‘ธรรมนัส ‘ตั้ง ปนิธาน ขอเป็นหลักให้ ‘พลังประชารัฐ’ – เสนอชื่อ รองโฆษกฯไม่คืบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560088

03 ต.ค. 2566

'ธรรมนัส 'ตั้ง ปนิธาน ขอเป็นหลักให้ 'พลังประชารัฐ'  - เสนอชื่อ รองโฆษกฯไม่คืบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   และ  เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ยืนยันปักหลักอยู่กับพรรค ช่วยงาน “ลุงป้อม” ระบุ หากหัวหน้าพรรควางมือ พร้อมที่จะสานต่อในการทำหน้าที่เป็นแกนหลักค้ำจุนพรรค ส่วนความสัมพันธ์ภายใน พลังประชารัฐ สุดชื่นมื่น

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   และ  เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ  เปิดเผยว่า  ข่าวที่ระบุว่าตนเองจะลาออกจาก “พลังประชารัฐ”  ไม่เป็นความจริง   ขณะนี้ยังเป็นเลขาธิการพรรคและเป็นสส.พรรคฯ   และจะอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต่อไป แต่ถ้าพล.อ.ประวิตร หยุดหรือวางมือทางการเมือง   ภารกิจตนก็ต้องทำหน้าที่เป็นหลักให้กับพรรค  

บรรยากาศภายในพรรค “พลังประชารัฐ”   ยังกลมเกลียวและเหนียวแน่น เพราะส่วนตัวแม้จะไม่ได้มาประชุมที่พรรค แต่ร่วมประชุมกับสส.ทุกวันพุธที่รัฐสภา   ยืนยันว่าการทำงานของ สส.ไม่มีขั้ว เพราะตนเองและ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการพูดคุยกันทุกเช้า ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าทะเลาะ  บางงานที่พล.ต.อ.พัชรวาทไปไม่ได้  ก็มอบหมายให้ตนไปแทน

สำหรับภายในพรรคพลังประชารัฐ เป็นที่น่ายินดี  ที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์    ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา   ได้รับแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย   มีผลตั้งแต่วันนี้  (  3 ต.ค.)   อย่างไรก็ดี  ปัญหาในขณะนี้คือ  ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ  ตนได้ส่งรายชื่อบุคคลไปแล้วแต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่ส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุ

มีรายงานว่าบุคคลที่คาดว่า จะได้ไปดำรงตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล  หรือรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ คือ น.ส. เกณิกา อุ่นจิตร์ ผู้สมัคร สส. สระบุรี เขต 3 และทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ

‘บิ๊กจิ๋ว’ ให้กำลังใจ ‘สุทิน’ ดูห้องทำงานเก่า อวยพร อยู่ยืนยาว ทำแต่เรื่องดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560074

03 ต.ค. 2566

'บิ๊กจิ๋ว' ให้กำลังใจ 'สุทิน' ดูห้องทำงานเก่า อวยพร อยู่ยืนยาว ทำแต่เรื่องดี

‘บิ๊กจิ๋ว’ บุกกระทรวงกลาโหม ให้กำลังใจ ‘สุทิน คลังแสง’ ดูห้องทำงานเก่า พร้อมอวยพร อยู่ยืนยาว ทำแต่เรื่องดี นำประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

‘สุทิน คลังแสง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ ‘บิ๊กจิ๋ว’ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาเข้าพบ เพื่อมาเยี่ยมให้กำลังใจ ที่ กระทรวงกลาโหม โดย นายสุทิน ได้พา พล.อ.ชวลิต ไปยังชั้น 2 ห้องรับรองรัฐมนตรี ระหว่างเดินไปได้สอบถาม พล.อ.ชวลิต ว่า “จำห้องนี้ได้หรือไม่ คุ้นหรือไม่ ยังมีรูปท่านด้วย ตนเดินดูอยู่เมื่อเช้า ท่านเป็นรัฐมนตรีกลาโหม หลายสมัยมาก และอีกคนที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมนานคือ จอมพลป.พิบูลสงคราม” ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ตอบว่า “จำได้”

บิ๊กจิ๋ว-สุทินบิ๊กจิ๋ว-สุทิน

นายสุทิน เปิดเผยว่า พล.อ.ชวลิต มาเยี่ยมให้กำลังใจ และเข้าใจว่าอยากกลับมาดูที่ทำงานเก่า และท่านก็ได้สอบถามว่ามีอะไรหนักใจหรือไม่ในการทำงาน ซึ่งท่านก็มีแนวคิดที่ดีและโครงการที่ดีที่ท่านได้เขียนไว้ ท่านไม่ได้แนะนำอะไรและบอกว่าทำตัวดีแล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร ขอให้ทำตัวแบบนี้ต่อไป สิ่งที่ฝากไว้ เป็นเรื่องของประเทศมากกว่ากระทรวง ประเทศเรามีอะไรดีหลายอย่างที่ควรลุกขึ้นมาทำ แต่ตนยังยังไม่รู้ อีก 1-2 วัน ท่านจะให้คนนำเรื่องที่เขียนส่งมาให้ พร้อมฝากย้ำดูแลบ้านเมืองและประชาชน

เมื่อถามว่า การทำงานระหว่าง สส. กับ รัฐมนตรีแตกต่างกันอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า ก็แตกต่างกัน เป็นรัฐมนตรีต้องทำงานบริหาร ทั้งคน ทั้งเงินและเป้าหมาย ก็ต่างกันมาก

ด้าน พล.อ.ชวลิต กล่าวหลังเข้าพบ นายสุทิน ว่า ขอให้อยู่ยืนยาว ทำดีๆ ก็พอแล้ว ทำแต่เรื่องดี พร้อมกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินทางกลับว่า ขอให้ นายสุทิน นำประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อ 7 ก.ย. 2566 หลังจากที่ นายสุทิน ได้เข้ารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ได้เดินทางไปพบ พล.อ.ชวลิต ที่บ้านพักแล้วมาครั้งหนึ่งเพื่อขอพรและเยี่ยมเยี่ยน ก่อนปฎิบัติหน้าที่ 

สำหรับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 3 สมัย คือ 30 มี.ค. 2533 – 10 มิ.ย. 2533, 18 ก.ค. 2538 – 16 พ.ย. 2540 และ 18 ก.พ. 44 – 6 ต.ค. 2545

บิ๊กจิ๋วบิ๊กจิ๋ว

บิ๊กจิ๋ว-สุทินบิ๊กจิ๋ว-สุทิน

นายสุทิน ยังได้กล่าวถึงกรณี น้ำมัน ที่หายจำนวน 2 แสนลิตร ของกองทัพบก ว่า ทราบว่า 1-2 วันนี้จะมีการสรุปผลให้ทาง ผู้บัญชาการทหารบก หลังจากนั้นก็จะวินิจฉัยและสั่งการได้ ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่ไม่นาน ตนถือว่าเร็ว และหากต้องมีการสำรองราชการใคร ถ้าเป็นอำนาจของรัฐมนตรีตนก็พร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นระดับไหน เรื่องยังไม่มา แต่อันไหนที่เป็นอำนาจของผู้บัญชาการทหารบกก็ว่าไป ถ้าเป็นอำนาจของตนดูแล้วว่าผิดก็ว่ากันไปตามผิด

ทั้งนี้ หลังการให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนได้สอบถามถึงวงดนตรี “สวรรค์บ้านนา” ของ นายสุทิน ที่ก่อตั้งขึ้นว่ามีเวลาไปดูแลหรือไม่ เมื่อเป็นรัฐมนตรี โดยนายสุทิน บอกว่า ทางวงก็ยังคงแสดงอยู่ หากตนว่างก็จะไปร่วมร้องเพลงด้วย เพราะวงดนตรีมีนักร้องอยู่แล้ว พร้อมโชว์ลูกคอร้องเพลง “ทบ.2 ลูกอีสาน” จากนั้นได้พูดถึงเพลงอื่นที่ชื่นชอบ เช่น ทหารเกณฑ์คนจน, เพลงแนวหน้าลาแฟน, เพลงทหารเกณฑ์ผลัดสอง และ เพลงทหารบกพ่ายรัก 

“เพลงทั้งหมดที่ผมร้องมา และถ้าฟีลมาถึงจะร้องเพราะ และสนุก” นายสุทิน กล่าว

สุทินสุทิน

เปิดโฉมหน้า 35 ‘คณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ’ มี ‘จ่านิว’ ร่วมด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560072

03 ต.ค. 2566

เปิดโฉมหน้า 35 'คณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ' มี 'จ่านิว' ร่วมด้วย

‘เศรษฐา’ เซ็นแต่งตั้ง 35 ‘คณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ’ มีตัวแทนจากทุกพรรค ทุกสาขา ขณะที่ ‘จ่านิว’ โผล่มีชื่อร่วมด้วย

(3 ต.ค. 2566) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่256/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานทั้งหมด 35 คน มาจากทุกสาขาอาชีพ ทั้งนักการเมือง-นักวิชาการ-ตำรวจ-ทหาร-นักกิจกรรม-นักศึกษา มีรายชื่อ “จ่านิว” ด้วย

ภูมิธรรม เวชยชัย ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ รธน.ภูมิธรรม เวชยชัย ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ รธน.

คณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 35 คน ประกอบด้วย

  • นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
  • นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองประธานฯ คนที่ 1
  • นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองประธานฯ คนที่ 2
  • นายนิกร จำนง กรรมการและโฆษกกรรมการ

คณะกรรมการที่เหลือ ประกอบด้วย

  • นายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  • พล.อ.ชัชวาล ขำเกษม
  • พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา
  • พล.ต.อ.วินัย ทองสอง
  • นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว)
  • นายศุภชัย ใจสมุทร
  • นายวิรัตน์ วรศสิริน
  • นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
  • นายวิเชียร ชุปไธสง
  • นายวัฒนา เตียงกูล
  • นายยุทธพร อิรชัย
  • นายไพบูลย์ นิติตะวัน
  • นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
  • นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
  • นายประวิช รัตนเพียร
  • นายนพดล ปัทมะ
  • นายธนกร วังบุญคงชนะ
  • นายธงชัย ไวยบุญญา
  • นายเทวัญ ลิปตพัลลภ
  • นายเดชอิศม์ ขาวทอง
  • นายฐากร ตันฑสิทธิ์
  • นายชาติพงษ์ จีระพันธุ
  • นายชนะโรจน์ เทียนธนะวัฒน์
  • นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี
  • น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
  • นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
  • ผู้แทนพรรคก้าวไกล
  • นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ
  • นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

หน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ดังนี้

  1. พิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน ในการออกกฎ กติกา ที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ตลอดจนสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่มากขึ้น และประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง รวมทั้งเป็ฯไปตามคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566
  2. ให้คณะกรรมการมีอำนาจเชิญผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเห็น หรือส่งเอกสาร หลักฐานใดๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
  3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ หรือดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ตามความจำเป็น
  4. ให้คณะกรรมการรายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรี

ครม. แต่งตั้ง ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ นั่ง รองโฆษกรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560063

03 ต.ค. 2566

ครม. แต่งตั้ง 'รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี' นั่ง รองโฆษกรัฐบาล

ครม. แต่งตั้ง ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ นั่งเก้าอี้ รองโฆษกรัฐบาล ‘รังสิมา-ศรัณวุฒิ’ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ต.ค. 2566 คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ/เห็นชอบ ในเรื่องแต่งตั้งข้าราชการ รัฐมนตรี หลายตำแหน่ง โดย “รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี” เป็นรองโฆษกรัฐบาล และ แต่งตั้ง “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” “รังสิมา รอดรัศมี” เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ซึ่งมีวาระการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน และรัฐมนตรีประจำกระทรวง ในหลายตำแหน่ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ เสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.อภิรัติ นิยมการ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป 

2. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เสนอแต่งตั้ง นายภุชงค์ วรศรี ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป 

3. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • ​​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แต่งตั้ง นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่  3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป

 รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรีรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

4. เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

​​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ
  2. ​​น.ส.รังสิมา รอดรัศมี

ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ                    รังสิมา รอดรัศมีรังสิมา รอดรัศมี

​​โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

  • ​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายโสภณ แท่งเพ็ชร์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ)

  • ​​คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเสนอแต่งตั้ง นายเอกชัย เกษมสุขธวัช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เพื่อทดแทนดำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 8 ราย ดังนี้

​​

  1. นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  2. ​​นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม
  3. นายเสกสรร สุขแสง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม
  4. น.ส.วรวิวรรณ จตุรพิธพร ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร) (ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  5. ​​นางจิรภา สินธุนาวา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  6. นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
  7. ​​นายเรืองศักดิ์ สุวารี ตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
  8. น.ส.เอมอร เสียงใหญ่ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เตือน ‘เพื่อไทย’ มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560048

03 ต.ค. 2566

เตือน 'เพื่อไทย' มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค 'ก้าวไกล'

บก.ลายจุด ยกประวัติศาสตร์ ที่เคยถูกกระทำ เตือน พรรค ‘เพื่อไทย’ อย่าเปิดช่องให้พรรค ‘ก้าวไกล’ ถูกทำลายทางการเมือง

สมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโพสเฟซบุ๊ค เตือนเพื่อไทย มีวุฒิภาวะ อย่าฉวยโอกาศทำลายล้างพรรคก้าวไกล ด้วยการยื่นดาบให้องค์กรอิสระ เนื้อหาในเฟซบุ๊ก ระบุว่า

สำหรับสิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้ ขอเรียกว่าความปราถนาดี

พรรคเพื่อไทยอย่าส่งเรื่องกรณีหมออ๋องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล หากคุณเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหรือพอเป็นช่องในการตอบโต้กันทางการเมือง ให้ใช้โอกาสนี้วิพากษ์วิจารณ์ในระดับที่เหมาะสม ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง  อย่าไปล้มโต๊ะล้มพรรคเขา อย่ามีส่วนร่วมใดๆ กับการทำลายล้างในระดับที่พรรคก้าวไกลต้องโดนยุบ อย่าชง อย่าส่งบอล หรือยื่นดาบให้เพชฌฆาต

เพื่อไทยต้องแสดงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการถูกบ่อนทำลายในทุกรูปแบบ อย่านำพรรคกลืนไปกับมนต์ดำทางการเมืองแล้วกลายเป็นพรรคในแบบเดียวกับที่ประชาธิปัตย์เคยทำกับเพื่อไทย ให้ทุ่มเทไปกับการบริหารประเทศใช้สิ่งนี้เป็นผลงานที่จะแย่งชิงหัวใจของประชาชนกลับคืน และหากก้าวไกลจะล้มก็ให้เขาลื่นล้มด้วยตนเอง เพื่อไทยอย่าไปมีส่วนร่วม

ด้วยความปราถนาดีจริงๆ

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560036

03 ต.ค. 2566

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

‘ภูมิธรรม’ เตรียมนำรายชื่อ คกก.แก้รัฐธรรมนูญเข้า ครม.วันนี้ ย้ำมีโควต้า ‘ก้าวไกล’ เชื่อดำเนินการเสร็จใน 4 ปี

วันที่ 3 ต.ค.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ กล่าวว่าว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการให้กับ นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วง 13.00 น ของวันนี้ 

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ จะมีพรรคฝ่ายค้านร่วมด้วย ทั้งพรรคก้าวไกล พรรคสร้างไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ภายใน 4 ปีนี้ต้องจบตามกรอบเวลา ตามไทม์ไลน์กฎหมายทั้งหมดว่าต้องกี่วัน เพราะยาวสุดประมาณ 3 ปีกว่า และเราลดการทำประชามติและลดการทำอะไรหลายอย่าง ทำให้ระยะเวลาลดลง ทั้งนี้ในระยะเวลา 3 ปี กว่าจะรวมทั้งกฎหมายลูกด้วย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่จะใช้กติกาใหม่ อันนี้และในช่วงบ่ายนี้ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งแจกรายชื่อคณะกรรมการให้ทราบ อย่างไรก็ตามผู้ที่มาร่วมทำงานจะเข้ามาในลักษณะของผู้ทรงคุณวุฒิ

ลุ้น ‘วาระ ครม.’ ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560034

03 ต.ค. 2566

ลุ้น 'วาระ ครม.' ชง  ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 'เงินดิจิทัล 10,000'

จับตา ‘วาระ ครม.’ วันที่ 3 ตุลาคม 2566 กระทรวงการคลัง ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’ ลุ้นใช้ปีหน้า

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2566 มีหลายวาระ ครม. ที่น่าสนใจ ที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบ ทั้งในส่วนของการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข, เสนอแนทางการเพิ่มจำนวนประชากร รวมทั้งนโยบายที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ “เงินดิจิทัล 10.000” ซึ่งวันนี้จะเสนอที่ประชุมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน

วาระร้อน ครม.

– นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสาธารณสุขเข้าที่ประชุม ครม. ที่ถูกตีกลับโผแต่งตั้งเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากติดเรื่องคุณสมบัติ โดยหมอชลน่าน กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่เพราะประเด็นที่ติดขัดนั้นเกี่ยวกับคดีความ

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะชงที่ประชุม ครม. เสนอแนวทางเพิ่มจำนวนพลเมือง ส่งเสริมการมีบุตร พร้อมดันเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน คนหนุ่มสาว ไม่แต่งงาน แต่งงานช้า หรือ ไม่มีบุตร ทำให้เด็กเกิดใหม่น้อย ทำให้พลเมืองไทยลดลง ส่งผลให้ขาดแคลนบุคลากร และยังจะส่งผลกระทบศักยภาพการแข่งขันในอนาคต จึงจะเสนอที่ประชุม ครม. รับทราบ อนุมัติในหลักการ เพื่อผลักดัน นำไปดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม

เงินดิจิทัล 10,000

– กระทรวงการคลัง จะทำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ชุดใหญ่ ซึ่งมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ส่วนกรรมการก็จะมี รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ และตัวแทน กระทรวงการคลัง , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น โดยมีคณะทำงานชุดเล็ก ศึกษารายละเอียด เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 หรือ อย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินไตรมาสแรกของปีหน้า

– นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุม ครม. หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วงเวลา 13.00 น. ทันที

นอกจากนี้ ยังมีวาระ ครม. อีกหลายวาระ ที่น่าสนใจ ซึ่งจะมีการแถลงผลการประชุมทั้งหมด ในเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

เตรียมยื่น ‘ยูเอ็น’ ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา ‘อุ้มหาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560033

03 ต.ค. 2566

เตรียมยื่น 'ยูเอ็น' ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา 'อุ้มหาย'

รมว.ยุติธรรม เสนอ ครม.ดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ‘อุ้มหาย’ และเตรียมยื่นต่อ ‘ยูเอ็น’ คุ้มครองการถูกบังคับให้สาปสูญ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามเสนอ เรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : ICPPED) หรือ อนุสัญญาอุ้มหาย พร้อมการจัดทำข้อสงวนต่อคณะรัฐมนตรี

ประเทศไทยโดยความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้จัดทำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

โดยพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นกฎหมายที่รองรับการดำเนินงานตามอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

รวมทั้งได้กำหนดฐานความผิดและบทลงโทษกรณีการกระทำทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไว้เรียบร้อยแล้วมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอุ้มหาย อย่างสมบูรณ์แบบ

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced  Disappearance : ICPPED) ประกอบด้วย 45 ข้อบท

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในนามเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ (อุ้มหาย) ในทุกกรณี และกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาซึ่งมีบทลงโทษ การดำเนินคดี และการเยียวยาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ภายหลังจาก คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบต่อการจัดทำข้อสงวนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะได้ดำเนินการเสนอเรื่องเข้าเป็นภาคีต่ออนุสัญญาฯ ต่อองค์การสหประชาชาติหรือ ยูเอ็นต่อไป

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560028

03 ต.ค. 2566

'สว.อนุพร' เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง แนะยื่นญัตติสภาผ่านวาระ 3 ค่อยออกเสียงครั้งเดียว เชื่อ ปชช. หวังแก้เศรษฐกิจก่อน

นายอนุพร อรุณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีตที่ปรึกษานายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เปิดเผยถึงกรณีคณะรัฐมนตรีเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ว่า หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 255 และ 256 ซึ่งเป็นบทเฉพาะว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องยึดหลักการใหญ่ว่า ต้องไม่ทำลายหลักนิรันดรของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเป็นแนวป้องกันไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ 

ซึ่งแม้ว่าในร่างแก้ไขจริงอาจจะไม่ได้ระบุข้อความตามข้อห้ามที่บัญญัติดังกล่าวไว้โดยตรงก็ตาม แต่หากปรากฏว่า มีเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีผลขัดหรือแย้งกับข้อห้ามดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขที่ขัดกับข้อห้ามตามบทบัญญัติมาตรา 255 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกระทำไม่ได้

ส่วนหลักการย่อยที่เกี่ยวกับวิธีการและเงื่อนไขในการแก้ไขนั้นเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 256 โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับเป็นเงื่อนไขทั่วไปว่า จะต้องทำการออกเสียงประชามติเสียก่อน แต่บังคับให้กระทำในกรณีที่เข้าเงื่อนไขเฉพาะตาม (8) เท่านั้น คือเมื่อร่างแก้ไขนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ หมวด 1 (บททั่วไป)หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) หรือหมวด 15 (การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ) หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบในวาระสามแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ดังนั้น หากการแก้ไขที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาตามเงื่อนไขดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องทำประชามติแต่อย่างใด และหากจะต้องทำก็ไม่ใช่ทำก่อนการแก้ แต่ให้ทำหลังจากการแก้ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ในสภาแล้ว

เมื่อถามว่า ทั้งนายกฯและคนในรัฐบาลระบุชัดว่า ต้องทำประชามติถามประชาชนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึง เลือก สสร.มายกร่างใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น สามารถทำได้หรือไม่ สว.อนุพร กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้มีการพูดถึงในเรื่องนี้ มีแต่ให้จัดทำร่างแก้ไขในรูปของญัตติเสนอต่อรัฐสภา โดยที่ญัตตินั้นจะต้องมาจาก 3 สาย คือ มาจากครม. มาจากสส.ไม่น้อยกว่าหนี่งใน 5 องสมาชิกสภาผู้แทน ฯ หรือจากสส.และสว.ไม่น้อยกว่า 1ใน5ของสมาชิกทั้งสองสภา และมาจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน 

เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ญัตติร่างแก้ไขฯ ต้องมาจาก 3 สายเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าต้องมาจากสสร.ด้วย ส่วนในทางปฏิบัติหากเจ้าของญัตติในสายครม. จะเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างให้แทน แม้ไม่มีข้อห้ามอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาที่สำคัญด้วยเช่นกันว่า ครม.อาศัยอำนาจจากกฎหมายใดให้ทำการดังกล่าว 

เนื่องจากการใช้อำนาจใดๆ ของครม.จะต้องมีที่มาจากฐานของอาณัติกฎหมายรองรับด้วยไม่สามารถอ้างเอาอาณัติการเมืองว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลมาใช้โดยลำพังได้

ที่สำคัญองค์กรสสร. เองนั้นทั้งสถานะและที่มาถือเป็นองค์กรการเมืองที่บทบาทและอำนาจหน้าที่ที่มีผลต่อการกำหนดสาระสำคัญของร่างแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่มีหลักประกันทางกฎหมายในการกำกับควบคุมการทำหน้าที่ของสสร.ว่าเป็นการทำตามเหตุผลและความต้องการทางการเมืองขององค์กรที่ก่อตั้งตน หรือทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งโดยสัญญาประชาคมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเจตจำนงร่วมของส่วนรวมที่อยู่เหนือฝ่ายการเมืองใดหรือไม่ แม้จะอ้างว่าเป็นสิทธิของฝ่ายข้างมากก็ตาม แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ใช้ได้แต่กับเฉพาะกฎหมายธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

เมื่อถามว่า มองอย่างไร หากจะต้องทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง มีความเหมาะสม เวลาความเร่งด่วน และ งบประมาณ สว.อนุพร กล่าวว่า หากการทำประชามติ มากถึง 3 ครั้งนั้น จะเป็นภาระประมาณที่กระทบกับการจัดสรร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ทันกับความต้องการของประเทศและประชาชนที่มีลำดับความสำคัญและมีความเร่งด่วนอื่นที่มีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดใหญ่ของโควิด ปัญหาว่างงานจากการปิดกิจการ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนที่ผู้ปกครองต้องล้มเลิกกิจการหรือสูญเสียอาชีพจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สินล้นพ้นจนต้องถูกยึดบ้านยึดรถ และความขัดสนฝืดเคืองในการดำรงชีพของประชาชน ล้วนมีความสำคัญที่ควรได้รับการเยียวยาแก้ไขก่อน

ทั้งนี้งบประมาณตามที่นายกฯได้ให้สัมภาษณ์ ประมาณการไว้ที่ครั้งละ 4,000-5,000 ล้านบาท ถ้าทำ 3 ครั้งต้องใช้งบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท เมื่อพิจารณาประกอบกับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องใช้กับโครงการต่าง ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอย่างเช่นการแจกเงินดิจิทัล ก็ยังถกเถียงเรื่องที่มาของงบประมาณกันอยู่  หากมองถึงกรณีความเร่งด่วนอาจมองได้ทั้งมุมที่จัดลำดับไว้ในนโยบายของรัฐบาล และมุมที่เป็นปัญหาความต้องการที่ประชาชน มีความคาดหวัง 

สว.อนุพร ระบุว่า ถ้าหากจะถามความเห็นประชาชน ว่าอยากเลือกอะไรก่อน ระหว่างเรื่องปากท้องทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ของประชาชนโดยตรง กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นความต้องการและประโยชน์ทางการเมือง ก็พอจะคาดหมายได้ว่าประชาชนอยากได้อะไรก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การทำประชามติ หากจำเป็นต้องทำจริงๆ กรณีที่การแก้ไขเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) ก็สามารถทำเพียงครั้งเดียวได้ไม่ต้องทำถึง 3 ครั้ง

นอกจากนี้ สว.อนุพร ยังมองว่า ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ภาคการเมือง โดยพรรคการเมืองต่างๆ ได้เสนอแก้ไขไว้จำนวนมากแล้ว จึงขอให้เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับภาคประชาชน และสังคมให้มากขึ้น ซึ่งควรหยิบยกมาพิจารณาเพิ่มเติมเช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สวัสดิการและสวัสดิภาพของผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างความเป็นธรรมในสังคม การศึกษาฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีกับประชาชน แทนที่จะมุ่งแต่ในส่วนที่เป็นโครงสร้างทางการเมืองเป็นหลัก

ตั้งแล้วทีม ‘โฆษกกระทรวงกลาโหม’ มากันครบทุก ‘เหล่าทัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560031

03 ต.ค. 2566

ตั้งแล้วทีม 'โฆษกกระทรวงกลาโหม' มากันครบทุก 'เหล่าทัพ'

สุทิน คลังแสง ลงนามแต่งตั้ง ‘ทีมโฆษหกระทรวงกลาโหม’ แล้ว มากันครับทุก ‘เหล่าทัพ’ มีนายทหารหญิงรวม 4 ราย จากทีมโฆษก 6 คน

คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1195/2566 ลงวันที่ 2 ต.ค. 66 ลงนามโดยนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงกลาโหม เรื่องแต่งตั้งโฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม  มีเนื้อหาว่า

เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน อาศัย อำนาจตามความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

จึงแต่งตั้ง โฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
  2. พล.ต.แรงภูมิ เหมะทัพพะเป็น หัวหน้าสำนักงานโฆษกกระทรวงกลาโหม
  3. พ.อ.หญิง ดังใจ สุวรรณกิตติเป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม
  4. พ.ท.หญิง พัชรี สันทาลุนัยเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  5. นาวาอากาศโทหญิง จิตติมา มาลารัตน์เป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  6. ร.อ.หญิง ณฐมน กุญชรเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม

มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ แถลงข่าว และให้ข้อมูลแก่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม ประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ในการขอรับการสนับสนุนข้อมูลการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่

ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ คำสั่งและนโยบายของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่อง ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย

และให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม สนับสนุนและให้ความร่วมมือ ในหน้าที่ตามคำสั่งนี้ โดยถือเป็นความสำคัญร่วมกันในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน เพื่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงกลาโหมกับส่วนราชการ อื่นๆ และประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม