‘แจ๊ค วัชระ’ ร่วมค้านการตรวจรับงาน ‘ก่อสร้างอาคารรัฐสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559114

21 ก.ย. 2566

'แจ๊ค วัชระ' ร่วมค้านการตรวจรับงาน 'ก่อสร้างอาคารรัฐสภา'

ตรวจรับงาน ‘ก่อสร้างอาคารรัฐสภา’ แห่งใหม่ ส่อยืดเยื้อ ‘แจ๊ค วัชระ’ โผล่ ร่วมแจม หมออ๋อง ค้านการตรวจรับงาน พบข้อบกพร่องอื้อ

แจ๊ค วัชระ หรือ นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทำหนังสือถึงนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ขอคัดค้านการรับมอบงาน 100% การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ด้วย เพราะพบกระบวนการของคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ผิดข้อสัญญาที่กำหนดให้การตรวจรับงานเมื่องานแล้วเสร็จสมบูรณ์ปราศจากข้อบกพร่อง แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการตรวจการจ้างฯ กลับใช้วิธีมีมติด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1 เห็นชอบว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานก่อสร้างแล้วเสร็จครบถ้วน 100%

นอกจากนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับพวก กรณีพื้นไม้ตะเคียนทองและฝาผนังห้องประชุมกรรมาธิการที่สร้างผิดแบบตามข้อร้องเรียนของตนแล้ว จึงอยากทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ และจะตั้งเมื่อใด

ดังนั้น การที่คณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภา มีมติเห็นชอบงานแล้วเสร็จครบถ้วน จึงขัดต่อสัญญาและข้อเท็จจริงต่างๆ ตามสภาพงานก่อสร้างที่ปรากฏข้อบกพร่องอย่างแจ้งชัด

จดหมายคัดค้านการตรวจงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จดหมายคัดค้านการตรวจงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

'แจ๊ค วัชระ' ร่วมค้านการตรวจรับงาน 'ก่อสร้างอาคารรัฐสภา'

“นอกจากนี้ยังพบว่ามีงานก่อสร้างหลายรายการที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานไม่ตรงตามแบบรูปและข้อกำหนดประกอบแบบ อาทิเช่น งานต้นไม้ งานพื้นไม้ งานถมทรายหลังเขื่อนบริเวณสนามหญ้าริมเขื่อน เป็นต้น รวมถึงค่าปรับงานล่าช้าวันละ12.2 ล้านบาท นับถึงวันนี้ 20 ก.ย. 2566 จำนวน 994 วัน คิดเป็นจำนวนเงินค่าปรับทั้งสิ้น 12.2 หมื่นล้านบาท ได้เรียกค่าปรับกับผู้รับจ้างตามสัญญาหรือไม่” นายวัชระ กล่าว

ด่วน ศาลยกฟ้อง พ่อลูก ‘สุนทร-กนกวรรณ’ พร้อมพวก 10 คน ‘คดีรุกป่าเขาใหญ่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559100

21 ก.ย. 2566

ด่วน ศาลยกฟ้อง พ่อลูก 'สุนทร-กนกวรรณ' พร้อมพวก 10 คน 'คดีรุกป่าเขาใหญ่'

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จ.ระยอง มีคำพิพากษายกฟ้อง ‘สุนทร วิลาวัลย์’ นายก อบจ.ปราจีนบุรี และ ครูโอ๊ะ‘กนกวรรณ วิลาวัลย์’ อดีต รมช.ศธ. พร้อมพวกรวม 10 คน ในคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุกรุกป่าสงวน อช.เขาใหญ่ เจ้าตัวยิ้มแฉ่ง ขอบคุณศาล

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง นายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) และพวก 8 ราย ได้เดินทางมารับฟังคำตัดสิน คดีบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อช่วงปี 2545 ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยทั้งหมดได้ขึ้นไปที่หัองพิจารณาคดีชั้น 2

หลังใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง(ชม.) ปรากฏว่านายสุนทร พร้อมด้วย นางกนกวรรณ บุตรสาว และพวกอีก 8 ราย ได้เดินออกมาจากห้องพิจารณาคดี ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าแล้วขับรถออกไปทันที 

โดยนายสุนทรได้เปิดกระจกรถยนต์ พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า  “ศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด ซึ่งผมรู้สึกดีใจที่ได้รับความยุติธรรม เพราะซื้อที่ดินมาอย่างถูกต้อง ซื้อมาแล้วก็ให้มีการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยศาลได้ยกฟ้องจำเลยทั้ง10 คน”

นายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ. ปราจีนบุรี

หลังจากนั้น นายสุนทร ได้มอบมะม่วงน้ำปลาหวานที่ผลิตเอง ไม่มีขายที่ไหน โดยมีฉลากที่มีรูปนายสุนทร พร้อมเขียนข้อความว่า มอบให้ด้วยใจ โดยให้กับผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ไปชิม ก่อนจะเดินทางกลับ

สำหรับคำพิพากษาโดยสังเขป ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 10 ไม่มีหน้าที่ตามมาตรา 151 วินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ไต่สวนไม่ชอบ การกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 5, 6, 10 ไม่มีเจตนา จำเลยที่ 4, 7, 8, 9 จึงไม่ใช้ผู้สนับสนุน ประเด็นอื่นไม่วินิจฉัย

ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ

ทั้งนี้ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ลาออกทุกตำแหน่งเพื่อสู้คดีรุกที่เขาใหญ่ และวันนี้ศาลยกฟ้อง ท่ามกลางความยินดีของคนใกล้ชิดและลูกน้องที่ชื่นชมการทำงานของ “ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์” รมช.ศธ.ที่เยี่ยมชมและติดตามงานที่ได้รับมอบหมายครบทั้ง 77 จังหวัด เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559095

21 ก.ย. 2566

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมืองไปอีก 30 กิโลเมตร บนเนื้อที่ 100 ไร่เศษ จากเดิมมีเพียง 33 ไร่ ทำให้ผู้ต้องขังล้น กระทบสุขภาวะ ส่วนพื้นที่เดิมปรับเป็น ปอดแห่งใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตลูกหลาน เมืองย่าโม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 เวลา 9.30 น. ที่รัฐสภา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16 ประเด็นขอหารือเรื่องย้ายเรือนจำกลางนครราชสีมา  หรือ “เรือนจำกลางโคราช” ออกไปนอกเมืองโคราช เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และพี่น้องชาวโคราช ในการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างปอดแห่งใหม่ให้แก่คนโคราช

เรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมาเรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมา

เรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมาเรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมา

เนื่องจากปัจจุบันเรือนจํากลางนครราชสีมาและเรือนจําพิเศษนครราชสีมา ซึ่งเรือนจํากลางนครราชสีมา มีฐานะเป็นเรือนจําประจําเขต 3 มีหน้าที่รับผู้ต้องขังรายวันตามปกติแล้ว ยังจะต้องรับผู้ต้องขังที่ป่วยมารักษาตัว และผู้ต้องขังที่มีอัตราโทษสูงเกินกว่าอํานาจการควบคุมของเรือนจําอื่นอีก 17 แห่งในภาคอีสาน 

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯในสภาฯนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯในสภาฯ

“ทำให้เรือนจํากลางนครราชสีมา มีผู้ต้องขังล้นเรือนจําสูงถึง 347 คน จากความจุ 3,000 คนเศษ ของเรือนจําตามปกติ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อสุขอนามัย สวัสดิภาพของผู้ต้องขัง และระบบการบริหารจัดการของเรือนจําเป็นอย่างมาก” นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯ

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

ในกระบวนมาตรการต่างๆ จากการแก้ไข มีหนทางหนึ่งที่จะแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การย้ายเรือนจําออก ไปนอกเมืองโคราช ซึ่งทางธนารักษ์และจังหวัดนครราชสีมา พร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้วยการจัดหาที่ราชพัสดุรองรับการก่อสร้างเรือนจําแห่งใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร บนพื้นที่หนึ่งร้อยไร่เศษ เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเทียบกับพื้นที่ 33 ไร่ในปัจจุบัน 

ถ้ามีการย้ายเรือนจําออกไปนอกเมืองแล้ว เทศบาลนครนครราชสีมาก็สามารถที่จะขอใช้พื้นที่ดังกล่าวนี้ มาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างปอดแห่งใหม่ให้แก่คนโคราช

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

“ฉะนั้น ผมขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้โปรดพิจารณาจัดสรรงบประมาณ มาเพื่อการย้ายเรือนจํากลางนครราชสีมาออกไปนอกเมือง เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และพี่น้องชาวโคราชต่อ ไปด้วย” นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อภิรายฯ 

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559093

21 ก.ย. 2566

‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

‘ปารีณา ไกรคุปต์ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต ถ้านักการเมืองทำผิดให้ดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ชี้กฎหมายจริยธรรม ไม่เป็นสากล ไม่มีที่ไหนในโลก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2566 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า ถูกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตสส.พรรคอนาคตใหม่

โดยระบุว่า #จริยธรรม #ช่อถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ด้วยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลฏีกาเป็นผู้กำหนดมาตราฐานจริยธรรม แน่นอนด้วยขนบธรรมเนียม ศาสนา ความคิด หากผู้ใดถูกชี้มูลเรื่องจริยธรรมแล้ว จะไม่มีใครรอดแน่นอน

คำถามคือ ทำไมปารีณาจึงเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินจริยธรรม ทำไมเป็นช่อ หรือว่าปารีณากับช่อ เป็นเพียงตัวสร้างความชอบธรรมให้นำกฏหมายมาใช้เป็นเครื่องมือใช่ไหม?? จริยธรรมมันครอบจักรวาล เอาไปล่อใครก็ได้ สำคัญสุด

จริยธรรมนี้อาจถูกนำไปใช้กับ #ธนาธรพ่อหนุ่มทรงพลัง ผู้มีความสามารถขับเคลื่อนความคิดของเยาวชนเกือบ..ทั้ง..ประ..เทศ นี่ขนาดอยู่เบื้องหลังนะ จะให้ออกมายืนไม่ได้. ต้องเก็บกดปิดกั้นไว้… น่ากลัว

โดยส่วนตัว ถึงจะหนำใจแต่..ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิ์ช่อครั้งนี้ เพราะกฏหมายจริยธรรมไม่เป็นสากล. ไม่มีที่ไหนในโลกเขาไปแจ้งดำเนินคดีจริยธรรมกัน เพราะถ้านักการเมืองทำผิด ก็ว่ากันไปเรื่องอาญา เรื่องแพ่ง

เทียบเคียงหากช่อผิดกฏหมายจริงก็ควรเอาไปปรับ หรือเอาไปติดคุก ไม่ใช่มาตัดสิทธิ์ด้วยจริยธรรม เฉกเช่นสหรัฐอเมริกา ที่มีกฏหมายคุ้มครองผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่ทำให้พวกชอบโพสต์ หรือพูดจาละเมิดติดคุกมาแล้ว

‘ติ่ง มัลลิกา’ ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก ‘พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559092

21 ก.ย. 2566

'ติ่ง มัลลิกา' ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก 'พรรคประชาธิปัตย์'

‘ติ่ง มัลลิกา’ ให้เหตุผลสำคัญ ประกาศลาออกจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ และ เว้นวรรคทางการเมือง แต่เจอกันได้ทาง TikTok เหมือนเดิม

เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ช่วงการจัดรายการไลฟ์ใน tiktok ช่องทางของ Account ชื่อว่า mallikaboon ในตอนหนึ่ง ติ่ง มัลลิกา หรือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเว้นวรรคทางการเมือง โดยให้เหตุผลในการไปใช้ชีวิตส่วนตัว 

                ติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออกติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออก

และยังได้กล่าวถึงกลุ่มคนดูที่เชียร์พรรคก้าวไกล “ด้อมส้ม” ของดดรามา และจะมาด่ามัลลิกา ฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะตนลาออกแล้ว หากจะด่าให้ตามไปด่าที่เพจพรรคประชาธิปัตย์แทน

“ติ่ง มัลลิกา” กล่าวว่า กำลังให้คนเอาหนังสือลาออก ไปยื่นที่สำนักงานพรรค และเหตุผลคืออยากเว้นวรรคทางการเมือง และไปใช้ชีวิตส่วนตัว นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่ประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน http://www.mallikafoundation.net ที่ทำประโยชน์ต่อสาธารณะในภาคประชาชน ที่จะต้องขับเคลื่อนองค์กร และวางแผนงานกิจกรรมประจำปีโดยอิสระ ซึ่งเวลาขณะนี้ตกผลึกทางความคิดแล้ว และต้องการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวให้มากที่สุด

                  ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูลติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม “ติ่ง มัลลิกา” ระบุว่า ยังคงพื้นที่สาธารณะไว้เพียงช่องทางสื่อสารใน Account แพลตฟอร์ม TikTok ในชื่อว่า mallikaboon ซึ่งจัดเป็นรูปแบบรายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ประจำทุกค่ำคืน และมีผู้ติดตาม 1.18 แสนคน และ 1.5 ล้านวิวในโปรไฟล์ โดยนางมัลลิกามีจัดรายการ ถ่ายทอดสดเกือบทุกคืน หลังเวลา 20.00 น. ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดรายการตามความถนัดและมีผู้ติดตามประจำจำนวนมาก

ทั้งนี้ “ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล” ก่อนเข้าสู่วงการ การเมือง เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ต่อมาได้ลาออก และลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อปี 2548 สังกัดพรรคมหาชน ก่อนลงสมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร สส. ในเขตพื้นที่ จ.พะเยา บ้านเกิด แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

ติ่ง มัลลิกาติ่ง มัลลิกา

ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) จนเมื่อปี 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ขอลาออกจาก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ ติ่ง มัลลิกา ได้เป็น สส.แทน ไชยยศ และได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

‘ก้าวไกล’ ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป ‘องค์กรอิสระ’ อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559086

21 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล' ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป 'องค์กรอิสระ' อีกครั้ง

ตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ พรรค’ก้าวไกล’ ออกแถลงการเรียกร้อง ‘ปฏิรูปองค์กรอิสระ’ อีกระลอก และตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

กรณีศาลฎีกา ตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ ตลอดชีวิต ทำให้พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ผ่าน เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคก้าวไกลหวังว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการปฏิรูปอำนาจและที่มาขององค์กรอิสระเป็นวาระที่ขาดหายไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องรวมถึง

  1. การวางขอบเขตอำนาจให้สมเหตุสมผลและไม่เปิดช่องให้ถูกใช้ในการขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน
  2. การปรับกระบวนการสรรหา-รับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชนและไม่ถูกผูกขาดไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง
  3. การสร้างกลไกในการตรวจสอบและกลไกรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระ
     

ไม่ว่าอาวุธเรื่อง มาตรฐานจริยธรรม ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 จะถูกใช้กับนักการเมืองคนใดหรือจากพรรคการเมืองใด และไม่ว่าพฤติกรรมของนักการเมืองคนนั้น จะเป็นสิ่งที่ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ทันทีที่สังคมไทยยอมรับให้การใช้อาวุธนี้กลายเป็นเรื่องปกติ

นั่นเท่ากับเรายอมรับให้มีการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างไม่ชอบธรรม จนสุดท้าย มาตรฐานจริยธรรม อันเลื่อนลอย-ไร้มาตรฐานนี้ เป็นอาวุธหวนกลับมาบ่อนทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

รายละเอียดเนื้อหาสาระของคำพิพากษาต่อกรณีนี้ มีหลายส่วนถูกตั้งคำถามโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตเรื่องห้วงเวลาของการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งทางการเมือง คำถามเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

หรือการที่การกระทำเดียวกันของช่อ พรรณิการ์ เคยถูกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง ยิ่งสะท้อนให้เห็น ความผิดปกติ ของการพิจารณาที่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่า ได้ให้ความเป็นธรรมแก่คุณพรรณิการ์อย่างเพียงพอหรือไม่

ในภาพใหญ่ เหตุการณ์ของคุณพรรณิการ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ขยายอำนาจขององค์กรอิสระซึ่งมีที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน แต่เปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

โดยเฉพาะการทำลายอนาคตทางการเมืองของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผ่านกลไกไม้บรรทัดที่ชื่อ มาตรฐานจริยธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 4 กรณี ที่เป็นที่รับรู้วงกว้าง คือ

ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี (พิพากษาเมื่อ 7 เมษายน 2565) อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร (พิพากษาเมื่อ 6 มกราคม 2566) กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ (พิพากษาเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2566) และ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.กรุงเทพฯ (พิพากษาเมื่อ 3 สิงหาคม 2566)

มาตรฐานจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดร่วมกันโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่ถูกบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 235 กำหนดให้ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง และเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกลไกนี้มีหลักการที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตยสากล

ตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอกตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอก

เพราะนอกจากเป็นการวางกลไกที่ ผิดฝาผิดตัว ในการให้อำนาจองค์กรหนึ่งมากำหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือพิพาษาเรื่องจริยธรรมขององค์กรอื่น แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจในการ ประหารชีวิต นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยข้ออ้างเรื่อง จริยธรรม ที่สามารถถูกเขียนไว้อย่างกว้างและสามารถถูกตีความได้ตามดุลพินิจของตนเอง

‘ปิยบุตร’ ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ ‘ช่อพรรณิการ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559078

21 ก.ย. 2566

'ปิยบุตร' ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ 'ช่อพรรณิการ์'

เตรียมแถลงวิจารณ์การตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ ‘ปิยบุตร’ มองว่าพรรคก้าวไกล ไม่แสดงท่าทีใดๆอย่างเป็นทางการ

ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า แสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ กรณีศาลฎีกาตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ แต่กลับไม่มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาจากพรรคก้าวไกลว่า

ทำให้รู้สึกได้ว่าพรรคก้าวไกล ไร้น้ำใจกับ ช่อ มากเกินไป แม้จะมี สส.บางคนคนแสดงความไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ไม่มีการแถลงหรือวิจารณ์ใดๆออกจากพรรคก้าวไกลแม้แต่น้อย

แม้ช่อพรรณิการ์จะไม่ใช่สมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการแสดงความเห็นของพรรคการเมืองยังไม่นับว่าช่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคก้าวไกลด้วย ในขณะที่ ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และผู้สนับสนุนพรรคอื่น ยังแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง แต่พรรคก้าวไกลกลับ เงียบกริบ

เมื่อไม่มีการแสดงท่าทีจากพรรคก้าวไกล ก็เตรียมแถลงวิจารณ์คดีนี้เอง โดยระบุว่าการวิจารณ์คดีนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการปกป้องช่อพรรณิการ์ แต่เป็นการวิจารณ์ความผิดปกติของระบบรัฐธรรมนูญ และถ้าพรรคก้าวไกลมีความมุ่งมั่นในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ การออกแบบสถาบันการเมือง ก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้

ปิยบุตรบอกอีกว่าส่วนตัววิจารณ์เรื่องการตัดสิทธิการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยคุณปารีณาโดนตัดสิทธิ์ วันนี้ได้เห็นน้ำใจของปารีณา แสดงความไม่เห็นด้วย ก็น่ายินดีอย่างยิ่ง

‘กรมราชทัณฑ์’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559061

20 ก.ย. 2566

'กรมราชทัณฑ์' แจง 'ทักษิณ' ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

‘กรมราชทัณฑ์’ เผยได้รับหนังสือจาก ‘เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ หลังครบ 30 วันพรุ่งนี้

กรมราชทัณฑ์ชี้แจงประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ในความควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับตัวไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และต่อมามีอาการป่วยฉุกเฉินต้องส่งตัวออกรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลตำรวจในคืนดังกล่าว โดยจะครบระยะเวลา 30 วัน ที่ส่งตัวออกไปรักษาพยาบาลภายนอก ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2566)

กรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 กำหนดไว้ว่า กรณีผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดีพร้อมความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมราชทัณฑ์ได้รับหนังสือจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รายงานความเห็นแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ระบุเหตุผลความจำเป็น ฃของนายทักษิณ ที่ต้องรักษาเกิน 30 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะได้เข้ารับการผ่าตัด และยังคงต้องรักษาตัวอยู่ต่อ ณ โรงพยาบาลตำรวจ 

ทั้งนี้ในห้วงระยะเวลาปี งบประมาณ พ.ศ.2566 กรมราชทัณฑ์มีสถิติผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่าสามสิบวัน จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศกว่า 140 ราย และในเดือนนี้มีสถิติ จำนวน 14 ราย ที่เสนอมายังกรมราชทัณฑ์ (รวมกรณีนายทักษิณฯ) และกรมราชทัณฑ์ได้เห็นชอบตามความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาเสนอมา โดยที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามความเห็นแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วย และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ ส่วนรายละเอียดของผู้ป่วยทุกราย ตามกฎหมายไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยให้ทราบได้ 

‘เจี๊ยบ อมรัตน์ ‘ แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559058

20 ก.ย. 2566

'เจี๊ยบ อมรัตน์ ' แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ  -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

รับสภาพ ที่ไม่อดทน อดกลั้นเพียงพอ จากการเปิดศึกล่า คนบนโลกออกไลน์ ที่เผยแพร่ข้อมูลสร้างความเสียหาย ลงเอย “เจี๊ยบ อมรัตน์ ” อมรัตน์ โชคปมิตรกุล โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงเจตนารมณ์ผ่านไปยัง เลขาธิการพรรคก้าวไกล ขอให้พรรคตัดสิทธิการรับตำแหน่ง

นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ในฐานะที่ปรึกษานายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์   Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล  แสดงจุดยืนของเจ้าตัวว่า  ได้แสดงความประสงค์  ผ่านไปยัง นายชัยธวัช  ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกล   ด้วยการขอให้พรรคตัดสิทธิการเสนอชื่อ เข้าดำรงตำแหน่งใดในพรรค  ถือเป็นการ แสดงออก  ขอโทษไปถึงทุกฝ่าย ต้องสิ่งที่ได้กระทำลงไป  น้อมรับทุกคำวิจารณ์ เป็นบทเรียนในการปฏิบัติตน 

นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล  ” เจี๊ยบ อมรัตน์”  กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล  ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จ.นครปฐม  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์บอกเล่า ถึงการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง  หลังจากมีผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความพาดพิงในหลายเรื่อง ๆ  โดยนางอมรัตน์ ซึ่งแกะรอย จนเชื่อมั่นว่าผู้ที่กล่าวหาตน มีหลักแหล่งอยู่ที่ใด จึงได้เข้าไปหาและเจรจากับทางผู้บริหาร  หรือ  นายจ้างที่ผู้ก่อเหตุทำงานให้ ในฐานะพนักงาน  ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบจริยธรรมของนางอมรัตน์   อ้างถึงการข่มขู่ คุกคาม ที่ตามไปถึงที่ทำงานหรือ ที่พักอาศัย 

นางอมรัตน์   ระบุว่าการติดตามหาบุคคลดังกล่าว ไม่ใช่การคุกคาม เพราะดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ การโพสต์ข้อความดังกล่าวบนโลกออนไลน์ บ่งชี้ถึงการติดตามผู้ที่ก่อเหตุ  เพราะเชื่อว่า จะต้องใช้มาตรการทางสังคมกับบุคลที่ไม่มีตัวตน   อย่างไรก็ตามกรณีของนางอมรัตน์ ก็เป็นคำถามอีกด้าน ถึงการทำผิด  พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   ซึ่งต่อมานางอมรัตน์  แสดงท่าทีพร้อมที่จะรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น นับจากนี้  อันมีที่มาจากการอดทน อดกลั้น ไม่เพียงพอ  

'เจี๊ยบ อมรัตน์ ' แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ  -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ ตกลงกันไ่ม่ได้ ‘จับฉลาก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559054

20 ก.ย. 2566

‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ ตกลงกันไ่ม่ได้ 'จับฉลาก'

พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ พรุ่งนี้ (21 ก.ย.) หากพรรคการเมือง ตกลงกันไม่ได้จะต้องจับฉลาก ขู่ สส.ระยอง ก้าวไกล ต้องมารายงานตัวให้ทัน ไม่เช่นนั้นยึดโควตาเดิม

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร  เปิดเผย ถึงการแบ่งสรรโควตาประธานกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธาน กมธ. ว่า จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ว่า ตนเอง ได้เตรียมกล่องไว้ 2 ใบ ใบหนึ่งใส่ไข่ 8 ใบ ตามสัดส่วนพรรคการเมือง และ 35 ใบตามชุดกรรมาธิการฯ ซึ่งสุดท้าย หากพรรคการเมือง ไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะต้องจับฉลาก

โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน เข้าไปติดตามการจับสลากได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎร มีเวลาอีก 1 เดือนก่อนหมดสมัยประชุม และลงพื้นที่ ดังนั้น ในวันที่ 28 กันยายนนี้ กรรมาธิการฯ แต่ละคณะควรจะประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ และตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เพื่อสามารถในช่วงสมัยปิดประชุม กรรมาธิการฯ สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้

ส่วนกรณีที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง ที่พรรคก้าวไกล ได้สัดส่วนกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 คณะนั้น นายพิเชษฐ์ ระบุว่า เมื่อ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สส.จะต้องมารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนแบ่งโควตาประธานกรรมาธิการ แต่หากไม่สามารถยื่นรายงานตัวได้ทัน ก็จะยึดสัดส่วนเดิม ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับ สส.พรรคก้าวไกลว่า จะสามารถมารายงานตัวได้ทันหรือไม่

รองประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมือง เตรียมสลับกรรมาธิการกันว่า การใช้กล่องจับสลากกรรมาธิการนั้น ถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว ส่วนพรรคการเมืองจะพอใจหรือไม่ หรือจะไปแลกเปลี่ยนกันภายหลัง ก็ถือเป็นเรื่องของแต่ละพรรคการเมือง