‘ตั๊น จิตภัสร์’ รับคําขอโทษเป็นคุก หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่นทำลายป้าย สตช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558695

16 ก.ย. 2566

'ตั๊น จิตภัสร์' รับคําขอโทษเป็นคุก หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่นทำลายป้าย สตช.

‘ตั๊น จิตภัสร์’ ขอบคุณความยุติธรรม หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่น กล่าวหาทำลายป้าย สตช. จำคุก 20 วัน ปรับ 8000 บาท เผยโดนกระทำฝ่ายเดียวมาตลอด

น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รักษาการรองเลขาธิการพรรค และอดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นแกนนำผู้ชุมนุมทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม จากกรณี เมื่อ 3 ปีก่อนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ณ สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกับบุคคลที่โพสต์ใส่ร้าย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จกรณีกล่าวหาว่า ทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงในโซเชียลนั้น 
 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องอดทน อดกลั้นจากการดูถูก ด่าทอ และโดนกระทำฝ่ายเดียวมาตลอด จนมาถึงวันนี้กระบวนการศาลยุติธรรมได้ตัดสินลงโทษปรับและจำคุก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ขอให้กรณีนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นจริงในสังคม ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ไตร่ตรอง การวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง”
 

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มิ.ย 2566 ที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครเหนือ ได้นัดตัดสินในคดีดังกล่าว โดยมีคำพิพากษาว่า ข้อกล่าวหาที่จำเลยกล่าวถึง น.ส. จิตภัสร์ว่าเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.จิตภัสร์ มีหนังสือจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ อันเป็นหน่วยงานราชการแสดงว่า น.ส.จิตภัสร์ มิได้กระทำดังเช่นที่จำเลยกล่าว ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดว่า น.ส. จิตภัสร์ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้เป็นผู้ที่เหยียบย่ำยศและเครื่องแบบพระราชทานตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างไร 

ซึ่งภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมโซเชียลเป็นเพียงภาพที่มีการส่งต่อๆกัน โดยไม่ทราบแหล่งที่มาที่แท้จริง ดังนั้นทั้งรูปภาพและข้อความที่ถูกส่งต่อๆกันดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด โดยศาลพิพากษาให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 มีโทษจำคุก 1 เดือนและโทษปรับ 12,000 บาท  โดยจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและได้ลบข้อความที่หมิ่นประมาทไปแล้ว  จึงลดโทษลงหนึ่งในสาม คงจำคุก 20 วันและปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 56 

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558688

16 ก.ย. 2566

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’- เพื่อไทย ที่ให้เกียรติ ‘เทวัญ’ เป็น 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ย้ำ ชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้กล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณพรรคแกนนําพรรคเพื่อไทยที่ได้กรุณาให้เกียรติให้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ได้เข้าไปเป็น 1 ใน 9 ของคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า

“พรรคชาติพัฒนกล้าเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตก็ได้ร่วมมือกันทำให้งานที่ยากลําบากผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เป็นความร่วมมือของ 11 พรรคร่วมรัฐบาลในการที่จะสานต่อรวมพลังกันทํางานในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสําเร็จ ฉะนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล”

นายสุวัจน์ กล่าวว่าการทํางานของรัฐบาลเศรษฐา 1 ทำได้รวดเร็ว อะไรทําได้ทําทันที ถูกใจและตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน ถ้าสามารถรักษาอัตราความเร็วของการทํางานบวกกับประสิทธิภาพแล้วสามารถจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายระยะสั้น ระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คือ เรื่องสินค้าราคาแพง, เรื่องลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน, การพักหนี้เกษตรกร, การพักหนี้ SME,การกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

ส่วนระยะยาว คือ การสร้างรายได้ สร้างโอกาส และการรักษาคุณภาพชีวิต โดยการเพิ่มรายได้การส่งออกเป็นหลัก,การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล, การหาตลาดการค้าใหม่, การปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม แสงแดดทำให้ต้นทุนไฟฟ้าถูกลง,การแสวงหา แก๊ส น้ำมัน ในอ่าวไทย, การกำหนดโครงสร้างค่าการกลั่นน้ำมัน,การสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนในเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ทำกิน

การหยิบ soft power มาเป็นพลังในการต่อยอดเศรษฐกิจ ต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ soft power 

โดยภาพรวมถ้ารัฐบาลสามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่ได้แถลงต่อสภาทั้งระยะสั้น ระยะยาวให้เป็นไปตามกรอบ ตามแนวทาง พร้อมรับข้อเสนอของฝ่ายค้านได้จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘ชัยธวัช’ เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง ‘พิธา’ กลับมาผงาดอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558676

15 ก.ย. 2566

'ชัยธวัช' เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง 'พิธา' กลับมาผงาดอีกครั้ง

‘ชัยธวัช’ เผย 23 ก.ย.ประชุมวิสามัญ เลือกกก.บห.ชุดใหม่ หากศาลตัดสิน ‘พิธา’ ไม่ผิด พร้อมเปิดทางให้กลับมาเป็น ‘ผู้นำพรรค’

ความเคลื่อนไหว นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค หลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยวันที่ 23 ก.ย. จะมีการประชุมวิสามัญของพรรค วาระสำคัญจะเป็นการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ส่วนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก็คงต้องรอผลสรุปในที่ประชุมอีกครั้ง

ส่วนพรรคก้าวไกลชัดเจนแล้วว่าจะเอาตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 จะต้อง ถูกขับออกจากพรรคหรือจะให้ลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องรอได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่และคงจะมีการหารือกับนายประดิพัทธ์อีกรอบ ตอนนี้พรรคก้าวไกล คิดว่าเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ควรมีสถานะพรรคฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์ และควรมีผู้นำฝ่ายค้านที่มาจากพรรคฝ่ายค้านหลัก เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญ เปรียบเสมือนหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางการทำงานของฝ่ายค้าน 

ส่วนบทบาทของนายพิธาหลังจากนี้ ต้องรอกรรมการบริหารชุดใหม่ จะมีการจัดวางว่านายพิธาจะอยู่ตำแหน่งใด แต่นายพิธาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้นำของพรรคอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค 

เมื่อถามต่อว่า หากอนาคตศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นายพิธาไม่มีความผิดและคืนสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) นายพิธาจะไม่ได้ตำดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน แต่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนใช่หรือไม่ นายชัยธวัช มองว่า ผู้นำชุดใหม่ของพรรคก็พร้อม เปิดทางให้นายพิธากลับมาเป็นผู้นำพรรค 

หากศาลตัดสินว่านายพิธาไม่ผิดแล้ว ทุกองคาพยพในพรรค ยอมรับในความเป็นผู้นำของนายพิธาอยู่แล้ว นายชัยธวัช เผยว่า ก่อนหน้านี้นายพิธาระบุ พรรคก้าวไกลควรจะทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านให้ได้สมบูรณ์ และผู้นำฝ่ายค้านควรจะมาจากพพรรคฝ่ายค้าหลัก ซึ่งเป็นความชัดเจน และเป็นเหตุผลที่นายพิธาตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นายชัยธวัช ยอมรับ เสียใจ แต่เป็นการตัดสินใจของนายพิธาเอง และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในส่วนตัวของตน นับถือการตัดสินใจของนายพิธา และเจ้าตัวก็ยืนยันด้วยว่าไม่ได้หายไปไหน และยังทำหน้าที่เป็นผู้นำคนหนึ่งของพรรคก้าวไกล 

เชื่อว่าหุ้น itv ไม่มีปัญหาอะไรเพียงแต่รอระยะเวลาที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.สได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ย้ำว่า หากศาลตัดสินหุ้น itv ของนายพิธาว่าไม่ผิด ก็เป็นไปได้ที่นายพิธาจะกลับมาเป็นผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในที่ประชุมเสนอให้ นายชัยธวัช ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมทำหน้าที่หรือไม่ นายชัยธวัช ระบุว่า ค่อยว่ากัน ส่วนตัวยังชอบเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ (หัวเราะ)  

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน

พิธา เดินสายทั่วประเทศ นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล – ศิริกัญญา เหมาะนั่งหน.พรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558675

15 ก.ย. 2566

พิธา เดินสายทั่วประเทศ  นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล - ศิริกัญญา  เหมาะนั่งหน.พรรค

รักษาการหัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” เคลียร์ปมลาออกจากหัวหน้าพรรค ไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องการให้มีผู้นำฝ่ายค้าน  ที่จะมาเป็นธงหลักทำงาน ทั้งมหภาค – จุลภาค ประกาศแผนจากนี้เดินสายทั่วประเทศ เขย่าปัญหาของประชาชน ส่วนผู้ที่จะกุมบังเหียน ศิริกัญญา ตันสกุล เหมาะ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รักษาการหัวหน้าพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า   การลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล   เป็นการเห็นส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เป็นสำนึกของนักการเมือง คือในเรื่องของส่วนรวม ในบริบทการเมืองปัจจุบัน ฝ่ายค้านต้องทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพทั้ง มหภาคและจุลภาค ในทางมหภาคผู้นำฝ่ายค้าน  จำเป็นที่จะต้องเป็นเรือหลัก นำทิศทางการอภิปรายงบประมาณ อภิปรายแนะนำรัฐบาล อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ แม้แต่เรื่องจุลภาคอย่างเรื่องการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน ตามข้อบังคับก็เป็นหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านนี่เป็นเรื่องส่วนรวม   “ไม่ต้องห่วงผม ห่วงประชาชน ห่วงบ้านเมือง ห่วงประเทศดีกว่า ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ผมยังยืนยันคำเดิม ผมไม่ยึดติดกับหัวโขน  ไม่ยึดติดกับตำแหน่งและเชื่อว่าปัจจุบัน ผมสามารถทำงานได้ แม้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลย “


นายพิธา  กล่าวว่า  สถานะขณะนี้   ยังเป็นสส.ที่เข้าสภาไม่ได้ เป็นสส. ที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่และเป็นสส.ที่ยังสามารถทำงานในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกล  จิตใจยังเกินร้อย และเดินหน้าทำงานในช่วงที่รอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ  อาจจะเจอตนมากกว่าเดิม เพราะมีกำหนดการเดินทางไปทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดที่มีสส.เขตและจังหวัดที่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อเยอะ รวมถึงจะมีการเดินทางไปต่างประเทศ ที่จะไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  จะเดินหน้าเขย่าการเมืองไทย และเขย่าปัญหาประชาชน ผ่านตะแกรงร่อนส่งต่อไปยังสส.พรรคก้าวไกล ที่ยังอยู่ในสภา 

 “ไม่ได้เป็นการเดินเกม แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ รัฐธรรมนูญที่เราต้องการจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ เราจึงต้อง เอาส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว และคิดว่าสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องมีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และตอนนี้เวลาลพื้นที่ก็มีคนฟัง   ตามกฎหมายยังเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค จนถึงวันที่ 23 ก.ย.   ที่จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ และวันที่ 24 ก.ย.  พรรคจะมีการจัดกิจกรรมที่ดินแดง  และ หลังจากที่พรรคก้าวไกลได้หัวหน้าพรรคใหม่ในวันที่ 24 ก.ย.  ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายค้านเชิงรุกตามที่เคยประกาศเอาไว้”

เขา กล่าวว่า   บุคคลที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค  มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือขึ้นอยู่กับการประชุมวิสามัญพรรค และอีกประเด็นคือขึ้นอยู่กับคนที่ถูกเสนอชื่อจะยอมเป็นหรือไม่ ส่วนตัวมองว่ามีผู้ที่เหมาะสม  4-5 คน ที่พร้อมจะเป็นหัวหน้าพรรคแทน  ในช่วงเวลาที่รอคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ   รวมทั้ง น.ส.  ศิริกัญญา ตันสกุล  รองหัวหน้าพรรค  ก็เป็นหนึ่งในนั้น   อย่างไรก็ตามเป็นความเห็นของตนคนเดียวต้องรอดูต่อไป มีเวลาอีก 7-8 วัน     ไม่ได้กังวลใจอะไร เพราะพรรคไม่ใช่พรรคที่มีเจ้าของ หรือสืบทอดอำนาจได้ มีข้อบังคับพรรคมีกฎหมายควบคุมอยู่

พิธา เดินสายทั่วประเทศ  นำปัญหาชงผ่าน ก้าวไกล - ศิริกัญญา  เหมาะนั่งหน.พรรค

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

.

นายพิธา กล่าวว่า   กระแสข่าวที่เตรียมจะขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ออกจากพรรคก้าวไกล เพื่อรักษาตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ไว้ และได้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านด้วย   ต้องรอหลังการประชุมวิสามัญของพรรค เพราะเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่  ที่จะต้องหารือกับนายปดิพัทธ์ แล้วต้องฟังความคิดเห็นจากนายปดิพัทธ์ด้วย


สำหรับที่มีชื่อติดหนึ่งในร้อยลำดับผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต ในนิตยสาร Time   ดีใจที่ทั่วโลกที่ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย มีความพยายามที่จะเขย่าการเมืองไทย และพร้อมที่จะขยับเขยื้อนให้ประเทศไทยมีส่วนสำคัญในบริบทอาเซียน และบริบทโลก และการถ่วงดุลอำนาจ มหาอำนาจเพื่อให้ประเทศไทยไปสู่อนาคตได้   “ขอฝากถึงผู้ที่ติดตามว่า ต่อไปนี้ เจอกันทั่วประเทศ เจอกันทั่วโลก และจนกว่าเราจะกลับมาเจอกันใหม่” นายพิธา ระบุ

วงในปูด ‘ก้าวไกล’ ส่อขับ ‘ปดิพัทธ์’ – เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558670

15 ก.ย. 2566

วงในปูด  'ก้าวไกล' ส่อขับ 'ปดิพัทธ์' - เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

ความเป็นไปได่ต่อการอยู่ในตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” ของ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ยังมีทางออก วงในเผยอาจจะใช้สูตร ขับเจ้าตัวออกจากพรรค เพื่อไปหาสังกัดใหม่ ควบกับการทำหน้าที่ได้ต่อ ส่วน “ก้าวไกล” จะไม่มีข้อติดขัด เข้าองค์ประกอบรับตำแหน่งผู้นำฝายค้าน

แหล่งข่าวจากพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า   ภายหลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดทางให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ สามารถทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีผลต่อ  ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ของพรรคก้าวไกล  ดำรงตำแหน่งอยู่ 2      ทำให้สถานการณ์ขณะนี้  มี 2  ทางเลือก คือ หากพรรคก้าวไกล ต้องการจะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายปดิพัทธ์ ก็จะต้องลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้พรรคก้าวไกล มีเพียงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น 

อีกทางเลือกหนึ่ง หากพรรคก้าวไกล ต้องการทั้งตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” พรรคก้าวไกล จำเป็นจะต้องหาเหตุ ขับนายปดิพัทธ์ พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เหมือนกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ เคยขับกลุ่ม สส. ที่อยู่ภายใต้การนำของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ออกจากพรรคฯ แล้วไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก หากนายปดิพัทธ์ เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งสมาชิกพรรคก้าวไกล ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นจะทำให้นายปดิพัทธ์ ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สส. และพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียโอกาส   พรรคก้าวไกล จึงจำเป็นจะต้องเลือกวิธีการ  ด้วยการขับนายปดิพัทธ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้นายปดิพัทธ์ มีเวลา 30 วัน ในการหาสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งก็จะช่วยให้พรรคก้าวไกล เข้าเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือ เป็นพรรคการเมือง ที่ไม่มี สส.ของพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า สำหรับพรรคการเมือง ที่พรรคก้าวไกล จะฝากนายปดิพัทธ์  ก็อาจจะเป็นพรรคการเมืองในฝั่งของฝ่ายค้าน เช่น พรรคเป็นธรรม ที่มีนายกัณวีร์ สืบแสง เป็น สส.  ในระบบบัญชีรายชื่อ    แต่หากที่สุดแล้ว พรรคก้าวไกล ตัดสินใจที่จะเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพียงตำแหน่งเดียว ก็จะทำให้สภาผู้แทนราษฎร ต้องเลือกตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ซึ่งจะกลายไปเป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเสียงมากเป็นอันดับที่ 2 

วงในปูด  'ก้าวไกล' ส่อขับ 'ปดิพัทธ์' - เปิดทางหาสังกัดใหม่ ยึดรองประธานสภาฯ

ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

‘ธีรัจชัย’ เชื่อ ‘นายกฯ’ ไม่กล้าถอดชื่อ ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน’ ออกจาก ‘รมว.ศธ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558645

15 ก.ย. 2566

'ธีรัจชัย' เชื่อ 'นายกฯ' ไม่กล้าถอดชื่อ 'พล.ต.อ.เพิ่มพูน' ออกจาก 'รมว.ศธ.'

‘สส.ก้าวไกล’ เชื่อ ‘นายกฯ’ ไม่กล้าถอดชื่อ ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน’ ออกจาก ‘รมว.ศธ.’ หลัง ป.ป.ช. ส่งชื่อให้พิจารณา จี้เร่งตามตัว ‘บอส อยู่วิทยา’ อย่างจริงใจ ลดความเหลื่อมล้ำกระบวนการยุติธรรม

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งชื่อ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการทางวินัย จากปมมีความเห็นตามอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส อยู่วิทยา” 

นายธีรัจชัย กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2555 นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิต เป็นกรณีที่ประชาชนสนใจ และในคดีข้อสงสัยมากมาย เช่น มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วของรถต่ำกว่ากฎหมายกำหนด มีการย้ายนายตำรวจที่จะออกหมายแดงเพื่อติดตามตัวนายวรยุทธ ที่หลบหนีอยู่นอกประเทศ มีนายตำรวจท่านใหม่มาและมาเปลี่ยนให้เป็นหมายที่ใช้ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น มีการย้ายนายตำรวจที่จะมีความเห็นแย้งอัยการ และมีตำรวจท่านใหม่เข้ามาทำให้ไม่แย้งอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง 

โดยเรื่องนี้หลังจากมีการดำเนินคดีมีการสั่งฟ้องนายวรยุทธหลายข้อหา แต่ต่อมามีการร้องเรียนอัยการถึง 13 ครั้ง จนกระทั่งครั้งที่ 14 ประสบความสำเร็จอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ซึ่งตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจหนึ่งครั้ง รวมถึงในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎร ได้สอบสวนจนสิ้นกระแสความและส่งเรื่องให้กรรมการป.ป.ช. 

นายธีรัจชัย กล่าวว่า มาวันนี้เป็นเรื่องที่ต้องถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร แม้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลเป็นเรื่องวินัย แต่ได้ส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธาน ก.ตร. เป็นผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการต่อ พิจารณาความเหมาะสมในตำแหน่งของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ที่เหมือนเป็นครูใหญ่ของประเทศ จะออกนโยบายต่างๆ สั่งสอนเด็กให้ซื่อสัตย์สุจริต ให้มีประสิทธิภาพต่างๆอย่างไร เพราะมีความด่างพร้อยตรงนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีควรพิจารณาถอดถอน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ออกจากตำแหน่ง รมว.ศึกษาฯ หรือไม่ นายธีรัจชัย ระบุว่า หากต้องการความเหมาะสมควรทำในสิ่งที่ไม่ให้ประเทศชาติด่างพร้อยเสียหาย แต่ผมเชื่อว่า นายกฯไม่กล้า เพราะพรรคที่ท่านสังกัดและได้เป็นรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นพรรคที่สำคัญ มีเสียงสูงในขณะนี้ 

“คิดว่านายกรัฐมนตรีจะไม่กล้า แต่เมื่อไม่กล้าแล้วจะทำอย่างไร จะอธิบายอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ จึงคิดว่าท่านไม่กล้าเพราะเป็นพรรคการเมืองหลักในการตั้งรัฐบาล” นายชัยธวัช กล่าว

นอกจากนี้นายชัยธวัช ยังขอให้ตรวจสอบดำเนินการคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด และติดตามจับกุมตัวนายวรยุทธด้วย Biometric หากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจต้องสั่งการไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญ ให้ 26-27 ประเทศในกลุ่มวีซ่าเชงเก้น มีเครือข่ายบริษัทของนายวรยุทธตั้งอยู่ ให้ติดตามว่ามีเครื่องบินของเขาเข้าออก ก็สามารถตามจับได้ไม่ยาก หากใส่ใจทำ เป็นการวัดใจนายกรัฐมนตรีว่าจะเห็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

สุดอึ้ง เปิดทรัพย์สิน ‘มนพร เจริญศรี’ รมช.คมนาคม มีเงินอยู่แค่นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558644

15 ก.ย. 2566

สุดอึ้ง เปิดทรัพย์สิน 'มนพร เจริญศรี' รมช.คมนาคม มีเงินอยู่แค่นี้

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘มนพร เจริญศรี’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คนใหม่ มีเงินติดบัญชีอยู่แค่นี้ ไม่มีหนี้สิน

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 102 ที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องยื่น “บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน” ของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ภายใน 60 วัน นับถัดจากวันเข้ารับตำแหน่ง หรือวันพ้นจากตำแหน่ง ในส่วนของ “มนพร เจริญศรี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกได้ว่าสุดทึ่ง เมื่อเปิดทรัพย์สิน พบว่ามีอยู่เพียงกว่า 6 พันบาท

มนพร เจริญศรีมนพร เจริญศรี

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย มีรายได้ต่อปี เป็นเงินเดือนจำนวน 1,362,720 บาท มีรายจ่ายต่อปี เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และเบี้ยประกันชีวิต รวม 730,714 บาท 

แต่ทรัพย์สินของนางมนพร มีอยู่เพียง 6,819.94 บาท เป็นบัญชีเงินฝาก 3 บัญชี แบ่งเป็นธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี และธนาคารกรุงไทย 1 บัญชี  ไม่มีที่ดิน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ และไม่มีหนี้สินเช่นกัน

สำหรับนางมนพร เจริญศรี ปัจจุบันอายุ 57 ปี เคยดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม เมื่อปี 2537 เขตอำเภอเมืองฯ รวม 2 สมัย รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.นครพนม 2 สมัย ถือเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของ จ.นครพนม นอกจากนี้ ยังเป็น ประธานกรรมการพัฒนาสตรีนครพนม มีบุตรสาว 1 คน

‘เดือน มนพร เจริญศรี’ นอกจากผ่านประสบการณ์ทางการเมืองระดับการเมืองท้องถิ่นแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสนามระดับชาติ มากมาย อาทิ

  • โฆษกคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฏร
  • โฆษกคณะกรรมาธิการ พุทธศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการคณะกรรมาธิการ การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร,รองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการ วิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร,ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดนครพนม (กพสจ.)
  • รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี 2566

ยื้อตำแหน่ง ‘รองประธานสภาฯ’ หมออ๋อง ไม่แลก ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558641

15 ก.ย. 2566

ยื้อตำแหน่ง 'รองประธานสภาฯ' หมออ๋อง ไม่แลก 'ผู้นำฝ่ายค้าน'

ไม่เชื่อก้าวไกล ขับพ้นพรรคตัดปัญหา ‘รองประธานสภาฯ’ เปิดทางหัวหน้าคนใหม่เป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ หลังพิธาลาออก

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ เพื่อให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ สามารถทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้

เมื่อหัวหน้าพรรคลาออก กรรมการบริหารพรรคจะพ้นสภาพโดยอัตโนมัติ และจะมีการเลือกกันใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายนนี้ เมื่อมีกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลชุดใหม่ จึงจะหารืออีกครั้ง เพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วย กับข้อจำกัดที่กำหนดไว้ในกฎหมาย บีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงไปมา

แต่หากพรรคก้าวไกลจะมีมติขับตนเองออกจากสมาชิกพรรคก้าวไกลให้ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น เพื่อรักษาตำแหน่งรองประธานสภาฯไว้ และให้พรรคก้าวไกล สามารถมีตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเพราะข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ

เพราะไม่มีประเทศใดใช้เทคนิคกฎหมายแบบนี้ และตนเองได้รับการเลือกตั้ง สส. ได้รับมติจากสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

หากพรรคเห็นสมควรอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องของพรรค แต่ตนเองก็พร้อมทำหน้าที่ของตนเองเต็มที่ มั่นใจว่า การตัดสินใจของพรรคก้าวไกล จะเป็นประโยชน์ที่ไม่ใช่กับพรรคเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ และการได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

‘ก้าวไกล’ ส่งสัญญาณกล่อม ปดิพัทธ์ ถอนตัวตำแหนง ‘รองประธานสภาผู้แทนราษฎร’  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558638

15 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล' ส่งสัญญาณกล่อม  ปดิพัทธ์ ถอนตัวตำแหนง 'รองประธานสภาผู้แทนราษฎร'  

โฆษกพรรค “ก้าวไกล” สรุปสถานการณ์ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กระบวนการจากนี้ คือสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯ ปดิพัทธ์  สันติภาดา  ถึงเวลาที่ต้องจับเข่าคุยกัน หาทางออก


นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โฆษกพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า  การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ เพื่อเปิดทางให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร   หลังจากนี้ พรรค “ก้าวไกล” จะต้องมีการพูดคุยกับนายปดิพัทธ์  สันติภาดา  สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อการทำหน้าที่ดังกล่าว   ซึ่งมีกระบวนการตัดสินใจดำเนินการกันพอสมควรว่าจะเป็นอย่างไร   โดยยังไม่สามารถสรุปในตอนนี้ได้ทันที แต่เบื้องต้น พรรคก้าวไกล ได้ตัดสินใจหาผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 

ส่วนโอกาสที่พรรค “ก้าวไกล” จะรักษา ไว้ทั้งตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร   พรรคฯ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงขั้นนั้น ซึ่งจะต้องรอพูดคุยกับนายปดิพัทธ์ก่อน และเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำงานแล้ว พรรคฯ คงจะต้องดำเนินการหาตัวผู้นำฝ่ายค้านฯ ก่อน แต่สำหรับตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยังพอมีเวลา 

'ก้าวไกล' ส่งสัญญาณกล่อม  ปดิพัทธ์ ถอนตัวตำแหนง 'รองประธานสภาผู้แทนราษฎร'  

ปดิพัทธ์  สันติภาดา  สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

เปิดเซฟ ‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์-ชลน่าน’ อู้ฟู่ ทั้ง ที่ดิน แหวนเพชรตาแมว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558633

15 ก.ย. 2566

เปิดเซฟ 'พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์-ชลน่าน' อู้ฟู่ ทั้ง ที่ดิน แหวนเพชรตาแมว

รวยอยู่นะ ป.ป.ช. เปิด บัญชีทรัพย์สิน ‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ – ชลน่าน’ รวยเพิ่ม ทั้งที่ดิน, แหวนเพชรตาแมว ประเมินค่าไม่ได้

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หลังยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.วันที่ 4 ก.ค. 2566 เพิ่มขึ้นจากตอนพ้นตำแหน่ง สส. ส่วน “ชลน่าน” กับ ภรรยา รวยอู้ฟู่ ทั้งที่ดิน และแหวนเพชรตาแมว 

โดย ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร 21,521,941 บาท เงินลงทุน 15,286,468 บาท เงินให้กู้ยืม 39 ล้าบาท ที่ดิน 61 แปลง มูลค่า 41,717,525 บาท อาทิ เขตบางกอกน้อย กทม., อ.สามโคก จ.ปทุมธานี, อ.เมือง จ.มุกดาหาร เมื่อเทียบกับตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2566 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2,078,165 บาท

ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. วันที่ 4 ก.ค. 2566 มีทรัพย์สินรวม 561,444,058 บาท เป็นทรัพย์สินของ “ชลน่าน” 9,666,395บาท ทรัพย์สินของ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ คู่สมรส 551,393,408 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ที่เป็นของ น.ส.นวลสกุล มีมูลค่าถึง 501,339,338 บาท จำนวน 18 แปลง อาทิ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 38 ไร่ มูลค่า 218.2 ล้านบาท อ.เมือง จ.ลำพูน 45 ไร่ มูลค่า 125.2 ล้านบาท

รถยนต์ 4 คัน ของ น.ส.นวลสกุล มูลค่า 6,250,000 บาท รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ อีกประมาณ 25 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นของ น.ส.นวลสกุล อาทิ เครื่องประดับทองคำและเพชร 81 รายการ มูลค่า 5.9 ล้านบาท กระเป๋า HERMES และอุปกรณ์ตกแต่ง 25 รายการ รวม 6 ล้านบาท

กระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้ออื่นๆ อีก 45 ใบ มูลค่ารวม 5.97 ล้านบาท เครื่องประดับแบรนด์เนม 71 รายการ รวม 2 ล้านบาท ตลอดจนแหวนเพชรตาแมวสีมรกต และเมฆสิทธิ์หลวงพ่อทับ วัดอนงค์สีเขียวทอง ที่ระบุว่า ประเมินมูลค่าไม่ได้

ขณะที่ หมอชลน่าน มีพระเครื่อง 8 องค์ มูลค่า 3.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตอนที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นตำแหน่ง สส.วันที่ 20 มี.ค. 2566 นพ.ชลน่า นมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 588,781บาท