’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562460

01 พ.ย. 2566

’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

‘เศรษฐา’ ไฟเขียวมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) ในช่วง 4 ปี (2567-2570) เดินหน้าสู่เป้าหมาย 30@30 ภายในปี 2573 พร้อมดันไทยขึ้นแท่นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก

วันนี้ (1 พ.ย. 66) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยภายหลังการประชุม นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลสนับสนุน EV ให้เกิดในประเทศ ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ ICE ของเราก็ต้องช่วยให้เปลี่ยนผ่านไปได้อย่างเหมาะสม หลาย ๆ อย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลเดิมได้สนับสนุนผลักดัน​ จนปัจจุบันเราเห็น EV Adoption สูง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี  เราต้องสนับสนุนต่อ แต่ขอให้พิจารณาเรื่องแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจาก EV Adoption ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างเร็ว และไปได้ดี เราอาจจะไม่จำเป็นต้องแจกส่วนลดเยอะอย่างที่เคยทำ แต่จะพิจารณาให้เป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมแทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่เป็นภาระต่อการคลัง และอีกเรื่องหนึ่ง คืออยากให้ส่วนอุตสาหกรรม EV มีสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี องค์ความรู้ที่เป็นของคนไทย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการนำภาคการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และสุดท้ายทั้งอุตสาหกรรมที่เรากำลังจะสร้างให้ไทยมีจุดแข็ง ต้องทำให้ครบวงจรตั้งแต่การพัฒนา การผลิต และการ Reuse Recycle โดยจะต้องไม่ละเลยว่าสุดท้ายแบตเตอรี่ทั้งหลายจะต้องมีการเปลี่ยน และต้องทำให้เกิดการดูแลให้ครบทั้ง Life cycle ตั้งแต่ Cradle-to-grave

โดยบอร์ดอีวีได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

ทั้งนี้ บอร์ดอีวีได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย

สำหรับมาตรการ EV 3.5 รัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ ดังนี้ 

กรณีรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน  ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน สำหรับขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 20,000 – 50,000 บาท/คัน

กรณีรถกระบะไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน  

กรณีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท/คัน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราเงินอุดหนุนที่เหมาะสมและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรการ EV 3.5 จะมีการลดอากรนำเข้าไม่เกินร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ในช่วง 2 ปีแรก (พ.ศ. 2567 – 2568) กรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยได้ตั้งเงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ให้ผู้ได้รับการสนับสนุนผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ในอัตราส่วน 1 : 2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และจะเพิ่มอัตราส่วนเป็น 1 : 3 ภายในปี 2570 พร้อมทั้งกำหนดให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้า และผลิตในประเทศไทยจะต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV 3 จากเดิมที่ต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ขยายเวลาเป็นต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 เพื่อให้ผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Thailand International Motor Expo ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 ยื่นจดทะเบียนได้ทันภายในเดือนมกราคม 2567 

“มาตรการ EV 3.5 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ที่ต้องการผลักดันให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายในการสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และดึงนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย และทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านยานยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และ 1 ใน 10 ของโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050” 

ทั้งนี้ บีโอไอเผยว่า สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3 ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนฯ แล้ว รวมทั้งสิ้น 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า และนับตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2560 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562455

01 พ.ย. 2566

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบเลือดสีน้ำเงินฯ ยื่นเรื่องขอให้กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’ ไม่หวั่น ‘รังสิมันต์ โรม’ นั่งประธาน กมธ.อาจไม่สอบตัวเอง ชี้ทีม กมธ.เสนอเรื่องให้ปธ.ตรวจสอบได้

ที่อาคารรัฐสภา ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ( ศปปส.) และ นักรบเลือดสีน้ำเงินปกป้องราชบัลลังก์ นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธาน ศปปส.ยื่นหนังสือถึง นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและ การปฏิรูปประเทศ โดยมีนายปิยะพงษ์ วานิช นักวิชาการสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติ เข้ารับหนังสือแทน เพื่อขอให้นำกรณี “ตั๋วปารีส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยนายอานนท์ กล่าวว่า ผลงานของพรรคก้าวไกลตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือการแก้ไขยกเลิกมาตรา 112 , การปฏิรูปสถาบัน และ การยกเลิก กอ.รมน. และที่ผ่านมาทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ เคยยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลมาแล้ว แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่าไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่สามารถร้องขอให้ตรวจสอบจริยธรรมได้

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ มองว่าคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะสามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประธานคณะกรรมาธิการโดยตรง

ทั้งนี้ กรณี “ตั๋วปารีส” สืบเนื่องมาจากมีศิลปินนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองออกมากล่าวหาว่านายรังสิมันต์ โรม รับเงินทุนจากปารีส จากผู้หนีคดีม.112 ที่ต่างประเทศมาเพื่อล้ม ม.112

ส่วนการยื่นเรื่องให้นายรังสิมันต์ โรม ตรวจสอบตนเองโดยคณะกรรมาธิการที่เป็นประธานนั้นจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และภายในคณะกรรมาธิการประกอบด้วยหลายคน หากประธานไมตรวจสอบ ในทีมจะต้องเสนอเรื่องให้ประธานตรวจสอบไดั

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

‘ก้าวไกล’ ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย ‘ยุบ กอ.รมน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562453

01 พ.ย. 2566

'ก้าวไกล' ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย 'ยุบ กอ.รมน.'

‘ยุบ กอ.รมน.’ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพรรค ‘ก้าวไกล’ ขอนายกฯใจกว้าง ยันเดินหน้าทำทุกทางเพื่อให้ได้พิจารณาร่างกฎหมายในสภา

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หก ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. และท่าทีของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.

รอมฎอนบอกว่า มีทางเลือกสำหรับนายกรัฐมนตรี 3 ทาง ทางแรก คือการให้คำรับรองร่างกฎหมายยุบ กอ.รมน. เพื่อเดินไปตามกลไกปกติ คุยกันต่อในสภา ทางเลือกที่ 2 จะด้วยแรงกดดันหรืออะไรก็แล้ว นายกฯ อาจไม่ให้คำรับรอง  ทราบว่าขณะนี้มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากทาง กอ.รมน. ไม่ให้นายกฯ รับรองร่างกฎหมายนี้หรือปล่อยเกียร์ว่าง เพราะตามกฎหมายไม่ได้ระยะเวลาส่งร่างกลับมาที่สภาฯไว้ 

ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกวินิจฉัยโดยประธานสภาฯ ว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องให้นายกฯ ให้คำรับรองเพื่อให้มีการพิจารณาต่อในสภาผู้แทนฯ โดยการให้หรือไม่ให้คำรับรองนั้น อาจไม่เกี่ยวข้องกับท่าทีหรือจุดยืนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการยุบ กอ.รมน. เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้กลไกทางรัฐสภาได้ทำหน้าที่ต่อไป

เพราะแม้แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจเห็นต่างกันในประเด็นนี้ เช่น อดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะ สส. จากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. อยู่ในชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศ ซึ่งพรรคก้าวไกลยื่นเข้าสภาฯ เป็นชุดแรกตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 หัวใจสำคัญคือเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพและระบบงานความมั่นคงของประเทศ สถาปนาหลักการประชาธิปไตยที่รัฐบาลพลเรือนเป็นใหญ่ ทำให้กองทัพอยู่ห่างออกจากการเมืองมากที่สุด และอีกด้านหนึ่งคือการเปิดโอกาสสำหรับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การยุบ กอ.รมน. มีเหตุจำเป็นหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการพยายามทำให้ความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องที่ถูกผูกขาดอยู่เพียงบทบาทและหน้าที่ของกองทัพเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของประชาชน ถูกกระจายออกสู่มือของหน่วยงานพลเรือน ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลพลเรือน นอกจากนั้น ร่างกฎหมายนี้ยังพูดถึงการบริหารราชการที่มีความโปร่งใสและชอบธรรม

ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงและข้อกล่าวหาต่อ กอ.รมน. จำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่มากเกินจริงและไม่โปร่งใส เช่น กรณีล่าสุดเรื่องบัญชีผี หรือกรณีปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวกับเด็ก ที่ครั้งหนึ่ง กอ.รมน. เคยระบุในเอกสารงบประมาณถึงตัวชี้วัด คือการพยายามเปลี่ยนความคิดเด็กอายุ 1-5 ขวบ ซึ่งต้องถามว่าเป็นกรอบคิดแบบไหนที่มองเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแบบนั้น

‘เศรษฐา’ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562445

01 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด

’เศรษฐา‘ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกประเด็นพกยาบ้า 10 เม็ดไม่ผิด ชี้ต้องหารือภายในอีกครั้ง เชื่อพรุ่งนี้เลือกเลขาฯ สมช.ลงตัวแล้ว

วันที่ 1 พ.ย.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมามีการประชุมเรื่องข้าว เดี๋ยวนาภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้แถลงเรื่องนี้เอง แต่ในหลักการคร่าวๆจะต้องดูแลเรื่องราคาข้าว ช่วยเหลือเกษตรกรโดยจะมีการตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการเพื่อดูแลกำกับเรื่องการบริหารจัดการเรื่องข้าวให้ดี

นอกจากนี้ นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้เรียกฝ่ายความมั่นคง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาพูดคุยเรื่องยาเสพติด โดยมีพล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปส.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)มาครบ โดยมีการถกกันเรื่องจำนวนเม็ดของยาเสพติด ซึ่งจะมีการคุยกันภายในอีกครั้งหนึ่งว่าจำนวนไหนถึงเหมาะสมจะเป็นผู้เสพ นอกจากนี้มีการคุยกับพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีสูงในพี่น้องต่างจังหวัด ตรงนี้ก็ต้องอาศัยความมั่นคงมาช่วยดูแลซึ่งคนที่ปล่อยหนี้อาจจะทำไม่ถูกกฎหมาย เพราะคิดดอกเบี้ยแพง ซึ่งพี่น้องจ่ายเงินต้นเกินไปแล้วหลายรอบก็ต้องมีการพูดคุยกันตรงนี้ ต้องเอาฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายการปกครองรวมไปถึงนายอำเภอจะต้องมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามถึง การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช.ในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ก็น่าจะลงตัวแล้วเหลือเพียงการคอยให้เป็นไปตามขั้นตอนแล้วหวังว่าวันอังคารหน้าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะเป็นบุคคลภายใน สมช.หรือไม่ นายเศรษฐาตอบว่า เดี๋ยวขอพูดคุยกันอีกที 

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562439

01 พ.ย. 2566

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'น้ำตาลทราย' เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลการกำหนดราคา บังคับใช้นาน 1 ปี ให้มีผลทันที 31 ต.ค. 66

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องการกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้พิจารณาเห็นว่า สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นจะต้องเพิ่มการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม

เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม และกำกับดูแลสินค้าน้ำตาลทรายให้มีราคาที่เป็นธรรมและปริมาณที่เพียบพอ

ทั้งนี้อาศัยอำนายตามความในมาตรา 9 (1) และมาตรา 24 แห่วพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริกาณ พ.ศ.2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่

ข้อ 2 ให้น้ำตาลทราย เป็นสินค้าควบคุม

ประกาศ ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'น้ำตาลทราย' เป็นสินค้าควบคุม นาน 1 ปี มีผลแล้ว

‘เศรษฐา’ เตรียมต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562433

01 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ เตรียมต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้

‘เศรษฐา’ จ่อต่อสายคุยนายกฯอิสราเอลบ่ายนี้พร้อมถกปมพาแรงงานไทยกลับ-นายจ้างเอาเปรียบ ชี้เจรจาช่วยตัวประกันเป็นไปในทางบวก

วันที่ 1 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จะมีการอพยพคนไทยในอิสราเอลกลับมาประเทศไทยเป็นเที่ยวบินครั้งสุดท้าย ว่า หน้าที่ของรัฐบาลถ้ามีคนแสดงเจตจำนงค์ประสงค์กลับ เราต้องจัดหาเที่ยวบินให้อย่างเหมาะสม เที่ยวบินครั้งถัดไปจึงอาจเป็นลักษณะการเช่าเหมาลำ ส่วนถ้าใครจะเดินทางกลับมาเองแล้วนำตั๋วเครื่องบินมาเบิกก็จะพิจารณาตามจำนวนผู้เดินทางกลับ หากมีเพียงหลักสิบหรือไม่กี่คน รัฐบาลก็จะดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าอยากให้คนไทยเดินทางกลับมาโดยเร็วที่สุด ฉะนั้นหากเช่าเครื่องบินเหมาลำได้เราก็จะทำให้

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังเปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง บ่ายนี้ตนจึงมีนัดหารือพูดคุยกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยท่านจะโทรติดต่อเข้ามาหาตน เพื่อติดต่อพูดคุยและยกระดับการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมย้ำว่าขอวิงวอนอ้อนวอนให้พี่น้องคนไทยกลับมาเถอะ เพราะขณะนี้เราสามารถบริหารจัดการอพยพคนได้ตามที่เคยพูดไว้แล้ว ว่าจะนำแรงงานกลับมาให้หมด แต่ตอนนี้คนที่แสดงเจตจำนงค์จะขอเดินทางกลับยังถือว่าน้อยอยู่ จึงหวังว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ ส่วนการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันยืนยันว่ายังพูดคุยกันอยู่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงกรณีที่ ทีมงานของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เดินทางไปอิหร่านและได้พบกับตัวแทนของกลุ่มฮามาส โดยเปิดเผยว่าจะมีข่าวดีแรงงานไทยได้รับการปล่อยตัวนั้น เศรษฐา ระบุว่า ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น เพราะอย่างที่บอกเราพยายามเจรจาอยู่ตลอด และตามที่ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งมาก็เป็นเชิงบวก แต่ยังไม่อยากให้ความคาดหวังที่เกินไป เพราะอยากดูที่ผลงานมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า การเจรจาปล่อยตัวแรงงานไทยจะมีการนำไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่ามีหลายวาระที่จะต้องพูดคุย อาทิ เรื่องผลประโยชน์การจ่ายเงินชดเชยแรงงานไทย กรณีนายจ้างอิสราเอลไม่ให้ความเป็นธรรม และเรื่องการอำนวยความสะดวกของคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ

แด๊ดดี้ปุ่น ‘ศิธา ทิวารี’ ลาออก จากสมาชิก พรรคไทยสร้างไทย ตั้งแต่ 27 ต.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562431

01 พ.ย. 2566

แด๊ดดี้ปุ่น 'ศิธา ทิวารี' ลาออก จากสมาชิก พรรคไทยสร้างไทย ตั้งแต่ 27 ต.ค.

‘ศิธา ทิวารี’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย ได้ยื่นหนังสือ ลาออก จากสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ตั้งแต่ 27 ต.ค.66

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน  2566 มีรายงานข่าว จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้แจ้งยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เป็นที่เรียบร้อยกับทาง พรรคทสท. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของกฎหมาย หรือ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้การลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมีผลสมบูรณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองหรือนายทะเบียนพรรคการเมือง 

ประกอบกับ กกต.ได้มีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 กำหนดให้การนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้สำนักงานเป็นผู้นำเข้าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับพรรคการเมือง ข้อมูลกรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

และข้อมูลสมาชิกเฉพาะการบันทึกวันที่สิ้นสุดสมาชิกภาพกรณีที่สมาชิกยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองนำเข้าข้อมูลการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในแต่ละปี ข้อมูลงบการเงินของพรรคการเมือง ข้อมูลการรับบริจาคของพรรคการเมืองในแต่ละปี และข้อมูลสมาชิก ยกเว้นการบันทึกวันที่สิ้นสุดสมาชิกภาพกรณีที่มีสมาชิกยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง

สรุปดราม่า ‘ยุบ กอ.รมน.’ ดัน #ยุบ กอ.รมน. ขึ้นเทรนด์ X ผุดคำถามอื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562414

01 พ.ย. 2566

สรุปดราม่า 'ยุบ กอ.รมน.' ดัน #ยุบ กอ.รมน. ขึ้นเทรนด์ X ผุดคำถามอื้อ

สรุปประเด็น ดราม่า ‘ยุบ กอ.รมน.’ ดัน #ยุบ กอ.รมน. ขึ้นเทรนด์ X ผุดคำถาม งบแสนล้าน คุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่ รัฐประสานเสียง ดับฝันความคิด

#ยุบ กอ.รมน. โผล่เทรนด์ X (ทวิตเตอร์) ทันที หลังเกิดประเด็นร้อน มีความพยายามเสนอยุบ “กอ.รมน.” หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ ที่มีหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานกลาง เพื่อต่อต้านภัยคุกคาม ที่มุ่งทำลายผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ ที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายการเมืองของกองทัพไทย มากว่า 50 ปี คมชัดลึก สรุปประเด็นดราม่า ที่ทำให้เกิด #ร้อน “ยุบ กอ.รมน.”

นายกเศรษฐา

สรุปดราม่า #ยุบ กอ.รมน.

1. ”ยุบ กอ.รมน.” หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล ด้วยเล็งเห็นว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอด 90 ปีที่ผ่านมา ทหาร และกองทัพ เข้ามาแทรกแซง และทำลายพัฒนาการของประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทั้งทำรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ ที่ตามมา

2. แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่พรรคก้าวไกล ยังคงมีความพยายามจะผลักดันแนวนโยบายของพรรค ที่จะยุบ กอ.รมน. โดยมีการรวบรวมรายชื่อประชาชน เพื่อนำเรื่องนี้เข้าสภา

3. ประเด็นยุบ กอ.รมน. ถูกจุดประกายอีกครั้ง โดยนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า “กอ.รมน. คือองค์กร รัฐซ้อนรัฐ ทหารเข้ามาแทรกแซง และมีบทบาทเหนือข้าราชการส่วนอื่น สมควรยกเลิก กฎหมาย กอ.รมน.”

4. รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นหนึ่งในการออกตัวแรง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า การยุบ กอ.รมน. เริ่มนับหนึ่งแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พ.ศ. …. ถึงมือประธานแล้ว และยังระบุอีกว่า ทำงานต่อไม่รอแล้ว สันติภาพและความมั่นคงเป็นเรื่องของประชาชนพลเรือนมือเปล่า

แบบสอบถามยุบ กอ.รมน.แบบสอบถามยุบ กอ.รมน.

5. ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.ก้าวไกล งัดหลักฐาน แฉในสภา มีกระบวนการ IO สร้างเว็บปลุกปั่นความเกลียดชังใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมาจากงบประมาณของ กอ.รมน.

6. เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นประเด็น นายกฯ เศรษฐา ในฐานะผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ก็ออกมายืนยันเสียงแข็งว่า ไม่มีความตั้งใจ “ยุบ กอ.รมน.” ไม่ได้อยู่ในความคิดของรัฐบาลนี้ ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจ และไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้แม้แต่น้อย

7. รวมทั้ง “บิ๊กทิน” สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ก็ได้ออกมาประสานเสียง ยืนยัน ทั้งไม่ยุบ และ ไม่ลดบทบาท กอ.รมน. ชี้ ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศใช้งานเป็นหรือไม่ รับบางยุคถูกนำไปช่วยการเมือง โดยกำชับกองทัพทำ IO ได้ แต่ต้องสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ดีต่อประเทศ-กองทัพ ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง

8. รอมฎอน ยกข้อมูลจากสำนักงบประมาณ กอ.รมน. ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา หลังกฎหมายความมั่นคง 2551 ตลอด 15 ปี มีงบในกระเป๋าสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท สวนทางกับจำนวนทหารที่มีอยู่ใน กอ.รมน. ที่มีเพียง 300 นาย

บทสรุป ยุบ กอ.รมน. จะเป็นอย่างไร ยุบ-ไม่ยุบ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และเท่ากับมอบสิทธิเสรีภาพ เสมอภาคให้แก่ประชาชน สร้างประชาธิปไตย

สรุปดราม่า ‘ก้าวไกล’ สส. ผิดจริยธรรม ล่าสุดโดนแล้วกี่คน ผิดเรื่องอะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562410

01 พ.ย. 2566

สรุปดราม่า 'ก้าวไกล' สส. ผิดจริยธรรม ล่าสุดโดนแล้วกี่คน ผิดเรื่องอะไรบ้าง

สรุปดราม่า พรรค ‘ก้าวไกล’ สส. ผิดมาตรฐานจริยธรรม ล่าสุดโดนแล้วกี่คน ทำผิดเรื่องอะไรบ้าง พรรคยันพร้อมลงโทษไม่ช่วยปกปิด

จากกระแสในโซเชียลเรื่องของ วุฒิพงษ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี “ก้าวไกล” คุกคามทางเพศลูกน้องใต้บังคับบัญชา หลังพรรคได้รับคำร้อง ได้เริ่มกระบวนการสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการวินัยพรรคแล้ว ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก วันนี้ทาง คมชัดลึก ขอพาย้อนรายชื่อ สส. พรรค “ก้าวไกล” ที่ผิดมาตรฐานจริยธรรม ว่ามีใครโดนบ้าง และกระทำผิดเรื่องอะไร

1. เตอร์ ณธีภัสร์

วันที่ 16 พ.ค. 2566 น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ “ก้าวไกล” ลำดับที่ 27 ถูกเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ซึ่งตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์บริเวณ ถ.ประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เรียกให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ขณะขับรถเข้ามาที่ด่านตรวจ

แต่ เตอร์ ณธีภัสร์ พยายามโทรหาบุคคลอื่น และไม่ยินยอมเป่าแอลกอฮอล์ จนกระทั่งเวลา 03.00 น. ได้มีเพื่อนเดินทางมายังจุดตรวจ และช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจเจรจา ซึ่งผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ วัดได้ 66 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงทำบันทึกจับกุม แล้วนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน 

ต่อมา นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อม น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แถลงถึงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า จากกรณีที่เป็นข่าวว่าเมาแล้วขับ ได้ขอโทษพี่น้องประชาชนทุกท่าน และขอประกาศลาออกจากการเป็น สส. ทันที

เตอร์ ณธีภัสร์เตอร์ ณธีภัสร์

2. สิริน สงวนสิน

นายสิริน สงวนสิน ส.ส.กทม. เขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) “ก้าวไกล” ถูกแฟนสาวแจ้งความดำเนินคดีทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ ระบุว่าระหว่างขับไปรับนายสิรินที่สนามกอล์ฟใน อ.ศรีราชา ถูกด่าชกหน้าดึงศีรษะลงจากรถ แล้วแย่งโทรศัพท์มือถือโยนทิ้งข้างทาง ทำให้โทรศัพท์พังเสียหาย

ต่อมา “ก้าวไกล” ออกแถลงเรื่องของ สิริน สงวนสิน ซึ่งทาง กก.บห.พรรค พบว่า นายสิรินได้ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย และได้กระทำความรุนแรงต่อผู้เสียหายจริง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณร่างกาย รวมไปถึงทรัพย์สิน ทางพรรคจึงได้มีมติให้ลงโทษ โดยตัดสิทธิไม่ให้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคทันที และกำหนดคาดโทษไว้ว่า หากมีเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่นายสิรินกระทำผิดวินัยร้ายแรงอีกครั้ง ทางพรรคจะขับออกจากสมาชิกพรรค

สิริน สงวนสินสิริน สงวนสิน

3. วุฒิพงศ์ ทองเหลา

วุฒิพงศ์ ทองเหลา ส.ส.ปราจีนบุรี พรรค “ก้าวไกล” ถูกร้องเรียนว่า มีพฤติกรรมไม่เหมาะคุกคามทางเพศลูกน้องใต้บังคับบัญชา มีการส่งแชทและคลิป 18+ ให้ หลังพรรคได้รับคำร้อง ได้เริ่มกระบวนการสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการวินัยพรรค ตั้งแต่ เดือน ส.ค. 2566 โดยเชิญแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมตลอดทั้งเดือน ก.ย. โดยกระบวนการสอบข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ต.ค. 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 2566  “ก้าวไกล” ได้แจ้งความคืบหน้าในการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ “ก้าวไกล” ขอรายงานความคืบหน้าสำคัญในการสอบสวนกรณีคุกคามทางเพศ ที่มีการกล่าวหา สส. ของพรรค 2 คน ว่า ขณะนี้คณะกรรมการวินัยพรรคได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และนำเสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว

ขณะนี้คณะกรรมการบริหารพรรคได้พิจารณาเสร็จแล้ว และมีมติให้นัดประชุมกรรมการบริหารร่วมกับ สส.พรรคก้าวไกล เพื่อพิจารณาความรับผิดของผู้ถูกร้อง ในวันพุธที่ 1 พ.ย. เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่อาคารรัฐสภา

วุฒิพงศ์ ทองเหลาวุฒิพงศ์ ทองเหลา


4. สส. ปริศนา

ทั้งนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศโดย สส. อีก 1 คน ซึ่งไม่ปรากฏในสื่อสาธารณะ กรณีนี้พรรคได้ทราบข้อมูลแล้ว ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคก้าวไกล แม้ทางพรรคยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากผู้เสียหาย แต่หลังจากทราบเรื่อง ทางก้าวไกลวินัยของพรรคได้เร่งติดต่อไปยังบุคคลดังกล่าว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรอความพร้อมของบุคคลมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เปิดที่มา ครอบครอง ‘ยาบ้า’ 10 เม็ด ถือเป็น ‘ผู้เสพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562412

01 พ.ย. 2566

เปิดที่มา ครอบครอง 'ยาบ้า' 10 เม็ด ถือเป็น 'ผู้เสพ'

เลขาฯ ปปส. คนใหม่ แจงที่มา ‘ยาบ้า’ 10 เม็ด มีงานวิชาการอ้างอิง แต่จับจริงทุกราย เป็น ‘ผู้เสพ’ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม

พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ปปส.  ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยฯ ถึงที่มาของการกำหนดปริมาณครอบครองยาบ้าว่า ปัจจุบันยังยึดประมวลกฎหมาย ยาเสพติด ปี 2564  ที่ให้โอกาสผู้เสพ มีที่ยืนในสังคม หากพิสูจน์ทราบได้ ไม่ต้องเข้าสู่เรือนจำ แต่ให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยสมัครใจ

การครอบครองยาเสพติดยังผิดกฎหมาย ส่วนปริมาณเท่าใด จะเหมาะสมเพียงพอสำหรับผู้เสพ มีการให้ข้อมูลเชิงวิชาการว่าผู้เสพ 1 คน จะใช้ยาเสพติด 1-3 เม็ดต่อวัน หรือ 1-7 เม็ด ในระยะเวลา 7 วัน และ 1- 10 เม็ด ในระยะเวลา 10 วัน เป็นที่มา ของแนวคิด ครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ด ถือเป็นผู้เสพ เพราะในยาบ้า 1 เม็ด มีแอมเฟตามีน 10-20 มิลลิกรัม

แต่ไม่ได้หมายความว่า การครอบครองไม่เกินจำนวนที่กำหนด จะถือเป็นผู้เสพทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ของผู้ที่ถูกจับกุมเป็นหลัก  โดยการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ มีการบังคับ ใช้มาตรา5 อนุ10 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติด ประกาศเขตเร่งด่วนพิเศษ ป้องกันการลักลอบการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นกระบวนการป้องกันที่เร่งด่วน และใช้ชุมชนบำบัดโดยความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขและมหาดไทย

นายกฯประชุมคณะกรรมการยาเสพติด วานนี้นายกฯประชุมคณะกรรมการยาเสพติด วานนี้