‘โรม’ ผิดหวัง ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถามหาความเป็นธรรม โดนจริยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559115

21 ก.ย. 2566

'โรม' ผิดหวัง 'ช่อ' ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถามหาความเป็นธรรม โดนจริยธรรม

‘โรม’ ผิดหวัง ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เท่ากับประหารชีวิต ตัดพ้อเพราะ ‘ก้าวไกล-อนาคตใหม่’ ถึงโดนแบบนี้ แนะเกลียดกันพูดตรงๆ อย่าใช้อำนาจไม่สนคุณธรรม

นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล ยอมรับรู้สึกเสียใจกับกรณีนางสาวพรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลฎีกาตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตว่า นี่คือโทษประหารชีวิตทางการเมือง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะรับได้ ส่วนตัวคิดว่า รุนแรงมาก ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก และคิดว่าจริงๆ ถ้ามีการตัดสินว่า มีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะผิดในทางประมวลกฎหมายอาญาจากมาตราอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมาดำเนินการต่อทางจริยธรรม ก็พอจะเข้าใจ

แต่กรณีนี้ไม่มีเลย จะกลายเป็นว่า การดำเนินคดีกับน.ส.พรรณิการ์ กฎหมายที่เขียนก็เขียนกว้างๆ ไม่มีใครรู้ การไม่ลบโพสต์ คือการงดเว้น มารู้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลออกมา ซึ่งโดยปกติกฎหมายที่ถึงขั้นตัดสิทธิ์แบบนี้ต้องมีความชัดเจนแน่นอน จึงอยากเรียกร้องไปถึงคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม อย่านิ่งดูดาย 

การที่ผลคำวินิจฉัยออกมาลักษณะแบบนี้ตนว่า ยากมากที่สังคมจะเห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้ แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้เห็นด้วยกับน.ส.พรรณิการ์ หลายๆอย่าง ก็ออกมาระบุว่า เป็นสิ่งที่ยากจะรับไหว ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เคยร้องไปยังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่า มีผู้พิพากษา ยังทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม ทั้งที่ข้อหาร้องไป รุนแรงกว่ามาก และคือมาตรฐานอะไรคือความเป็นธรรม หรือสุดท้ายเพียงเพราะเราคือพรรคก้าวไกล น.ส.ช่อคือพรรคอนาคตใหม่ เลยอาจจะทำให้มีการดำเนินการบางอย่างที่รุนแรงแบบนี้

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวต่อว่า การกระทำที่ไม่เคยมีศาลตัดสิทธิ์ว่าผิดหรือไม่ผิด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ก่อนเป็น สส. กับการกระทำก่อนที่จะมีมาตรฐานจริยธรรม  

เมื่อถามว่านายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ออกมาแสดงความเห็นว่าพรรคก้าวไกลแสดงท่าทีล่าช้า และแล้งน้ำใจ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรารู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน.ส.พรรณิการ์มากๆ และคิดว่าเราหลายคนอาจจะแสดงความรู้สึกผ่านช่องทางต่างๆที่แตกต่างกันไป แต่เข้าใจในจุดประสงค์ของนายปิยบุตรที่รู้สึกทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็เคยเป็นผู้ที่ผ่านสนามรบมาด้วยกัน ดังนั้นก็เข้าใจถึงความเจ็บปวดที่เกิดปรากฏการณ์แบบนั้น

โดยหลังทราบข่าวได้โทรไปคุยกับ น.ส.พรรณิการ์ ก็รู้สึกเสียใจเพราะเป็นอะไรที่รุนแรงมากกับการตัดสิทธิ์ไม่ให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต คิดว่า สิทธิการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกรับรองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ง่ายๆแบบนี้

เมื่อถามว่าอาจมีคนอื่นในพรรคก้าวไกลโดนคดีในลักษณะนี้อีก จะมีการป้องกันอย่างไรนายรังสิมันต์ โรม ยอมรับ ป้องกันยากเพราะมาตรฐานจริยธรรมไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน สมมุติถ้าเราเปรียบเทียบกับกฎหมายอาญาว่า ฆ่าคนตาย มันก็จะมีองค์ประกอบกฎหมายที่ชัดเจนให้คนเข้าใจว่า ต้องมีพฤติกรรมอย่างไร แต่กรณีมาตรฐานจริยธรรมมันเป็นนามธรรม มีลักษณะของการเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจในการที่จะใช้อำนาจไปในทางใดๆก็ได้ ดังนั้นมาตรฐานหรือหลักปฏิบัติที่จะมีความชัดเจนยากมาก และมันก็ทำให้สุดท้ายศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจใช้ดุลพินิจไปเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะขัดแย้งต่อความรู้สึกสามัญสำนึกของวิญญูชนมากขึ้น ละเมื่อเป็นอย่างนั้นสังคมไทยจะอยู่อย่างไร

วันนี้เราก็กลายเป็นว่านักการเมืองมีโอกาสที่จะโดนสอยได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้ามเราทำหน้าที่ในสภามา 5 ปี เปิดโปงข้าราชการคอร์รัปชั่นจำนวนมาก แต่วันนี้คนเหล่านั้นยังอยู่สุขสบาย อะไรคือความเป็นธรรมกับพวกเรา 

“พวกคุณอาจจะไม่เห็นด้วยหรือเกลียดพรรคก้าวไกลในหลายๆเรื่อง แต่พูดกันตรงๆจะใช้อำนาจทุกวิถีทางโดยไม่สนใจว่าคุณธรรมทางกฎหมายหลักการทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร คุกยังดีกว่ากับการทำแบบนี้”

เมื่อถามว่า การโพสต์ facebook ที่พาดพิงถึงสถาบัน ต้องระวังมากขึ้นหรือไม่ นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า มีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้น ตนเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน แต่ยืนยันและหวังว่าคนที่อยู่ในองค์กรศาลถ้าได้ดูสิ่งที่ตนพูด เราไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร 

“ประทานโทษนะไอ้พวกผมล้มเจ้าได้จริงๆหรอ ทำไม่ได้หรอก ดังนั้นสิ่งที่พวกคุณกังวลและกลัวมันไม่มีทางเกิดขึ้นและข้อโจมตีต่างๆผมว่ามันไม่เป็นธรรม ” 

ดังนั้นอยากให้วันนี้องค์กรศาล ตั้งมั่นในหลักของความยุติธรรมจริงๆการที่จะไปตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไม่ใช่โทษทางอาญา แต่การที่ไปตัดสิทธิ์ไม่ให้คนลงรับสมัคร มันรุงแรงมากสำหรับใครหลายๆคน เอาเขาไปขัง ยังรุนแรงน้อยกว่าการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยซ้ำ

‘ทวี’ โยนแพทย์เคาะไทม์ไลน์รักษา ‘ทักษิณ’ ยันไม่ทราบเรื่องผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559112

21 ก.ย. 2566

'ทวี' โยนแพทย์เคาะไทม์ไลน์รักษา 'ทักษิณ' ยันไม่ทราบเรื่องผ่าตัด

‘ทวี’ เผย ยังไม่ได้รับรายงาน ‘ทักษิณ’ ผ่าตัด โยนแพทย์ใช้ดุลพินิจเคาะระยะเวลารักษาตัว ชี้ราชทัณฑ์มีอำนาจขยายเวลารักษาเพิ่ม 30 วัน

วันที่ 21 ก.ย. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าของ น.ช. ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยเมื่อวานนี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกหนังสือต่อเวลาการรักษาตัว ให้อยู่ใน รพ.ต่อไปอีก 30 วัน ทำให้เกิดความสงสัยถึงอาการป่วยของ น.ช. ทักษิณ ว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานถึงอาการและรายละเอียดจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เนื่องจากเป็นไปตาม พ.ร.บ.กรมราชทัณฑ์ ปี 2560 ที่ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจอนุญาตให้นักโทษรักษาตัวใน รพ. รวม 60 วัน 

แต่หากเกิน 60 วัน เป็น 90 วัน เป็นอำนาจการพิจารณาของปลัดกระทรวงยุติธรรม และถ้าเกิน 90 วัน เป็น 120 วัน จะเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงคำวินิจฉัยแพทย์ได้  ทั้งนี้มี่ผ่านมาเคยมีกรณีนักโทษที่มีอาการป่วยหนัก และใช้ พ.ร.บ.ฯ เพื่อเข้า-ออกเรือนจำ ไปรักษาตัวที่ รพ. จนกระทั่งเสียชีวิต

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกลุ่มมวลชนร้องทางกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยข้อมูลการรักษา น.ช.ทักษิณ พ.ต.อ.ทวี บอกว่า ให้เป็นดุลยพินิจแพทย์ 

ส่วนกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เตรียมศึกษาการพักโทษ น.ช. ทักษิณ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำร้องพักโทษของนายทักษิณ

เมื่อถามถึงการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในชายแดนใต้ เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พ.ต.อ.ทวี บอกว่า ในที่ประชุม มีผู้เสนอให้ต่อ พ.ร.ก.ฯ ไป 3 เดือน แต่นายกฯ ขอให้ใช้เวลาเพียง 1 เดือน โดยให้ความสำคัญ ความสมดุลย์ และเตรียมพิจารณาว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควรมีต่อไปหรือไม่  ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ควรบังคับใช้เพิ่มต่อไปอีก 1 เดือน และมีการแต่งตั้งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงร่วมนั่งด้วย โดยในระหว่าง 1 เดือนนี้ จะพิจารณาถึงรายละเอียด และผลกระทบ แต่หากพิจารณาตามหลักทางกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าสิ้นสภาพแล้ว นับตั้งแต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการอุ้มหายได้ประกาศบังคับใช้ไปแล้วทำให้ระบบการสืบสวน ต้องมีการบันทึกภาพและหลักฐาน  ทำให้อำนาจการควบคุมตัวตามกฎหมาย 3 ฉบับ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถือว่าสิ้นสภาพในทางปฏบัติ 

‘แจ๊ค วัชระ’ ร่วมค้านการตรวจรับงาน ‘ก่อสร้างอาคารรัฐสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559114

21 ก.ย. 2566

'แจ๊ค วัชระ' ร่วมค้านการตรวจรับงาน 'ก่อสร้างอาคารรัฐสภา'

ตรวจรับงาน ‘ก่อสร้างอาคารรัฐสภา’ แห่งใหม่ ส่อยืดเยื้อ ‘แจ๊ค วัชระ’ โผล่ ร่วมแจม หมออ๋อง ค้านการตรวจรับงาน พบข้อบกพร่องอื้อ

แจ๊ค วัชระ หรือ นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทำหนังสือถึงนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ขอคัดค้านการรับมอบงาน 100% การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ด้วย เพราะพบกระบวนการของคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ผิดข้อสัญญาที่กำหนดให้การตรวจรับงานเมื่องานแล้วเสร็จสมบูรณ์ปราศจากข้อบกพร่อง แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการตรวจการจ้างฯ กลับใช้วิธีมีมติด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1 เห็นชอบว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานก่อสร้างแล้วเสร็จครบถ้วน 100%

นอกจากนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับพวก กรณีพื้นไม้ตะเคียนทองและฝาผนังห้องประชุมกรรมาธิการที่สร้างผิดแบบตามข้อร้องเรียนของตนแล้ว จึงอยากทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ และจะตั้งเมื่อใด

ดังนั้น การที่คณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภา มีมติเห็นชอบงานแล้วเสร็จครบถ้วน จึงขัดต่อสัญญาและข้อเท็จจริงต่างๆ ตามสภาพงานก่อสร้างที่ปรากฏข้อบกพร่องอย่างแจ้งชัด

จดหมายคัดค้านการตรวจงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จดหมายคัดค้านการตรวจงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

'แจ๊ค วัชระ' ร่วมค้านการตรวจรับงาน 'ก่อสร้างอาคารรัฐสภา'

“นอกจากนี้ยังพบว่ามีงานก่อสร้างหลายรายการที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานไม่ตรงตามแบบรูปและข้อกำหนดประกอบแบบ อาทิเช่น งานต้นไม้ งานพื้นไม้ งานถมทรายหลังเขื่อนบริเวณสนามหญ้าริมเขื่อน เป็นต้น รวมถึงค่าปรับงานล่าช้าวันละ12.2 ล้านบาท นับถึงวันนี้ 20 ก.ย. 2566 จำนวน 994 วัน คิดเป็นจำนวนเงินค่าปรับทั้งสิ้น 12.2 หมื่นล้านบาท ได้เรียกค่าปรับกับผู้รับจ้างตามสัญญาหรือไม่” นายวัชระ กล่าว

ด่วน ศาลยกฟ้อง พ่อลูก ‘สุนทร-กนกวรรณ’ พร้อมพวก 10 คน ‘คดีรุกป่าเขาใหญ่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559100

21 ก.ย. 2566

ด่วน ศาลยกฟ้อง พ่อลูก 'สุนทร-กนกวรรณ' พร้อมพวก 10 คน 'คดีรุกป่าเขาใหญ่'

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จ.ระยอง มีคำพิพากษายกฟ้อง ‘สุนทร วิลาวัลย์’ นายก อบจ.ปราจีนบุรี และ ครูโอ๊ะ‘กนกวรรณ วิลาวัลย์’ อดีต รมช.ศธ. พร้อมพวกรวม 10 คน ในคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุกรุกป่าสงวน อช.เขาใหญ่ เจ้าตัวยิ้มแฉ่ง ขอบคุณศาล

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง นายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) และพวก 8 ราย ได้เดินทางมารับฟังคำตัดสิน คดีบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อช่วงปี 2545 ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยทั้งหมดได้ขึ้นไปที่หัองพิจารณาคดีชั้น 2

หลังใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง(ชม.) ปรากฏว่านายสุนทร พร้อมด้วย นางกนกวรรณ บุตรสาว และพวกอีก 8 ราย ได้เดินออกมาจากห้องพิจารณาคดี ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าแล้วขับรถออกไปทันที 

โดยนายสุนทรได้เปิดกระจกรถยนต์ พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า  “ศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด ซึ่งผมรู้สึกดีใจที่ได้รับความยุติธรรม เพราะซื้อที่ดินมาอย่างถูกต้อง ซื้อมาแล้วก็ให้มีการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยศาลได้ยกฟ้องจำเลยทั้ง10 คน”

นายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ. ปราจีนบุรี

หลังจากนั้น นายสุนทร ได้มอบมะม่วงน้ำปลาหวานที่ผลิตเอง ไม่มีขายที่ไหน โดยมีฉลากที่มีรูปนายสุนทร พร้อมเขียนข้อความว่า มอบให้ด้วยใจ โดยให้กับผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ไปชิม ก่อนจะเดินทางกลับ

สำหรับคำพิพากษาโดยสังเขป ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 10 ไม่มีหน้าที่ตามมาตรา 151 วินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ไต่สวนไม่ชอบ การกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 5, 6, 10 ไม่มีเจตนา จำเลยที่ 4, 7, 8, 9 จึงไม่ใช้ผู้สนับสนุน ประเด็นอื่นไม่วินิจฉัย

ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ

ทั้งนี้ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ลาออกทุกตำแหน่งเพื่อสู้คดีรุกที่เขาใหญ่ และวันนี้ศาลยกฟ้อง ท่ามกลางความยินดีของคนใกล้ชิดและลูกน้องที่ชื่นชมการทำงานของ “ครูโอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์” รมช.ศธ.ที่เยี่ยมชมและติดตามงานที่ได้รับมอบหมายครบทั้ง 77 จังหวัด เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559095

21 ก.ย. 2566

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมืองไปอีก 30 กิโลเมตร บนเนื้อที่ 100 ไร่เศษ จากเดิมมีเพียง 33 ไร่ ทำให้ผู้ต้องขังล้น กระทบสุขภาวะ ส่วนพื้นที่เดิมปรับเป็น ปอดแห่งใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตลูกหลาน เมืองย่าโม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 เวลา 9.30 น. ที่รัฐสภา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16 ประเด็นขอหารือเรื่องย้ายเรือนจำกลางนครราชสีมา  หรือ “เรือนจำกลางโคราช” ออกไปนอกเมืองโคราช เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และพี่น้องชาวโคราช ในการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างปอดแห่งใหม่ให้แก่คนโคราช

เรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมาเรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมา

เรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมาเรือนจำกลางโคราช จ.นครราชสีมา

เนื่องจากปัจจุบันเรือนจํากลางนครราชสีมาและเรือนจําพิเศษนครราชสีมา ซึ่งเรือนจํากลางนครราชสีมา มีฐานะเป็นเรือนจําประจําเขต 3 มีหน้าที่รับผู้ต้องขังรายวันตามปกติแล้ว ยังจะต้องรับผู้ต้องขังที่ป่วยมารักษาตัว และผู้ต้องขังที่มีอัตราโทษสูงเกินกว่าอํานาจการควบคุมของเรือนจําอื่นอีก 17 แห่งในภาคอีสาน 

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯในสภาฯนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯในสภาฯ

“ทำให้เรือนจํากลางนครราชสีมา มีผู้ต้องขังล้นเรือนจําสูงถึง 347 คน จากความจุ 3,000 คนเศษ ของเรือนจําตามปกติ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อสุขอนามัย สวัสดิภาพของผู้ต้องขัง และระบบการบริหารจัดการของเรือนจําเป็นอย่างมาก” นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) อภิปรายฯ

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

ในกระบวนมาตรการต่างๆ จากการแก้ไข มีหนทางหนึ่งที่จะแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การย้ายเรือนจําออก ไปนอกเมืองโคราช ซึ่งทางธนารักษ์และจังหวัดนครราชสีมา พร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้วยการจัดหาที่ราชพัสดุรองรับการก่อสร้างเรือนจําแห่งใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร บนพื้นที่หนึ่งร้อยไร่เศษ เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเทียบกับพื้นที่ 33 ไร่ในปัจจุบัน 

ถ้ามีการย้ายเรือนจําออกไปนอกเมืองแล้ว เทศบาลนครนครราชสีมาก็สามารถที่จะขอใช้พื้นที่ดังกล่าวนี้ มาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างปอดแห่งใหม่ให้แก่คนโคราช

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

“ฉะนั้น ผมขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้โปรดพิจารณาจัดสรรงบประมาณ มาเพื่อการย้ายเรือนจํากลางนครราชสีมาออกไปนอกเมือง เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และพี่น้องชาวโคราชต่อ ไปด้วย” นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อภิรายฯ 

ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง
ผู้ต้องขังล้น ‘ชาติพัฒนากล้า’ เสนอย้าย ‘เรือนจำกลางโคราช’ ออกนอกเมือง

‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559093

21 ก.ย. 2566

‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

‘ปารีณา ไกรคุปต์ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต ถ้านักการเมืองทำผิดให้ดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ชี้กฎหมายจริยธรรม ไม่เป็นสากล ไม่มีที่ไหนในโลก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2566 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า ถูกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตสส.พรรคอนาคตใหม่

โดยระบุว่า #จริยธรรม #ช่อถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ด้วยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลฏีกาเป็นผู้กำหนดมาตราฐานจริยธรรม แน่นอนด้วยขนบธรรมเนียม ศาสนา ความคิด หากผู้ใดถูกชี้มูลเรื่องจริยธรรมแล้ว จะไม่มีใครรอดแน่นอน

คำถามคือ ทำไมปารีณาจึงเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินจริยธรรม ทำไมเป็นช่อ หรือว่าปารีณากับช่อ เป็นเพียงตัวสร้างความชอบธรรมให้นำกฏหมายมาใช้เป็นเครื่องมือใช่ไหม?? จริยธรรมมันครอบจักรวาล เอาไปล่อใครก็ได้ สำคัญสุด

จริยธรรมนี้อาจถูกนำไปใช้กับ #ธนาธรพ่อหนุ่มทรงพลัง ผู้มีความสามารถขับเคลื่อนความคิดของเยาวชนเกือบ..ทั้ง..ประ..เทศ นี่ขนาดอยู่เบื้องหลังนะ จะให้ออกมายืนไม่ได้. ต้องเก็บกดปิดกั้นไว้… น่ากลัว

โดยส่วนตัว ถึงจะหนำใจแต่..ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิ์ช่อครั้งนี้ เพราะกฏหมายจริยธรรมไม่เป็นสากล. ไม่มีที่ไหนในโลกเขาไปแจ้งดำเนินคดีจริยธรรมกัน เพราะถ้านักการเมืองทำผิด ก็ว่ากันไปเรื่องอาญา เรื่องแพ่ง

เทียบเคียงหากช่อผิดกฏหมายจริงก็ควรเอาไปปรับ หรือเอาไปติดคุก ไม่ใช่มาตัดสิทธิ์ด้วยจริยธรรม เฉกเช่นสหรัฐอเมริกา ที่มีกฏหมายคุ้มครองผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่ทำให้พวกชอบโพสต์ หรือพูดจาละเมิดติดคุกมาแล้ว

‘ติ่ง มัลลิกา’ ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก ‘พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559092

21 ก.ย. 2566

'ติ่ง มัลลิกา' ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก 'พรรคประชาธิปัตย์'

‘ติ่ง มัลลิกา’ ให้เหตุผลสำคัญ ประกาศลาออกจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ และ เว้นวรรคทางการเมือง แต่เจอกันได้ทาง TikTok เหมือนเดิม

เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ช่วงการจัดรายการไลฟ์ใน tiktok ช่องทางของ Account ชื่อว่า mallikaboon ในตอนหนึ่ง ติ่ง มัลลิกา หรือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเว้นวรรคทางการเมือง โดยให้เหตุผลในการไปใช้ชีวิตส่วนตัว 

                ติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออกติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออก

และยังได้กล่าวถึงกลุ่มคนดูที่เชียร์พรรคก้าวไกล “ด้อมส้ม” ของดดรามา และจะมาด่ามัลลิกา ฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะตนลาออกแล้ว หากจะด่าให้ตามไปด่าที่เพจพรรคประชาธิปัตย์แทน

“ติ่ง มัลลิกา” กล่าวว่า กำลังให้คนเอาหนังสือลาออก ไปยื่นที่สำนักงานพรรค และเหตุผลคืออยากเว้นวรรคทางการเมือง และไปใช้ชีวิตส่วนตัว นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่ประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน http://www.mallikafoundation.net ที่ทำประโยชน์ต่อสาธารณะในภาคประชาชน ที่จะต้องขับเคลื่อนองค์กร และวางแผนงานกิจกรรมประจำปีโดยอิสระ ซึ่งเวลาขณะนี้ตกผลึกทางความคิดแล้ว และต้องการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวให้มากที่สุด

                  ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูลติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม “ติ่ง มัลลิกา” ระบุว่า ยังคงพื้นที่สาธารณะไว้เพียงช่องทางสื่อสารใน Account แพลตฟอร์ม TikTok ในชื่อว่า mallikaboon ซึ่งจัดเป็นรูปแบบรายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ประจำทุกค่ำคืน และมีผู้ติดตาม 1.18 แสนคน และ 1.5 ล้านวิวในโปรไฟล์ โดยนางมัลลิกามีจัดรายการ ถ่ายทอดสดเกือบทุกคืน หลังเวลา 20.00 น. ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดรายการตามความถนัดและมีผู้ติดตามประจำจำนวนมาก

ทั้งนี้ “ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล” ก่อนเข้าสู่วงการ การเมือง เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ต่อมาได้ลาออก และลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อปี 2548 สังกัดพรรคมหาชน ก่อนลงสมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร สส. ในเขตพื้นที่ จ.พะเยา บ้านเกิด แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

ติ่ง มัลลิกาติ่ง มัลลิกา

ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) จนเมื่อปี 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ขอลาออกจาก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ ติ่ง มัลลิกา ได้เป็น สส.แทน ไชยยศ และได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

‘ก้าวไกล’ ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป ‘องค์กรอิสระ’ อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559086

21 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล' ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป 'องค์กรอิสระ' อีกครั้ง

ตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ พรรค’ก้าวไกล’ ออกแถลงการเรียกร้อง ‘ปฏิรูปองค์กรอิสระ’ อีกระลอก และตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

กรณีศาลฎีกา ตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ ตลอดชีวิต ทำให้พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ผ่าน เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคก้าวไกลหวังว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการปฏิรูปอำนาจและที่มาขององค์กรอิสระเป็นวาระที่ขาดหายไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องรวมถึง

  1. การวางขอบเขตอำนาจให้สมเหตุสมผลและไม่เปิดช่องให้ถูกใช้ในการขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน
  2. การปรับกระบวนการสรรหา-รับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชนและไม่ถูกผูกขาดไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง
  3. การสร้างกลไกในการตรวจสอบและกลไกรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระ
     

ไม่ว่าอาวุธเรื่อง มาตรฐานจริยธรรม ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 จะถูกใช้กับนักการเมืองคนใดหรือจากพรรคการเมืองใด และไม่ว่าพฤติกรรมของนักการเมืองคนนั้น จะเป็นสิ่งที่ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ทันทีที่สังคมไทยยอมรับให้การใช้อาวุธนี้กลายเป็นเรื่องปกติ

นั่นเท่ากับเรายอมรับให้มีการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างไม่ชอบธรรม จนสุดท้าย มาตรฐานจริยธรรม อันเลื่อนลอย-ไร้มาตรฐานนี้ เป็นอาวุธหวนกลับมาบ่อนทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

รายละเอียดเนื้อหาสาระของคำพิพากษาต่อกรณีนี้ มีหลายส่วนถูกตั้งคำถามโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตเรื่องห้วงเวลาของการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งทางการเมือง คำถามเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

หรือการที่การกระทำเดียวกันของช่อ พรรณิการ์ เคยถูกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง ยิ่งสะท้อนให้เห็น ความผิดปกติ ของการพิจารณาที่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่า ได้ให้ความเป็นธรรมแก่คุณพรรณิการ์อย่างเพียงพอหรือไม่

ในภาพใหญ่ เหตุการณ์ของคุณพรรณิการ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ขยายอำนาจขององค์กรอิสระซึ่งมีที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน แต่เปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

โดยเฉพาะการทำลายอนาคตทางการเมืองของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผ่านกลไกไม้บรรทัดที่ชื่อ มาตรฐานจริยธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 4 กรณี ที่เป็นที่รับรู้วงกว้าง คือ

ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี (พิพากษาเมื่อ 7 เมษายน 2565) อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร (พิพากษาเมื่อ 6 มกราคม 2566) กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ (พิพากษาเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2566) และ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.กรุงเทพฯ (พิพากษาเมื่อ 3 สิงหาคม 2566)

มาตรฐานจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดร่วมกันโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่ถูกบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 235 กำหนดให้ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง และเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกลไกนี้มีหลักการที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตยสากล

ตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอกตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอก

เพราะนอกจากเป็นการวางกลไกที่ ผิดฝาผิดตัว ในการให้อำนาจองค์กรหนึ่งมากำหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือพิพาษาเรื่องจริยธรรมขององค์กรอื่น แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจในการ ประหารชีวิต นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยข้ออ้างเรื่อง จริยธรรม ที่สามารถถูกเขียนไว้อย่างกว้างและสามารถถูกตีความได้ตามดุลพินิจของตนเอง

‘ปิยบุตร’ ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ ‘ช่อพรรณิการ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559078

21 ก.ย. 2566

'ปิยบุตร' ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ 'ช่อพรรณิการ์'

เตรียมแถลงวิจารณ์การตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ ‘ปิยบุตร’ มองว่าพรรคก้าวไกล ไม่แสดงท่าทีใดๆอย่างเป็นทางการ

ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า แสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ กรณีศาลฎีกาตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ แต่กลับไม่มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาจากพรรคก้าวไกลว่า

ทำให้รู้สึกได้ว่าพรรคก้าวไกล ไร้น้ำใจกับ ช่อ มากเกินไป แม้จะมี สส.บางคนคนแสดงความไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ไม่มีการแถลงหรือวิจารณ์ใดๆออกจากพรรคก้าวไกลแม้แต่น้อย

แม้ช่อพรรณิการ์จะไม่ใช่สมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการแสดงความเห็นของพรรคการเมืองยังไม่นับว่าช่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคก้าวไกลด้วย ในขณะที่ ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และผู้สนับสนุนพรรคอื่น ยังแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง แต่พรรคก้าวไกลกลับ เงียบกริบ

เมื่อไม่มีการแสดงท่าทีจากพรรคก้าวไกล ก็เตรียมแถลงวิจารณ์คดีนี้เอง โดยระบุว่าการวิจารณ์คดีนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการปกป้องช่อพรรณิการ์ แต่เป็นการวิจารณ์ความผิดปกติของระบบรัฐธรรมนูญ และถ้าพรรคก้าวไกลมีความมุ่งมั่นในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ การออกแบบสถาบันการเมือง ก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้

ปิยบุตรบอกอีกว่าส่วนตัววิจารณ์เรื่องการตัดสิทธิการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยคุณปารีณาโดนตัดสิทธิ์ วันนี้ได้เห็นน้ำใจของปารีณา แสดงความไม่เห็นด้วย ก็น่ายินดีอย่างยิ่ง

‘กรมราชทัณฑ์’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559061

20 ก.ย. 2566

'กรมราชทัณฑ์' แจง 'ทักษิณ' ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

‘กรมราชทัณฑ์’ เผยได้รับหนังสือจาก ‘เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ หลังครบ 30 วันพรุ่งนี้

กรมราชทัณฑ์ชี้แจงประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ในความควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับตัวไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และต่อมามีอาการป่วยฉุกเฉินต้องส่งตัวออกรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลตำรวจในคืนดังกล่าว โดยจะครบระยะเวลา 30 วัน ที่ส่งตัวออกไปรักษาพยาบาลภายนอก ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2566)

กรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 กำหนดไว้ว่า กรณีผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดีพร้อมความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมราชทัณฑ์ได้รับหนังสือจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รายงานความเห็นแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ระบุเหตุผลความจำเป็น ฃของนายทักษิณ ที่ต้องรักษาเกิน 30 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะได้เข้ารับการผ่าตัด และยังคงต้องรักษาตัวอยู่ต่อ ณ โรงพยาบาลตำรวจ 

ทั้งนี้ในห้วงระยะเวลาปี งบประมาณ พ.ศ.2566 กรมราชทัณฑ์มีสถิติผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่าสามสิบวัน จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศกว่า 140 ราย และในเดือนนี้มีสถิติ จำนวน 14 ราย ที่เสนอมายังกรมราชทัณฑ์ (รวมกรณีนายทักษิณฯ) และกรมราชทัณฑ์ได้เห็นชอบตามความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาเสนอมา โดยที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามความเห็นแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วย และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ ส่วนรายละเอียดของผู้ป่วยทุกราย ตามกฎหมายไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยให้ทราบได้