พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง – ลั่น’ ก้าวไกล’ ไม่หักหลัง ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556679

22 ส.ค. 2566

 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.

“พิธา ” สะท้อนความรู้สึก “ก้าวไกล” อยู่ในสภาพถูกรุมกินโต๊ะ จนกลายเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของรัฐบาลข้ามขั้ว เชื่อรัฐบาลผสมพันธุ์แบบนี้ ไม่มีทางสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกิดขึ้นได้ ลั่นจากนี้พรรคฯ จะเป็นตัวแทนพลังใหม่ เป็นความหวังตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจ

 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์   แสดงออกต่อทัศนคติทางการเมือง   โดยระบุว่าความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล จนไปเกิดรัฐบาลข้ามขั้ว  เป็นเพราะมีความพยายามที่จะสกัดกั้นพรรคก้าวไกล ส่วนการเกิดขึ้นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  เชื่อว่าจะไม่สามารถสร้างอะไรที่เป็นความหวังได้   และบทบาทของพรรคก้าวไกลจากนี้ คือการเดินหน้าเพื่อนำพาสังคมอย่างแท้จริง

.

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราเริ่มทำงานการเมืองในสมัยพรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกลที่ผมเป็นหัวหน้าพรรค จนถึงการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พวกเราทำงานอย่างหนัก เดินหน้าเคาะทุกประตูบ้าน คุยกับทุกคน เดินทางไปทั่วประเทศ ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ ออกสัมภาษณ์สื่อ ออกแบบนโยบาย
.
การทำงานหนักของพวกเรา และความ  “ชัดเจน จริงใจ ตรงไปตรงมา” ทำให้พรรคก้าวไกลได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดถึง 14 ล้านเสียง เป็นพรรคที่มีจำนวนผู้แทนราษฎรเป็นอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร
.
แต่ก้าวไกลก็ไม่มีใคร…นอกจากประชาชน
.
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกองคาพยพทางการเมืองพร้อมใจกันปิดสวิตช์ก้าวไกล จนได้รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ขัดความรู้สึกพี่น้องประชาชน
.
เมื่อติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ไม่มีวันที่รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้วนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี หรือมีเกียรติมีศักดิ์ศรีใดๆ ได้
.
ท่ามกลางความสิ้นหวัง ความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่
.

ก้าวไกลภายใต้การนำของผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะเป็นตัวแทนพลังใหม่ เป็นความหวัง เป็นที่หนึ่งในดวงใจของพี่น้องประชาชน ด้วยการทำงานทันสมัย มีประสิทธิภาพ ทั้งตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจ และทั้งเสนอแนะทางออกของประเทศในประเด็นต่างๆ รวมทั้งการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า อภิปรายวาระที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
.
เราจะเป็นสถาบันการเมืองที่พี่น้องประชาชนฝากความไว้วางใจเอาไว้ได้ ว่าเราจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน และจะไม่มีวันทรยศหักหลังต่อความไว้วางใจที่พี่น้องให้มาอย่างแน่นอน
.

การทำงานการเมืองแบบก้าวไกล ไม่ใช่การเมืองวิเศษวิโสอะไร เราแค่อยากทำให้ความจริงใจ ตรงไปตรงมา รักษาคำพูด เป็นเรื่องปกติในการเมืองไทย
.
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอเชิญเพื่อนพี่น้องทุกคน ร่วมเดินทางไกลอีกครั้งกับพรรคก้าวไกล ช่วยกันรณรงค์ ช่วยกันทำงาน ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล คือสิ่งที่ทุกคนถวิลหา
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล เป็นไปได้
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล จะลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในประเทศไทย
ช่วยกันยืนยันว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ เป็นของประชาชน

 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.
 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 ‘เศรษฐา’ โกย 482 คะแนน – เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556651

22 ส.ค. 2566

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 'เศรษฐา'  โกย 482  คะแนน - เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

เปรียบเทียบคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี หลังบทบาทในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาอยู่ในมือ “เพื่อไทย” ผลการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” จาก ” เพื่อไทย” โกยเสียงสนับสนุนไปทั้งสิ้น 482 คะแนน แรงหนุนมาแบบถล่มทลาย ทิ้งห่างสมัย “พิธา” แห่งก้าวไกล ที่ได้ 324 เสียง

ผลการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ได้รับเสียงสนับทั้งจากสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  รวมทั้งสิ้นเสียงสนับสนุนให้ความเห็นชอบ นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียงรวม 482  เสียง  ไม่เห็นด้วย 165 เสียง และงดออกเสียง 82  เสียง 

.

โครงสร้างการลงเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี  โดยการเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน  พรรรคเพื่อไทย    ( 22  ส.ค. 2566 )   

.

จำนวนสมาชิกวุฒิสภา ( สว.)  249  คน 
เห็นชอบ 153          ไม่เห็นชอบ    12            งดออกเสียง  68

.
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร  ( สส.) 498 คน 
เห็นชอบ   330      ไม่เห็นชอบ 152    งดออกเสียง  13

.

รวม  สว. – สส. 
เห็นชอบ    482     ไม่เห็นชอบ    165     งดออกเสียง  82

.

โครงสร้างการลงเสียง โหวตนายกรัฐมนตรี  เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรรคก้าวไกล  ( 13  ก.ค.  2566) 
.
 จำนวนสมาชิกวุฒิสภา ( สว.)  206  คน 

เห็นชอบ     13     ไม่เห็นชอบ    34      งดออกเสียง 159

.
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร  ( สส.)  499 คน 

เห็นชอบ   311       ไม่เห็นชอบ    148       งดออกเสียง 40

.

รวม  สว. – สส. 
เห็นชอบ    324     ไม่เห็นชอบ    182    งดออกเสียง  199 


.

.


อนึ่งพรรคเพื่อไทย  ขึ้นมาเป็นพรรคนำในการจัดตั้งรัฐบาล และรวมเสียงจากพรรคการเมืองได้ สส. รวม 314  เสียง  ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 141  เสียง  พรรคภูมิใจไทย 71   เสียง  , พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง , พรรครวมไทยสร้างชาติ 36   เสียง   , พรรคชาติไทยพัฒนา 10   เสียง  พรรคประชาชาติ 9   เสียง    พรรคชาติพัฒนากล้า 2   เสียง  พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2   เสียง   พรรคเสรีรวมไทย 1   เสียง  พรรคท้องที่ไทย 1  เสียง   และพรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง 

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 'เศรษฐา'  โกย 482  คะแนน - เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

เศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30  จากพรรคเพื่อไทย

ด่วนหาม สส. ‘ก้าวไกล’ ส่งโรงพยาบาลช็อกหมดสติระหว่าง ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556665

22 ส.ค. 2566

ด่วนหาม สส. 'ก้าวไกล' ส่งโรงพยาบาลช็อกหมดสติระหว่าง 'โหวตนายกฯ'

‘โหวตนายกฯ’ สะดุด สส. ‘ก้าวไกล’ ส่งโรงพยาบาลวชิระ ยังเหลือสมาชิกไม่ได้ลงคะแนนอีกเพียง 10 คน ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ประชุมรัฐสภา วุ่น เหลือ10 คนสุดท้าย ยังไม่ได้ลงมติโหวตนายกฯ พรเพชร  วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภาต้องสั่งพักการลงมติชั่วคราวเนื่องจาก สส. ก้าวไกล คาดว่าจะเป็นนาย อานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ช็อค หมดสติกลางสภา เพื่อสส.ต้องเข้าช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล วชิระ 

เบื้องต้นพบว่ามีโรคประจำตัว  โดยอากาล่าสุด ปั๊มหัวใจขึ้นแล้ว

หลังจากนำสส.คนดังกล่าว ส่งโรงพยาบาลแล้ว ประธานได้ดำเนินการโหวตนายกฯต่อไป และเตือนให้สมาชิกระมัดระวังรักษาสุขภาพ โดยเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล ขอสื่อมวลชนงดนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่เกิดในสภา รักษาสิทธิ์ของผู้ป่วย

ไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ กลับไทย รับโทษจำคุก 8 ปี ‘ขังเดี่ยว’ เรือนจำกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556664

22 ส.ค. 2566

ไทม์ไลน์ 'ทักษิณ' กลับไทย รับโทษจำคุก 8 ปี 'ขังเดี่ยว' เรือนจำกรุงเทพฯ

สรุปไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ กลับไทย ในรอบ 15 ปี รับโทษจำคุก 8 ปี แยก ‘ขังเดี่ยว’ แดน 7 เรือนจำกรุงเทพ เข้าข่ายเป็นกลุ่มเปราะบาง มีโรคประจำตัว 4 โรค ชี้ช่องยื่นพระราชทานอภัยโทษ ได้ทันที

นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของไทย  เมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ในรอบ 15 ปี 

ไล่เลียงไทม์ไลน์ การเดินทางกลับไทยของ นายทักษิณ ตั้งแต่ช่วงเช้า มีมวลชนเสื้อแดงไปรอรับ นายทักษิณ แน่นสนามบินดอนเมือง เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

เวลา 06.30 น. นายทักษิณ นั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ออกจากสิงค์โปร์ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องสาว เดินทางมาส่ง และโผกอดพี่ชาย พร้อมให้กำลังใจ และเคารพต่อการตัดสินใจที่จะกลับไทยในครั้งนี้ของพี่ชาย

เวลา 09.29 น. นายทักษิณ ถึงสนามบินดอนเมือง เดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารเอ็มเจ็ท พร้อมกับ โอ๊ค พานทองแท้ , เอม พินทองทา และ อิ๊งค์ แพทองธาร ลูกชายและลูกสาวทั้ง 3 คน โดย นายทักษิณ ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี แล้วออกมาโบกมือทักทายแกนนำพรรคเพื่อไทย

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

เวลา 10.20 น. ขบวนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายทักษิณ เดินทางถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

เวลา 10.40 น. พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผกก.ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ ได้นำ นายทักษิณ บุคคลตามหมายจับมาส่งต่อศาล ยืนยันว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม  ศาลพิพากษารวมจำคุก 3 คดี เป็นระยะเวลา 8 ปี

เวลา 11.00 น. นายทักษิณ เข้าห้องพิจารณาคดีไปกว่า 40 นาที จากนั้นคุมตัว นายทักษิณ ขึ้นรถออกมาจากศาลฎีกา มุ่งหน้าไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงเชียร์และให้กำลังใจของมวลชนเสื้อแดง

เวลา 11.24 น. ขบวนรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำ นายทักษิณ มุ่งหน้าไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งบริเวณหน้าเรือนจำมีมวลชนคนเสื้อแดง มาปักหลักให้กำลังใจจำนวนมาก

เวลา 13.00 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แถลงข่าวหลังจากรับตัว นายทักษิณ เข้ามาที่เรือนจำเรียบร้อย โดยระบุว่า เรือนจำได้ดำเนินการตามมาตรการรับตัวคนเข้าใหม่ โดยแพทย์ของทัณฑสถาน กรมราชทัณฑ์ พบว่านายทักษิณ เป็นกลุ่มเปราะบาง อายุเกิน 70  ปี 

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

และจากประวัติทางการรักษาที่ผ่านมา นายทักษิณ ป่วย 4 โรคคือ  โรคกล้ามเนื้อขาดเลือด , โรคปอดอักเสบ เนื่องมาจากติดเชื้อโควิด-19 , โรคความดันโลหิตสูง และ โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ดังนั้นจำเป็นต้องเฝ้าระวัง ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง 

เบื้องต้นทางเรือนจำพิเศษได้แยกการคุมขังไว้ที่แดน 7 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของเรือนจำกรุงเทพมหานคร เฉพาะเพียงคนเดียว และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 24 ชม. โดยทรงผม ถ้าไม่ยาวก็จะไม่ตัด ไม่กล้อนผมอย่างนักโทษทั่วไป เพราะ นายทักษิณ เป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้สูงอายุ

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

นายสิทธิ สุชีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ออกมาระบุ การขอพระราชทายอภัยโทษ นายทักษิณ สามารถยื่นได้เลยตั้งแต่เข้าเรือนจำ หลังจากนี้ขั้นตอนกระบวนการจะพร้อมหรือไม่ขึ้นอยู่กับญาติ และตามขั้นตอนเมื่อญาติยื่นเอกสารแล้ว คณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์ ก็พิจารณาเสนอกระทรวงยุติธรรม และเสนอนายกรัฐมนตรี 

การพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เป็นการทั่วไป กับเฉพาะราย กรณี นายทักษิณ จะยื่นเฉพาะราย คาดว่ากระบวนการแล้วเสร็จ ไม่เกิน 1-2 เดือน ที่จะพิจารณาและมีผลขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร และพระราชอำนาจ

กรมราชทัณฑ์ แถลงรับ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพกรมราชทัณฑ์ แถลงรับ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ส่วนกระบวนการลดโทษของกรมราชทัณฑ์ ตามระเบียบจะต้องรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของการกำหนดโทษ แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป จะต้องจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ซึ่ง นายทักษิณ อยู่ในเกณฑ์ต้องจำมาแล้ว 1 ใน 3 ทางเรือนจำก็จะพิจารณาหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่ง นายทักษิณ เป็นผู้สูงอายุ มีอาการป่วย หากผ่านการอบรมต่างๆของเรือนจำ และชั้นของนักโทษ ก็จะมีการลดโทษต่อไป

ส่องชีวิต ‘ทักษิณ’ วันแรกในเรือนจำ เปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556661

22 ส.ค. 2566

ส่องชีวิต 'ทักษิณ' วันแรกในเรือนจำ เปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

ส่องชีวิต ‘ทักษิณ’ วันแรกในเรือนจำ หลังเดินทางกลับมารับโทษในเมืองไทย พร้อมเปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

เจ้าหน้าที่คุมตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งมายัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยขบวนรถที่ควบคุมมามากกว่า 10 คัน เพื่อ ความปลอดภัยและเป็นไปตามแผนความมั่นคง โดยในขบวน ‘ทักษิณ’ นั่งมาในรถยนต์ยี่ห้อ Toyota รุ่น Fortuner สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ตราโล่ 00364 โดยมีกลุ่มมวลชนจำนวนมาก ที่มาคอยต้อนรับและให้กำลังใจ พร้อมโบกมือให้กับ ‘ทักษิณ’ ซึ่งมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรึงกำลัง พร้อมกับนำรั้วเหล็กปิดกั้นเพื่อไม่ให้มวลชนเข้าไปด้านใน

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

โดย นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ภายหลังรับตัว ‘ทักษิณ’ มาแล้ว เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้จัดสถานที่เพื่อรองรับกรณีมีญาติมาเยี่ยม เนื่องจากผู้ต้องขังมีญาติ เพื่อน และองค์กรต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน และมีความประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาเยี่ยมจำนวนมาก โดยที่ทุกคนสามารถมาลงทะเบียนขอเยี่ยมได้ตามระเบียบของเรือนจำ และเนื่องจาก นายทักษิณ มีอายุ 74 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งเรื่องสุขภาพร่างกาย และอนามัย เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และขณะนี้ได้แยกตัวผู้ต้องขังไปอยู่ในสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวก่อนเพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้ต้องขังคนอื่น

นายทักษิณ ยังไม่ต้องกล้อนผมเหมือนผู้ต้องขังคนอื่น เนื่องจากผมยังไม่ยาว และด้ไว้ผมรองทรงซึ่งก็ถือว่าไม่ยาวมาก รวมทั้งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นผู้ใหญ่ที่ทางเรือนจำให้เกียรติ ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่เข้าเรือนจำวันนี้ เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อของทางเรือนจำ โดยจุดแรกเข้าไปประตู 2 ผ่านไปยังประตู 3 ก่อนไปยังจุดตรวจสอบประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายภาพ ไม่ได้ใช้เวลานาน ไม่มีสีหน้าวิตกกังวล และไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ

ขณะนี้ นายทักษิณ ได้ถูกแยกขังอยู่ใน แดน 7 บนชั้น 2 ของอาคารเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นห้องปกติไม่มีเครื่องปรับอาการ มีกล้องวงจรปิด และแพทย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลตามกระบวนการและความปลอดภัย

สำหรับการเข้าเยี่ยมของญาติ ตามระเบียบผู้ต้องขังจะถูกกักตัวก่อน 10 วัน โดยใน 5 วันแรก จะให้เพียงทนายความเข้าเยี่ยมเท่านั้น ส่วนวันที่ 6-10 จะญาติเยี่ยมได้ผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งนายทักษิณ ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง 608 สามารถเรียกร้องขออาหารเสริม หรือยารักษาโรคเพิ่มเติมได้

ด้าน นายนัทธี ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรณีที่ ‘ทักษิณ’ ต้องอยู่ในแดนที่เป็นสถานพยาบาลเพื่อระมัดระวังรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มเปราะบาง และยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยใช้ทีมแพทย์และพยาบาลของเรือนจำตรวจร่างกายตลอด สำหรับอาหารของทางเรือนจำ ก็เป็นอาหารตามวงรอบ แต่ก็มีอาหารพิเศษที่มีร้านค้าเปิดจำหน่าย โดยผู้ต้องขังสามารถซื้อได้วันละ 500-600 บาท และเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ ไม่มีโซเดียม ส่วนกิจวัตรของเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ต้องปฏิบัติตามระเบียบเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นทั่วไป

ส่วน อาหารมื้อแรก ในเรือนจำ ซึ่งเป็นมื้อกลางวัน ที่ ‘ทักษิณ’ รับประทานเพียง น้ำดื่ม และขนมปังเพียงเล็กน้อย และบอกว่ายังไม่ค่อยหิว ส่วนอาหารมื้อเย็นในเรือนจำวันนี้ เป็นข้าวต้มและผักต้ม

นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ญาติของ ‘ทักษิณ’ ได้นำประวัติการรักษา การตรวจร่างกายแบบ MRI จากการรักษาในโรงพยาบาลที่ต่างประเทศ 2 แห่ง มาประกอบด้วย โดยเบื้องต้นพบว่า กำลังรักษาอยู่ 4 โรค คือ

  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • ปอดอักเสบเรื้อรัง
  • ความดันโลหิตสูง
  • กระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท

ทั้ง 4 โรคนี้ ก็ถือว่าเป็นโรคที่ต้องใช้แพทย์เฉพาะทางทำการรักษา โดยเบื้องต้นได้เตรียมแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไว้แล้ว แต่หากโรคใดไม่มีแพทย์เฉพาะทางก็จำเป็นต้องส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางของโรคนั้นอยู่ 

ซึ่งตามระเบียบของ กรมราชทัณฑ์ การส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาภายนอกจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย หรือการหลบหนีจากการคุมขังอีกด้วย ฉะนั้นจึงต้องใช้โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก โดยอันดับแรก คือ โรงพยาบาลตำรวจ หรือ โรงพยาบาลเฉพาะทางในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข 

หลังจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อโรคจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทางเรือนจำมีห้องกักโรคไว้แล้ว รวมทั้งเฝ้าระวังโรคติดต่อจากต่างประเทศเนื่องจากผู้ต้องขังได้เดินทางไปหลายประเทศ

กรมราชทัณฑ์กรมราชทัณฑ์

ด่วนมติที่ประชุมรัฐสภาโหวต’เศรษฐา’ ฉลุย นั่งเก้าอี้ ‘นายกคนที่30’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556648

22 ส.ค. 2566

ด่วนมติที่ประชุมรัฐสภาโหวต'เศรษฐา' ฉลุย นั่งเก้าอี้ 'นายกคนที่30'

มติที่ประชุมรัฐสภามีแนวโน้มเห็นชอบ ‘เศรษฐา’ ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย เป็น ‘นายกคนที่ 30’ ด้วยคะแนนท่วมท้น

การประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาร่วมประชุม 747 คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา240 คนผลปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบกับญัตติดังกล่าวด้วยคะแนน 462 คะแนนงดออกเสียง 80 คะแนน  ทำให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นนายกคนที่ 30 ของประเทศไทย  โดยมีพรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาลจำนวน 12 พรรค 315 เสียง 

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯคนที่ 30เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯคนที่ 30

พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ประกอบดัวย เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร และชัยเกษม นิติสิริ  เป็นที่น่าสังเกตว่ามีสว.โหวตให้จำนวนมากไม่เว้นแม้แต่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เปิดประวัติ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548947

22 ส.ค. 2566

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

ทำความรู้จัก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย ทั้งประวัติ การศึกษา ชีวิตส่วนตัว และเส้นทางการเมือง

ประวัติ

เศรษฐา ทวีสิน เกิดวันที่ 15 ก.พ. 2506 เป็นบุตรคนเดียวของ ร.อ. อำนวย ทวีสิน กับ ชดช้อย จูตระกูล

การศึกษา

เศรษฐา ทวีสิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาแคลร์มอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

ชีวิตส่วนตัว

สมรสกับ “หมออ้อม” พญ. พักตร์พิไล ทวีสิน มีบุตร 3 คน คือ “น้อบ” ณภัทร ทวีสิน, “แน้บ” วรัตม์ ทวีสิน และ “นุ้บ” ชนัญดา ทวีสิน

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

การทำงาน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2529 “เศรษฐา ทวีสิน” เข้าทำงานที่ P&G เป็นเวลา 4 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ บจก.แสนสำราญ ซึ่งหลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.แสนสิริ และเศรษฐาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

เส้นทางการเมือง

ในการชุมนุม ปี 2556–2557 “เศรษฐา ทวีสิน” แสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติการณ์ของ กปปส. ต่อมาหลังรัฐประหาร 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งเรียกให้เขาไปรายงานตัว ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ หลังจากนั้นเมื่อเกิดการระบาดทั่วของโควิด-19 และการประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มเยาวชน เขาได้วิจารณ์การบริหารสถานการณ์ดังกล่าวของรัฐบาล

พ.ย. 2565 “เศรษฐา ทวีสิน” ประกาศตัวเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย เดือนมีนาคมปีต่อมา พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งเขาเป็นประธานที่ปรึกษาให้กับ แพทองธาร ชินวัตร

หลังรับตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยในเดือนมีนาคม เขาลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่ชุมชนคลองเตย และขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตร ปลายเดือนเดียวกันเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยของ ทักษิณ ชินวัตร ระบุเป็นความต้องการของทักษิณเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค

ต่อมาในวันที่ 1 เม.ย. เขาทวีตข้อความคัดค้านระบบเกณฑ์ทหารโดยการบังคับ ไม่กี่วันต่อมาพรรคเสนอเขาในบัญชีรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลางเดือนเดียวกันระหว่างการปราศรัยที่จังหวัดเลย เขากล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีส่วนร่วมในการรัฐประหาร

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ อดีต สส.ภูมิใจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556654

22 ส.ค. 2566

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน 'เครื่องราชอิสริยาภรณ์' อดีต สส.ภูมิใจไทย

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ สำลี รักสุทธี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย-อดีตสส.อนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2566  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นายสำลี รักสุทธี อดีตสส.พรรคภูมิใจไทยนายสำลี รักสุทธี อดีตสส.พรรคภูมิใจไทย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่ง นายสำลี รักสุทธี ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ดังนี้

1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2536 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง นับแต่วันเลือกตั้ง คือ วันที่ 24 มีนาคม 2562 ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565

2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และตริตาภรณ์มงกุฎไทย เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และถูกกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมหาสารคามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4064/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.134/2562 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 เรื่อง ลักทรัพย์อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กรณีเป็นผู้ประพฤติตนไม่สมเกียรติ ตามข้อ 7 (8)ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 และ นายสำลี รักสุทธี เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2566 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสำลี รักสุทธี เป็นอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ สส.ของนายสำลี รักสุทธี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(10) จากเหตุเคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดมหาสารคาม ในคดีหมายเลขดำที่ อ.4064/2561 คดีหมายเลขแดง ที่ อ.13 4/2562 อันถึงที่สุดว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562

เนื่องจากคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาก่อนที่จะมีการสมัครรับเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งนายสำลี ย่อมรู้ตัวอยู่แล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แต่นายสำลี ยังคงลงสมัคร สส.

รวมพล สว.หนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ คาใจทำไม ว่าที่รัฐบาล จ่อ แก้รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556647

22 ส.ค. 2566

รวมพล สว.หนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ คาใจทำไม ว่าที่รัฐบาล จ่อ แก้รธน.

รวมพล สว.โหวตหนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ ตามเสียงข้างมาก มี ‘ก้าวไกล’ เป็นฝ่ายค้านเข้มแข้ง ตรวจสอบรัฐบาลได้ดี ชี้ไทยอยู่ในภาวะประชาธิปไตยปกติแล้ว ไม่ใช่ต่ออายุยุคยึดอำนาจ ข้องใจทำไม ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ จ่อแก้รธน. หวั่นกลไก ขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป

วันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคเพื่อไทยเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย หรือ เป็น “นายกคนที่30” ของประเทศไทยนั้น

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.

สว.คาใจว่าที่รัฐบาลใหม่จ่อแก้รธน.

ช่วงเที่ยง ในการประชุมรัฐสภา เพื่อ “โหวตนายกรอบ3” ปรากฏว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว. อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญทันทีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดแรก อยากถามว่า รัฐธรรมนูญปี2560 มีปัญหาอะไรให้เร่งแก้ไข เป็นเพราะรัฐธรรมนูญนี้มีกลไกป้องกันนักการเมืองทุจริตเข้มงวด อาทิ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต การให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ กลไกเหล่านี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยที่มักมีปัญหาทุจริต คนสำคัญบางคนต้องหลบหนีคดี เพราะไม่มีอายุความ จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้นหากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลไกขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป สอดคล้องความต้องการบางพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน การแย่งแยกราชอาณาจักร การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจองค์กรอิสระ ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุจริต เพิ่มประเด็นความขัดแย้งมากขึ้น จะกระทบความมั่นคงชาติร้ายแรงมากกว่าการแก้มาตรา 112

ดังนั้นจะสนับสนุนนายกฯพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเสียสัตย์ ให้ประเทศสงบ ยืนยันจะไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญทันที แต่จะเสนอในห้วงเวลาที่เหมาะสม เมื่อสังคมสงบสุข การเสียสัตย์ครั้งนี้จะได้รับคำสรรเสริญทำเพื่อประเทศ ถ้าทำเช่นนี้ จะสนับสนุนนายกฯเพื่อไทย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภานายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา

​สว.คำนูญ คาใจ จ่อแก้รธน.60 ร้ายแรงกว่าแก้ม.112

ถึงคิว นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายฯ ว่า ถ้าเป็นกรณีทั่วไปตามปกติเห็นควรให้ความเห็นชอบ ตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อนผลการเลือกตั้งทั่วไป เพราะการบริหารราชการแผ่นดินหลังได้นายกฯ ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ว่า สว.จะต้องให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอไปทุกกรณี เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติพิเศษ มาตรา272

สว.ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินใจ ความเห็นชอบบุคคลทั้งสมควรได้รับเป็นการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แตกต่างไปจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้แต่จำกัดเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริงๆไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เท่านั้น โดยเฉพาะที่เห็นว่าอาจเป็นภยันตราย อันใหญ่หลวง ต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครองของประเทศ เสมือนเป็นการใช้สิทธิยับยั้งในฐานะสภาที่2

การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีจาก พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งแรกนั้น เพราะแคนดิเดตคนนั้นและพรรคต้นสังกัด ยังคงมีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเห็นว่านี่เป็นภยันตรายต่อบ้านเมือง และแคนดิเดตคนนั้นก็ไม่ได้ถอยในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีเสียงอภิปรายคัดค้าน

แต่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เป็นแคนดิเดตสมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เพราะแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้มีนโยบายที่อาจจะเป็นภยันตรายต่อ รัฐธรรมนูญและระบบการปกครอง รวมทั้งไม่ได้มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เข้าร่วมในการจัเตั้งรัฐบาล ตนจึงตัดสินใจลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ของสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามอีกว่า นโยบายที่ จะให้คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมวาระแรก ให้มีการออกเสียงประชามติสอบถามประชาชนว่า ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น ถือเป็น ภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองหรือไม่ ซึ่งบางคนบอกว่าเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าการแก้ไขมาตรา 112

ซึ่งตนไม่เห็นว่าการแก้ไขรายมาตราสามารถทำได้ แต่นโยบายนี้เป็นนโยบาย เกือบทุกพรรคการเมืองที่เราต้องยอมรับ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องใช้เวลาอีกตั้ง 2 ปี ผ่านการพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้อีก 1-2 ครั้ง และผ่านการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ดังนั้นจึงให้ความสำคัญเรื่องคำถามในประชามติควรจะต้องตรง และไม่เกินไปจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีจะส่งเข้าสู่สภาควรจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาให้มากที่สุด และควรจะคำนึงถึงสาระสำคัญคือรูปแบบของส.ส.ร. และเมื่อส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้วจำเป็นต้องผ่าน ที่ประชุมรัฐสภาเป็นครั้งสุดท้าย

ยินดีอดีตนายกฯ ทักษิณกลับไทย

จากนั้นนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สว. อภิปรายฯว่า ผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด ไม่ใช่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสมอไป วันนี้สมาชิกอาจให้ความเห็นชอบคดีเด็ดนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง รัฐบาลที่เกินขึ้นในอนาคตจะเรียกว่ารัฐบาลสลายขั้วหรืออะไรก็แล้วแต่ เคยเกิดขึ้นแล้วเสมอในสังคมไทย แต่ตนห่วงว่า คำพูดของนักการเมือง ทั้งในการหาเสียงเลือกตั้งและระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลได้ทำลาย ความเชื่อถือต่อคำพูดของนักการเมืองจนประชาชนหมดศรัทธาอย่างรุนแรง ดังนั้นนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร ก็ต้องนำนโยบายต่างๆที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน ทำให้สำเร็จให้ได้ ความศรัทธาความเชื่อถือก็จะกลับมา

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก่อปัญหาให้เกิดวิกฤตที่ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ภายหลังจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขโดยด่วน จึงเห็นด้วยกับพรรคที่เป็นแกนนำที่จะมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทันที โดยแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยึดถือการปฏิรูปการเมืองปี 2539 คือได้ส.ส.ร.มาดำเนินการแก้ไข จึงจะได้รัฐธรรมนูญโดยประชาชนเพื่อประชาชน

นายกรัฐมนตรีต้องรู้บริบทพลวัตรในการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่ ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าจะประสบกับผู้นำหรือตัวแทนที่จะมากำกับควบคุมดูแลภายในสภาที่เข้มแข็ง และประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกอยู่ที่ประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น วันนี้ยินดีกับอดีตผู้นำที่กลับประเทศ และจะยินดีสูงสุด ถ้าโลกแห่งความขัดแย้งในประเทศจะสิ้นสุดสักที ก้าวเข้าสู่ยุคโลกแห่งความฝันที่เราปรารถนาสูงสุด ประเทศเจริญ รุ่งเรือง สันติ สงบสุขนิรันดร์กาล

สว.มณเฑียร ยันยกมือโหวตนายกคนที่30

ถึงคิว นายมณเฑียร บุญตัน สว. ลุกขึ้นอภิปรายฯ ว่า ตนจะยกมือโหวตให้แบบเดียวกับวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา เพราะระบบการปกครองประเทศไทยเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดจากการรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่กรณีที่เราอยู่ในห้วงเวลาพิเศษนี้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติเห็นชอบ เพราะฉะนั้นแเราก็จำเป็นต้องทำหน้าที่

เพียงแต่ตนเห็นแล้วว่าการทำหน้าที่ในครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในสถานการณ์การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่ปกติแล้ว เราไม่ได้อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลรักษาการหลังการยึดอำนาจไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เราอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งชุดหนึ่งไปยังอีกชุหนึ่ง

ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ สว.จะทำหน้าที่วินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นหลักการเดิมที่ตนใช้

นายมณเฑียร ระบุว่า ตนขอเรียนว่าตนไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นข้อกล่าวหาต่างๆนานา การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนฝ่าย สลายขั้วจริงๆ โดยหลักการก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เสียหายอะไร เพราะในระบบรัฐสภาในประเทศไหนก็มีการจับคู่ เปลี่ยนขั้ว สลายขั้ว ระหว่างซ้ายกับขวา กลางกับขวา กลางกับซ้ายอยู่ตลอดเวลา

เพียงแต่ว่าของไทยเราเพิ่งจะมีวิวัฒนาการหมาดๆ ประชาชนมีความคาดหวังสูงว่าพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกัน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง มาจนถึงการเลือกตั้งเสร็จ ก็ถูกเข้าใจแล้วว่าได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันไปแล้ว

เมื่อสะดุดหยุดลงถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนก็ต้องทำให้เกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา แต่แม้จะมีความไม่สบายใจขนาดไหนก็ตาม และแม้จะมีข้อกล่าวหาใดๆ ต่อบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อในขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจลบล้างหลักการได้ ว่าสมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์การเมืองที่เป็นปกติเหมือนเช่นปัจจุบันนี้ ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะใช้ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกนึกคิดหรือความเข้าใจต่อพรรคการเมืองต่อจุดยืนทางการเมืองของพรรคเหล่านั้น หรือต่อทัศนะที่มีต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ประการใด

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า ประการต่อมา แม้ว่าตนจะได้ใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชนในวันที่ 14 พ.ค. 2566 ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องการเห็นการปรับปรุงโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นความเห็นโดยสุจริตและตนทำหน้าที่ของประชาชนไปแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าผมไม่ได้เลือกพรรคใดเลยที่ร่วมกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ แต่ความรู้สึกนึกคิดไม่อาจลบล้างหลักการได้ ว่าในสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติ ไม่ใช่หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะไปวินิจฉัยว่าใครสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ แม้ว่าก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ก็เหมือนกับสมาชิกหลายท่าน พี่น้องประชาชนหลายท่าน ที่ใครอยากจะรับฟังคำชี้แจงการแสดงจุดยืนบางประการของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือตัวแทนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขหรือปรับปรุงยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” นายมณเฑียร กล่าว

ห่วงแก้รธน.นำไปสู่ความขัดแย้ง

นายมณเฑียร ย้ำว่า ในสภาวะที่สังคมไทยไม่มีฉันทามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรื่องนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ตนก็พร้อมที่จะยกมือให้ และยกมือให้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นแก้รัฐธรรมนูญ 272 ตัดอำนาจ สว. เลือกนายกรัฐมนตรี

พร้อมกล่าวว่า “ผมก็ยกมือให้มาโดยตลอด แต่ผมก็อยากจะฟังคำชี้แจงว่าท่านจะใช้ศิลปะ ใช้เทคนิควิธีการใด ที่จะเสนอให้มีการลงประชามติ อันจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยปราศจากความขัดแย้ง พาสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีสันติสุข มีสันติภาพ มีความสร้างสรรค์ต่อไป”

นายมณเฑียร ระบุว่า อีกเรื่องที่อยากจะทราบ คือเรื่องนโยบายเงินดิจิทัล ไม่แน่ใจว่าเงินที่ได้มาเป็นเงินตราที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ มันเป็นเวอร์ชั่นดิจิทัลของเงินบาทที่มีอยู่แล้วหรือเป็นเงินดิจิทัลโดยกำเนิด ถ้ามันเป็นดิจิทัลโดยกำเนิด ถ้าจะใช้ จะใช้บล็อกเชนในการเก็บรักษา จะกำกับควบคุมการใช้เงินอย่างไร เพราะย้อนแย้งกฎระเบียบ

สว.วันชัย เชื่อรัฐบาลก้าวข้ามความขัดแย้ง-ชม ก้าวไกล เป็นฝ่ายค้านเข้มแข้ง

นายวันชัย สอนศิริ สว. อภิปรายฯ ว่า ยืนยันจุดยืนที่ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนจนหลังเลือกตั้งว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะเสียงข้างมากถือว่าเป็นไปตามความต้องการของประชาชนทั่วทั้งประเทศ และยังเป็นการลดความขัดแย้งของสังคม

“การตัดสินจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ที่เสียงชี้ขาดสมาชิกรัฐสภา 750 คน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างว่า คนนั้นไม่ดี ไม่มีคุณสมบัติ แล้วคนทั้ง 750 คน ต้องเชื่อคนนั้นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาหรือ นี่คือหลักการที่ผมถือเป็นแนวปฏิบัติ” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย มองว่า รัฐบาล 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นรัฐบาลที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง และสามารถนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ได้จริงๆ ความขัดแย้งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมานาน ทำให้เกิดความสูญเสีย สังคมเข้าประหัตประหาร จนถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหารกัน

“พอเห็นรัฐบาล 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่บรรจงลงตัวเหมาะเจาะพอดี สลายสี สลายบุคคล เรามีทั้งเหลืองแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส. และ นปช. มีทั้งพรรคการเมืองที่เป็นผู้นำ เป็นทหารก็ดี ร่วมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เป็นการสมานฉันท์ปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม” นายวันชัยกล่าว

ทั้งนี้ ถ้าทุกพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลจริงๆ จะได้ผลยิ่งกว่าแผนปฏิรูปใดๆ ที่เราเคยเสียเงินเสียทองกันมาทั้งสิ้น หากรัฐบาลนี้ลดความขัดแย้งแบ่งแยก เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง การโหวตนายกฯ วันนี้จะเป็นการนับหนึ่งของการปรองดอง และจะดีหรือไม่ดี ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์รัฐบาล

ขณะที่พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน จะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีข้อกล่าวหา แต่ในเมื่อยังไม่มีองค์กรหน่วยงานใดตรวจสอบตัดสิน ก็ถือว่าบุคคลนั้นยังบริสุทธิ์ และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบต่อไป ตนเอง วันชัย สอนศิริ จึงขอสนับสนุน เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้

นายวันชัย สอนศิริ สว.นายวันชัย สอนศิริ สว.

“พูดถึงคำว่าความรัก ความสามัคคี ที่จะเกิดขึ้น ก็ชื่นใจแล้วนะครับ หวังว่าจะเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลนี้” นายวันชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมรัฐสภา อภิปรายฯโหวตนายกรอบ3 เริ่มให้สมาชิกรัฐสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่30 ของประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 15.00น.คาดว่าจะเสร็จสิ้นประมาณ 17.00 น.

เปิดอาการป่วย ‘ทักษิณ’ 4 โรค ‘ขังเดี่ยว’ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556637

22 ส.ค. 2566

เปิดอาการป่วย 'ทักษิณ' 4  โรค  'ขังเดี่ยว' ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

เปิดอาการป่วย ‘ทักษิณ’ 4 โรค ‘กล้ามเนื้อขาดเลือด-ปอดอักเสบ-ความดันโลหิตสูง-กระดูสันหลังเสื่อม’ ถือเป็นผู้ต้องขังเปราะบาง ขังเดี่ยว อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ตลอด 24 ชม.

22 ส.ค. 2566 หลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปี ก่อนที่จะถูกส่งตัวคุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งทางกรมราชทัณพ์ มีการแถลงอาการป่วยของนายทักษิณ ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เปิดเผยอาการป่วยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีเอกสารการรักษาอาการป่วยของ นายทักษิณ ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จำนวน 4 โรค 

1. โรคกล้ามเนื้อขาดเลือด ซึ่งต้องรับประทานยาอยู่ตลอดเวลา

2. ปอดอักเสบ  เนื่องมาจากติดเชื้อโควิด-19 จึงทำให้เกิดพังผืดในปอด มีความผิดปกติของออกซิเจน

3. ความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความดันผิดปกติ ต้องรับประทานยาตลอดเวลา

4. กระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมตามอายุ ซึ่งขณะนี้นายทักษิณ มาอายุ 74  ปี จึงเกิดกระดูกสันหลักเสื่อม กดทับเส้นประสาทปวดเรื้อรัง ทำให้การทรงตัวผิดปกติ 

ทั้งนี้ จากอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ถือว่าเป็นผู้ต้องขังที่เปราะบาง จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง คุมขังเพียงคนเดียว แดน 7 เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยทีมแพทย์จะได้เข้าไปรักษาทันท่วงที โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง