สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ‘ครม.เศรษฐา 1’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557545

01 ก.ย. 2566

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ‘ครม.เศรษฐา 1’ แล้ว

สำนักเลขาธิการรัฐมนตรี นำรายชื่อ ‘ครม.เศรษฐา 1’ ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ ช่วงเช้าวันนี้ (1ก.ย.)

วันที่ 1 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือ “ครม.เศรษฐา 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเมื่อช่วงเช้าของวันนี้(1 ก.ย.2566) 

หลังจากก่อนหน้านี้ มีการส่งรายชื่อ ว่าที่รัฐมนตรี บางราย ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจสอบประวัติ และคุณสมบัติ 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

‘เศรษฐา’ ย้ำ ‘พักหนี้เกษตรกร’ ทำควบคู่ ‘เพิ่มรายได้’ มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557536

01 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ย้ำ ‘พักหนี้เกษตรกร ทำควบคู่กับการ ‘เพิ่มรายได้’ มอบหมาย ธ.ก.ส.เร่งพิจารณาขั้นตอนและงบประมาณ เตรียมพิจารณามาตรการ ดูแล หนี้สินครู-ตำรวจ-ผู้ประสบวิกฤตโควิด ไปพร้อมกัน

วันที่ 1 กันยายน 2566 ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการ “พักหนี้เกษตรกร” ว่า เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน ของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ซึ่งกำลังพิจารณารายละเอียดว่าจะพักหนี้เกษตรกรจำนวนเท่าไร นานเท่าไร และ อย่างไร แต่จะมีการพักทั้งต้นและดอก 

'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว
'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว

“หลักการคือเราต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีเวลาไปพื้นฟูตัวเอง ไปทำมาหากินโดยไม่ต้องพะวงกับเรื่องหนี้สิน จะได้มีขวัญและกำลังใจในการรายได้ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะทำได้ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ขณะนี้ได้ให้ ธ.ก.ส. ไปดูเรื่องของขั้นตอนต่างๆ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการคลัง”

'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว
'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว
'เศรษฐา' ย้ำ 'พักหนี้เกษตรกร' ทำควบคู่ 'เพิ่มรายได้' มอบ ธ.ก.ส.ดูแลแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 ได้พูดคุยกับทางสถาบันจัดอับดับหนี้ ซึ่งดูแลหนี้สินทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ดังนั้นเราจึงไม่ได้ดูแลแค่พี่น้องเกษตรกร แต่ยังจะดูแลครู ตำรวจและผู้ที่ประสบภัยพิบัติในช่วงโควิด (หมวด 21) ที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษด้วย

ดังนั้นจึงขอเวลาในการพิจารณา แต่ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะดูแลให้ครบทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยทุกคนที่ประสบปัญหาได้มีขวัญและกำลังใจกลับมาทำงานอีกครั้ง

“การลดหนี้ชั่วคราวเป็นการบรรเทาความทุกข์ เป็นการฟื้นฟูจิตใจให้มีขวัญและกำลังใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดการเพิ่มรายได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นนโยบายของพรรคเพื่อไทยคือเราจะพยายามเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งก็ต้องเร่งทำ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯ- ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าที่รมว.เกษตรนายกฯ- ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าที่รมว.เกษตร

‘ไผ่ ลิกค์’ ยืนยัน ‘บิ๊กป้อม’ ไม่งอน หลังประกาศเตรียมลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557533

01 ก.ย. 2566

'ไผ่ ลิกค์' ยืนยัน 'บิ๊กป้อม' ไม่งอน หลังประกาศเตรียมลาออก

‘ไผ่ ลิกค์’ ยืนยัน ‘บิ๊กป้อม’ ไม่งอนชวดตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาล ย้ำสัมพันธ์ สส. รักกันดี เป็น’พลังประชารัฐยุคใหม่’

นายไผ่ ลิกค์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เตรียมลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่ออันดับ1 ของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากน้อยใจพลาดตำแหน่งในรัฐบาลว่า ถ้าท่านจะลาออกก็เพราะอยากให้คนข้างหลังขึ้นมาทำงานมากกว่า ท่านอาจจะเสียสละ ไม่มีอะไร 

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ภายในพรรคนั้น นายไผ่ ลิกค์ ระบุว่า “ดีดีครับ ดีครับ ดีมากๆเลยครับ รักกัน” และทุกข่าวที่ออกมาว่า มีการแย่งไม่มีอะไรทั้งสิ้น ยืนยันเลย ไม่มี รักกัน วันนี้มี สส.อยู่ 40 เราก็พยายามทำให้ครั้งหน้ามากขึ้นให้ได้ เรารักกันมากกว่าเดิมเป็น “พลังประชารัฐยุคใหม่”  

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ พล.อ.ประวิตร งอนที่ไม่ได้รับตำแหน่งหรือไม่ นายไผ่ ลิกค์ ยืนยัน “ไม่มีแน่นอน”

เมื่อถามว่า หัวเรือใหญ่ไม่อยู่แบบนี้ ภายในพรรคจะสั่นคลอนหรือไม่ นายไผ่ ลิกค์ ตอบ ไม่มี ไม่สั่นคลอน แข็งแรงเหมือนเดิม

‘วิษณุ’ ให้สื่อรอฟังข่าว ระหว่างรอตีความคุณสมบัติรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557520

01 ก.ย. 2566

'วิษณุ' ให้สื่อรอฟังข่าว ระหว่างรอตีความคุณสมบัติรัฐมนตรี

รองนายกฯ ‘วิษณุ’ บอกสื่อมวลชน ให้รอฟังข่าว ในขณะที่ปัญหาคุณสมบัติว่าที่ ‘รัฐมนตรี’ บางรายยังรอการตีความจากกฤษฎีกา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ยังเดินทางเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการพลเรือน และมีรายงานว่า ได้มอบหมายให้ตำรวจติดตามนำรถประจำตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ยี่ห้อ Mercedes benz สีดำ ทะเบียน 7กร9301 กรุงเทพมหานคร มาคืนทำเนียบรัฐบาล

โดยมีสื่อมวลชนร่วมถ่ายรูป เป็นที่ระลึกและพูดคุยอย่างอบอุ่น ซึ่งนายวิษณุ ยังได้บอกกับสื่อมวลชนว่า วันนี้อย่าเพิ่งไปไหน ขอให้รอฟังข่าว

รองนายกฯวิษณุ บอกว่าจะเคลียร์งานด้านเอกสารที่บ้านพัก จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และจะไม่เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลอีก  บรรยาบรรยากาศที่ทำเนียบ วันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา หลังจาก.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อำลาสื่อมวลชนและข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้

ข้าราชการทำเนียบอำลานายกฯลุงตู่ข้าราชการทำเนียบอำลานายกฯลุงตู่

‘อะดุง พันธุ์เอี่ยม’ ผบ.ทร. คนใหม่ ผู้ฝ่ามรสุม ‘เรือหลวงสุโขทัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557519

01 ก.ย. 2566

'อะดุง พันธุ์เอี่ยม' ผบ.ทร. คนใหม่ ผู้ฝ่ามรสุม 'เรือหลวงสุโขทัย'

เปิดประวัติ ‘พล.ร.อ. อะดุง พันธุ์เอี่ยม’ ผู้ฝ่ามรสุม ‘เรือหลวงสุโขทัย’ ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) คนใหม่

การแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งล่าสุด กว่าจะลงตัว โดยเฉพาะเก้าอี้ ผบ.ทร. ที่ติดปัญหาขับเคี่ยวกัน 3 แคนดิเดต คือ ระหว่าง ตท.25 คือ “บิ๊กวิน” พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ทร. (ตท.25) น้องชาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. ซึ่งถือว่าอาวุโสสูงสุด กับรุ่นพี่ ตท.23 สองคน “บิ๊กโอ๋” พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสธ.ทร. และ “บิ๊กดุง” พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ แถมช่วงต้นปี ก็มีกระแสข่าวลือ การย้าย 2 นายพลเรือ สังเวย เหตุ “เรือหลวงสุโขทัย” อับปาง ซึ่งก็มีชื่อของ “บิ๊กดุง” อยู่ด้วย แต่สุดท้าย เก้าอี้ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ก็ตกเป็นของ บิ๊กดุง “อะดุง พันธุ์เอี่ยม”

พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยมพล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม

สำหรับประวัติ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) คนใหม่ เรียกว่ามีดีกรีการศึกษาที่ไม่ธรรมดา เริ่มต้นจาก

  • โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 23
  • โรงเรียนนายเรือ รุ่นที่ 80
  • หลักสูตรนายทหารชั้นต้น พรรคนาวิน
  • หลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ รุ่นที่ 56
  • หลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ ประเทศออสเตรเลีย
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • หลักสูตรวิทยาลัยการทัพเรือ  รุ่นที่ 40
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 62

เมื่อจบการศึกษา ก็เริ่มต้นเข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ

  •  ผู้บังคับการเรือหลวงปิ่นเกล้า
  • ผู้ช่วยทูตทหารเรือ ไทย/แคนเบอร์รา ออสเตรเลีย
  • ฝ่ายเสนาธิการ ประจำผู้บัญชาการทหารเรือ
  • ผู้บัญชาการโรงเรียนชุมพลทหารเรือ
  • รองเลขานุการกองทัพเรือ
  • รองผู้อำนวยการ สำนักกิจการความมั่นคง กรมยุทธการทหารเรือ
  • รองผู้บัญชาการ ฐานทัพเรือกรุงเทพ
  • หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำเสนาธิการทหารเรือ
  • ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารเรือ
  • ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
  • ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ
  • เจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ
  • ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ต.ค. 2565)

พล.ร.อ.อะดุง เอี่ยมพันธุ์ ผบ.ทร.พล.ร.อ.อะดุง เอี่ยมพันธุ์ ผบ.ทร.

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา “บิ๊กดุง” ถือเป็นตัวเต็งคนหนึ่งที่ได้ลุ้นขึ้น ผบ.ทร. คนใหม่ แต่ก็ต้องพลาดไป ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีในหมู่ทหารเรือ ว่า ถูกดองเค็มจากผู้มีอำนาจ และมาในปีนี้ ถึงแม้ว่า พล.ร.อ.อะดุง จะมีชื่อเป็นแคนดิเดท ผบ.ทร. คนต่อไป ทั้งจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. ปี 2567 แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ง่าย เพราะเหตุ “เรือหลวงสุโขทัย” อับปาง เมื่อปลายปี 2565 ถูกนำมาเป็นข้ออ้าง ที่บิ๊กดุงจะหลุด แต่จากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนกองทัพเรือ ก็ไม่พบว่า พล.ร.อ.อะดุง ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ มีความผิด

ภาพเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัยอับปางภาพเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัยอับปาง

รวมทั้ง พล.ร.อ.อะดุง ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสั่งการใดๆ ที่ผิดพลาด เพราะอำนาจในการสั่ง ไม่ได้อยู่ที่ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ แต่อยู่ที่ ผบ.ทัพเรือภาค ที่คุมโดยตรง เพราะที่อยู่ในข่ายที่อาจจะต้อง รับผิดชอบคือ พล.ร.ท.พิชัย ล้อชูสกุล ผบ.ทัพเรือภาค 1 เพราะคำให้การของ ผู้การเรือหลวงสุโขทัย และกำลังพลที่รอดชีวิตนั้น เป็นผู้ประสานสั่งการโดยตรง

แต่ในที่สุด พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ก็ฝ่ามรสุม “เรือหลวงสุโขทัย” นั่งเก้าอี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ คนใหม่ ก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2567

‘สมชาย’ ไม่ปล่อยผ่าน งัดหนังสือ สลค.ขวาง ‘พิชิต’ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557516

01 ก.ย. 2566

'สมชาย' ไม่ปล่อยผ่าน งัดหนังสือ สลค.ขวาง 'พิชิต' นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

แม้ยังอยู่ระหว่าง รอคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาคุณสมบัติรัฐมนตรีของ ‘พิชิต’ ชื่นบาน แต่’สมชาย’ แสวงการ ก็ยังไม่วางมือ

ในระหว่างที่ รอคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาคุณสมบัติ ของ พิชิต ชื่นบาน ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งหรือไม่ เนื่องจากเคยถูกสั่งจำคุกกรณี ถุงขนม

หนังสือเวียน สลค. ที่ นร.1508/ว 101หนังสือเวียน สลค. ที่ นร.1508/ว 101

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์หนังสือเวียน จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สองฉบับ มีเนื้อหา เกี่ยวกับการกรณีการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ ที่ส่วนราชการจะต้องพึงระวังตรวจสอบกลั่นกรอง

ว่าได้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งหากเป็นเรื่องที่มีข้อร้องเรียนว่า มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติได้กำหนดไว้ ก็สมควรได้ตรวจสอบ


หรือดำเนินการแก็ไขให้เป็นที่ยุติเสียก่อนรวมทั้งเรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจาก พิชิต แล้ว ยังมีว่าที่รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ที่ถูก ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นหน้งสือพร้อมพยานหลักฐานไปยังนายกรัฐมนตรี ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ของว่าที่รมช.กระทรวงพาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย อดีต สว.ราชบุรี ที่มีชื่อติดโผ ครม.เศรษฐา 1 ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.160(5)

เนื่องจากเคยถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการจ้างวานฆ่า  แม้อัยการจะไม่สั่งฟ้องก็ตาม

‘ก้าวไกล’ เคลียร์ปมนับองค์ประชุม ‘สภาล่ม ‘- ยำเละ พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557508

31 ส.ค. 2566

'ก้าวไกล' เคลียร์ปมนับองค์ประชุม 'สภาล่ม '- ยำเละ  พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

องค์ประชุมไม่ครบ “สภาล่ม” ครั้งแรก ในยุครัฐบาลภายใต้พรรคเพื่อไทย  ฝั่ง”ก้าวไกล” ที่กลายเป็นคู่กรณี จากการขอให้นับองค์ประชุม  ระบุหากเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกษตรกรเดือดร้อน ทำไมไม่อยู่รับฟัง  สับเละต่อให้ได้เสียงจากก้าวไกลทั้งหมด ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล  แถลงว่า  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงบ่ายวันนี้ มีการพิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา  พรรคพลังประชารัฐ  เป็นผู้เสนอ    เมื่อเริ่มการอภิปรายญัตติแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ กลับไม่มี สส. อยู่ร่วมในห้องประชุม    ตนจึงเสนอนับองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกเข้าแสดงตนเพียง 96 คน จากทั้งหมด 498 คน     ประธานรัฐสภาจึงสั่งปิดการประชุมในเวลาต่อมา ถือเป็นครั้งแรกของสภาชุดที่ 26 ที่มีเหตุการณ์  “สภาล่ม”


นายปิยรัฐ  กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันว่า การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ กับการแก้ไขปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้า สส.ฝ่ายรัฐบาลให้ความสำคัญจริง ก็พร้อมรับฟังและร่วมอภิปรายด้วย   หลังจากการอภิปรายของสมาชิกท่านแรกผ่านไป ไม่เห็นเพื่อนสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลจะลุกขึ้นอภิปราย หรือเข้ามาในที่ประชุมเพียงพอ จึงสงสัยว่าที่อ้างญัตตินี้ อาจเป็นเพียงการโฆษณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าปัญหาปากท้องสำคัญ และแม้ว่าพรรคก้าวไกลร่วมแสดงตนตามที่พรรคร่วมรัฐบาลขอร้อง องค์ประชุมก็ไม่ครบอยู่ดี   ก็เป็นปัญหา ” สภาล่ม”  อย่างเลี่ยงไม่ได้ 


.

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคก้าวไกล ระบุว่า   ปัญหาของเกษตรกรมีความสำคัญอย่างมาก  และจำนวนสมาชิกที่ประชุมคือตัวสะท้อนที่ชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับญัตติที่เป็นปัญหาของเกษตรกรหรือไม่  การพูดในสภาว่าเห็นความสำคัญ แต่ไม่มาประชุม จะมาอ้างว่าอยู่ในห้องประชุมที่อื่น  แต่ตอนนี้กรรมาธิการสามัญยังไม่มี   ถ้าไปดูที่จอดรถ หลังเที่ยงก็กลับบ้านกันแล้ว มาพูดว่าเกษตรกรสำคัญ แล้วทำไมไม่ตามกันมาประชุม ทำไมกลับบ้านก่อน  วันนี้พรรคก้าวไกลมาประชุมกันครบ แต่ต่อให้พรรคก้าวไกลเข้าไปช่วยเป็นองค์ประชุมให้  แต่จำนวนก็ไม่ถึง 250  สภาก็ต้องล่มอยู่ดี  “พวกเราให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร และเรายืนยันด้วยจำนวน สส. ที่ร่วมประชุมในญัตตินี้  จึงขอให้พี่น้องประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงนี้ ว่าใครกันแน่ที่ใส่ใจจริง ๆ ใครกันแน่ที่ใส่ใจเพื่อการโฆษณา ”  นายวิโรจน์  ระบุ

'ก้าวไกล' เคลียร์ปมนับองค์ประชุม 'สภาล่ม '- ยำเละ  พักเที่ยงสส.กลับบ้าน

‘สุวัจน์’ ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ ‘ฝ่ายค้าน’ ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557504

31 ส.ค. 2566

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

‘สุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ย้ำ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ‘ฝ่ายค้าน’ ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์ ขอรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ลดราคาสินค้า ทุกคนมีงานทำ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ในรายการเคลียร์ ชัด ชัด ช่องเวิร์คพอยท์ 23 ดำเนินรายการโดย ดร.ภูวนาท คุนผลิน กับสุภาพบุรุษ…นักการเมือง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 มีประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจดังนี้

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ปรากฎการณ์ “สลายขั้ว”

นายสุวัจน์ มองว่าที่ผ่านมาการแบ่งขั้วทางการเมืองมันแรงมากในประเทศไม่ว่าจะเป็นสี หรือจะเป็นอะไร แต่ละยุคแต่ละสมัย มีการเกิดความรุนแรง มีการสูญเสียเกิดขึ้น และวันนี้เราเห็นสิ่งที่มีอุดมคติว่ า”จบสลายขั้ว”สารพัดสีรวมกันได้หมด เพราะการเมืองนําไปสู่การเดดล็อก ทําให้มีการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

ฉะนั้น พรรคการเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็คือ พรรคที่เป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล อันนี้เหมือนเป็นราคาที่ต้องสูญเสียหมายความว่าต้องพยายามคลี่คลายวิกฤติในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ยกตัวอย่าง หมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคแกนนําท่านเคยบอกไว้ว่าจะไม่จับมือกับคนนั้น ไม่จับมือกับพรรคนี้ แล้ววันนี้ด้วยเหตุจําเป็นทางการเมืองว่าถ้าไม่จับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ พรรคแกนนําไม่สามารถจะรวบรวมเสียงที่นําไปสู่การมีนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลได้ จําเป็นจะต้องไปจับมือ 

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ หมอชลน่าน แสดงสปิริตประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ( 30 สค.66) พรรคการเมืองอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่สิ่งที่พี่น้องประชาชนได้รับ คือ การกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศชาติเดินหน้า พี่น้องประชาชนมีความสุข

นายสุวัจน์ กล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสม ที่เรียกว่า”สลายขั้ว” รัฐบาลผสม คือ พรรคแกนนําไม่สามารถที่จะกําหนดอะไรได้จะต้องแบ่งกระทรวงให้พรรคนั้นพรรคนี้ ไม่สามารถที่จะเป็นลีดเดอร์ชิพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และพอแบ่งกระทรวงไปให้พรรคนั้นพรรคนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรคว่าจะไปจัดบุคคลอย่างไร มันเป็นขีดจํากัดของรัฐบาลผสม ซึ่งมันจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้เลยถ้าแลนด์สไลด์ ถ้าเกิดมีพรรคหนึ่งพรรคใดได้เกินครึ่งไปเลยไม่ต้องพึ่งพรรคอื่น แต่เมื่อเป็นรัฐบาลผสมสิ่งที่เห็น คือ เสถียรภาพ และเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองนั้น จะลดลง

บทบาทแกนนำฝ่ายค้านสำคัญอย่างไร

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน เป็นตําแหน่งที่สําคัญที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องมีผู้นําฝ่ายค้าน และเป็นตําแหน่งโปรดเกล้า รัฐธรรมนูญต้องให้ความสําคัญกับตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน เพราะในการบริหารประเทศเมื่อเลือกตั้งมาแล้วก็มีรัฐบาลกับมีฝ่ายค้าน ผู้นํารัฐบาล ก็คือนายกรัฐมนตรี ผู้นําฝ่ายค้าน ก็คือ ตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน

ฉะนั้น ถ้าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งของการเป็นฝ่ายค้านไม่รับตําแหน่ง ก็ต้องไปพรรคอันดับสอง พรรคอันดับสามที่จะไปเลือกกันตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

แต่ศักยภาพของความเป็นผู้นําฝ่ายค้านถ้าเป็นพรรคใหญ่ก็จะมีน้ำหนัก มีศักยภาพ ถ้าพรรคเล็กเป็นผู้นําฝ่ายค้าน ศักยภาพก็น้อย

“ถ้าตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน อยู่กับพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงเยอะๆ จะทําให้การทํางาน มีพลัง เป็นประโยชน์ต่อประเทศ คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์”

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

นโยบายเร่งด่วนที่สุดของรัฐบาล

นายสุวัจน์ กล่าวว่าทําอย่างไรของไม่แพง น้ํามันจะถูกลงได้อย่างไร ไฟฟ้าจะถูกลงได้อย่างไร เพื่อทําให้ต้นเหตุของราคาสินค้าต่างๆ มีราคาลดลง และทําให้ทุกคนมีงานทํา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําอย่างไรนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทําอย่างไรส่งออกดีขึ้น ทําอย่างไรให้เอสเอ็มอีได้กลับมาทํางานกันอีกครั้ง ฉะนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจกลับมากระเตื้อง

'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์
'สุวัจน์' ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ 'ฝ่ายค้าน' ที่เข้มแข็ง ประเทศได้ประโยชน์

ขอบคุณที่มา: รายการเคลียร์ ชัด ชัด 

ย้อน ‘นโยบายประชานิยม’ คนนิยมเพราะได้เงิน แจกสะบัด สะพัดแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557503

31 ส.ค. 2566

ย้อน 'นโยบายประชานิยม' คนนิยมเพราะได้เงิน แจกสะบัด สะพัดแสนล้าน

ย้อน ‘นโยบายประชานิยม’ ผ่านไป 20 กว่าปีคนก็ยังนิยม แจกเงินสะบัดสะพัดแสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจตามคำอ้าง หรือแต่ผลาญงบประมาณแผ่นดิน

“นโยบายประชานิยม” นโยบายเรียกคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็สามารถดูคะแนนจากประชาชนได้อย่างท่วมท้น ในประเทศไทยเอง “นโยบายประชานิยม” เริ่มเป็นที่รู้จักกันมาขึ้นในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร โดยงานวิจัยของ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ระบุเอาไว้ว่า นโยบายประชานิยมถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร  ผ่านการบริหารราชการแผ่นดินในรูปแบบต่างๆ   

ในปี 2548 นั่นเองที่พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งและทำให้คนชนะการเลือกตั้งและทำให้คนไทยเข้าใกล้กับคำว่า “นโยบายประชานิยม” มากขึ้น หลังจากที่นโยบายประชานิยมสามารถโกยคะแนนได้อย่างเด็ด ขาด ส่งผลให้หลายพรรคการเมืองใช้แนวทางดังกล่าว มาเป็นแคมเปญหาเสียงหลัก แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “นโยบายประชานิยม” ก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากเช่นกัน

  • ย้อน “นโยบายประชานิยม”  ของพรรคการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้ 

-ปี 2548 โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน  

-ปี 2554  เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2554 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2554 โดยให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 174,383 ครัวเรือน ใน 44 จังหวัด วงเงินทั้งสิ้น 871.91 ล้านบาท 

-ปี 2557  เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย  เพื่อชดเชยผลการขาดทุนในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำมากจนต่ำกว่าต้นทุน  ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท แก่ชาวนา ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 15 ไร่ ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาท วงเงินทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท

-ปี 2559 เช็คช่วยชาติ แจกเงิน 2,000 บาท จากพรรคประชาธิปปัตย์ ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่เกิดภาวะเศรษฐกิจหดหัวในช่วงปี 2551 วงเงินทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท เป็นการแจกเงินให้กับบุคลากรภาครัฐและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท/คน เป้าหมายจำนวน 9.7 ล้านคน

-ปี 2560-2566 โครงการกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม หรือ กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานรากและกลุ่มเปราะบาง ให้วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาท/คน/เดือน ค่าโดยสารรถสาธารณะ 500 บาท/เดือน โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 40,000 ล้านบาท วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 333,229 ล้านบาท

ระยะที่ 2 เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน 14 ล้านคน ตกปีละ 168,000 ล้านบาท 4 ปี 672,000 ล้านบาท

  • “นโยบายประชานิยม” ช่วงเลือกตั้ง 2566 เรียกว่าแทบจะทุกพรรคที่ออกนโยบาย ดังนี้ 

-พรรคเพื่อไทย กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท แจกเงินให้คนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ประมาณ  55 ล้านคน คนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินถึง 5.5 แสนล้านบาท

-พรรคไทยสร้างไทย นโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งจะแจกเงินให้ผู้สูงอายุ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งจะใช้เงินประมาณ 3 แสนล้านบาท/ปี

-เสรีรวมไทย บำนาญประชาชน 65 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน 8.3 ล้านคน ตกปีละ 298,800 ล้านบาท 4 ปี 1,195,200 ล้านบาท

-พรรคก้าวไกล  บำนาญประชาชน 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาท 12 ล้านคน ตกปีละ 432,000 ล้านบาท 4 ปี 1,728,000 ล้านบาท

-พรรคพลังประชารัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปี 3,000 บาท 70 ปี 4,000 บาท 80 ปี 5,000 บาท 4 ปี คิดไม่ออกแล้วว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่มากกว่า 2 ล้าน ล้านบาท 

หรือ นโยบายเดียว เท่ากับ 4 เท่าของนโยบาย 10,000 บาท เพื่อไทย

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความคิดเห็นถึงนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองเอาไว้ ว่า “นโยบายประชานิยม” เป็นทีทบื่นชอบของประชาชน เพราะประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนใหญ่มักจะเป็นสิทธิประโยชน์รูปแบบของตัวเงิน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  

แต่ที่สนใจไปกว่าการแจกเงินคือ “นโยบายประชานิยม” ที่มีการแจกเงินนั้นจะต้องทำอย่างต่อเนื่องซึ่งถือว่าเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน และสร้างความเคยชินให้ประชาชนคิดว่าไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆก็ได้เงิน ซึ่งจะทำให้ประชาชนคาดความเอาจริงเอาจังกับการประกอบอาชีพ 

ที่ผ่านมาเราพบว่า “นโยบายประชานิยม” ได้รับความนิยมอย่างมาก และสามารถตีกลับมาเป็นคะแนนเสียงได้ในรัฐบาลสมัยนายทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย โดยพรรคไทยรักไทยมีการทำสำรวจความเห็นของประชาชน และแปลงออกมาเป็นนโยบาย หลังจากนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้คะแนนเสียงกลับมาอย่างล้นหลามทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มออกนโยบายแนวประชานิยม เพื่อเรียกคะแนนเสียงบ้าง 

นายสมชัย แสดงความคิดเห็นถึง “นโยบายประชานิยม” ต่อว่า หากมองในมุมกระตุ้นเศรษฐกิจนโยบายประชานิยมไม่ได้เกิดผลทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ แต่เป็นแค่การเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนให้มีกำลังใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น หนำซ้ำนโยบายประชานิยมยังเป็นภาระให้แก่การใช้จ่ายในงบประมาณแผ่นดินอย่างเช่น นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่ต้องใช้งบประมาณราวๆ 1 ใน 6 ของเงินงบประมาณแผ่นดินหรือประมาณ 16-17%  ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากและไม่รู้ว่าจะต้องหาแหล่งเงินมาจากที่ใด 

“ในการเลือกตั้งปี 2566 ทุกพรรคมีนโยบายประชานิยม ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แข่งกันด้วยนโยบายประชานิยมมากที่สุด แม้ว่ากกต.จะมีกฎออกมาว่าจะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีการบังคับใช้ที่ชัดเจน” 

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557484

31 ส.ค. 2566

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตนายกอบจ.สงขลา และให้คุ้มครองจนกว่าศาลปกครองสูงสุด จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อม ขอบคุณศาลปกครองฯ คืนความยุติธรรมให้ ยืนยัน ทุกอย่างทำถูกขั้นตอนตามระเบียบกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ทางราชการ

วันที่ 31 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 เรื่อง ให้นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา(นายกอบจ.สงขลา) พ้นจากตำแหน่งในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่งเพิกถอน คำสั่ง มท.1 ปลด ‘นิพนธ์ บุญญามณี’

โดยให้มีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว และให้คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นายนิพนธ์ บุญญามณี

ซึ่งภายหลังที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา นั้น นายนิพนธ์ ได้กล่าวขอบคุณศาลปกครองฯ ที่คืนความยุติธรรมให้ พร้อมกับยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้ทำนั้น ได้ทำตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยการที่ไม่อนุมัติจ่ายเงินให้กลุ่มผู้ฮั้วประมูล นั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับทางราชการ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับแผ่นดิน