ครม.เคาะดึงน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม พร้อมลดราคาแก๊สโซฮอล์ 1 บาท/ลิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562330

31 ต.ค. 2566

ครม.เคาะดึงน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม พร้อมลดราคาแก๊สโซฮอล์ 1 บาท/ลิตร

มีเฮ ครม.มีมติดึงน้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม พร้อมลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 1บาท/ลิตร ตั้งเป้าลดราคา 91 ให้ลงถึง 2.5 บาท/ลิตร ภายใน 7 พ.ย.

วันที่ 31 ส.ค.ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากกระทรวงพาณิชย์มีมติไม่ให้ปรับขึ้นราคาน้ำตาล 4 บาทต่อกิโลกรัม กระทรวงอุตสาหกรรมจะกลับไปหามาตรการที่จะมาช่วยเหลือกลุ่มชาวไร่อ้อย​ เพราะที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้น้ำตาลเป็นสินค้าควบคุมตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ​ หรือ​ กกร.​ ซึ่งกระทรวงฯ เห็นใจชาวไร่อ้อยที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น​ และการที่กระทรวงพาณิชย์ดึงเป็นสินค้าควบคุม ไม่ได้เป็นการ”หักหน้า” กระทรวงอุตสาหกรรมแต่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องช่วยกันดูแลราคาสินค้าให้กับประชาชน​

ด้านนายนราธิป อนันต์สุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย​ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังหารือกันในสมาคม เพื่อเข้าพบนายภูมิธรรม​ เวชยชัยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถึงสาเหตุของการไม่ให้ปรับขึ้นราคา และดึงราคาน้ำตาลมาเป็นสินค้าควบคุม หลังจากที่ได้ลอยตัวราคาน้ำตาลตามข้อตกลงการค้าเสรี​ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกลไกการตลาดกระทบชาวไร่อ้อย​ หากยังยืนยันที่จะไม่ให้ขึ้นราคาน้ำตาล กลุ่มชาวไร่อ้อยพร้อม เดินหน้าปิดโรงงานน้ำตาล ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายน้ำตาลออกจากโรงงาน

ด้าน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระบุว่า ได้เสนอให้ที่ประชุม ครม. รับทราบแนวทางการลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ ซึ่งจะต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง ในการปรับลดภาษีสรรพสามิตด้วย 

แต่เดิมกระทรวงพลังงานเสนอแนวทางต่อ ครม. ไว้ว่า จะปรับลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ในอัตรา 2.5 บาท/ลิตร แต่หลังจากทำงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้รับทราบจากกระทรวงการคลังว่า ภาษีสรรพสามิตไม่ได้แบ่งแยกระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 แต่อย่างใด กระทรวงการคลังเห็นว่าไม่สามารถปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกประเภทในอัตรา 2.5 บาท/ลิตรได้

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า เมื่อหาทางออกร่วมกัน ที่ประชุม ครม. จึงเห็นชอบให้ปรับลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ทั้ง 91 และ 95 ในอัตราเท่ากันที่ 1 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 7 พ.ย. 66 เป็นเวลา 3 เดือน

ทั้งนี้ ครม. เสนอให้กระทรวงพลังงาน บริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเติม ตลอดจนจะบริหารจัดการลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ลดลงอีก 1.5 บาท/ลิตร ให้เป็น 2.5 บาท/ลิตร ตามที่เสนอไว้ โดยพยายามจะทำให้ทันวันที่ 7 พ.ย. 66 ต่อไปด้วย

‘เศรษฐา‘ แย้มมีข่าวใหญ่แถลงที่ กอ.รมน. วอนรอดิจิทัลวอลเล็ตสะเด็ดน้ำก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562328

31 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา‘ แย้มมีข่าวใหญ่แถลงที่ กอ.รมน. วอนรอดิจิทัลวอลเล็ตสะเด็ดน้ำก่อน

‘เศรษฐา’ แย้มมีข่าวใหญ่แถลงที่ กอ.รมน. วอนให้รอดิจิทัลวอลเล็ตคุยกันสะเด็ดน้ำก่อนค่อยสรุป พร้อมเคาะเงินช่วยแรงงานไทยเพิ่ม ส่ง ‘ปานปรีย์‘ เกาะติดปล่อยตัวประกัน

วันที่ 31 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความเห็นการเลื่อนระยะเวลาแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตว่า จริงๆแล้วมันเป็นอย่างนี้ มีการให้ข้อมูลที่กระจายไปในหลายคน ตนขอความกรุณาให้รออีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวข้อมูลทั้งหมดจะออกเร็วๆนี้ ทั้งเรื่องของจำนวน และเรื่องของคนรวยได้หรือไม่ได้ เท่าไหนถึงจะเป็นคนรวย เรื่องของระยะทาง ระยะเวลา และการใช้งบประมาณส่วนไหนอย่างไร เดี๋ยวจะมีการชี้แจงหนเดียวเลย จะได้ไม่ต้องสงสัย

นายเศรษฐา ยังกล่าวว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพูดถึงการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล มีรายงานจากฝ่ายความมั่นคง และสถานทูตไทยประจำอิสราเอลว่าการต่อสู้ไม่ได้เบาบางลง แต่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น ปฏิบัติการภาคพื้นดินก็ยังมีต่อเนื่อง รวมถึงการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดก็มีต่อเนื่อง ทำให้ความอันตรายยังอยู่มาก เราจึงยืนยันต่อไปว่าอยากให้พี่น้องคนไทยกลับมา ซึ่งต้องเป็นการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อดูว่าเหตุผลที่ไม่กลับมาคืออะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องการเงิน วันนี้ได้มอบให้โฆษกรัฐบาลเป็นผู้แถลงว่าเรามีรายละเอียดช่วยเหลืออย่างไร แต่หลักๆ มีสองเรื่อง คือแรงงานที่กลับมาแล้ว หรือที่กำลังจะกลับมาจะได้เงินชดเชยคนละ 50,000 บาท และจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวไม่เกิน 150,000 บาท 

นอกจากนี้ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปที่ประเทศการ์ตา และประเทศอียิปต์ เพื่อที่จะรับทราบข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อช่วยเหลือเจรจากับกลุ่มชนที่จับคนไทยเป็นตัวประกัน ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับประธานรัฐสภาไทย นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา และผู้บัญชาทหารสูงสุด รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อีก และเพื่อลดความสับสน “ท่านรองนายกฯ บินไปเจรจาด้วยตัวเอง จะช่วยเหลือได้อย่างมาก” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่า มีการนำหลักการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอทำประชามติ คาดว่าสองสัปดาห์เข้าสู่กระบวนการต่อไปได้ 

นานเศรษฐา กล่าวถึงเรื่องการควบคุมราคาสินค้าโดยเฉพาะราคาน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของหลายสินค้า บริโภคทั้งหลาย ก็มีการนำกลับมาเป็นสินค้าควบคุม เพื่อที่จะควบคุมราคาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ยังมีเรื่องของราคาน้ำมัน ที่วันนี้มีการลดราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งจะให้โฆษกรัฐบาลแถลงรายละเอียด 

นายเศรษฐา ยังกล่าวต่อว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พูดถึงการเปิดวีซ่าฟรีอีกสองประเทศ คือประเทศอินเดีย และไต้หวัน เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก นี่คือเรื่องหลักในการประชุมวันนี้ ส่วนเรื่องวีซ่าฟรีที่เพิ่มขึ้นมานั้นจะเป็นระยะยาวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่าให้ 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 10 ธันวาคม

เมื่อถามว่าเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะกำชับหรือตั้งบุคคลใดมาให้ข้อมูลโดยตรง นายเศรษฐา ตอบว่าเป็นคำเสนอแนะที่ดี ซึ่งจะมีการพูดคุยกัน ตนก็คิดอยู่เหมือนกัน ซึ่งเดี๋ยวก็จะมีการบอกทั้งรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง 

เมื่อถามว่าหากเมื่อได้ข้อสรุปครบถ้วนแล้วนายกรัฐมนตรีจะแถลงด้วยตัวเองเลยหรือไม่ นายเศรษฐา บอกว่าใช่ครับ ก็จะแถลงพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีนักท่องเที่ยวไทยเดินไปประเทศเกาหลีใต้ แล้วถูกเจ้าหน้าที่ ตม. กักตัวไว้ ไม่ให้เข้าประเทศ นายเศรษฐา บอกว่าเรื่องนี้ไม่เคยได้ยินเลย เดี๋ยวจะลองไปถามดู “จะไปถามให้ก็แล้วกัน”

เมื่อถามถึงแนวทางยุบ กอ.รมน. นายเศรษฐา ระบุว่า เรื่องนี้ใครเป็นคนพูด ก็คงเป็นแค่เพียงความเห็นส่วนตัว อย่างวันนี้ตนก็จะไปประชุมที่ กอ.รมน. และก็มีข่าวใหญ่ที่จะแถลงด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี และเห็นว่าไม่ต้องไปยุบอะไรเลย ตนจะไปมอบนโยบายให้

ปรับเกณฑ์ครอบครอง ‘ยาบ้า’ รอกันมานานแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562321

31 ต.ค. 2566

ปรับเกณฑ์ครอบครอง 'ยาบ้า' รอกันมานานแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยัน ว่าการปรับเกณฑ์ ครอบครอง ‘ยาบ้า’ ที่ไม่ต้องรับโทษอาญาในฐานะ ‘ผู้เสพ’ กลั่นกรองมาอย่างดี

การปรับเกณฑ์การครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ดให้เป็นให้ถือว่าเป็นผู้เสพไม่ต้องรับโทษทางอาญา ได้รับการอธิบายจาก พ.ต.อ. ทวี สอดส่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า เป็นมาตรการ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกัน ของกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ และภาคีเครือข่าย โดยใช้หลักวิชาการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ผู้ปฏิบัติได้มีแนวทาง

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม

ปัจจุบันตามประมวลกฎหมายยาเสพติดยังไม่มีกำหนดเกณฑ์การครอบครองยาเสพติด ว่าจำนวนเท่าไหร่จะเข้าข่ายการเป็นผู้ค้า ซึ่งในรัฐบาลที่แล้ว เคยมีการเสนอให้กำหนดครอบครองเกิน 15 เม็ด เป็นผู้ค้า แต่ไม่มีการแก้ไขอย่างใด กฎกระทรวงฉบับนี้รอมานาน เราใช้หลักวิชาการ โดยมีแพทย์มาร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับปริมาณสารเสพติดเมื่อเข้าสู่ร่างการจำนวนเท่าไหร่จึงจะส่งผลทางจิตเวช โดยเห็นว่า การเป็นผู้ป่วยผู้เสพยาไม่เกิน 10 เม็ดเข้าข่ายผู้ป่วย

พล.ต.อ.ทวี ยอมรับว่าที่ประชุมมีการหารือ เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ค้าที่อาจใช้ช่องโหว่ในการอ้างว่า ครอบครองไม่เกิน 10 เม็ด จึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์พฤติกรรมของผู้ค้า หากเข้าข่ายครอบครองเม็ดเดียวก็ถือว่ามีความผิด เพราะว่าก่อนจะมีการจับกุมเจ้าหน้าที่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในแนวทางนี้ แต่ก็มีตำรวจบางนายมองว่า การกำหนดเกณฑ์จำนวนนี้มากเกินไปหรือไม่ แต่ก็ไม่มีการสะท้อนว่ามาตรการดังข่าวจะทำให้มีการปฏิบัติหน้าที่ได้ยากขึ้น

ส่วนที่สังคมมองว่าการกำหนดให้ครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ด ถือเป็นผู้เสพ ส่งผลกระทบต่อปัญหายาเสพติดที่กำลังระบาดหรือไม่นั้น เราเปลี่ยนแนวคิดว่าผู้เสพถือเป็นผู้ป่วย แล้วเราเห็นว่ามาตรการนี้ถือเป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นพ้องต้องกัน ไม่ได้กำหนดขึ้นมาโดยใช้ความรู้สึก

‘โฆษกไทยสร้างไทย’ เตือนรัฐบาลอย่าชะงัก ‘สมรสเท่าเทียม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562306

30 ต.ค. 2566

'โฆษกไทยสร้างไทย' เตือนรัฐบาลอย่าชะงัก 'สมรสเท่าเทียม'

‘โฆษกไทยสร้างไทย’ เผย กฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ หยุดชะงักวาระ 2 เหตุจากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำ ปชช. เสียโอกาส จี้เร่งนำเข้าครม. ดันสู่สภาอีกครั้ง

เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา พ.ร.บ.คู่ชีวิตและสมรสเท่าเทียม กล่าวถึงการนำกฎหมายดังกล่าวที่กำลังจะกลับสู่สภาอีกครั้งว่า เป็นการเดินหน้าคืนสิทธิในการจัดตั้งครอบครัวให้ประชาชน หลังจากในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หยุดชะงักในวาระที่ 2 

ด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องยืนยันกฏหมายต่อสภา ภายใน 60 วันนับจากวันเปิดสภา แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้ใช้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมเร็วขึ้น หลังจากที่ค้างรอเข้าสภาในวาระที่ 2 มาตั้งแต่ช่วงปลายปี2565

โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีประกาศจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 31 ตุลาคมที่จะถึงนี้อีกครั้ง

“ความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาลทำให้ประชาชนเสียโอกาสมากมายนับไม่ถ้วน เพราะนอกจากสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังมี พรบ.การศึกษาแห่งชาติ, พ.ร.บ.กัญชา กัญชง และพ.ร.บ. อื่นๆ ที่เกี่ยวพันและสำคัญต่อประชาชนไม่น้อยกว่ากัน การเสียเวลาไปกับเกมการเมืองสร้างผลเสียต่อโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจและการพัฒนาตัวเองของพี่น้องประชาชนที่ต้องเสียพลังงานและแรงกายแรงใจไปกับเรียกร้องสิทธิพึงมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เบสท์ กล่าว

รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เป็นความน่าอนาถใจของการเมืองที่หลงลืมเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งโดยแท้ ทั้งนี้ปัจจุบันเรามีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สมรสเท่าเทียม) ฉบับที่สมบูรณ์ ครอบคลุมสิทธิ และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้มีความหลากหลายทางเพศมากที่สุดฉบับหนึ่ง

กฏหมายสมรสเท่าเทียม กลับสู่สภาครั้งนี้ สภามี ร่างแก้ไข ถึง 3 ฉบับด้วยกัน แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น การคำนึงถึงการใช้ภาษาที่เป็นกลางทางเพศ อายุในการสมรส เนื้อหาการหมั้น แต่สิ่งสำคัญวันนี้ สมรสเท่าเทียมคือฉันทำมติของรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประชาชน คนไทยทุกคนต้องมีสิทธิในการจัดตั้งครอบครัวได้แล้ว 

หากรัฐบาลชุดนี้เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เราคงจะได้เห็นคนไทยทุกคนได้สมรสเท่าเทียมเร็ว ๆ นี้ ขอฝากความหวังให้รัฐบาลทำตามคำสัญญาว่าจะผลักดันสมรสเท่าเทียมให้ถึงที่สุด เพราะวันนี้ประชาชนรอมานานเกินไป

เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุลเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล

‘ชาวหนองคาย’ ชงรัฐบาลสร้างเมืองท่องเที่ยว-ติดริมโขง ตรงข้ามเวียงจันทน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562299

30 ต.ค. 2566

'ชาวหนองคาย' ชงรัฐบาลสร้างเมืองท่องเที่ยว-ติดริมโขง ตรงข้ามเวียงจันทน์

‘สมศักดิ์’ จับเข่าคุยชาวหนองคาย เตรียมผลักดันเป็นเมืองท่องเที่ยว ริมแม่น้ำโขง ชงเปิดด่านข้ามแดน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยา ดร.อนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานลงพื้นที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย 

โดยได้ร่วมวงเสวนากับภาคประชาชน ส่วนราชการ เพื่อหาแนวทางพัฒนาพื้นที่ ในวงเสวนาได้สะท้อนว่า อยากได้งบจากรัฐบาล บูรณะสิ่งปลูกสร้างของรัฐที่มีสภาพชำรุด เช่น ด่านศุลกากร หรือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ใช้มาแล้วหลายสิบปี

ขณะเดียวกัน ยังเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการท่องเที่ยวของอำเภอศรีเชียงใหม่ เพราะมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวและมีความสวยงาม เนื่องจากเป็นอำเภอที่ติดริมฝั่งโขง ปรับภูมิทัศน์ริมแม่น้ำโขง รวมถึงอยากให้ทางการของไทยคุยกับ สปป.ลาว เพื่อเปิดด่านให้มีการค้า และประชาชนทั้ง 2 ประเทศ สามารถข้ามไปเที่ยวกันได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า สส.ในพื้นที่เล่าให้ฟัง อำเภอศรีเชียงใหม่ ในช่วงกลางคืน จะมีความสวยงามมาก เนื่องจากฝั่งตรงข้ามคือ นครเวียงจันทน์ มีไฟที่สว่างไสวสวยงาม จึงเป็นเมืองที่น่ามาท่องเที่ยว น่าลงทุน เพราะคนอยากเดินทางมาพักผ่อน เมื่อมาสัมผัสเป็นเมืองที่สวยงามกว่าที่จินตนาการ 

ชื่อนครศรีเชียงใหม่นั้นยิ่งใหญ่ เป็นเมืองที่มีความเป็นศักดิ์ศรี ซึ่งหากวันนี้ เราสามารถผลักดัน ด่านข้ามแดนตรงจุดนี้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในเรื่องของการส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยว แต่เรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลช่วยเจรจาระหว่างประเทศกับ สปป.ลาว และเชื่อว่า รัฐบาลจะช่วยผลักดันอย่างเต็มที่ 

หลังจากนี้เทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่และจังหวัด ต้องช่วยกันทำแผนโครงการให้ชัดว่า การสร้างแลนด์มาร์ค ต้องใช้งบประมาณเท่าไร สามารถส่งออกได้มูลค่าเท่าไหร่ นอกจากนี้ อีกส่วนสำคัญหน่วยงานท้องถิ่นต้องรู้ระบบในการขอถนนและขอน้ำด้วยว่า มีวิธีการอย่างไร เพื่อที่จะได้รองรับการพัฒนาให้สอดรับกัน 

'ชาวหนองคาย' ชงรัฐบาลสร้างเมืองท่องเที่ยว-ติดริมโขง ตรงข้ามเวียงจันทน์

“อะไรที่ผมผลักดันในคณะรัฐมนตรีได้ ก็จะทำให้เต็มที่ เราเป็นผู้เสนอเรื่อง ก็ต้องทำเร็วเช่นกัน จะไม่ทำงานกันแบบโบราณสมัยก่อน เพราะเราจะเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เวลานี้รัฐบาล อยากผลักดันให้ทุกอย่าง มีรายได้สูงขึ้น ดังนั้น การที่ผมมานอนที่อำเภอศรีเชียงใหม่ ก็ไม่ได้มานอนเล่น แต่ตั้งใจที่จะมาเพื่อรับฟังปัญหา และอยากเห็นด้วยตัวเอง แม้วันนี้ยังคิดไม่ได้ แต่วันข้างหน้าต้องคิดได้ เพราะ สส.ทั้ง 2 ท่านในจังหวัดหนองคาย เป็นคนดีมาก ไม่ว่าจะเจอกันตอนไหน เขาจะขอความช่วยเหลือในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวหนองคายตลอด นั่นหมายความว่า สส.ทั้ง 2 ท่าน ไม่เคยคิดทอดทิ้ง พี่น้องประชาชน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

ด้าน ดร.อนงค์วรรณ เล่าว่า สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีการผ่านงบประมาณสร้างบ่อกำจัดขยะมูลฝอย มูลค่ากว่า 162 ล้านบาท เวลานั้น เราไม่ได้ช่วยเพียงแค่อำเภอศรีเชียงใหม่ แต่เราทำไปยังหลายจังหวัด ซึ่งยอมรับว่าลืมไปแล้ว แต่ก็รู้สึกชื่นใจ ที่ทุกคนไม่ได้ลืมในสิ่งที่ได้ทำให้กับประชาชน 

ซึ่งจังหวัดหนองคาย ถือเป็นจังหวัดที่อากาศดีมาก เป็นเมืองที่น่าอยู่ เนื่องจากติดริมแม่น้ำโขง ดังนั้น เวลานี้อย่าเพิ่งไปน้อยใจว่า บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะไม่ได้ ซึ่งเราต้องเดินหน้าและสู้ต่อเพื่อสังคมและพี่น้องประชาชน แต่ต้องยอมรับว่า การทอผ้าชุดไทยของอำเภอศรีเชียงใหม่นั้น มีคุณภาพดี และถ้าเดินในทางที่ถูกจุดเชื่อว่า นี่แหละคือ Soft Power ที่โดดเด่นของอำเภอศรีเชียงใหม่

สำหรับการเยือนจังหวัดหนองคาย เมื่อช่วงเช้าถือโอกาสร่วมงานประเพณีงานออกพรรษาประจำปี 2566 ในกิจกรรมทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ที่เทศบาลตำบล ศรีเชียงใหม่ โดยได้สวมชุดผ้าไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวศรีเชียงใหม่ ร่วมกับประชาชน และสส.ในพื้นที่ 

โดยมีน.ส.ชนก จันทาทอง สส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย นายเอกธนัช อินทร์รอด สส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และอดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชาญชัย คงทัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และ นายภุชงค์ ชานันโท นายกเทศมนตรีตำบลศรีเชียงใหม่ คอยให้การต้อนรับ

'ชาวหนองคาย' ชงรัฐบาลสร้างเมืองท่องเที่ยว-ติดริมโขง ตรงข้ามเวียงจันทน์
'ชาวหนองคาย' ชงรัฐบาลสร้างเมืองท่องเที่ยว-ติดริมโขง ตรงข้ามเวียงจันทน์

รมว.กลาโหม ร่วมถก ‘กรรมาธิการความมั่นคงฯ’ ชื่นมื่น รับได้ซื้อ เรือดำน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562297

30 ต.ค. 2566

รมว.กลาโหม  ร่วมถก 'กรรมาธิการความมั่นคงฯ' ชื่นมื่น รับได้ซื้อ เรือดำน้ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำตัวแทนเหล่าทัพ ร่วมหารือกับ   “กรรมาธิการความมั่นคงฯ” ที่มี สส.ก้าวไกล ” รังสิมันต์ โรม” ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการ บรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย เคลียร์ในทุกประเด็นที่คาใจ ทั้งที่ดินทหาร , 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนเรื่อง “เรือดำน้ำ” ไม่ติดใจ

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า  วันนี้ได้หารือกับ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล   ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการฯ ว่า  โดย   “กรรมาธิการความมั่นคงฯ” ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งตัวแทนเหล่าทัพได้เดินทางเข้ามาร่วมหารือด้วย  

การพูดคุยเป็นไปด้วยไมตรี  กรรมาธิการความมั่นคง ฯ  ได้สอบถามถึงภารกิจหลายเรื่องโดยเฉพาะภารกิจที่มีผลกระทบกับประชาชนซึ่งทางผู้มีส่วนรับผิดชอบได้ชี้แจง โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน   ขณะที่  “กรรมาธิการความมั่นคงฯ”  มีข้อเสนอแนะว่า ควรจะปรับอะไร และถือว่าเป็นข้อเสนอที่กองทัพรับได้ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็จะนำไปพิจารณาเพื่อหาแนวทางดำเนินการต่อไป 

นายรังสิมันต์   ได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม   ต่อบรรยากาศการหารือ    ถือว่าได้รับประโยชน์มาก  คณะกรรมาธิการฯ มีหลายคำถามที่อยู่ในความสนใจ  ซึ่งได้รับการอธิบายที่ดีและชัดเจนจากรัฐมนตรีและผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินทหาร  ซึ่งได้คำตอบว่าประชาชนที่อยู่อาศัยมาก่อนแล้ว จะได้รับเอกสิทธิ์ในการครอบครอง   ส่วนผู้ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ก็จะได้สิทธิ์ในการเช่าใช้ 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้    มีความเข้าใจมากขึ้นว่ายังต้องมีกฎหมายพิเศษ และได้รับคำตอบว่าในปี 2570 จะมีการยกเลิกทุกอำเภอ รวมถึงเรื่อง การแก้ปัญหาไอโอ ( สงครามข้อมูลข่าวสาร ) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับปากว่า  จะกวดขัน เข้มงวด ไม่ให้มีการใช้กระบวนการไอโอ      ส่วนเรื่องเรือดำน้ำขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ และเชื่อว่ากองทัพเข้าใจความกังวลใจประชาชน โดยในส่วนของกรรมาธิการฯ มองว่าหากไม่ได้ใช้เครื่องยนต์จากเยอรมัน อาจจะใช้รูปแบบหรือสรรหาอาวุธประเภทอื่นที่ไม่เกินกรอบวงเงินเพื่อไม่ต้องจ่ายเพิ่ม  ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมได้ชี้แจงว่า ในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ ยังมีความจำเป็น


ขณะที่เรื่องการเกณฑ์ทหาร ได้เห็นว่า กองทัพพยายามที่จะลดจำนวนทหารเกณฑ์ ซึ่งหวังว่าในอนาคตอาจ อาจจะไม่มีการเกณฑ์ทหารต่อไป และเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถทำได้ ซึ่งจากการหารือในวันนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่าย มีความใกล้ชิดกับด้านความมั่นคงมากขึ้นและมีหลายปัญหาที่ได้ฝากฝังให้ทางกองทัพแก้ไขต่อไป  นายรังสิมันต์   กล่าว

‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ย้ำ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562294

30 ต.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ประกาศจุดยืน 'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' ย้ำ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ

จุรินทร์ เผย มอบ สส.ปชป.ยื่นกฎหมายเข้าสภารวดเดียว 5 ฉบับ หวังพิจารณาสมัยประชุมหน้า พร้อมย้ำจุดยืน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ ตรวจสอบรายละเอียดที่นี่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ สส.ของพรรคยกร่างและเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภารวดเดียว 5 ฉบับ ตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ในช่วงตอนหาเสียง ประกอบด้วย 

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

  1. พ.ร.บ. ประมง โดยนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราชและคณะเป็นผู้เสนอ
  2. พ.ร.บ.ปาล์มยั่งยืน โดยนายยุทธการ รัตนมาศและคณะเป็นผู้เสนอ 
  3. พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์และคณะเป็นผู้เสนอ
  4. พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ โดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์และคณะเป็นผู้เสนอ
  5. พ.ร.บ.ทุเรียนไทยยั่งยืน เพื่อให้มี กฎหมายที่จะเข้าไปช่วยกำกับ ดูแลและส่งเสริมทุเรียนไทยครบวงจร ตั้งแต่ภาคการผลิต การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพ การแปรรูปไปจนกระทั่งถึง การตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ก่อนเสนอเป็นกฎหมาย โดยนายสรรเพชญ บุญญามณีและคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสมัยประชุมหน้า

ปชป.ประกาศจุดยืนนิรโทษกรรม

ทั้งนี้สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่าพรรคมีจุดยืน ไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมใน 4 ประเด็นคือ

  1. การนิรโทษกรรมแบบสุดซอย เพราะเคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างประมาณค่าไม่ได้มาแล้ว จนกลายเป็นของแสลงสำหรับสังคมไทย
  2. คดีทุจริต
  3. คดีอาญาร้ายแรง
  4. คดีกระทำความผิดตามมาตรา 112

องอาจ จี้ ‘เศรษฐา’ ทำความจริงให้ปรากฏ ‘เงินดิจิทัล’ จะเอาเงินที่ไหนมาแจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562252

30 ต.ค. 2566

องอาจ จี้ 'เศรษฐา' ทำความจริงให้ปรากฏ 'เงินดิจิทัล' จะเอาเงินที่ไหนมาแจก

องอาจ จี้ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ควรเร่งทำความจริงให้ปรากฎว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย จนยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ อย่าปล่อยให้อยู่ในสภาพ “วันพันหลัก” ทั้งๆ ที่ควรรู้ ตั้งแต่วันประกาศนโยบายหาเสียงเมื่อ 6-7 เดือน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2566 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ที่เพจ “องอาจ คล้ามไพบูลย์” ระบุว่าปรากฏการณ์นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงิน 10,000 บาทให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคนที่พรรคเพื่อไทยจัดอีเวนต์ปราศรัยหาเสียงไว้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 6-7 เดือนก่อน จนถึงขณะนี้เป็นแกนนำรัฐบาลมาแล้วกว่า 2 เดือน ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงมือทำตามที่หาเสียงไว้ได้

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เพราะติดขัดตรงที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาแจกให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป 56 ล้านคน ซึ่งใช้เงินสูงถึง 5 แสน 6 หมื่นล้านบาท

ทั้งๆ ที่ ทันทีที่ประกาศหาเสียง ควรจะรู้แล้วว่าถ้าทำนโยบายนี้จะเอาเงินจากแหล่งไหนมาแจก แสดงว่าคิดนโยบายนี้ออกมาเพื่อให้ได้คะแนนเสียงแล้วไปเสี่ยงเอาข้างหน้า เป็นการทำนโยบายที่ไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพียงพอ

มาถึงขณะนี้จึงคิดจะไปเอาเงินจากธนาคารออมสิน ก็ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ทำไม่ได้ จะกู้เงินมาแจก หรือออก พ.ร.ก.เงินกู้ ช่วงปิดสมัยประชุมสภา ก็ไม่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นเพียงพอที่จะทำได้ ตอนนี้ก็เลยคิดจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ปี2567 ก็มีเงินตัดจากโครงการอื่นๆ มาได้แค่ 1 แสนล้านบาท ก็ยังไม่พออาจต้องทำงบผูกพันอีกหลายปี 

สุดท้ายก็คิดจะลดจำนวนคนได้รับแจก 10,000 บาทลงมา นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต จึงอยู่ในสภาพวัวพันหลัก ชักเข้าชักออก แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเอาเงินมาจากแหล่งใด

นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงควรเร่งทำความจริงให้ปรากฎ ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจก ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย จนยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้

‘จเด็จ อินสว่าง’ ข้องใจ ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562250

30 ต.ค. 2566

‘จเด็จ อินสว่าง’ ข้องใจ ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร

‘จเด็จ อินสว่าง’ ลุกถามกลางที่ประชุมสภา ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร มองแค่ “แก้เอามัน” และยิ่งสร้างความแตกแยก บอก สว.ค่อนสภาไม่เอาแก้รธน.ทั้งฉบับแน่

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ขอรับฟังความเห็นของวุฒิสภาเพื่อ นำไปสู่การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่า คำถามหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดกันให้ประชาชนทราบคือ จะแก้ไข รัฐธรรมนูญไปทำไมประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้ช่วยไตร่ตรองให้ดีว่าอะไรที่ทำแล้วเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติก็ควรทำ 

แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่า แก้แล้วจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นยุทธศาสตร์ของชาติดีขึ้น แต่เป็นการแก้ “เอามัน”เท่านั้น ไม่ใช่แก้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ควรต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญและหากกังวลเรื่องของอำนาจ สว. ชุดนี้ บทเฉพาะการก็จะหมดในเดือนพฤษภาคม ปีหน้าแล้ว ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน จึงไม่ต้องกังวล และมองว่าในทางตรงกันข้าม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นต่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีและก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคนในชาติ

“ที่สำคัญอยากให้วกกลับไปอีกทีว่าประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักของชาติ ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อะไรขึ้นมาซึ่งขณะนี้เราอยู่อย่างมีความสุขและมีความมั่นคงแล้ว”นายจเด็จ กล่าว

นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภานายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา

สำหรับกรณีที่พรรคการเมืองประกาศไว้ในนโยบาย และจะให้มีสสร.มายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำอย่างไรนั้น นายจเด็จ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่พรรคการเมืองประกาศแล้ว ตอนนั้นลืมประกาศว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์อะไร ประชาชนได้อะไร และยิ่งต้องไปทำประชามติ จะยิ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง ดังนั้นจึงอยากให้คิดดูให้ดี ดังนั้นทางออกตรงนี้คือควรต้องพูดคุยและหามุมมองกันไป เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้วคงไม่ไปถึงขั้นได้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะยิ่งทำอย่างนั้น จะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้ง เป็นเรื่องที่พูดจากันมานานแล้ว

ส่วนที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี2560 มาจากการทำรัฐประหารจึงต้องให้มีการยกร่างใหม่นั้น เป็นการพูดวนอยู่อย่างนี้ และมองว่าแม้มาจากการทำรัฐประหารแต่รัฐธรรมนูญปี2560 ก็มาจากการทำประชามติเช่นกัน และมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพูดวนกันไปกันมา แต่ประชาชนนั่งมองอยู่ว่า เมื่อไหร่เศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น คนทำงานจะเป็นอย่างไร เมื่อไหร่ค่ารถไฟฟ้าค่าน้ำมันจะลดลง เมื่อไหร่ที่ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ในหลายๆด้าน ควรมาพูดกันตรงนี้ดีกว่า

เมื่อถามว่าหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกร่างใหม่เข้าสภาจะเห็นชอบหรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า ต้องรอดูว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือไม่ หรือจะแก้รายมาตรา หรือจะแก้หมวดไหน ตนก็จะอภิปรายว่าหมวดไหนที่จะแก้ อะไรเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับตนไม่เอาด้วยอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีสว.ที่คิดแบบนี้จำนวนเท่าไหร่นั้นนายจเด็จ กล่าวว่าค่อนสภา แต่อย่าให้ตนต้องตอบตรงๆว่าในนามของสว.คิดอย่างไร ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะบอกว่าไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ก็จะยังไม่เห็นด้วยหรือไม่ นายจเด็จกล่าว ว่าก็ต้องดู ความจริงแล้วถ้าพูดถึงหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีกว่า 38 มาตรา หลีกเลี่ยงยากเพราะฉะนั้นมีหลายอย่างที่ควรต้องคำนึงให้เยอะๆ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนจะได้อะไรขึ้นมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

‘เศรษฐา’ หารือนายกฯ สปป.ลาว ย้ำไทยสนใจซื้อพลังงานสะอาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562240

30 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ หารือนายกฯ สปป.ลาว ย้ำไทยสนใจซื้อพลังงานสะอาด

‘เศรษฐา หารือ นายกฯ สปป. ลาว เน้นย้ำการซื้อขายพลังงานสะอาด การขนส่งทางบก ลดอุปสรรค และการอำนวยความสะดวก พร้อมลงนามส่งมอบโครงการสำคัญต่างๆ

วันที่ 30 ต.ค.เวลา 08.35 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเท่ากับประเทศไทย) ณ สำนักงานนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว โดยภายหลังเสร็จสิ้น นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดกัน 

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

การค้า นายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่าง สปป. ลาว กับ ภาคอีสานของไทย ให้เป็น Growth Area ที่เกื้อกูลกัน พร้อมเห็นควรร่วมกันหาแนวทางลดอุปสรรคและเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพร้อมจัดการประชุมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว ครั้งต่อไป เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันต่อไป

โครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล สปป. ลาว ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศจาก Land-locked เป็น Land-linked และพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกับฝ่าย สปป. ลาว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ

สำหรับความเชื่อมโยงทางระบบราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการหารือรายละเอียดเพื่อเริ่มก่อสร้างสะพานสำหรับรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย-เวียงจันทน์) โดยไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลง (Technical Arrangement) เพื่อเริ่มเดินรถไฟระหว่างสถานีท่านาแล้งมาถึงสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้ในต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างกัน

สำหรับความเชื่อมโยงทางถนนและสะพาน นายกรัฐมนตรียินดีที่หลายโครงการมีความคืบหน้า ทั้งโครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ซึ่งก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ โครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-สาละวัน) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในหลักการแล้ว รวมถึงโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 12 (นครพนม/ท่าแขก แขวงคำม่วน – นาเพ้า แขวงบอลิคำไซ/ จาลอ จังหวัดกว่างบิงห์ เวียดนาม) เพื่อช่วยส่งเสริมการขนส่งระหว่างไทย – สปป. ลาว – เวียดนาม – จีน ให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวเส้นทางนี้ด้วย

การขนส่งและโลจิสติกส์ ในด้านราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง ทั้งนี้ ฝ่ายลาวรับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกัน โดยขอให้มีการกำหนดอัตราค่าบริการ (handling charge) ที่ชัดเจน และแน่นอนในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เวียงจันทน์ (Vientiane Logistic Park -VLP) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า การค้าขายทางระบบรางจะเพิ่มขึ้น ในด้านถนน นายกรัฐมนตรีขอให้ฝ่ายลาวพิจารณาให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทยขนส่งสินค้าเข้าไปใน สปป. ลาว ได้เหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ด้านพิธีการศุลกากร นายกรัฐนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดตั้ง Common Control Area (CCA) ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย

ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และเห็นพ้องเร่งรัดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ระหว่าง 3 ประเทศ (ไทย สปป. ลาว และเมียนมา) ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ ไทยมีแผนสนับสนุน สปป. ลาว ในการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่า (Fire Risk Map) และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานของทั้งสองฝ่ายจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

พลังงานสะอาด นายกรัฐมนตรีสนใจซื้อพลังงานสะอาดจากลาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ขยายตัว

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารสำคัญ และส่งมอบโครงการต่าง ๆ ดังนี้

1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สปป. ลาว

2) พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือสำหรับการให้ความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบการเสริมสร้างขีดความสามารถสำหรับการฝึกพนักงานขับรถไฟและพนักงานจำหน่ายตั๋ว และการจัดทำแผนธุรกิจให้กับรถไฟแห่งชาติลาว (Record of Discussions between NEDA and Lao National Railway for the Technical Assistance for the Capacity Building for Locomotive Driving and Ticketing System and Development of a Business Model for the Lao National Railway)

3) พิธีส่งมอบสวนรุกชชาติมิตรภาพเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตราชอาณาจักรไทย – สปป. ลาว

4) พิธีส่งมอบศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โรงเรียนเทคนิควิชาชีพแบบผสม แขวงอัตตะปือ