‘เศรษฐา’ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562981

09 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

‘เศรษฐา’ ประสานคมนาคม กทม. กรมทางหลวง แก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน มองปมส่วยเกิดขึ้นมานานแล้วแต่พยายามแก้ไขอย่างบูรณาการ

วันที่ 9 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยถึงกรณีรถบรรทุกที่ขับผ่าน ฝาท่อคอนกรีต หน้าซอยสุขุมวิท 64/1 แล้วเกิดการทรุดตัว และพบสติกเกอร์รูปดาวสีเขียว อักษรย่อตัว B ที่คาดว่าจะเป็นส่วยสติกเกอร์ นายเศรษฐากล่าวว่า เมื่อคืนไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ แต่ก็รับทราบปัญหา เรื่องน้ำหนักเกิน ซึ่งก็ต้องประสานงานกับกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และกรมทางหลวง 

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาไฟไหม้ฟาง  ที่เกิดปัญหาทีก็แก้ไขที นายเศรษฐากล่าวว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นที่รัฐบาลนี้เพียงอย่างเดียว เราให้ความสำคัญกับทุกๆ การปัญหา และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วแก้ไข ให้มันผ่านๆ ไป ซึ่งก็ได้ตอกย้ำไปตลอดเวลา 

ประเมิน 5 ด้าน ‘ผลงานรัฐบาล’ เศรษฐา สอบไม่ผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562975

09 พ.ย. 2566

ประเมิน 5 ด้าน 'ผลงานรัฐบาล' เศรษฐา สอบไม่ผ่าน

2 เดือน ครม.เศรษฐา ถูกสมชัย ศรีสุทธิยากร ประเมินว่า ‘ผลงานรัฐบาล’ สอบไม่ผ่าน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่ยังไม่เป็นรูปธรรม

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคเสรีรวมไทย มองผลงานรัฐบาล เศรษฐา ผ่านมา สองเดือนว่า แม้มีความพยายามตั้งใจทำงานไม่น้อย ตัวนายกเองก็ทำงานไม่หยุด มีผลงานเป็นที่ชื่นชมได้ในระดับหนึ่ง  แต่ยังมีหลายเรื่องยังแคลงใจประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเงินดิจิทัล ที่เป็นนโยบายเร่งด่วนและการแก้รัฐธรรมนูญ

กำหนดการแถลงผลงาน รัฐบาลเศรษฐา

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นนโยบายหลักที่ประชาชน รอคอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีความพยายามหาทางดำเนินการให้เป็นผลงานรัฐบาลในช่วง 2 เดือน แต่ก็ยังกลับไปกลับมา  ไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนทราบ ทั้งแหล่งที่มาของงบประมาณและวิธีการแจกจ่ายให้ประชาชน ในส่วนนี้ให้ 3 จาก 10 คะแนน

การทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามสัญญาที่ว่าจะเสนอในที่ประชุม ครม.นัดแรก แต่กลับตั้งคณะกรรมการศึกษาแทน การแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านไปสองเดือน ยังไม่มีคำตอบใด ๆ สักคำตอบ ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง เมื่อใด คำถามควรเป็นอย่างไร  เปลืองเวลา เปลืองงบประมาณให้ 2 จาก 10 คะแนน

การลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน  ค่าโดยสารรถไฟฟ้า  แม้เป็นความตั้งใจในการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ไฟฟ้า น้ำมัน เป็นวิธีการลดภาษีสรรพสามิต ส่วนรถไฟฟ้า เป็นเพิ่มการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ  และทุกอย่างเป็นการชั่วคราว ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างราคาพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ  ให้ 7 จาก 10 คะแนน

การช่วยเหลือเกษตรกร  ยังวนเวียนกับการใช้วิธีการแบบเดิม คือ พักชำระหนี้  การให้เงินชดเชย การบอกให้ชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าวช่วงราคาตก  การให้ ธกส. ออกเงินช่วยเหลือตามนโยบายกึ่งการคลัง แล้วรัฐตั้งงบประมาณใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย  ไม่เห็นมาตรการใหม่ ๆ ที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ให้ปุ๋ยลดราคา ให้สามารถขายได้ราคาดีขึ้น ให้ 6 จาก 10 คะแนน

ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับสิทธิออกมารักษาพยาบาลในห้องวีไอพี รร.ตำรวจ และไม่มีความชัดเจนถึงสาเหตุการป่วยที่สมควรใด ๆ โดยอ้างเป็นการเคารพสิทธิข้อมูลผู้ป่วย ไม่ให้แม้แต่คะแนนเดียว  รวม 5 ด้าน ได้ 18 จาก 50 คะแนน หรือเท่ากับ เต็ม 100 ได้ 36 คะแนน  ถือเป็นการตรวจแบบปล่อยเกรดสุด ๆ แล้ว

ฝ่ายค้านประเมิน ‘ผลงานรัฐบาล’ ให้คะแนน 3 เต็ม 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562968

09 พ.ย. 2566

ฝ่ายค้านประเมิน 'ผลงานรัฐบาล' ให้คะแนน 3 เต็ม 10

‘ผลงานรัฐบาล’ เศรษฐา ทวีสิน มีรัฐมนตรี สอบผ่านเพียง 3 ราย หลังบริหารประเทศมา 2 เดือน หากคะแนนเต็ม 10 ฝ่ายค้าน ให้แค่ 3 คะแนน

ชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ มองการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายก​รัฐมนตรี ซึ่งเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2เดือน​ว่า มีรัฐมนตรีเพียง 3 คน ที่สอบผ่าน รายแรกคือ นายอนุทิน ชาญ​วี​ร​กูล​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องของสังคมหลายเรื่อง เช่นเปิดผับถึงตี 4

รายที่ 2 คือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วางแผนแก้ไขปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพลอย่างมีระบบ และ ร้อยเอกธรรมนัส พรหม​เผ่า​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนและดูแลพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ผลงานรัฐบาลชุดนี้สิ่ง ที่น่าผิดหวัง คือ ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศได้ ประชาชนยังอยู่ในยุคที่ข้าวของมีราคาแพง อีกทั้งปัญหาการพนันออนไลน์ ทุกวันนี้ก็ยังมีข่าวปัญหาอาชญากรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการพนันออนไลน์มากมาย และสุดท้ายการแก้ไขปัญหายาเสพติดก็ล้มเหลว

ผลงานรัฐบาลเรื่องการปรับลดราคาพลังงาน ก็เหมือนเป็นการปรับลดแบบไฟไหม้ฟาง ระยะสั้น แก้ปัญหาไม่ตรงจุด และการทำงานของนายกฯ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็เปรียบเสมือนนายกฯเป็นหัวหน้าทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวในต่างประเทศมากกว่า และดูว่าการเดินทางต่างๆก็ไม่มีเป้าหมาย ชัดเจน

“การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การเดินแบบแฟชั่นโชว์หรือเป็นไกด์ทัวร์ จุดสำคัญต้องมีวุฒิภาวะ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่มีโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่จูบมือ”อุ๊งอิ๊ง” ถือว่าขาดภาวะความเป็นผู้นำ และขอให้คะแนนนายกฯแค่ 3 คะแนนจากเต็ม 10 และ 3 คะแนนที่ให้คือ 1.นายกไหว้สวย 2.ไปเที่ยวทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้นและ 3 คือนายกแต่งตัวแฟชั่น”

‘เลขาฯกกต.’ ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562928

08 พ.ย. 2566

‘เลขาฯกกต.’ ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’

เลขาฯกกต. ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ส่วนจะกี่ครั้งขึ้นอยู่กับรัฐบาล ไม่ติดเงื่อนไข ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องดูความพร้อม

ทำเนียบรัฐบาล 8 พ.ย.2566 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชี้แจงหลังหารือกับคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติ ว่า กกต. ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาล แต่ยืนยันกกต.มีความพร้อม ส่วนงบประมาณ ยังไม่ได้พูดคุยกัน ว่าจะต้องใช้เท่าใดและจะอนุมัติช่วงไหน ซึ่งกกต.จะต้องส่งเรื่องมาของบประมาณจากรัฐบาล

ส่วนการจัดทำประชามติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขาฯกกต. กล่าวว่า ต้องรอดูรายละเอียดเพราะมีเงื่อนไข ทางเทคนิคบางส่วน ซึ่งสามารถทำได้ แต่กว่าจะถึงตรงนั้นก็ยังมีเรื่องอื่นให้พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องความพร้อม ที่ไม่ใช่ความพร้อมของกกต. ซึ่งได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการฯ ทราบแล้ว

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล ‘แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคสังกัดภายใน 30 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562926

08 พ.ย. 2566

เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล ‘แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคสังกัดภายใน 30 วัน

แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล “แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคการเมืองสังกัด ภายใน 30 วัน ถ้าไม่มีพรรคการเมืองไหนรับต้องพ้นสภาพการเป็น สส. และจัดเลือกตั้งใหม่

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(เลขาฯกกต.) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลมีมติขับ 2 สส. แจ้ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี และ ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กรุงเทพมหานคร ออกจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากปัญหาคุกคามทางเพศ ว่า จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคการเมืองที่ไม่มีสส. ในปัจจุบันก็สามารถรับเข้าสังกัดได้ แต่หากไม่สามารถหาพรรคได้ จะต้องพ้นสภาพการเป็น สส. และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเรื่องการขับเป็นเรื่องภายในพรรค ที่ต้องชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อบังคับพรรค

ส่วนกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทยไปยื่นกกต. ขอให้ยุบพรรคก้าวไกลจากกรณีที่ขับ 2 สส. ต่างจากกรณีของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ เหมือน 2 มาตรฐานอาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดและ สมประโยชน์เพื่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น นายแสวงกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ที่ไปยื่นเรื่อง กกต. 

ทั้งนี้การขับนายปดิพัทธ์จะผิดข้อบังคับพรรคก้าวไกลหรือไม่ อยู่ที่กฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งต้องดู เพราะทุกพรรคการเมือง ต้องทำตามกฎหมาย และข้อบังคับพรรคถ้าชอบด้วยกฎหมาย ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะความเห็นคนมีอยู่มากมาย ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นอย่างไร

สำหรับ การขับ หมออ่อง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล จะถือเป็นการสมคบคิดหรือไม่นั้นกกต.ยังไม่ได้พิจารณา แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริง และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

‘กระทรวงต่างประเทศ’ ยันไม่มี ‘แรงงานไทย’ เป็น ‘ทหาร’ ใน ‘อิสราเอล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562913

08 พ.ย. 2566

'กระทรวงต่างประเทศ' ยันไม่มี 'แรงงานไทย' เป็น 'ทหาร' ใน 'อิสราเอล'

‘แรงงานไทย’ ไม่รับจ้างเป็น ‘ทหาร’ ไปสู้รบใน ‘อิสราเอล’ อย่างแน่นอน ‘กระทรวงต่างประเทศ’ ชี้แจง ยกเว้นเป็นลูกครึ่งต้องถูกเกณฑ์เป็นกองหนุน

ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิเสธกระแสข่าวในโลกโซเชียล มีแรงงานไทยไปเป็นทหารให้แก่ฝ่ายอิสราเอลในช่วงสถานการณ์อิสราเอล-กาซาว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า มีคนไทย ที่เป็นลูกครึ่งไทย-อิสราเอล ไปเป็นทหารกองหนุนให้อิสราเอลจริง แต่ไม่ใช่แรงงานไทยแต่อย่างใด

นอกเหนือจากแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมในอิสราเอลแล้ว ยังมีหญิงไทยจำนวนหนึ่ง ประมาณ 400 – 500 คน ที่แต่งงานกับคนอิสราเอล และมีบุตรซึ่งถือ 2 สัญชาติ คือทั้งสัญชาติไทย และอิสราเอล ซึ่งตามกฎหมายอิสราเอล บุคคลสัญชาติอิสราเอลทุกคนทั้งหญิงและชาย จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุครบ 18 ปี

โดยผู้ชายมีระยะเวลารับราชการทหาร 32 เดือน และผู้หญิงมีระยะเวลารับราชการทหาร 24 เดือน และเมื่อเสร็จสิ้นระยะเวลาเกณฑ์ทหารดังกล่าวแล้ว ทุกคนจะถูกบรรจุเข้าเป็นทหารกองหนุน ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทหารหากถูกเรียกจากกองทัพอิสราเอล

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กองทัพอิสราเอล ได้เรียกทหารกองหนุนจำนวนกว่า 350,000 คน หรือประมาณร้อยละ 4 ของประชากรอิสราเอลทั้งหมด เข้าปฏิบัติหน้าที่ถือได้ว่า

เป็นการเรียกทหารกองหนุนครั้งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล จึงย่อมมีลูกครึ่งไทย-อิสราเอล ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุนตามกฎหมายอิสราเอล มิใช่แรงงานไทยที่แฝงตัวไปเป็นทหารรับจ้างให้แก่อิสราเอลตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ภูมิใจไทย จี้ กกต.ตรวจสอบปมขับสส. ‘ก้าวไกล’ อาจเข้าข่าย ‘ยุบพรรค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562907

08 พ.ย. 2566

ภูมิใจไทย จี้ กกต.ตรวจสอบปมขับสส. 'ก้าวไกล' อาจเข้าข่าย 'ยุบพรรค'

ปมขับสส. ‘ก้าวไกล’ ลามไม่หยุด ภูมิใจไทย จี้ กกต. ตรวจสอบปมขับสส.ก้าวไกล ไม่มีมาตรฐาน จนอาจนำไปสู่การ ‘ยุบพรรค’ ได้

ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทย สงสัยว่ากรณีพรรคก้าวไกลขับ 2 สส. คือ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. และนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี จากปมคุกคามทางเพศ ออกจากพรรค ซึ่งมีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย เปิดเผยทุกกระบวนการ แตกต่างจากกรณีการขับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่

ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทยศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

ศุภชัย บอกว่าได้ยื่นเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล ของนายปดิพัทธ์  แล้ว โดยขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบว่า

พรรคก้าวไกลได้ดําเนินกระบวนการ ทางวินัยกับนายปดิพัทธ์  ตามข้อบังคับพรรคก้าวไกลข้อที่ 119 และตามกฎหมายถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ โดยส่งแถลงการณ์พรรคก้าวไกล ลงวันที่ 28 กันยายน 2566  ซึ่งไม่ได้ระบุความผิดวินัยข้อร้ายแรงและการดำเนินการทางวินัย ประกอบ

หากพรรคก้าวไกล ไม่ได้ดําเนินการตามข้อบังคับพรรคก้าวไกล และกฎหมาย การกระทําดังกล่าวเป็นการสมคบคิดหรือ แสดงเจตนาลวง ระหว่างพรรคก้าวไกลกับนายปดิพัทธ์ อันเข้าข่ายกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทําอันอาจเป็นปฏิปักษ์หรือไม่

หากนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบแล้ว พรรคก้าวไกลมิได้ ดําเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับพรรคก้าวไกล และกฎหมาย และเป็นการสมคบคิดหรือแสดงเจตนาลวง โดยหวังผลเพื่อให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้รับตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ นายปดิพัทธ์ ยังคงดํารงตําแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

เรื่องดังกล่าวถือเป็นการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นการกระทําอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกรณีเป็นความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ สั่งยุบพรรคก้าวไกลตามบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไป

นายกฯนัดถก ‘พรรคร่วม’ ก่อนแถลง ‘ผลงานรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562897

08 พ.ย. 2566

นายกฯนัดถก 'พรรคร่วม' ก่อนแถลง 'ผลงานรัฐบาล'

นัดถก ‘พรรคร่วม’ ค่ำนี้ ไม่เกี่ยวกับการแถลง ‘ผลงานรัฐบาล’ 2 เดือน นายกฯ หวังลดช่องว่างระหว่างกัน ไม่ให้สื่อเข้าไปสังเกตการณ์

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ยอมรับว่าในช่วงเวลา 19:00 น. วันนี้ ได้นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน  และแสดงความประหลากใจที่สื่อมวลชนรับรู้การนัดหมายดังกล่าว แม้ไม่อนุญาตให้สื่อตามไปทำข่าว แต่จะมาเล่าให้ฟังวันพรุ่งนี้

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล  เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหา  เข้าใจว่า รัฐบาลก่อนไม่ค่อยมี จึงอยากจัดขึ้น เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง เป็นการรับประทานอาหารแบบสบายๆ พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่เกี่ยวกับการแถลงผลงานรัฐบาล

รวมเองถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการบริหารขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ มีอะไรติชมหรือมีอะไรก็พูดคุยกันได้ โดยการรับประทานอาหารครั้งนี้จะเป็นวงเล็ก ไม่ต้องถึง 40 ถึง 50 คน  แค่ 10 คนก็พอแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าการรับประทานอาหารเย็น  นายกฯจะพบกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะทำงานเป็นรัฐบาลมา 2 เดือน ยังไม่มีเวลาเจอกัน  เป็นการนัดทานข้าวกัน พูดคุยทั่วไป ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ

มีรายงานว่าการรับประทานอาหารเย็นใน เวลา 19.00 -20.00 น.จัดที่ร้าน Spider Collection NW303 อาคารโครนอส ชั้น 26 ถ.สาทรเหนือ ก่อนช นายกรัฐมนตรีก็จะมีการแถลงผลงาน 2 เดือนของรัฐบาล ช่วงค่ำวันที่ 9 พ.ย. 2566

‘เงินดิจิทัล’ งบประมาณผูกพัน ‘เงินกู้’ แสนล้านต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562889

08 พ.ย. 2566

'เงินดิจิทัล' งบประมาณผูกพัน 'เงินกู้' แสนล้านต่อปี

สมชัย ปรามาส คิดใหญ่ทำเป็น ทำได้แค่ใช้ ‘เงินกู้’ มาแจก ‘เงินดิจิทัล’ พรรคเพื่อไทยเตรียมชี้แจงวันที่ 10 พ.ย. 2566 นี้

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการงบประมาณฯ 2566 เปิดข้อมูล ประมณการ งบประมาณแผ่นดิน ที่ครม.อนุมัติ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ชี้ชัดว่าต้องใช้เงิน 130,000 ล้านบาท แจกเป็นเงินดิจิทัลปี 67 เป็นเงินกู้ 100,000 ล้าน และจากประมาณการรายได้เพิ่ม อีก 30,000 ล้านบาท

สมชัยอธิบายว่า เงินดิจิทัล 560,000 ล้าน ที่มีข่าวว่าจะตั้งเป็นงบประมาณแผ่นดินแบบผูกพัน 4 ปี  หารสี่ ก็จะเท่ากับ 140,000 ล้าน ปรับลดจำนวนคนเล็กน้อย อาจตกอยู่ที่ปีละ 130,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้ ตรงกับยอดที่ ครม. เศรษฐาอนุมัติตามแผนการคลังระยะปานกลาง ที่เข้าที่ประชุม ครม. เมื่อ 13 กันยายน 2566 พอดี


ในแผนดังกล่าวที่จะใช้เป็นกรอบในการตั้งงบประมาณประจำปี 3-4 ปีจากนี้  มีการเพิ่มวงเงินงบประมาณ ปี 67 จาก 3.35 ล้านล้านบาท เป็น 3.48 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 130,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้เพิ่ม 100,000 ล้าน และจากประมาณการรายได้เพิ่ม 30,000 ล้านบาท 

ข้อมูลดังกล่าวเท่ากับว่า ความพยายามหาเงินโดยให้ทบทวนรายการใช้จ่ายงบประมาณของทุกส่วนราชการ เช่น จะรีดไขมันส่วนเกิน จะซื้ออาวุธเท่าที่จำเป็น จะประหยัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยนั้น ได้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว  เพราะไม่มีใครยอมให้

ทางออกที่ดูดี ให้พอเห็นฝีมือคือ ทำเป็นงบประมาณผูกพันแค่ 2 ปี ปี 67 และ 68 ปีละ 260,000 ล้านบาท เท่ากับแจกเงินดิจิทัลเป็น 2 งวด ๆ ละ 5,000 บาท  เพราะเท่ากับมีแหล่งที่มาของเงินที่มาจากการประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้  ไม่ใช่เอาแต่กู้เป็นหลัก

แจก 2,500 บาท 4 ปี แค่ลมพัดเอื่อย ๆ  แจก 5,000 บาท 2 ปี ยังลมพัดแรงบ้าง แม้ไม่เป็นพายุหมุน เมื่อห้ามไม่แจก เขาไม่ฟัง  ก็ขอให้แจกแบบมีฝีมือบ้างอย่าให้คนพูดว่า คิดใหญ่ทำเป็น ทำได้แค่นี้

การประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวานนี้ นอกจาก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร จะร่วมประชุมในฐานะหัวหน่าพรรคครั้งแรกแล้ว  เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยังร่วมปรชุมพรรคและได้กำชับให้สมาชิก ช่วยกันอธิบายเรื่องเงินดิจิทัล ที่จะมีการชี้แจงรายละเอียด หลักการ วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ 

‘สมศักดิ์’ ชง ครม. เพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ขรก. ‘ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562879

07 พ.ย. 2566

'สมศักดิ์' ชง ครม. เพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ขรก. 'ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล'

‘รองนายกฯสมศักดิ์’ เสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ไต่สวน ไม่ต้องรอรับไม้ต่อ ป.ป.ช. สามารถ ‘ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล’ ได้เอง

ประชุมคณะรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เสนอปรับปรุงกฎหมาย ในส่วนของพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 จากเดิมที่มี 67 มาตรา ซึ่งจะมีการปรับแก้ 29 มาตรา บัญญัติใหม่ 14 มาตรา ยกเลิก 1 มาตรา รวมทั้งสิ้นจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 80 มาตรา โดยกฎหมายนี้ มีการใช้มาแล้วถึง 16 ปี

ซึ่งควรจะมีการปรับให้เข้ากับสมัย เพิ่มอำนาจเพิ่มประสิทธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ทดำเนินการตรวจสอบ การประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ สามารถไต่สวนชี้มูลได้ด้วยตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมา ต้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งมอบให้ก่อนท่านั้น ตนมองว่า การทำในลักษณะนี้ จะเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตได้

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กฎหมาย ป.ป.ท. ปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติ ในเรื่องของหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะมีให้เปิดเผยได้ถึง 3 ขั้นตอน คือ 1.ก่อนการไต่สวน 2.เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนแล้ว และ 3.คณะกรรมการ ป.ป.ท.ชี้มูล 

ยังมีอำนาจในเรื่องการออกหมายจับ โดยสามารถขอศาลออกหมายจับได้เอง รวมถึงดำเนินการจับ ปล่อยตัวชั่วคราว หรือ จะมอบพนักงานสอบสวนทำแทน ซึ่งหากยกตัวอย่าง เช่น เราเป็นผู้ประกอบการ จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน ก็ยังไม่มีการอนุมัติ ป.ป.ท.ก็สามารถเข้าไปดูถึงเหตุผลได้ เพื่อป้องกันการเรียกรับเงิน โดยก็จะทำให้ภาคธุรกิจมีความโปร่งใสมากขึ้น 

นอกจากนี้ด้านการศึกษา ป.ป.ท. ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบพฤติกรรมที่มีข่าวอยู่ในเวลานี้จำนวนมากได้ เช่น พฤติกรรมครูลวนลามอนาจารนักเรียน ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบในเรื่องวินัย และเอาผิดในเรื่องเพศอนาจารได้ เพราะเป็นความผิดทางอาญา , สามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่ราชการ เลิกงานไวกว่าเวลาได้ , กรณีการนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัวในเวลานอกราชการ 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี

เรื่องแบบนี้ ป.ป.ท.สามารถที่จะเอาผิดได้ โดยสืบสวนสอบสวนได้ทันที จึงถือเป็นเรื่องการสร้างความโปร่งใสป้องกันการประพฤติมิชอบของส่วนราชการ จะสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ UNCAC ด้วย

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กฎหมายควรทันสมัย และต้องไม่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกัน ดังนั้นการเสนอกฎหมายนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจ หรือ แย่งอำนาจไป แต่เป็นการทำงานในภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเรื่องของการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ 

โดยผ่านรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ตนจะเสนอกฎหมายนี้เข้าครม.และมีมติอนุมัติหลักการแล้ว จากนี้ก็จะส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป