ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559346

24 ก.ย. 2566

ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

ชัยธวัช ตุลาธน กล่าวปราศรัยครั้งแรกในนามหัวหน้าพรรคก้าวไกล ย้ำ ว่าที่นายกฯ ยังเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องสร้างพรรคให้เข้มแข็ง มุ่งเป้าการเลือกตั้งท้องถิ่น วางฐากกระจายอำนาจ

ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคก้าวไกลจัดกิจกรรม ก้าวต่อไปไกลทั้งแผ่นดิน นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นกล่าวบนเวที ถือเป็นการกล่าวปราศรัยครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรค โดยนายชัยธวัช กล่าวกับสมาชิกจองพรรคที่มาร่วมรับฟังว่า ทิศทางที่สำคัญของพรรคก้าวไกลที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคให้มากที่สุด ทั้งนี้ นายใช้ธวัชกล่าวว่าแม้ตนจะขึ้นมารับตำแหน่งแทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค แต่ว่าที่นายกรัฐมนตรีของก้าวไกลก็ยังเป็นคนเดิมนั่นก็คือนายพิธา

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายชัยธวัชได้กล่าวต่อไปว่า ปัญหาของการเมืองแบบไทยๆที่ผ่านมาเรามีปัญหาในเรื่องของอำนาจข้อที่ผ่านมากองทัพ ตุลาการภิวัฒน์ และอำนาจนอกระบบอ ยู่เหนืออำนาจของประชาชนอย่างมาก และในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ผ่านมา เรากลับเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เคารพเสียงที่ไม่เคารพอำนาจของประชาชนเราเห็นชัดสักตั้งรัฐบาลที่สยบยอมต่ออำนาจที่ต้องการอยู่ในอำนาจของประชาชนนี่คือสิ่งที่เราเห็นปัญหาการเมืองไทย คือเรื่องรัฐเรามีปัญหาในเรื่องของรรฐราาชการที่รวมศูนย์ภายใต้ระบบการบริหารศักยภาพของประเทศเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพต่อประชาชน เราเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะทำให้มีวิธีการที่เรียกว่าผู้ว่า CEO 

ปัญหาตค่อมาคือเรื่องของทุนใหญ่ทุนใหญ่ ทุนผูกขาด ที่อยู่เหนือระบบเศรษฐกิจภายใต้ระบบแบบนี้ เราจะไม่สามารถที่จะส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมได้ใครอยากจะโตต้องสร้าง connection สร้างเส้นสายไม่ใช่ innovation แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหลังการเลือกตั้งเราก็เห็นกลุ่มทุนใหญ่กลุ่มทุนผูกขาดกลายมาเป็นผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงทั้งๆที่หลังที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารเราเห็นปัญหาของกลุ่มทุนผูกขาดมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาอีกประการของการเมืองไทยหรือประชาธิปไตยประเทศไทยก็คือเรื่องนิติรัฐแบบอภิสิทธิ์ชนเรามีปัญหาเรื่องนี้ยาวนาน ภายใต้วัฒนธรรมที่ส่งเสริมสังคมให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง กฎหมายของเราไม่เป็นกฎหมาย ความเสมอภาคทางกฎหมายไม่มีอยู่จริง มีไว้เพียงเพื่อรับใช้เพียงคนบางกลุ่ม หลังรัฐประหารประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีร้ายแรง

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

หลายคนติดคุกเพียงเพราะการออกแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เรากลับเห็นอีกว่าถ้าอยากได้เห็นความยุติธรรม ต้องไม่เรียกร้องแบบสากล แต่ต้องยินยอมเพื่อให้ได้มันมา ด้วยความกรุณาปราณี ปัญหาเหล่านี้ของการเมืองไทยเราแก้ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาการเมืองของไทยเป็นการเมืองของชนชั้นนำ ที่อนุญาตให้มีการรัฐประหารได้ตลอดเวลา นายทุนจะลากรถถังมาฉีดรัฐธรรมนูญยึดอำนาจไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครองแต่ถ้าท่านโพสต์โซเชียลท่านอาจจะติดเป็น 10 ปีหรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ถ้าไม่เป็นที่ถูกใจชนชั้นนำ 

หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ กล่าวต่อไปว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเราก็สามารถที่จะอยู่ในลักษณะแบบนี้ได้ถ้าเป็นสัก 40 ปีถึง 30 ปีก่อนเราอยู่ในลักษณะแบบนี้ก็พอจะไปกันได้เพราะโลกาภิวัฒน์เม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย หลายคนร่ำรวยจากตลาดหุ้นหลายคนร่ำรวยจากการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ แต่ในปัจจุบันตนเองว่าเราไม่สามารถที่จะอยู่ได้รับลักษณะอาศัยอานิสงค์จากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงโจทย์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่จะไม่สามารถหลีกอีกต่อไปแล้ว

ชัยธวัช ลั่น นำก้าวไกล เปลี่ยนแปลงการเมือง ว่าที่นายกฯคนเดิม พิธา

“การเมืองแบบชนชั้นนำของไทยให้เรามีสิทธิ์ออกไปเลือกตั้งได้เป็นพักๆแต่จะไม่ยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนการเมืองแบบนี้ตนขอเรียกว่าการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ  การเมืองการเมืองแบบชนชั้นนำของไทยอนุญาตให้พรรคการเมืองแข่งขันกันได้ในระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้ไปแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ แต่จะไม่อนุญาตให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเมืองแบบไทยนั้นทำให้ประชาชนไม่กล้าฝันใหญ่” นายชัยธวัช ระบุ  

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกับสมาชิกพรรคต่อไปอีกว่า ดังนั้นตนเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย แต่เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการเมืองชนชั้นนำที่ต่อสู้กันระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองระหว่างจารีกับชนชั้นนำการเมืองใหม่ขึ้นมา จากการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านระหว่างการต่อสู้ของการเมืองของคนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน และนี่คือรากฐานทั้งการเมืองของรัฐบาลในปัจจุบัน และนี่จัดเป็นจุดเริ่มต้นการเมืองไทย นับจากนี้ต่อไปเป้าหมายสำคัญของพรรคก้าวไกลของการเมืองก้าวไกลคือเราจะต้องผลักดัน เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป

นายชัยธวัช ประกาศแนวทางต่อไปว่า ภายใต้เป้าหมายนี้พรรคก้าวไกลจะชูนโยบายสำคัญ 4 ด้าน รวมทั้ง 2 ภารกิจสำคัญภารกิจแรกคือสร้างพรรคก้าวไกล ให้เข้มแข็งเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนอย่างมั่นคง การจัดงานในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในก้าวแรกของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ และขอให้ช่วยกันขยายสมาชิกพรรคขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงวันละเล็ก วันละน้อย ช่วยกันปรับปรุงทางความคิดของก้าวไกล เมื่อช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านในสภาตามปกติ ในการตรวจสอบสมดุลฝ่ายรัฐบาลในฐานะหัวหน้าพรรคคนใหม่ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะตรวจสอบถ่วงดุลอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใคร เหมือนอย่างที่เคยได้ทำมาแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่วมทั้งดำเนินการผลักดันกฎหมายและวาระเพื่อพี่น้องประชาชนในฐานะฝ่ายที่บัญญัติร่วมไปด้วย 
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านเชิงรุก  และยุทธศาสตร์ที่4 คือการตรึงพื้นที่เก่า สร้างพื้นที่ใหม่ พื้นที่ไหนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกทั้งก้าวไกลเป็นส.ส.แล้ว ต้องเร่งทำงานพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อท่านเลือกทั้งก้าวไกลมาแล้ว เราทำงานไม่เหมือนใคร เราต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องช่วยกันทำส่วนพื้นที่ไหนที่ยังไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็ขอเชิญชวนสมาชิกพรรคทุกท่านช่วยกันทำพักให้เข้มแข็งขึ้นและช่วยกันไปหาคนที่ดีที่สุดที่จะเป็นผู้แทนราษฎรของพวกเรา

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังได้กล่าวถึงแผนงานการดำเนินการนับจากนี้อีกว่า พรรคก้าวไกลจะลงการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับ หลังจากนี้ต่อไปถ้าก้าวไกลจะสร้างกลไกเพื่อให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการสรรหาผู้ลงสมัครเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเป็นการสร้างหัวคะแนน แต่เป้าหมายคือการผลักดันนโยบายกระจายอำนาจแก้ไขระบบรัฐรวมศูนย์สุดท้ายคือการร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนดังนั้นนับจากนี้ต่อไปขอให้สมาชิกพรรคช่วยกันรณรงค์เรียกร้องให้มีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร.ต้องมาจาการเลือกตั้งทั้งหมด

“ผมทราบดีว่าพวกเราเสียใจพวกเราเสียน้ำตาเพราะก้าวไกลชนะการเลือกตั้งแต่เราไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สิ่งที่เราอยากจบออกคือนับจากนี้ต่อไปขอให้เราเอาน้ำตาไว้ข้างหลังไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจอีกต่อไป เอาลองนึกถึงสังคมไทยก่อนที่จะมีพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลวันนี้เราช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดไหนไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจ เราจะต้องเดินหน้าร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” นายชัยธวัช ทิ้งท้าย

‘ราเมศ’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559340

24 ก.ย. 2566

‘ราเมศ’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย

‘ราเมศ รัตนะเชวง’ ย้ำ จุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ย้ำ ไม่แตะ หมวด 1 และหมวด 2 ขอรัฐบาล อย่าตั้งท่านานจนเกินไป

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนเรื่องนี้ชัดว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พรรคพร้อมให้การสนับสนุน แต่จะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 

นายราเมศ รัตนะเชวงนายราเมศ รัตนะเชวง

ที่สำคัญการนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาประกอบในการดำเนินการในขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกันเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ประสบผลสำเร็จได้

โดยการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติของรัฐบาล โดยหลักถือว่าเป็นจุดตั้งต้นที่ดี แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงโดยจะต้องไม่มีการพิจารณาที่ล่าช้าเกินสมควร ไม่ควรตั้งท่านานจนเกินไป และการเตรียมการเพื่อจะนำไปสู่การจัดทำประชามติมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีความละเอียดรอบคอบ รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในสภาชุดที่ผ่านมาได้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

ร่างฉบับที่ 1 เป็นการเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เรื่องเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค สิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บรรจุเรื่องสิทธิของประชาชนลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก

ร่างฉบับที่ 2 ตัดอำนาจ สว.ในการแก้รัฐธรรมนูญ

ร่างฉบับที่ 3 เพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการตรวจสอบการทุจริต

ร่างฉบับที่ 4 แก้ไขที่มาของนายกรัฐมนตรี และยกเลิกอำนาจ สว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ร่างฉบับที่ 5 เรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพื่อทำให้ท้องถิ่นดีขึ้น

ร่างฉบับที่ 6 แก้ไขระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นร่างเดียวที่ผ่านความเห็นชอบการพิจารณาจากรัฐสภา

“พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้ความร่วมมือ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป

จุรินทร์ เตือน ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ อย่าใช้ ‘รธน.ปี2540’ เป็นตัวตั้ง หวั่นกินรวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559329

24 ก.ย. 2566

จุรินทร์ เตือน 'รัฐบาลเพื่อไทย' อย่าใช้ 'รธน.ปี2540' เป็นตัวตั้ง หวั่นกินรวบ

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตือน รัฐบาลเพื่อไทย อย่าใช้ ‘รธน.ปี2540’ เป็นตัวตั้ง ในการกำหนดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นบ่อเกิด นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบไม่ได้ จนได้รัฐบาลกินรวบ มาแล้วในอดีด 

คืบหน้าหลังรัฐบาลเพื่อไทย มีแนวคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือเป็นสารตั้งต้นนั้น “รธน.ปี2540”  เป็นสารตั้งต้นนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมฝ่านค้าน ได้กล่าว ถึงการตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติและกำหนดแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ(รธน.)ของรัฐบาลว่า หลักการในเรื่องของการไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เป็นเรื่องที่ทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้การสนับสนุน

“และล่าสุด ผมก็ได้แสดงจุดยืน ในการประชุมรัฐสภาตอนแถลงนโยบายของรัฐบาลอีกครั้งชัดเจนแล้ว แต่ที่ต้องทักท้วงไว้เสียแต่ต้นคือ หลักคิดในเรื่องของการที่รัฐบาลจะใช้รัฐธรรมนูญปี2540 เป็นต้นแบบนั้น ผมขอให้คิดให้รอบคอบ”

เพราะ“รธน.ปี2540”  เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป จนบางยุคทำให้การตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีทำได้ยากมาก จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้เลย ถ้านายกรัฐมนตรีตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกว่า 3 ใน 5 คือเกินกว่า 300 เสียงขึ้นไป

อีกทั้ง “รธน.ปี2540” ระบุว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ฝ่ายค้านต้องมีเสียงเกินกว่า 200 เสียงหรือ 2ใน 5 ขึ้นไปเท่านั้น ทำให้บางยุคไม่สามารถตรวจสอบนายกรัฐมนตรีได้เลยตลอดอายุรัฐบาล นำไปสู่การมีรัฐบาลกินรวบ ดังที่เคยประสบในบางยุค  

เพราะนายกรัฐมนตรีอาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาลเกิน 300 เสียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบตั้งแต่ต้น  อีกทั้ง “รธน.ปี2540” ก็ยังให้อำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปมีบทบาทในการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ จนนำไปสู่การใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของฝ่ายบริหารเกิดรัฐบาลกินรวบ จนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี2550 ในที่สุด 

ถ้าใช้ รัฐธรรมนูญปี2540 มาสวมในสถานการณ์ปัจจุบันการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเพราะรัฐบาลมีเสียงเกิน 3 ใน 5 นั่นคือมีถึง 314 เสียง ฝ่ายค้านมีไม่ถึง 200 เสียง ก็จะไม่สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ถ้านายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ล้มเหลวและเกิดการทุจริตคอรัปชั่นขึ้นมาในอนาคต จะเท่ากับพาประเทศย้อนยุคกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้อีก  จึงควรคิดกันให้รอบคอบ 


“ที่พูดนี้ไม่ได้แปลว่าจะตั้งธงอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมขอพูดเสียก่อนเลยว่าไม่เกี่ยวกันและยังไม่ใช่เวลา เพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มต้น ผมเพียงแต่ต้องการทักท้วงไว้เพราะ รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสำคัญของประเทศ และหากแก้แล้ว ต้องใช้ต่อไปในอนาคต จะได้ไม่พาประเทศย้อนยุคกลับไปสู่ปัญหาที่เคยเกิดในอดีตที่เราไม่อยากเห็นอีก” รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุป

‘อดิศร’ ติง กมธ.สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบการรักษา ‘ทักษิณ’ อย่าโยงการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559327

24 ก.ย. 2566

'อดิศร' ติง กมธ.สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบการรักษา 'ทักษิณ' อย่าโยงการเมือง

อดิศร เพียงเกษ ปธ.วิปรัฐบาล ติง กมธ.สิทธิฯ สว. เชิญ ยธ.-ราชทัณฑ์ สอบมาตรการรักษา ‘ทักษิณ’ ขออย่าเชื่อมโยงการเมือง

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธาน ได้ตั้งเรื่องตรวจสอบฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงติดตามดูแลนักโทษในระบบของกรมราชทัณฑ์ว่า เป็นสิทธิของกรรมาธิการที่จะตรวจสอบ แต่หวังว่า สมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้ใหญ่ จะคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่ควรมีประเด็นการเมืองพ่วงไปด้วย 

“และผมมั่นใจว่า การรักษาตัวนอกเรือนจำของนักโทษนั้น กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์จะดูแลให้เป็นไปตามความจำเป็นในแต่ละรายหรือแต่ละกรณี”
 

อดิศร เพียงเกษ ประธานวิปรัฐบาลอดิศร เพียงเกษ ประธานวิปรัฐบาล

นายอดิศร ยังเห็นว่า ขณะนี้ โลกพัฒนาไปสู่การอยู่ร่วมกันต่อไป และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำถึงการดึงศักยภาพเพื่อพัฒนาประเทศ ควรเลยจุดที่จะเอาความหลังเก่า หรือความคิดตกค้างเรื่องที่อยู่ในใจมาพูด เพราะโอกาสเดินหน้าต่อไปจะลำบาก

พร้อมย้ำว่า ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน ควรเป็นหลักชัยให้กับบ้านเมืองจะดีกว่า 

สรุป ‘ประชุม UNGA78’ กลับคนสำคัญทั่วโลก ประเทศไทยได้อะไรกลับมาบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559323

24 ก.ย. 2566

สรุป 'ประชุม UNGA78' กลับคนสำคัญทั่วโลก ประเทศไทยได้อะไรกลับมาบ้าง

สรุป ‘ประชุมUNGA78’ เศรษฐา ทวีสิน ร่วมประชุมโชว์วิสัยทัศน์ประเทศไทย พบบุคคลสำคัญ นักธุรกิจสำคัญ ผลักดันการลงทุนสู่ประเทศไทย

นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางถึงประเทศไทย หลังจากเข้าร่วมการ “ประชุม UNGA78” ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากการแถลงผลการ เข้าร่วมการประชุมฯ ของนายกรัฐมนตรี

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นการเดินทาง 4 วันที่มีภารกิจมาก ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ Boi และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

โดยในการประชุม “ประชุม UNGA78” ครั้งนี้ ได้พบปะกับผู้นำต่างประเทศหลายประเทศเข้าร่วมการประชุมและได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมทั้งสิ้น 5 ครั้ง

  • พบผู้นำองค์กรระหว่างประเทศสำคัญสององค์กร และได้พบ ผู้บริหาร บริษัทยักษ์ใหญ่ระหว่างประเทศหลายบริษัท อาทิ Tesla Google Microsoft Citibank JP Morgan Estee lauder โดยบริษัทเหล่านี้สนใจการลงทุนในประเทศไทยซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุนการลงทุนในไทยมากขึ้น โดยหลักๆแบ่งเป็นสองภาคส่วนคือบริษัทเทคโนโลยี และบริษัทการเงิน
  • หารือกับผู้นำตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่มีศักยภาพมากและพยายามจะผลักดันให้ภายในปีนี้มีอย่างน้อยหนึ่งบริษัทของไทยที่ได้ไปลงทุน

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

  • หารือกับผู้บริหาร FIFA และพูดคุยถึงการจะให้ไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดฟุตบอลโลกภายในปี 2032 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า และขอให้สนับสนุน ฟุตบอลรากหญ้าของไทยโดยจากเดิมที่สนับสนุนปีละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่อนข้างเป็นเงินจำนวนที่เยอะพอสมควร
  • ร่วมกันแก้ปัญหาความแตกแยกช่วยกันผลักดันตัวชี้วัด SDG 17 ข้อ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ไขปัญหาด้วยประเทศเดียวทั่วทั้งโลกต้องให้ความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนของภาวะโลกร้อนซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ระบุไปแล้วว่าไม่ใช่เพียงแค่โลกร้อนแต่เป็นโลกเดือด ปัญหาสิทธิมนุษยชนรวมถึงได้ร่วมประกาศจุดยืนของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข รวมถึงส่งเสริมการเกษตรพอเพียงผ่านอารยะเกษตร การให้ประชาชนรับบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น

ในการเดินทางครั้งต่อไปของนายกทำมนตรีจะเป็นการเข้าร่วมการประชุมเอเปก ซานฟรานซิสโก ซึ่งจะมีหลายบริษัทที่เข้าร่วมด้วยโดยจะจัดเป็นเวทีร่วมกันเพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

นายกฯเศรษฐา ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559313

24 ก.ย. 2566

นายกฯเศรษฐา  ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ตัดจบแต่งตั้ง ทักษิณ ชินวัตร ขึ้น ” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ”   สรุปเพียงแค่สอบถามความเห็นในฐานะผู้รู้ ไม่มีการแต่งตั้ง ขอร้องสื่ออย่าไปตีความ  ด้านโครงการเเงินดิจิตัล 10,000 บาท “ดิจิทัลวอลเล็ต” ความเป็นไปได้ต่อการขยายรัศมเกิน 4 กิโลเมตร รอผลศึกษา

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการทรวงการคลัง ให้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่สหรัฐอเมริกา และเดินทางกลับถึงประเทศไทย    ต่อประเด็นการแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็น  “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”  โดยนายเศรษฐา  ระบุว่า  ไม่มีการแต่งตั้ง   แต่หากมีอะไรที่ตนจะปรึกษา ก็ไปขอคำปรึกษา  เหมือนกับที่ปรึกษาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านที่เกษียณไปแล้ว หรือ อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกและเพิ่งเข้าสู่การการเมือง  ดังนั้นใครมีความรู้ ความสามารถที่ดี ตนก็พร้อมจะปรึกษา ซึ่งตนได้พูดเพียงเท่านี้ในการให้สัมภาษณ์ กับสื่อต่างประเทศ ขออย่านำไปตีความไปกว้างกว่านั้น จะเป็นการก่อให้เกิดประเด็นโดยไม่ใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่า กรณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี   เกิดการตีความในวงกว้าง ทำให้นายกรัฐมนตรีตอบอย่างมีอารมณ์ทันที โดยที่ผู้สื่อข่าวยังถามไม่จบ  “คุณตีความ คุณอย่าตีความสิครับฟังที่ผมพูดสิ ”  นายเศรษฐา  มีสีหน้า   และถามกลับมาว่ามีเรื่องอื่นถามอีกไหม และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที     ทั้งนี้นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว บลูมเบิรก์ [ Bloomberg ] ระหว่างที่ทำภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา   “ผมเชื่อว่าเขา (ทักษิณ) มีประโยชน์ทั้งต่อรัฐบาลและประชาชนไทย  เขาเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และอาจจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ ….คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนักถ้าผมจะไม่ขอความคิดเห็นจากเขา รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ด้วย ” 

.
ขยายพื้นที่ใช้ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต  รอพิจารณา

.

นายเศรษฐา   กล่าวถึง  โครงการดิจิทัลวอลเล็ต   หรือ การใช้เงินดิจิตอล  10,000 บาท    ต่อการขยายพื้นที่จากรัศมี 4 กิโลเมตร ไปเป็นอำเภอหรือจังหวัด    ประเด็นนี้มีข้อเป็นห่วงที่ประชาชนกังวล ก็ต้องนำพิจารณา  ส่วนจะปรับรัศมีตามที่ประชาชนร้องขอให้ขยายไปในอำเภอหรือจังหวัด นั้น  หากจะปรับเป็นจังหวัดจะกระจุกตัวอยู่เพียงในอำเภอเมือง อยากให้อำเภอที่กันดารได้รับอานิสงส์  ซึ่งคณะกรรมการกำลังพิจารณากันอยู่ ขออย่าเป็นห่วง

นายกฯเศรษฐา  ออกอาการ สื่อถามตั้ง ทักษิณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับถึงประเทศไทย  หลังเสร็จสิ้นภารกิจ  การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 78 (78th Session of the United Nations General Assembly: UNGA78)  ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา   ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาในการทำภารกิจ  18-24 ก.ย. 

‘สมศักดิ์’ ปลื้ม เอกชนขานรับ ผู้พ้นโทษเป็นแรงงานฝีมือดี ลุยทำต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559285

23 ก.ย. 2566

'สมศักดิ์' ปลื้ม เอกชนขานรับ ผู้พ้นโทษเป็นแรงงานฝีมือดี ลุยทำต่อ

‘สมศักดิ์’ ทำต่อ ‘โครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์’ ฝึกผู้พ้นโทษ สู่แรงงานฝีมือดี ด้านเอกชน พร้อมหนุน ปัจจุบันยังขาดแรงงานมาก ด้าน ‘เอ็ม คนตัวลาย’ เผย หากมีงานทำ ผู้ต้องขัง ก็ไม่กลับวังวนเดิม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเสวนาวิชาการ “นวสมภพ” ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลผู้พ้นโทษ กับผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และผู้ประกอบการภาคเอกชน รวมถึงนายเฉลิมพล สิงห์วังชา หรือ “เอ็ม คนตัวลาย” อดีตผู้ต้องขัง ด้วย

นางสาวนันทรัศมิ์ เทพดลไชย ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม รายงานความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ว่า โครงการนี้จัดขึ้นตั้งแตาปี 2565 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีงานทำ ไม่ต้องกลับไปทำผิดซ้ำอีก นำร่องแห่งแรกที่จังหวัดสมุทรสาคร ขณะนี้เตรียมขยาย 3 พื้นที่ คือ ลำพูน นครราชสีมา และสงขลา

รวมถึงกระทรวงยุติธรรม ยังได้รับงบประมาณจาก ป.ป.ส. มาทดลองจ้างงานผู้ต้องขัง 15 คน ให้เข้ามาช่วยงานกระทรวงยุติธรรม ได้สำเร็จ หลังก่อนหน้านี้ อดีตผู้ต้องขัง จะไม่สามารถทำงานราชการได้ แต่เราก็ได้นำร่อง ส่งเสริมให้เขาเป็นคนปกติทั่วไป ที่คนภายนอกมองมา ก็ไม่รู้ว่าเป็นอดีตผู้ต้องขัง ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ส่วนการทดลองให้ผู้ต้องขัง 500 คน ใส่กำไลอีเอ็ม ไปทำงาน พบข้อผิดพลาดไม่ถึง 10% เพราะส่วนใหญ่ทำงานได้ดี มีวินัยสูง โดยสิ่งที่จะพัฒนาต่อคือ การหาแหล่งทุนให้ผู้พ้นโทษ เพราะบางส่วนก็อยากทำเอสเอ็มอี เป็นของตัวเอง 

ขณะที่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในอดีตหากผู้พ้นโทษ ต้องการทำงาน ต้องอยู่บ้านกึ่งวิถี แต่ก็รับจำนวนได้น้อย ซึ่งตนเข้าใจว่า ผู้พ้นโทษรอนานไม่ได้ เนื่องจากถ้าเงินทุนหมด เขาก็จะกลับไปทำผิดซ้ำแบบเดิม โดยบางคนติดเรือนจำถึง 7 ครั้ง กว่าจะมีอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ตนจึงอยากสร้างนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ เพื่อรองรับแรงงานผู้ต้องขัง ซึ่งวันนี้ ได้มาฟังความคืบหน้า และความร่วมมือจากภาคเอกชน ก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจมาก ที่ทุกภาคส่วนช่วยกันให้โอกาสผู้พ้นโทษ ต้องยอมรับว่า ผู้ต้องขังบางราย ไม่สามารถกลับไปอยู่พื้นที่ได้ เนื่องจากคนรอบข้างไม่ยอมรับ เราจึงจะสร้างอาชีพให้ จะได้เป็นที่ยอมรับ 

ด้านนายเฉลิมพล หรือ “เอ็ม คนตัวลาย” เล่าประสบการณ์ว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสจากกระทรวงยุติธรรม ในการสร้างงานสร้างอาชีพให้ โดยตนได้มีโอกาสเรียนชกมวยในเรือนจำ ฝึกฝนตั้งใจ จนสามารถได้แชมป์มวย 4 ปีซ้อน จึงได้รับการพิจารณาพักโทษเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นนักโทษตัวอย่าง และหลังจากพ้นโทษ ตนก็ได้แชมป์มวยไทยโลก ซึ่งต้องยอมรับว่า หากไม่ได้รับโอกาสนี้ ก็จะกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก เพราะไม่มีอาชีพให้ทำ จึงมองว่า การสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องขังเป็นสิ่งที่ดีมาก อย่าง นิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ก็จะเป็นที่รองรับแรงงานผู้พ้นโทษได้จำนวนมาก โดยไม่ต้องกลับเข้าวังวนเดิมอีกต่อไป 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ดร.จิราภรณ์ วิริยะพงษากุล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับการจะขยายโครงการไปทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่จังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น เพราะปัจจุบันแรงงานคนไทยหายไปจำนวนมาก น่าจะมาจากการส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศ ทำให้ต้องมีการใช้แรงงานต่างด้าว แต่ก็มีข้อจำกัด ที่ไม่ดีเท่าแรงงานไทย รวมถึงแรงงานต่างด้าว ทำงานไม่ทน ทำให้เสียเวลาในการสอนงานใหม่ ซึ่งกระทบต่อการประกอบธุรกิจเป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังได้สะท้อนว่า ปัจจุบันยังขาดแคลนแรงงานไทย อยู่จำนวนมาก หากเรือนจำ มีการพัฒนาทักษะ ก็จะเป็นสิ่งที่ผู้พ้นโทษเป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ สนับสนุนให้กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พ้นโทษ เพราะจะได้มีแรงงานมีฝีมือเข้าทำงาน ซึ่งถือว่า ได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งผู้พ้นโทษได้งานทำ ผู้ประกอบการได้แรงงานดี และกระทรวงยุติธรรม ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องขัง 

นายเฉลิมพล หรือ เอ็ม คนตัวลายนายเฉลิมพล หรือ เอ็ม คนตัวลาย

นายวิทยา สุริยะวงค์นายวิทยา สุริยะวงค์

'สมศักดิ์' ปลื้ม เอกชนขานรับ ผู้พ้นโทษเป็นแรงงานฝีมือดี ลุยทำต่อ

‘พิธา’ ตอบชัด เป็น ‘นายกฯเงา’ หรือไม่ หลังเดินสายพบทูตประเทศมหาอำนาจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559284

23 ก.ย. 2566

'พิธา' ตอบชัด เป็น 'นายกฯเงา' หรือไม่ หลังเดินสายพบทูตประเทศมหาอำนาจ

‘พิธา’ ชี้แจงเข้าพบทูตจีน-สหรัฐอเมริกา หารือเพื่อประโยชน์ของประเทศ ปฏิเสธเป็น ‘นายกฯเงา’ มองเรื่องธรรมดา ‘เศรษฐา’ ปรึกษางาน ‘ทักษิณ’

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงกรณีที่ได้ไปเข้าพบ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ในงานวันชาติจีนใน ช่วงเวลาเดียวกับที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ถือว่าตนเองเป็น “นายกฯเงา” หรือไม่ นายพิธา หัวเราะก่อนกล่าวว่า คงไม่ได้เกี่ยว เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันชาติจีน ตนคงเลือกวันที่จะพบกับทูตฯจีนไม่ได้ เพราะเป็นวันชาติของประเทศเขา ส่วนทูตสหรัฐฯนั้น ได้นัดหมายกันมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากตนติดธุระและต้องลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดระยอง จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปพบ เวลาจึงเหมาะมาเจอกันภายในอาทิตย์เดียวกัน ซึ่งได้มีการพูดคุยเพื่อประโยชน์ของทั้งสองชาติ ทั้งคนของประเทศจีน คนของสหรัฐฯและคนของประเทศไทย

ส่วนกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นฝว่า ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า หากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นโทษจะตั้งเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ว่า ตนทราบจากข่าวเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ นายเศรษฐาไม่ได้พูด และตนเข้าใจว่านายเศรษฐาต้องการปรึกษากับอดีตนายกฯที่ผ่านมา ในเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม ซึ่งไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติอะไร

เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ อาจได้รับการปฏิบัติ 2 มาตรฐานพรรคก้าวไกลจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร นายพิธา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ตามเรื่อง แต่เท่าที่ทราบทางพรรคได้มีการพูดคุย เรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม เพื่อที่จะทำให้เกิดความทัดเทียมและเป็นบรรทัดฐาน ตนเข้าใจว่าสมาชิกพรรคและผู้ที่เกี่ยวข้อง กำลังเตรียมกฏหมายในเรื่องดังกล่าว เพื่อยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอยู่ 

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้าทำเนียบ 3 ต.ค.นี้ ประชุมคณะกรรมการ ‘ซอฟพาวเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559275

23 ก.ย. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' เข้าทำเนียบ 3 ต.ค.นี้ ประชุมคณะกรรมการ 'ซอฟพาวเวอร์'

ประชุมคณะกรรมการ ‘ซอฟพาวเวอร์ ‘นัดแรก 3 ต.ค.นี้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ โพสตื่นเต้นหลังประชุมนอกรอบ คณะกรรมการภาคเอกชนวานนี้

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์ โพซเฟซบุ๊ก ประชุมนอกรอบ  คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในส่วนภาคเอกชน เมื่อวานนี้ เพื่อสรุปข้อเสนอซอฟต์พาวเวอร์ด้านต่างๆ ที่ TCDC ไปรษณีย์กลาง เตรียมพร้อมก่อนการประชุมคณะกรรมการฯ ชุดใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้

ภาพจากเฟซบุ๊ก อุ๊งอิ๊ง แพทองะาร ชินวัตรภาพจากเฟซบุ๊ก อุ๊งอิ๊ง แพทองะาร ชินวัตร

การประชุมนี้มีอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษา คุณหมอเลี้ยบ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการสภาพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการ CEA ผู้ว่าการท่องเที่ยวฯ และเลขา รมว.วัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมด้วย ไอเดียข้อเสนอต่าง ๆ มาแบบจัดเต็ม

ในฐานะรองประธานกรรมการฯ อดรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังไม่ได้  ถ้าเราร่วมกันอย่างเต็มที่ขนาดนี้ เป้าหมายของ OFOS – THACCA ที่จะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะระดับสูง ให้กับพี่น้องประชาชน 20 ล้านคน ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟพาวเวอร์ด้านต่างๆ ให้ไปไกลถึงระดับโลก น่าจะทำได้ไม่ยากด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย

อย่างไร จะอัปเดตความคืบหน้าของโครงการให้ทราบเป็นระยะ และเชื่อว่า OFOS – THACCA เป็นนโยบายสำคัญมากที่จะเพิ่มศักยภาพด้านทักษะระดับสูงและความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องประชาชนได้ เหมือน TCDC ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลไทยรักไทยแล้วจุดประกายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ติง ‘นโยบายรัฐบาล’ เป็นเพียง ‘นิติธรรม’ จอมปลอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559266

23 ก.ย. 2566

ติง 'นโยบายรัฐบาล' เป็นเพียง 'นิติธรรม' จอมปลอม

‘ประชาธิปัตย์’ ยังให้เวลา แต่ต่อว่านโยบายรัฐบาล ไร้รายละเอียด ขัดที่สุด คือ หลัก ‘นิติธรรม’ ที่แถลงนโยบายกลับไม่ได้รับการปฏิบัติ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ารัฐบาลอ้างหลักนิติธรรมเสมือนว่าใช้นำทางในการบริหารราชการแผ่นดินแต่นับแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน จะเห็นว่าหลักนิติธรรมเป็นเพียงลมปากถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี ไร้ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติให้ได้จริง

ที่เห็นชัดคือ สองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่ทุกคนเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่สนใจใยดีต่อหลักนิติธรรม โทษจำคุกหนึ่งปีนายทักษิณจะได้รับโทษจริงหรือไม่

ที่อ้างว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาโรงพยาบาลที่อยู่นอกเรือนจำมีเหตุเจ็บป่วยจริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ต้องขังรายอื่นทุกคนเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน

รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นภาพรวมกว้างๆ ไม่มีรายละเอียดที่จะสามารถทำให้เห็นความชัดเจนในภาคปฎิบัติว่าจะนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

นโยบายรัฐบาล ไม่มีการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายซึ่งขัดรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ชัดว่ารัฐบาลต้องแจงรายละเอียดในส่วนนี้ จึงทำให้เห็นข้อเท็จจริงในนโยบาย ดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะมีการแจกเงิน 10,000 บาท

ปัจจุบันรัฐบาลยังแจงรายละเอียดต่อสังคมไม่ได้ว่าจะมีหลักการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร งบประมาณจะใช้จากส่วนไหน มิหนำซ้ำวิธีการดำเนินการยังกลับไปกลับมา พูดไม่ตรงกันแม้แต่วันเดียว แสดงให้เห็นถึงการคิดทำที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรึกตรองที่รอบคอบ ที่สำคัญโครงการนี้ปลายทางจะมีใครได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล สุดท้ายความจริงก็จะปรากฏ