ ยกเลิกการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของร้านอาหารโดยไม่จำเป็น โดยกฎหมายนี้มีมาตั้งแต่ปี 2515 หรือกว่า 50 ปีแล้ว เป็นการสร้างความวุ่นวายและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมักจะมีปัญหากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในการทำความเข้าใจในการต้องหยุดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาดังกล่าว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว รวมถึงกฎหมายนี้ไม่เป็นสากลในยุคสมัยนี้ด้วย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศและการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมเหมือนก่อนหน้าโควิค 

ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเห็นสมควรที่จะปรับแก้กฎหมายที่เก่าแก่ฉบับนี้ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว จึงเขียนจดหมายเปิดผนึกนี้มาเพื่อให้ท่านพิจารณาและช่วยเหลือ

นายสรเทพ โรจน์พจนารัชนายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ศาลฏีกา เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563000

09 พ.ย. 2566

ศาลฏีกา เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ

ศาลฎีกาคดีนักการเมือง เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ออกคำสั่งเด้ง ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ พ้นเลขาฯ สมช. ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ไป 29 พ.ย. 66 เวลา 13.30 น. เหตุองค์คณะผู้พิพากษามาไม่ครบ

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ

ในวันนี้นายวิญญัติ ชาติมนตรี และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเป็นตัวแทนในการรับฟังคำพิพากษา โดยระบุถึงกระบวนการสู้คดีที่ผ่านมา ในฐานะทนายก็ทำให้ดีที่สุด มีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ 6 ปาก และฝ่ายจำเลย 4 ปาก

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายนรวิชญ์ กล่าวว่าวันนี้มาเป็นตัวแทนในการรับฟัง ก่อนมาฟังคำพิพากษา ไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่มาทำหน้าที่ตามที่ศาลได้นัดหมายไว้ ทีมทนายความได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด มีความมั่นใจในการสู้คดี

เมื่อถึงเวลานัดศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 29 พ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยนายนรวิชญ์ กล่าวถึงเหตุในการเลื่อนว่า เนื่องจากวันนี้มีองค์คณะผู้พิพากษา 1 ท่านไม่มา โดยมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงไม่สามารถอ่านคำพิพากษาในวันนี้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. ซึ่งนายถวิล ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในวันที่ 1 ก.ค.2563

และส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดจึงได้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา และมีการออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล