‘ธรรมนัส’ ยันไร้ปัญหาแบ่งงาน 2 รมช. ลั่นพะเยาไม่มีผู้มีอิทธิพล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559460

26 ก.ย. 2566

‘ธรรมนัส’ ยันไร้ปัญหาแบ่งงาน 2 รมช. ลั่นพะเยาไม่มีผู้มีอิทธิพล

‘ธรรมนัส’ เคลียร์ใจ 2 รมช.ปมแบ่งงานแล้ว ชี้หากผลงานเข้าตาจะแบ่งงานเพิ่มให้ ลั่นพะเยาไร้ผู้มีอิทธิพลมีแต่เทวดา

วันที่ 26 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวถึงการสะสางปัญหาการแบ่งงานภายในกระทรวงเกษตรฯ หลังมีกระแสข่าวว่า 2 รัฐมนตรีช่วยไม่พอใจที่ได้ดูแลเพียงท่านละ 4 หน่วยงาน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงได้ดู 11 หน่วยงาน ว่า เรื่องนี้จบไปตั้งนานแล้ว ตามที่ตนมอบหมาย ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งกระทรวงให้เพิ่มเติมและเป็นไปตามคำสั่งเดิม แต่หากผลงานเป็นที่ประจักษ์ก็จะมอบหมายให้เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ต้องช่วยกันทำงานและมองในภาพรวม งานไหนอยู่ในพื้นที่ 2 รัฐมนตรีช่วยตนก็มอบหมาย พร้อมยืนยันว่าทั้ง 3 คนก็ทำความเข้าใจกันแล้วไม่มีปัญหา ตนได้พูดคุยกับทุกพรรคแล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายภูมิธรรม เวชชัยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรแล้วหรือยัง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ทั้ง 2 พรรคแล้ว 

เมื่อถามว่านโยบายปราบผู้มีอิทธิพลของรัฐบาล ว่า ในส่วนจังหวัดพะเยามีผู้มีอิทพลหรือไม่ ซึ่งร.อ.ธรรมนัสได้ถามกลับว่า มีหรือครับ? “ไม่มี มีแต่แข่งกันทำความดี พะเยามีแต่เทวดาของชาวพะเยาไม่มีผู้มีอิทธิพล“

ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะส่งรองโฆษกรัฐบาลในนามพรรคหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ายังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้พูดคุยกัน และไม่ใช่ไม่ตั้ง แต่ยังไม่ได้คุยกัน

‘กลาโหม’ ไม่นิ่งนอนใจ เร่งสอบ ‘น้ำมัน’ หาย จากค่ายทหารสระบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559458

26 ก.ย. 2566

'กลาโหม' ไม่นิ่งนอนใจ เร่งสอบ 'น้ำมัน' หาย จากค่ายทหารสระบุรี

‘น้ำมัน’ สองแสนลิตร ล่องหนจากค่ายทหาร สระบุรีอยู่ระหว่างสอบสวน สุทิน ยัน ‘กลาโหม’ ไมได้นิ่งนอนใจ ขอบคุร ก้าวไกล ช่วยเป็นหูเป็นตา

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณี น้ำมันเชื้อเพลิงของ มทบ.18 จังหวัดสระบุรี สูญหายจากคลังกองโรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กองทัพบก กว่า 2 แสนลิตรขณะนี้ มีการรายงานเข้ามาแล้ว และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนอยู่

ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่เกิดในกองทัพ และการที่พรรคก้าวไกลออกมาตรวจสอบนั้นก็ต้องชื่นชม ซึ่งก็ต้องขอบคุณ ส่วนเราก็กำลังดำเนินการหาคนกระทำความผิด ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรค่อยว่ากัน แต่เชื่อว่าไม่นานเรื่องทุกอย่างคงจบ

โดยรายละเอียดน่ากำลังมีการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบอยู่ และเท่าที่ดู จะมีการตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งประเทศ ก็ทำให้สบายใจ ที่มีการตรวจสอบอย่างแข็งขัน  หากพบแล้วจะดำเนินการอย่างไรต้องรอดู  ส่วนกรณีความคืบหน้าเรื่องเครื่องยนต์เรือดำน้ำ กองทัพเรือก็ยังไม่ส่งเรื่องมา เรื่องยังไม่ส่งมาที่กลาโหม และก็ยังไม่ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีบุคคลไปแอบอ้าง เพื่อหาหาประโยชน์ นายสุทิน กล่าวว่า ช่วงหลังมักจะมีคนมาพบมาเยี่ยม และถ่ายรูปด้วย ไม่ทราบว่ามีการนำเอาภาพไปแอบอ้างอย่างไรบ้าง จึงมีความจำเป็นต้องออกมาปรามไว้ ที่ผ่านมามีเจตนาดี ต้องการจะให้ทุกคนได้ถ่ายรูปด้วย หากมีคนเอาไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ ได้มอบหมายให้เลขาฯส่วนตัวจะเป็นผู้ตรวจสอบแล้ว

กมธ. สว. ถกหน่วยงานรัฐ – ราชทัณฑ์ ยัน ‘ทักษิณ ชินวัตร’ รักษาตัว โรงพยาบาลตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559442

25 ก.ย. 2566

กมธ. สว.  ถกหน่วยงานรัฐ  -  ราชทัณฑ์ ยัน 'ทักษิณ ชินวัตร' รักษาตัว โรงพยาบาลตำรวจ

วงถก กมธ. คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ฯ สว. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ ประเด็นการดูแล ” ทักษิณ ชินวัตร” ข้อมูลที่ได้คำตอบมีเพียง อดีตนายกรัฐมนตรี ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยอาการป่วย 4 โรคสำคัญ มีใบรับรองแพทย์จากสิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ กำกับ

ที่รัฐสภา   มีการประชุมคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันนี้ (25 ก.ย.)  โดยมีการเชิญหน่วยงานดูแลนักโทษของ กรมราชทัณฑ์ มาชี้แจงในกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดยรองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, โรงพยาบาลตำรวจ โดยรองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, กรมราชทัณฑ์ โดยรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์เข้าชี้แจง


นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงก่อนเริ่มการประชุมโดยยืนยันว่า การเชิญหน่วยงานดูแลนักโทษของกรมราชทัณฑ์มาชี้แจงครั้งนี้ เพื่อติดตามเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย   นายทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นไปตามหลัก และให้เป็นไปตามกระบวนยุติธรรมที่โปร่งใส  หลังสังคมเกิดข้อสงสัยในบางประการ โดยยืนยันจะไม่ลงลึกถึงรายละเอียดที่จะกระทบต่อสิทธิของผู้ป่วย แต่เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อมูลทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันการดำเนินการว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีอคติทางการเมืองแต่อย่างใด และไม่ใช่การล้วงลูกหน่วยงาน เพียงแต่ต้องการสอบถามข้อมูล เพราะเรื่องดังกล่าว อยู่ในความสนใจของประชาชน 

.

กรมราชทัณฑ์ – โรงพยาบาลตำรวจ ตอบได้บางเรื่อง

.

นายสมชาย  เปิดเผยภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นว่า ทั้งกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ได้ชี้แจงในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นอื่น ๆ ทั้ง 2 หน่วยงาน  ขอไปหารือกับผู้บังคับบัญชาก่อน  และจะส่งคณะมาชี้แจงต่อไป ซึ่งหลังจากนี้ 1 เดือน กรรมธิการฯ จะเรียกกลับมาชี้แจงอีก  ส่วนการขยายเวลาการขอรับโทษ จะมีการขยายเวลา เพื่อรักษาตัวต่ออย่างไรนั้น  กรมราชทัณฑ์ ได้ชี้แจงว่า นายทักษิณ ได้เข้ารับการตรวจรักษาเป็นนักโทษในแดน 7 ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และตลอดระยะเวลา ตั้งแต่ 22 ส.ค.    จนถึงปัจจุบัน ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดูแลควบคุม  และอาการป่วย 4 โรคสำคัญ มีใบรับรองแพทย์จากสิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

ประเด็นโรคใหม่ที่ต้องผ่าตัด  รองนายแพทย์ใหญ่ฯ ยังไม่เปิดเผย ซึ่งอาการต่าง ๆ เป็นสิทธิของผู้ป่วย และญาติที่จะไม่เปิดเผย แต่กรรมาธิการฯ ได้แนะนำให้นายแพทย์ใหญ่ ไปหารือกับญาติ เปิดเผยข้อมูลเท่าที่เปิดเผยได้ เพื่อให้สาธารณะชนเข้าใจ    ส่วนเมื่อนายทักษิณ ได้รับการผ่านตัดจนมีอาการเป็นที่น่าพอใจจะสามารถส่งตัวกลับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้หรือไม่นั้น  โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยืนยันแล้วว่า สามารถส่งตัวกลับมารักษาได้ และเมื่อหายป่วยแล้ว ก็จะส่งกลับเรือนจำ แต่ต้องเป็นไปตามดุลยพินิจของนายแพทย์ใหญ่ และญาติ

กมธ. สว.  ถกหน่วยงานรัฐ  -  ราชทัณฑ์ ยัน 'ทักษิณ ชินวัตร' รักษาตัว โรงพยาบาลตำรวจ
กมธ. สว.  ถกหน่วยงานรัฐ  -  ราชทัณฑ์ ยัน 'ทักษิณ ชินวัตร' รักษาตัว โรงพยาบาลตำรวจ

นายสมชาย   กล่าวว่า  กรมราชทัณฑ์  ยังชี้แจงในกรณีที่นายทักษิณได้รับอภัยโทษแล้ว สามารถขอได้อีกหรือว่า ตามเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า จะต้องรับโทษก่อน 1 ใน 4 ในเรือนจำ เพื่อขออภัยโทษในห้วงเวลาสำคัญ ดังนั้น นายทักษิณ จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ แต่การพักโทษ สามารถทำได้ โดยต้องเป็นนักโทษชั้นกลาง และถูกจำคุกไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ซึ่งนายทักษิณ เข้าข่ายการพักโทษในเดือนก.พ.   โดยไม่ต้องใส่กำไลอีเอ็ม เพราะรับโทษมาแล้ว ตั้งแต่ 22 ส.ค.   และสูงอายุ ซึ่งจะมีการจำกัดพื้นที่ที่อยู่ เช่น การจำกัดเฉพาะอยู่ในบ้าน ห้ามออกประเทศ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพราะโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่งตัวต่อโรงพยาบาลตำรวจ จึงถือว่า รับโทษแล้ว 

“รองนายแพทย์ใหญ่ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า อาการป่วยของนายทักษิณ หนักจริงถึงขั้นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจาก รองนายแพทย์ที่มา ไม่ได้เป็นแพทย์ที่รักษาตัวนายทักษิณโดยตรง “นายสมชาย  ระบุ

กมธ. สว.  ถกหน่วยงานรัฐ  -  ราชทัณฑ์ ยัน 'ทักษิณ ชินวัตร' รักษาตัว โรงพยาบาลตำรวจ

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค

ตร. คุมตัวลูกน้องคนสนิท ‘บิ๊กโจ๊ก’ พร้อมของกลางหรูเพียบเข้า บก.น.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559439

25 ก.ย. 2566

ตร. คุมตัวลูกน้องคนสนิท 'บิ๊กโจ๊ก' พร้อมของกลางหรูเพียบเข้า บก.น.5

ตร. คุมตัวลูกน้องคนสนิท ‘บิ๊กโจ๊ก’ เข้าสอบปากคำและส่งตัวฝากขังศาล พร้อมทยอยนำของกลางจากการตรวจค้น 30 จุด เข้า บก.น.5

ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำของกลางคดีที่ตรวจยึดได้จากปฏิบัติการตรวจค้น 30 จุด จากบ้านพักผู้ต้องหาคดีพนันออนไลน์มายังกองบังคับการตำรวจนครบาล5 ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ ลังเอกสาร ตู้เซฟ กระเป๋าแบรนด์เนม พาสปอร์ต ตุ๊กตาสะสมแบร์บริค และเล็กเฟส

ตุ๊กตาแบร์บิก

ทั้งนี้ตำรวจคุมตัว พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย ผกก.ตม.จว.จันทบุรี และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จว.ฉะเชิงเทรา 2 ในตำรวจ 8 ซึ่งถูกจับกุมไปฝากขังต่อศาล ระหว่างควบคุมตัวขึ้นรถตู้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พ.ต.อ.เขมรินทร์ เจ้าตัวตอบสั้นๆ ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ พร้อมบอก “ไม่เป็นไรครับ” ขณะที่ พ.ต.อ.อาริศ มีสีหน้านิ่งเฉย ปฏิเสธไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนเพียงแต่ยิ้มให้เท่านั้น

พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์

ขณะเดียวกันยังคุมตัว พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศฝร.บช.น. มาสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าตัวสวมใส่ชุดนอกเครื่องแบบ กางเกงขายาว เสื้อคลุมสีดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีเครื่องพันธนาการ ลงจากรถกระบะ 4 ประตู พร้อมกระดาษเอกสารในมือ 1 ฉบับ โดยมีรายงานว่า พบมีเส้นทางการเงินจากบัญชีบุคคลอื่นไปถึงบัญชีของ พล.ต.ต.นำเกียรติ

ต่อมาเวลาประมาณ 17.15 น. ทนายความส่วนตัวของพ.ต.อ.เขมรินทร์ และพ.ต.อ.ภาคภูมิ เดินทางเข้ามาที่ บก.น.5 เปิดเผยกับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า ตนเองรับหน้าที่มาดูแลคดีนี้ ส่วนตัวเท่าที่ได้พูดคุยกับทั้ง 2 คน ก็ไม่ได้เครียด คุยได้ตามปกติ 

เมื่อถามว่าทั้ง 2 คน รับสารภาพหรือปฎิเสธในข้อกล่าวหาหรือไม่ ทนายความ ระบุว่า ยังไม่ได้คำสั่งจากผู้ใหญ่ให้ตอบเรื่อง

นี้

ทนายความทนายความ

ลุยต่อ ‘หมอระวี’ บุกสภา ชง ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ คดีการเมืองทั้งแพ่ง-อาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559428

25 ก.ย. 2566

ลุยต่อ 'หมอระวี' บุกสภา ชง 'ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม' คดีการเมืองทั้งแพ่ง-อาญา

นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ บุกสภายื่น ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ คดีการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งหรืออาญา ยกเว้นคดีทุจริต- มาตรา 112

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 ที่รัฐสภา นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ต่อนายอดิศร เพียงเกษ ประธานคณะกรรมประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

ทั้งนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” เคยยื่นไปในสมัยประชุมที่แล้วก่อนที่จะยุบสภา จึงมายื่นให้ทางวิปรัฐบาลยื่นต่อสภาฯ เพื่อดำเนินการต่ออีกครั้ง  โดยมีเนื้อหานิรโทษกรรมคดีทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งหรืออาญา ยกเว้นคดีทุจริต และคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112

“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ที่เคยได้ยื่นต่อสภาฯไปเมื่อสมัยประชุมที่แล้วและได้มีการสอบถามความเห็นจากหลายฝ่ายเรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะนั้นใช้เวลาในการสอบถามความเห็นประมาณ 2-3 เดือน พอดีกับการยุบสภาตนจึงนำมาเสนอในวันนี้ (25 ก.ย. 2566) แต่ก็ขึ้นอยู่ทางวิปรัฐบาลจะเสนอใหม่หรือไม่

“ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพิจารณา ร่างพ.ร.บนิรโทษกรรม ที่มีเนื้อหาหลักในการนิรโทษคดีทางการเมืองทั้งหมดไม่ว่าจะทางแพ่งหรือทางอาญา ยกเว้นคดีทุจริต -คดีความประมวลกฎหมายอาญามาตรา112และคดีอาญารุนแรง” นพ.ระวี กล่าวสรุป

นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่

พวงเพ็ชร ยืนยัน ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยังไม่ยกเลิกเข้าหารือแก้ปัญหา ‘วัดบางคลาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559404

25 ก.ย. 2566

พวงเพ็ชร ยืนยัน ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยังไม่ยกเลิกเข้าหารือแก้ปัญหา ‘วัดบางคลาน’

-พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.สำนักนายกฯ ยืนยัน’บิ๊กโจ๊ก’ ยังไม่ยกเลิกเข้าหารือ แก้ปัญหา ‘วัดบางคลาน’ จ. พิจิตร รอพิจารณาเชิญ ‘สว.กิตติศักดิ์’ พูดคุย บอกต้องดูเกี่ยวข้องกับวัดอย่างไร

ยุทธการ Big Cleaning Day กวาดบ้านตำรวจพัวพันพนันออนไลน์ ฟอกเงิน หรือไม่ ไม่เว้นแม้แต่ การค้นบ้่าน ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่าน ขณะที่ บิ๊กโจ๊ก มีภารกิจจะเข้าหารือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในวันนี้ด้วย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ 

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรี​ประจำ​สำนัก​นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ยกเลิกนัดหมายประชุมแก้ไขปัญหา วัดบางคลาน หลัง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์บุกเข้าค้นบ้านพักหลังถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องการพนันออนไลน์ อย่างไรก็ตาม หากวันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เดินทางมาการประชุมก็ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อแก้ไขปัญหาวัดบางคลาน


ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรี​ประจำ​สำนัก​นายก​รัฐมนตรีดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรี​ประจำ​สำนัก​นายก​รัฐมนตรี

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกตรวจสอบ เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน เราก็ยังไม่ได้มองว่าจะหาใครมาทำเรื่องนี้แทน เพราะท่านดูเรื่องวัดมา

ขณะที่การแก้ไขปัญหาวัดบางคลาน จ.พิจิตร เรื่องนี้ทุกฝ่ายกำลังช่วยกันประสานทางเจ้าคณะจังหวัด ตนจะพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดเพื่อชาวพิจิตร เพราะตนก็เป็นเพียงตัวประสานส่วน ส่วนจะมีการเชิญนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. มาร่วมพูดคุยด้วยหรือไม่ เดี๋ยวดูก่อน ต้องดูว่าเกี่ยวข้องกับท่านอย่างไรบ้าง

‘นายกรัฐมนตรี’ ต้อนรับ ‘นักท่องเที่ยว’ จีน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559386

25 ก.ย. 2566

'นายกรัฐมนตรี' ต้อนรับ 'นักท่องเที่ยว' จีน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

หวัง ‘นักท่องเที่ยว’ จีน เที่ยวเมืองรอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจับจ่ายใช้สอย ‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำดูแลเรื่องความปลอดภัยยันกลับ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน โดยระบุว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ในการให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวในวันนี้ มั่นใจนโยบายนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำนวนมาก ที่สำคัญเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึง จนก้าวสุดท้ายที่เดินทางกลับ ต้องมีความปลอดภัยและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว

และจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามา ไม่ใช่แค่เมืองหลัก แต่จะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวเมืองรองมากขึ้น เพื่อให้ใช้เวลาในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับนัอท่อวเที่ยวจีนนายกรัฐมนตรี ต้อนรับนัอท่อวเที่ยวจีน

นักท่องเที่ยวจีนเดินทางถึงสุวรรณภูมินักท่องเที่ยวจีนเดินทางถึงสุวรรณภูมิ

บรรยากาศต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนบรรยากาศต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

นักท่องเที่ยวจีนเดินทางถึงสุวรรณภูมินักท่องเที่ยวจีนเดินทางถึงสุวรรณภูมิ

นายกรัฐมตรี ต้อนรับนักท่องเที่วยวจีนนายกรัฐมตรี ต้อนรับนักท่องเที่วยวจีน

‘นายกฯ’ รับทราบ ตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้าน ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559378

25 ก.ย. 2566

'นายกฯ' รับทราบ ตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้าน 'บิ๊กโจ๊ก' ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

“นายกฯ” รับทราบ ตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้าน “บิ๊กโจ๊ก” แล้ว จ่อตั้งกรรมการตรวจสอบ ชี้ต้องมีคนนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการตำรวจร่วมด้วย พร้อมยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

25 ก.ย. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ  เปิดเผยว่าได้รับรายการกรณี ตำรวจไซเบอร์นำกำลังชุดคอมมานโด เข้าตรวจค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล  หรือ บิ๊กโจ๊ก  รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (รอง ผบ.ตร.) แล้ว หลังมีการออกหมายจับทีมงาน บิ๊กโจ๊ก จำนวนเกือบ 30 คน จากกรณีอาจจะเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่าได้มีพูดคุยกับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.) ซึ่งก็กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่ และคงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการ ที่มีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย เพราะตนมองว่าปัญหามันใหญ่มาก 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานกรณี ตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้าน บิ๊กโจ๊กแล้วนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานกรณี ตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้าน บิ๊กโจ๊กแล้ว

ส่วนที่ นายกรัฐมนตรี มีการสั่งการอะไรหรือไม่ นายเศรษฐา ระบุว่า ยังไม่ได้สั่งการอะไรเนื่องจากยังไม่ทราบข้อมูล แต่ก็ได้พูดคุยกับที่ปรึกษาของตนไว้ว่า จะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบโดยมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการตำรวจ เพราะปัญหานี้มันเริ่มใหญ่มากแล้ว และผูกพันกับอีกหลายเรื่อง ซึ่งต้องดูข้อมูลอีกที ยืนยันจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย พร้อมย้ำว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกี่ยวกับขวัญกำลังใจของประชาชนด้วย 

ตร.ไซเบอร์ นำกำลังค้นบ้านบิ๊กโจ๊ก ตร.ไซเบอร์ นำกำลังค้นบ้านบิ๊กโจ๊ก


นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าใช่แน่นอน โดยจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังดำเนินการ ซึ่งก็ต้องมาตรวจสอบด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวกับช่วงการดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่หรือไม่นั้น  นายเศรษฐา กล่าวว่า พรุ่งนี้ตนไม่แน่ใจแต่ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับทั้งหมด  

เมื่อถามว่าวันที่ 27 ก.ย. 2566 นี้ จะได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา ตอบว่า ก็กำลังตามหาอยู่ และจะมีการประชุมในวันที่ 27 ก.ย. 2566 

‘พิธา’ วาง ‘ก้าวไกล’ ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559355

24 ก.ย. 2566

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ขึ้นเวที ‘ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ประกาศเดินหน้า ‘ก้าวไกล’ เป็นฝ่ายค้านเชิงรุก วาง 3 ยุทธศาสตร์ แข่งเลือกตั้งทุกระดับ – ขยับการทำงาน-ขยายฐานสมาชิก เป้าหมายชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งบนเวที “ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” ว่า นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ ไม่ใช่ผู้นำขัดตาทัพ แต่เป็นผู้นำตัวจริง เป็นเสียงจริงของประชาธิปไตย

ทั้งนี้พรรคก้าวไกลไม่ใช่ตัวบุคคล แม้ไม่มีคนอยู่ โดนตัดสิทธิ หรือย้ายพรรค แต่แกนยังอยู่ คือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งตนขอให้ประชาชนรักนายชัยธวัช เหมือนกับที่รักตน 

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ เมื่อตอนเป็นอนาคตใหม่ได้50 ที่นั่ง ตอนที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ได้ สส. 150 คน หากเลือกตั้งครั้งหน้ามีคนบอกว่าทำให้ได้ถึง 300 เสียง

สำหรับบทบาทของพรรคก้าวไกล คือ จะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 

1.แข่ง คือ พร้อมแข่งทุกสนามเลือกตั้ง 4 ปี 4 สนามใหญ่ คือ อบจ.​ , เทศบาล , ผู้ว่ากทม. และเลือกตั้งใหญ่

2.ขยับ ผ่านกลไกและเครือข่ายในระดับพื้นที่ มูลนิธิ ที่จะขยับเป็นองคาพยพ

3.ขยาย โดยตนตั้งใจให้พรรคก้าวไกล ขยายฐานสมาชิก ที่ปัจจุบันมี 8หมื่นคน เพิ่มเดือนละหมื่นคน โดยปีใหม่นี้พรรคจะขยายฐานและมีสมาชิกพรรคจำนวนมากในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมถึงขยายฐานความคิดจากคนที่เห็นต่างจากพรรคก้าวไกล

“พรรคก้าวไกล จะเป็นฝ่ายค้านที่สะสมชัยชนะ และประสบการณ์ เพื่อเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดของคนไทย การชนะของพรรคก้าวไกลมาจากกติกาที่เขาเขียน และมีผู้ออกเสียงเลือกตั้งมากที่สุด” นายพิธา ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกลกล่าว

'พิธา' วาง 'ก้าวไกล' ฝ่ายค้านเชิงรุก สู่เป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง 300 เสียง

พริษฐ์ ประกาศ ‘ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559354

24 ก.ย. 2566

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

‘พริษฐ วัชรสินธุ’ ประกาศ ’ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ยกระดับงานสภา ทลายมายาคติเชิงลบต่อการเมือง จากนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นฝ่ายค้านก็เปลี่ยนประเทศได้ เพื่อฟื้นศรัทธาประชาชนต่อระบบรัฐสภา และเพิ่มความพร้อมในการเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

วันที่ 24 ก.ย. 2566 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยภายในงานพบปะสมาชิกของพรรคก้าวไกล “ก้าวต่อไป ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ดินแดง  กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวถึงแผนการทำงานและบทบาทของ สส.พรรคก้าวไกล ต่อจากนี้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

พริษฐ์ กล่าวว่าพรรคก้าวไกลมีสมาชิกที่เป็นเจ้าของพรรคมากกว่า 7 หมื่นคน ด้วยความฝันและความเชื่อเดียวกันว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็งกว่านี้ได้ เศรษฐกิจไทยไปไกลกว่านี้ได้ และสังคมไทยน่าอยู่กว่านี้ได้ และทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านยานพาหนะที่ชื่อว่าพรรคก้าวไกล

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

หากจะสรุปเรื่องราวของพรรคก้าวไกลตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ใน 1 ประโยค มันคือเรื่องของการ “Beating the Odds” หรือการทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ ตอนพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ หลายคนไม่คิดว่าพรรคก้าวไกลจะลุกขึ้นมาได้เร็ว แต่วันนี้พรรคก้าวไกลมีสมาชิกพรรคมากกว่าสมัยอนาคตใหม่แล้ว

เมื่อพรรคก้าวไกลยืนยันทำการเมืองแบบใหม่ ไม่อิงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลายคนวิเคราะห์ว่าเราไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตได้ แต่วันนี้พรรคก้าวไกลมี สส. แบบแบ่งเขตจาก 28 จังหวัดในทุกภาคทั่วประเทศ ในคืนวันก่อนเลือกตั้ง หลายคนไม่เชื่อว่าเราจะมี สส. เกิน 100 คน แต่วันนี้พรรคก้าวไกลก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศได้

ผมเข้าใจว่าวันนี้หลายคนรู้สึกผิดหวัง ที่เราไม่สามารถเข้าไปขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในฐานะรัฐบาลได้ แต่ตนเชื่อว่า 4 ปีข้างหน้านี้ เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ว่าฝ่ายค้านก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

วันนี้จึงอยากมาเล่าให้ฟังว่าพรรคก้าวไกลตั้งใจจะใช้กลไกสภาอย่างไรในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านการพูดถึง 5 มายาคติทางการเมืองที่เราต้องการเข้าไปทลาย ประกอบด้วย

.

1. มายาคติ “ฝ่ายค้านจะเสนอกฎหมายไปทำไม เพราะอย่างไรก็ไม่มีวันผ่าน” หลายคนคงได้เห็นแล้วถึงความพยายามของพรรคก้าวไกลในการผลักดัน “ชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศ” ผ่านกลไกนิติบัญญัติ โดยตั้งแต่สภาชุดนี้เปิดมาเป็นเวลา 3 เดือน พรรคก้าวไกลได้เตรียมร่างกฎหมายไว้ 50 กว่าร่าง ได้ยื่นเข้ากระบวนการสภาไปแล้ว 27 ร่าง ซึ่งอยู่ในช่วงของกระบวนการรับฟังความเห็น 14 ร่าง

แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่าในเมื่อพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน มีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา แล้วจะเสนอกฎหมายเหล่านี้ไปทำไม แต่ตนยืนยันว่าเป้าหมายการเสนอกฎหมายของพรรคก้าวไกล คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงใน 2 สมรภูมิรบสำคัญ

สมรภูมิแรกคือสมรภูมิในสภา โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนกฎหมาย แม้พรรคก้าวไกลจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา แต่คณิตศาสตร์พื้นฐานก็บอกเราว่า หาก สส. รัฐบาล 100 คนขึ้นไปเห็นชอบกับกฎหมายฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายและจุดยืนของเขา กฎหมายฉบับนั้นก็ผ่านสภาได้ และหากย้อนไปในวันที่พรรคก้าวไกลมี สส.เพียง 50 กว่าคน หลายกฎหมายก็ยังเกือบผ่านสภาได้ เมื่อวันนี้เรามี สส. เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า แล้วทำไมเราจะไม่กล้าพยายามผลักดันกฎหมายให้ผ่านให้ได้

แต่สมรภูมิรบที่สองที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ สมรภูมินอกสภา ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนความคิดผู้คน แม้จะแพ้โหวตในสภา แต่การได้ใช้สภาเป็นเวทีในการนำเสนอหลักการและเหตุผลของเรา จะเป็นวิธีที่ทรงพลังในการเพิ่มผู้คนที่หันมาเห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้น จนทำให้หลายวาระที่อาจดูเป็นไปได้ยาก กลายมาเป็นวาระที่ทุกฝ่ายทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น ไม่ว่าเราจะสำเร็จในการเปลี่ยนตัวบทกฎหมายหรือไม่ แต่การหว่านเมล็ดพันธ์ุทางความคิดให้กับสังคมก็มีความสำคัญเช่นกัน

2.มายาคติ “คณะกรรมาธิการในสภามีไว้เพื่อผลาญงบ” แม้กลไกของคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) 35 คณะ จะเป็นกลไกที่ประชาชนหลายส่วนตั้งข้อสงสัย แต่พรรคก้าวไกลเชื่อว่ากลไก กมธ. สามารถถูกใช้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะการพยายามวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบสำหรับ กมธ. ที่มีประธานจากพรรคก้าวไกล เช่น การทำให้กระบวนการในการจัดทำงบประมาณมีความโปร่งใสตั้งแต่ต้น โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล การทำงานเชิงรุกในการสร้างความตื่นตัวและระดมความเห็นจากประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือร่างกฎหมายที่ยกระดับประชาธิปไตย เป็นต้น

3.มายาคติ “สภาคือโรงละคร” แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรระดับประเทศองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าประชาชนหลายส่วนยังมีภาพจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับการทำงานในสภา ทั้งความยืดเยื้อ ไม่มีประสิทธิภาพ เสียดสีกันไปมา คำถามเรื่องความโปร่งใส การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

แม้ตนเชื่อว่าเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากนโยบายที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ ได้เริ่มผลักดัน แต่พรรคก้าวไกลอยากเห็นสภาที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดโยงกับประชาชน ไม่ว่าประธานและรองประธานจะชื่ออะไร สังกัดพรรคไหนก็ตาม จึงได้ยื่นร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาเข้าไปแล้วเป็น “ข้อบังคับสภาก้าวหน้า” เพื่อยกระดับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะทำให้สภาเป็น “Open Parliament” หรือสภาที่โปร่งใส ให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ และเปิดเผยรายงานการประชุมและข้อมูลการลงมติในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อง่าย, ทำให้สภาเป็น “Strong Parliament” ที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มข้น ให้ประธานของ กมธ. สามัญที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เป็น สส. ฝ่ายค้าน 

ทำให้สภาเป็น “Active Parliament” โดยเพิ่มกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีที่เปิดให้มีการถามไว-ตอบไวระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้นำฝ่ายค้าน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ อ้างอิงมาจาก “Prime Minister’s Questions” ของสภาในสหราชอาณาจักร, ทำให้สภาเป็น “Global Parliamnet” หรือสภาที่เชื่อมโยงกับสากล โดยให้มีการแปลทุก พ.ร.บ. ที่สภาเห็นชอบเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นคลังข้อมูลในการสื่อสารกับประชาคมโลก และ การทำให้สภาเป็น “People’s Parliament” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเปิดให้ประชาชน 5,000 คน มีสิทธิร่วมเข้าชื่อเสนอญัตติ รวมถึงกำหนดให้ร่าง พ.ร.บ. ที่ถูกเสนอโดยประชาชน ต้องถูกนับเป็นเรื่องด่วนและต้องถูกพิจารณาก่อน

4.มายาคติ “ฝ่ายค้านจะต้องค้านทุกเรื่อง” แม้หลายคนจะคุ้นชินกับบรรยากาศของฝ่ายค้านที่จะต้องค้านทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ แต่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าเราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องที่เป็นประโยชน์ พร้อมทักท้วงรัฐบาลในเรื่องที่เห็นว่าไม่ตอบโจทย์ เป็นฝ่ายค้านที่นำหน้าปัญหา ไม่ใช่ “เงา” ที่คอยตามหลังและไล่บี้รัฐบาล แต่จะเป็น “แสง” ที่คอยนำทางและชี้แนะรัฐบาล

ดังนั้น ใน 4 ปีข้างหน้านี้ พรรคก้าวไกลจะพิสูจน์ให้เห็นว่าฝ่ายค้านสร้างสรรค์และฝ่ายค้านที่นำหน้าปัญหา เป็นจริงได้ในการเมืองไทย จะมีการทำ Policy Watch คอยติดตามนโยบายของทุกกระทรวงอย่างใกล้ชิด และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลรับไปพิจารณา การยื่นร่างกฎหมายประกบร่างกฎหมายจาก ครม. อย่างสม่ำเสมอ หาก ครม. เสนอกฎหมายที่ยังมีเนื้อหาที่ก้าวไกลมองว่าบกพร่องหรือไม่ครบถ้วนสู่สภา พร้อมทั้งจะวิพากษ์วิจารณ์แบบมีข้อเสนอและทางออกควบคู่ ตอบได้เสมอว่าหากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร

5.มายาคติ “สส. เขตทำงานพื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อทำงานเชิงประเด็น” สำหรับพรรคก้าวไกล บทบาทของ สส. แบบแบ่งเขตจะไม่เป็นเพียงแค่ผู้แทนที่ดีของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคในส่วนที่เขามีความสนใจหรือความเชี่ยวชาญด้วย ดังจะเห็นได้ว่าในการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 11-12 ก.ย. ที่ผ่านมา มี สส.พรรคก้าวไกล ถึง 10 จาก 31 คน ที่เป็น สส. แบบแบ่งเขต และใน 4 ปีข้างหน้านี้ พรรคก้าวไกลจะกระจาย สส. ทุกคน ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อไปตามกลุ่มเชิงประเด็น 15 กลุ่ม ให้ สส. แต่ละคน สามารถเป็นตัวแทนหลัก (champion) ของพรรคในการขับเคลื่อนประเด็นเหล่านั้นได้

พริษฐ์ ประกาศ 'ก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน' เปิดสมรภูมิสภา-เน้นตรวจสอบ

บางคนอาจจะมองฝ่ายค้านด้วยความรู้สึกดูแคลน เป็นเสียงข้างน้อยในสภาที่โหวตอย่างไรก็ยากที่จะชนะ แต่สำหรับตนฝ่ายค้านเป็นบทบาทที่มีคุณค่าและขาดหายไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย เป็นจุดตัดสำคัญระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มีฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน กับระบอบเผด็จการที่ไม่อนุญาตให้มีฝ่ายค้านและผูกขาดอำนาจจนประชาชนไม่มีทางเลือก

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลอยากเป็นฝ่ายค้านมากกว่าเป็นรัฐบาล หรือต้องการเป็นฝ่ายค้านไปตลอดชีวิต เพียงแต่ตนไม่อยากให้ทุกคนหมดหวัง แต่อยากให้ทุกคนภูมิใจกับบทบาทฝ่ายค้านที่แบกความหวังของประชาชนอย่างน้อย 14 ล้านคนทั่วประเทศ และตนเชื่อว่าหากพรรคก้าวไกลใช้ทุกวินาทีในสภาตลอด 4 ปีข้างหน้า ไปเพื่อการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า การขับเคลื่อนงานยากผ่านกลไกกรรมาธิการ และการเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ที่ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เราไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในการทลายมายาคติของการเมืองเดิมๆ และฟื้นฟูศรัทธาประชาชนต่อระบบรัฐสภาได้

“ใน 4 ปี หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกล จะประสบความสำเร็จ ในการทลายมายาคติเดิมๆ และฟื้นฟูประชาธิปไตยในสภาฯ และทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ผมเชื่อว่าในวันที่ประชาชนทั่วประเทศเดินเข้าคูหาในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พวกเขาจะมีความคิดในใจว่า ขนาดเป็นฝ่ายค้านพวกเรายังเปลี่ยนประเทศได้ขนาดนี้ แล้วถ้าส่งให้พวกเราเป็นรัฐบาล ประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหน”โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวสรุป

พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวบนเวทีก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดินพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวบนเวทีก้าวต่อไปก้าวไกลทั้งแผ่นดิน