‘วันนอร์’ เคาะแล้ว วัน ‘โหวตนายกฯ’ ยัน ญัตติของก้าวไกลยังอยู่ รอถก วิป 3 ฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556197

16 ส.ค. 2566

‘วันนอร์’ เคาะแล้ว วัน ‘โหวตนายกฯ’ ยัน ญัตติของก้าวไกลยังอยู่ รอถก วิป 3 ฝ่าย

ประธานรัฐสภา ‘วันนอร์’ เคาะแล้ว ประชุมรัฐสภา ‘โหวตนายกฯ’ 22 ส.ค. รอหารือฝ่ายกฎหมาย ยันญัตติขอให้ทบทวนมติรัฐสภา 19 ก.ค.ของก้าวไกลยังอยู่ รอหารือวิป 3 ฝ่าย

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.00น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาแถลงว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้วินิจฉัยมติที่ประชุมรัฐสภาห้ามเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำในสมัยประชุมเดียวกันนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือว่าสิ่งที่ทางรัฐสภาประชุมไปแล้วเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ขัดต่อสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปให้พิจารณาว่าระหว่างข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญ มีความขัดแย้งกันหรือไม่อย่างไร ทำให้สิ่งที่สภาทำไปดำเนินการต่อไปได้

โดยพรุ่งนี้ (17 ส.ค.) เวลา 14.00 น. จะให้ฝ่ายกฎหมายสภา และฝ่ายที่เกี่ยวกับประชุมรัฐสภาในการเลือกนายกฯ ได้พิจารณารายละเอียด ระเบียบวาระที่ค้างอยู่ และกระบวนการเลือกนายกฯ

จากนั้น ตนจะนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ วุฒิสภา กับสภาทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งที่ตนกำหนดไว้แล้วน่าจะออกระเบียบวาระได้หลังฝ่ายกฎหมายให้ความเห็นเรียบร้อยแล้ว และจะเชิญสมาชิกรัฐสภา ประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ซึ่งตนได้หารือประธานวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลเสนอญัตติให้ทบทวนมติของที่ประชุมรัฐสภา ที่ให้การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ รอบสองเป็นการเสนอญัตติซ้ำ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลก็ต้องหารือต่อไป โดยจะดำเนินการตามข้อบังคับ และจะทบทวนอย่างไรต้องอยู่ในกรอบคำวินิจฉัยศาล

เมื่อถามว่า การประชุมรัฐสภา วันที่ 22 ส.ค.นี้ จะเรียบร้อยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะดำเนินการให้เรียบร้อยมากที่สุด แต่จะจบวันที่ 22 ส.ค.นี้ หรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภา
 

เมื่อถามว่าในฐานะประธานรัฐสภา เห็นควรหรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ ต้องเข้ามาชี้แจง และแสดงวิสัยทัศน์ด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถกำหนดได้ แต่รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับ ไม่ได้กำหนดก็ขึ้นอยู่กับสภาว่าจะเห็นสมควรอย่างไร

เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องของสมาชิกส่วนใหญ่ สมเหตุสมผลหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อว่าอยู่ที่ไหน หากอยู่ที่นี่และพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่หากเขาไม่อยู่ที่นี่ก็คงไม่สะดวก เพราะในปี 2562 ก็ เราก็ได้พิจารณาในข้อนั้น รวมถึงได้สอบถามฝ่ายกฎหมายว่า ตอนที่ร่างข้อบังคับในการเลือกนายกฯ ทำไมจึงไม่ได้กำหนดเหมือนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการชี้แจงเบื้องต้นว่า เดิมได้กำหนดว่าจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ แต่ภายหลังผู้ร่างข้อบังคับได้มีการตัดออกไป เพราะเห็นว่าอาจจะเป็นบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมของรัฐสภาที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าสามารถเสนอบุคคลภายนอกได้ และเราจะนำข้อกฎหมายนี้จะมีการนำเรื่องนี้พูดคุยในการหารือวิป 3 ฝ่ายด้วย อยากให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่อยากให้มีการกังขา หรือประเด็นอะไรต่างๆที่ยืดเยื้อกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 22 ส.ค. 2566 หากมีการโหวตนายกฯ อีกครั้ง นับเป็นการโหวตนายกฯ รอบ3 หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตกไป เมื่อครั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะพรรคอันดับ1 และเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไ่ม่ได้เสียงรับรองจากรัฐสภาถึง 375 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 เสียง แต่สว.ลาออก1 คนเหลือ 249 เสียง ส่วนสส.พ้นสภาพ1 คน และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อีก 1 คน รวมเสียง สส.หายไป 2 เสียงจากทั้งหมด 500 เสียง 

ชงยึดทรัพย์ ‘อดีตนายก อบจ. อุบลฯ’ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556181

16 ส.ค. 2566

ชงยึดทรัพย์ 'อดีตนายก อบจ. อุบลฯ' หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล.

ป.ป.ช.ภาค 3 โชว์ผลงานปี 66 ชี้มูล พรชัย โค้วสุรัตน์ ‘อดีตนายก อบจ. อุบลฯ’ ร่ำรวยผิดปกติ เกือบ 200 ล้าน ชงศาล สั่งยึดทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน

ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมนายณัฐวุฒิ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 3 และผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด 8 จังหวัด ในเขตพื้นที่ ป.ป.ช.ภาค 3 ได้แก่ นครราชสีมา , ชัยภูมิ , บุรีรัมย์ , สุรินทร์ , ศรีสะเกษ , อุบลราชธานี , อำนาจเจริญ และยโสธรได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงาน ของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 3 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ในพื้นที่ภาค 3 ประจำปีงบประมาณ 2566

นายนิวัติไชย ระบุว่า ผลการดำเนินงาน ของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 3 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ในพื้นที่ภาค 3 ประจำปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผลงานด้านการปราบปรามการทุจริต , ผลงานด้านตรวจสอบทรัพย์สิน และผลงานป้องปราบการทุจริต

โดยเฉพาะในส่วนของผลงาน ด้านการปราบปรามการทุจริตนั้น มีเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล จำนวน 12 เรื่อง มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องเช่น

กรณีนายพรชัย โค้วสุรัตน์ อดีตนายกฯ อบจ.อุบลฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายก อบจ.อุบลราชธานี ข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติโดยพฤติการณคือ นายพรชัย โค้วสุรัตน์ เมื่อเป็น นายก อบจ.อุบลราชธานี มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมา โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย

สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอยู่ในชื่อของบริษัท เป็นไทยแทรคเตอร์ จํากัดหรือบริษัท อีสานรีช จํากัดและ น.ส.วิสิฏฐี ศรีธัญรัตน์ ราคาประเมินมูลค่า 93,473,640 บาท โดยมีที่ดินอยู่ในชื่อของบริษัท เป็นไทแทรคเตอร์ จํากัดจํานวน 53 แปลง รวมเนื้อที่ 640 ไร่ 84 ตารางวา (ราคาประเมินมูลค่า 82,708,655 บาท อยู่ในชื่อของ น.ส.วิสิฏฐี จํานวน 22 แปลง รวมเนื้อที่ 122 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา (ราคาประเมิน มูลค่า 10,764,985 บาท)

คําวินิจฉัยคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายพรชัย โค้วสุรัตน์ เมื่อครั้งเป็น นายก อบจ.อุบลราชธานี ร่ำรวยผิดปกติ และส่งรายงานการไต่สวน ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคําร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบขอให้ศาลสั่งทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินและส่งคําวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุป ไปยังผู้มีอํานาจสั่งให้พ้นจากตําแหน่งและให้ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

‘พิธา’ ยันไม่ร้อง ศาล รธน. เอง ปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ ชีี้เป็นปัญหาของสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556186

16 ส.ค. 2566

'พิธา' ยันไม่ร้อง ศาล รธน. เอง ปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ ชีี้เป็นปัญหาของสภา

‘พิธา’ ยืนยันไม่ยื่นร้องศาล รธน. เอง หลังศาลปัดตกปมเสนอชื่อนายกฯซ้ำ เผยเป็นปัญหาที่สภา ควรแก้ที่สภา ย้ำนโยบายแก้ ม.112 ไม่ใช่ ‘ล้มล้างการปกครอง’

หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องวินิจฉัยเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล เป็นบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซ้ำรอบ 2 ให้เหตุผลผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ 

ซึ่งความเคลื่อนไหวของนายพิธา เลี่ยงเจอสื่อมวลชนที่มารอดักสัมภาษณ์บริเวณสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แต่กล่าวเพียงสั้นๆก่อนเดินกลับว่า คิดว่าเป็นปัญหาของสภา ดังนั้นก็ควรแก้กันที่สภา อย่างที่นายรังสิมันต์ โรส สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ได้ยื่นญัตติหารือต่อที่ประชุมไปแล้ว ซึ่งไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอะไรกับการสิ้นสุดหรือการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ถ้าประธานสภาบอกว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คงสามารถที่จะไปต่อได้ และคิดว่า “ปัญหาที่สภาก็ควรแก้ที่สภา”

ส่วนจะยื่นเองศาลรัฐธรรมนูญเอง ในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ นายพิธา ยืนยัน ไม่ได้ยื่น เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องของนิติบัญญัติก็อยู่ที่นิติบัญญัติ

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ขยายเวลาชี้แจงคำร้องหาเสียงแก้ไข ม.112 เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ จะเป็นผลดีกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ตามปกติก็มีโอกาสได้ขยายว่า มันไม่ได้เป็นการล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา 

สุดท้ายนายพิธา แจ้งว่า ในช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นี้ จะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.เขต3 จ.ระยอง หาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมเช่นเดิม

แม้แต่ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับ ก้าวไกลและ ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556182

16 ส.ค. 2566

แม้แต่ 'ผู้นำฝ่ายค้าน' ยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับ ก้าวไกลและ 'พิธา'

ตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในสภาฯ หากรอดจากศาลรัฐธรรมนูญมาได้ ‘พิธา’ ยังต้องเจอเงื่อนไข ห้ามสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภาฯ

ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับพิจารณาคำร้อง ปมเสนอชื่อพิธา โหวตนายกฯครั้งที่ 2 ไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213ให้เหตุผลว่า เพราะผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง ไม่ได้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 ส่งผลให้มีการนัดประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตนายกฯ ครั้งที่ 3 วันที่ 22 สิงหาคมนี้

และหากไม่มีอะไรผิดไป พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยหัวหน้าพรรคจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 เพราะมีจํานวนสมาชิกมากที่สุด

นอกจากจะต้องลุ้นว่า พิธา จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ สส.ได้หรือไม่ ในคดีถือหุ้นสื่อแล้วเงื่อนไขสำคัญในรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกันนี้ ยังกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา ต้องไม่มีสมาชิกของพรรคไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

แต่ในกรณีของพรรคก้าวไกลมี ปดิพัทธ์ สันติภาดา ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาอยู่  เส้นทางการเมืองของพิธา และพรรคก้าวไกล ไม่ง่าย นอกจากไม่ได้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร แม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยังผ่านยาก

คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ให้ผู้ถูกร้องยื่นคําชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่การโปรโมท คราฟเบียร์พิษณุโลก ของหมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา ถูกร้องไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมฯว่า เข้าข่ายการฝ่าฝืน พรบ.ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32

ที่ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ หากมีความผิดก็ต้องพ้นสภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 118   

หากพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภา โอกาสที่พรรคก้าวไกลก้าวไกลจะทวงกลับมาก็เป็นเรื่องลำบากใจ  เพราะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สถานะของพิธา หากรอดกลับมา ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

‘ชูวิทย์’ ฟ้อง ‘เศรษฐา’ วิญญัติเรียกค่าเสียหาย 90,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556178

16 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ฟ้อง 'เศรษฐา' วิญญัติเรียกค่าเสียหาย 90,000 บาท

ชูวิทย์ฟ้องกลับเศรษฐาฐานดูหมิ่นฟ้องเท็จกรณีแฉซื้อที่ดินการทำ ‘นิติกรรมอำพราง’ การซื้อขายที่ดิน ที่ปากซอยทองหล่อ 12 ว่า บริษัทแสนสิริ

วันที่ 16 สิงหาคม เวลา 13:00 น.ที่ศาลอาญานายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พร้อมกับทนายความเดินทางมายื่นเอกสารฟ้องกลับนายเศรษฐา ทวีสิน และนายวิญญัติ ชาติมนตรีหลังเมื่อ2สัปดาห์ก่อน นายเศรษฐาและทนายความนายวิญญัติ ได้มายื่นฟ้องนายชูวิทย์ นายชูวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ตนเองแถลงข่าวแฉการนิติกรรมอำพรางของแสนสิริ ตนเองได้ขุดหลุมพรางเอาไว้เพื่อให้แสงสิริออกมาตอบโต้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตนเองวางแผนไว้ นั่นคือแสนสิริ ชี้แจงเพียงแค่ว่าการซื้อขายที่ดิน ในซอยทองหล่อ 12 มีความโปร่งใส แต่แสนสิริไม่ได้บอกถึงวิธีการซื้อขายที่ชัดเจน รวมไปถึงวิธีการตั้งนอมินีขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าแสนสิริคงไม่มีทางเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว 

โดยในวันนี้ได้เดินทางมาที่ศาลอาญา เพราะต้องการฟ้องกลับ นายเศรษฐา ทวีสินในข้อหาหมิ่นประมาทฟ้องเท็จและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตนเองเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 90,000 บาท นับ ตั้งแต่วันที่นายวิญัติทนายความเดินทางมาฟ้องตนเองเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตนเองไม่ได้ต้องการฟ้องเพื่อทรัพย์สินเงินทองแต่ต้องฟ้องเพื่อความจริง ซึ่งประชาชนควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ ว่า บริษัทแสนสิริภายใต้การบริหารของนายเศรษฐาว่าที่นายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง

ส่วนรปภ.ที่ชื่อนายสมศักดิ์กับแม่บ้านที่ชื่อนายพินิช เป็นกรรมการบริษัทเป็นนอมินี ก็ไปแจ้งความเพื่อยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องให้เจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร อยากบอกทั้งสองคนว่า ถ้าไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องก็มาให้การในฐานะพยาน หรือ ถ้าอยากปกปิด ก็แล้วแต่ ส่วนตนเองเชื่อว่า ทั้งรปภและแม่บ้านคงจะได้ค่าจ้างจากการเป็นนอมินีไม่เท่าไหร่พร้อมยืนยันจากนี้ ขอแลกกันหมัดต่อหมัดสู้กันในชั้นศาลตนเองมีหลักฐานครบ

ส่วนกรณีของนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับอำนาจ นายเศรษฐาที่มาฟ้องตนเอง ก็จะยื่นสอบมารยาททนายความด้วยเช่นกัน โดยหลังจากยื่นฟ้องศาลตนเองจะเดินทางไปสภาทนายความเพื่อขอให้นายกสภาทนายความสอบมารยาททางจริยธรรมต่อนายวิญญัติ ซึ่งตนเองมองว่านายวิญญัติเล่นการเมืองมากเกินไป จนลืมมารยาททนายความไปแล้ว และในวันพรุ่งนี้เวลา10โมง จะนำหลักฐานไปร้องเรียนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.เพื่อตรวจสอบและใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกนอมินีของนายเศรษฐามาสอบสวน ซึ่งถ้าหากพบว่าผิดจริงอาจรุนแรงถึงถูกยึดทรัพย์ โดยตนเองได้เตรียมแจ้งข้อหาหลายข้อหาต่อนายเศรษฐาทั้งฉ้อโกงประชาชน และข้อหาอื่นๆ เรียกได้ว่าบริษัทแสนสิริภายใต้การบริหารของนายเศรษฐามีพฤติกรรมเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

กมธ.วุฒิสภา เกาะติด ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษี -ประสาน ‘กรมที่ดิน’ ขอเอกสารสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556175

16 ส.ค. 2566

กมธ.วุฒิสภา เกาะติด  'เศรษฐา'  เลี่ยงภาษี -ประสาน 'กรมที่ดิน' ขอเอกสารสอบ

กมธ. พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เกาะติดคำร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรม “เศรษฐา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย จากประเด็นภาษีซื้อขายที่ดิน เผยทำเรื่องไปถึงกรมที่ดินขอเอกสารเพิ่มเติมแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนรอรับ เตือนเสนอชื่ออย่ามั่นใจว่าจะผ่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา   เปิดเผยว่า  ในการประชุมกมธ.  วานนี้ ( 15 )  มีการพิจารณาคำร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทแสนสิริ จำกัด   ( มหาชน) ว่า มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีการซื้อขายที่ดินย่านสารสินหรือไม่   ทั้งนี้กมธ. ได้ทำหนังสือเพื่อขอเอกสารและข้อมูลจากกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
แต่ กรมที่ดิน ไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ทันการพิจารณาของกมธ.   อย่างไรก็ดีได้ให้ เจ้าหน้าที่ติดตามอย่างเร่งด่วนแล้ว  

ขณะเดียวกันกมธ.ได้นำข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เปิดเผยมาพิจารณา ที่เกี่ยวข้องกับนายเศรษฐา  รวมถึงข้อมูลล่าสุดต่อกรณีใช้นอมินีทำนิติกรรมเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินด้วย ซึ่งขณะนี้กมธ.ยังไม่สรุปในรายละเอียดใด ขอศึกษาเอกสารและรายละเอียดที่มีให้ครบถ้วนก่อน

“ตอนนี้กมธ. ยังไม่สรุปว่านายเศรษฐานั้นเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้าม หรือ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเป็นนายกฯ หรือไม่ เพราะไม่ต้องการพูดไปล่วงหน้า   ต้องขอดูรายละเอียดเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย รวมถึงคำชี้แจงของบริษัทแสนสิริด้วย ขณะที่นายเศรษฐานั้น กมธ.คงไม่เชิญมาชี้แจงเพราะเป็นประเด็นสาธารณะที่เจ้าตัวมีสิทธิจะชี้แจงหรือไม่ชี้แจงต่อสาธารณะก็ได้ “

นายเสรี  กล่าวด้วยว่  เงื่อนไขที่ สว. จะใช้พิจารณาขณะนี้ เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากคุณสมบัตินายเศรษฐา เพราะต้องดูนโยบาย และทิศทางของการนำพาประเทศ ซึ่งขณะนี้มองดูแล้วว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายทำประชามติแก้รัฐธรมนูญโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง อาจทำให้ประเทศศยุ่งยาก วุ่นวาย รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายแจกเงินดิจิตอล  ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นที่ทำให้ ชื่อของนายเศรษฐา นั้นไม่น่าจะผ่านไปได้

ส่อง ความรวย ‘ทักษิณ’ กว่า 10 ปี ลี้ภัย ทรัพย์สิน เพิ่มพูน ระดับ มหาเศรษฐีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556171

16 ส.ค. 2566

ส่อง ความรวย 'ทักษิณ' กว่า 10 ปี ลี้ภัย ทรัพย์สิน เพิ่มพูน ระดับ มหาเศรษฐีโลก

ส่อง ความร่ำรวย ‘ทักษิณ ชินวัตร’ กว่า 10 ปี ลี้ภัย ในต่างแดน ‘ทรัพย์สิน’ เพิ่มพูนมหาศาล ระดับ ‘มหาเศรษฐีโลก’ อยู่อย่างสบาย

การเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ภายใต้เงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วเสร็จ เรียกได้ว่า ต้นทุนชีวิตของ “ทักษิณ” กว่าจะได้กลับแผ่นดินเกิด ดูไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ของ ทักษิณ หรือ “โทนี่ วู้ดซัม” ก็ไม่ได้ตกระกำลำบาก

ด้วยเพราะต้นทุนในเรื่องของ ทรัพย์สิน เงินทอง ไม่ได้หดหายไป ถึงแม้ในวันที่เขาต้องลี้ภัยไปต่างแดน และทางการไทย ประกาศยึดทรัพย์ ผ่านกระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรวย ของเขาก็ยังคงอยู่ และเป็นถึงระดับ มหาเศรษฐีโลก

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

ถูกยึดทรัพย์ ทรัพย์ไม่หาย

หลังจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกยึดทรัพย์ ทำรัฐประหาร ในปี 2549 จากนั้นในปี 2550 หลังพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เขาแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ระบุว่า มีทรัพย์สินและงินฝาก ที่ดิน บ้าน หุ้น ฯลฯ รวมกันทั้งสิ้น 614 ล้านบาท ส่วนของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลในขณะนั้น) คู่สมรส มีทรัพย์สินรวมกัน 8,484 ล้านบาท

สำหรับรายการทรัพย์สิน ที่ตกเป็นของแผ่นดิน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มี.ค. 2553 ส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝาก และหน่วยลงทุนในธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง เป็นชื่อของคุณหญิงพจมาน, นายพานทองแท้ ชินวัตร, น.ส.พินทองทา ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ รวม 36 บัญชี รวมเงินทั้งสิ้น 46,373 ล้าน

ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร

คำพิพากษายึดทรัพย์

  1. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท
  2. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังปรับลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน
  3. ได้รับประโยชน์จากการแก้สัญญาให้รัฐร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ทำให้องค์การโทรศัพท์ฯ (ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้รับความเสียหาย
  4. การสนับสนุนธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์ เอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ปฯ และไทยคม
  5. สั่งให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์บริษัทไทยคม และชินคอร์ปฯ

หลังจากนั้น ในปี 2552 เขาบอกกับสื่อในอังกฤษว่า เขามีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศไทยราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่รวมถึงเงินที่นำไปลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่นๆ ในหลายประเทศ (ที่ปรากฎในสื่อ) ประกอบด้วย

  • บ้านในลอนดอน ประเทศอังกฤษ มูลค่า 264 ล้านบาท
  • วิลล่าหรู ย่านเอมิเรตส์ฮิลส์ของนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
  • เครื่องบินส่วนตัว Bombardier Global Express XRS มูลค่า 45.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • รถยนต์หรู 2 คัน ได้แก่ Lexus รุ่น LS 600h L และ Jaguar สีดำ
  • ลงทุนในบริษัท Startup ด้านเทคโนโลยีสุขภาพของประเทศอังกฤษ 2 แห่ง คือ DNANudge และ Owlstone Medical
  • ลงทุนในเหมืองทอง เหมืองเพชร และการลงทุนอื่นๆ ในแอฟริกาใต้

บ้านทักษิณในอังกฤษบ้านทักษิณในอังกฤษ

ตอกย้ำความร่ำรวย

กว่า 10 ปี ที่ “ทักษิณ” อยู่ต่างประเทศ เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐี ที่หลายคนจับตามอง จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกประจำปี 2023 ของนิตยสาร Forbes แถมในปีนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควร เนื่องจากเขามีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก Forbes รายงานว่า “ทักษิณ ชินวัตร” มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทย 71,348,550,000.00 บาท) และถูกให้เป็นมหาเศรษฐีในอันดับที่ 1,434 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั้งหมดทั่วโลก 2,540 คน

ทั้งนี้ Forbes ยังได้เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของ ทักษิณ ชินวัตร ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน พบว่าที่ผ่านมามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

  • 2556 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2557 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2558 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2559 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2560 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2561 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2562 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2563 มีทรัพย์สินมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2564 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2565 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2566 มีทรัพย์สินมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556155

16 ส.ค. 2566

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ เผย ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ อดีต สส.3 สมัย ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’ มั่นใจ คุณภาพ คนของพรรค มีความดี ความพร้อมเพื่อเป็นผู้แทนคนระยอง

16 สิงหาคม 2566 เวลา 12.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดูแลภาคกลาง แถลงผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติส่ง “หมอบัญญัติ” นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส. 3 สมัยของพรรค เป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดระยองเขต3 ซึ่งกระบวนการถัดไป นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคปชป. จะได้เซ็นหนังสือรับรองสำหรับนำไปดำเนินการสมัครรับเลือกตั้งซ่อมต่อไป

ดร.สาธิต ยังตอบคำถามสื่อมวลชนอีกว่า เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างความคิดในแง่การเลือกคุณภาพของคนเข้ามาเป็น สส. ซึ่งการแก้ไขกฎหมายที่ผ่านมา โดยเฉพาะตนเป็น ประธานกรรมาธิการแก้ไขกฎหมาย ได้มีการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว มาเป็นบัตรสองใบ โดยใช้หลักการว่าสิทธิประชาชนน่าจะมีเพิ่มขึ้น โดยบัตรใบหนึ่งเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ และบัตรอีกใบเป็นการเลือก สส.เขต ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน 

“โดยบัตรบัญชีรายชื่อจะเน้นไปยังผู้ที่เป็นนักวิชาการ เป็นมันสมองของพรรค สามารถไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ส่วน สส.เขต คุณสมบัติเด่นคือต้องเป็นคนในพื้นที่ อยู่ใกล้ชิดประชาชน ทราบปัญหาของพื้นที่นั้นๆ นั่นคือที่มาของเจตนารมย์ของบัตรเลือกตั้งสองใบ”

ดร.สาธิต  และ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิดร.สาธิต และ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ

การเลือกตั้ง สส. ระยองครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้ง สส. เขต ด้วยบัตรใบเดียว โดยเจตนารมณ์คือ อยากให้ประชาชนได้เข้าใจว่าบัตรใบเดียวนี้ก็เป็นการเลือกตั้งคนที่จะต้องมีคุณสมบัติที่มีความผูกพันกับพื้นที่ รู้ปัญหา และมีคุณภาพที่พรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วว่า เป็นคนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีผลงาน

“ผู้สมัครของประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่ทำงานในสภาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีประวัติด่างพร้อย จบแพทย์ จาก รพ.ศิริราช เป็นหมอเด็กที่รักษาคนในพื้นที่มา ทำงานในสภาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง และไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับทุจริต คอร์รัปชั่น หรือปัญหาเรื่องการประพฤติ เพราะฉะนั้นเรามีความมั่นใจว่า ในแง่คุณสมบัติของ สส. เขต ที่จะเป็นตัวแทนของคนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เรามั่นใจว่าคุณหมอบัญญัติ เป็นคนที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนอำเภอแกลง เขาชะเมา จังหวัดระยอง แม้กระแสภาพรวมจะเป็นอย่างไร แต่เรามั่นใจคนของเราว่า คนของเรามีความดี และมีความพร้อมที่จะมาเป็นตัวแทนของคนระยอง เขต 3” ดร.สาธิต กล่าว

เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่าจะดึงฐานเสียงของประชาธิปัตย์กลับมาได้หรือไม่ ดร.สาธิต กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเรา แต่เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขอว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เก่าเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครของเราก็เคยเป็น สส. ที่เขตนี้ เพียงแต่การเลือกตั้งคราวที่แล้ว ผู้สมัครเขตนี้ของเราพ่ายแพ้ เพราะฉะนั้นระยะเวลา 3-4 เดือนหลังเลือกตั้งได้ปรากฎหลายสิ่ง ที่ทำให้คนอาจจะมีความลังเลสงสัย แต่ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เรายังมั่นใจว่าคุณภาพของคนที่เราส่ง ดังนั้นเราจึงขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ใช้วิจารณญาณอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งการเลือกผู้แทนนั้นจะต้องมีการกลั่นกรองคุณสมบัติของคนอย่างดี แม้มาตรฐานในรัฐธรรมนูญ ตามคุณสมบัติต้องห้ามจะเป็นการกลั่นกรองระดับหนึ่ง แต่พรรคการเมืองก็ต้องเป็นผู้กลั่นกรองอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนจะต้องกลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนนั้นต้องมีคุณสมบัติที่ดี มีความเสียสละ และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้คนในพื้นที่ได้

“ถ้าเปรียบปอนด์ต่อปอนด์ หรือคนต่อคน เรามั่นใจ โดยเฉพาะที่สำคัญคุณหมอบัญญัติ เป็นคนที่นี่ เรียนที่นี่ จบที่นี่ ดูแลรักษาคน เป็นหมอ ทำงานให้กับคนในพื้นที่นี้มายาวนาน พรรคก็เชื่อมั่นว่าคุณหมอบัญญัติสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” ดร.สาธิตกล่าว

เมื่อถามทำไม ดร.สาธิต ไม่ลงเลือกตั้งซ่อมในเขตนี้ด้วยตัวเอง ดร.สาธิต แจกแจงว่า กรรมการบริหารพรรคได้ตัดสินให้ นพ.บัญญัติ ได้ลงเลือกตั้งซ่อม และตนก็เห็นว่า นพ.บัญญัติเองก็มีความชอบธรรมด้วยเนื่องจากเป็น อดีต สส. ของเขตนี้ คลุกคลีใกล้ชิดกับคนในพื้นที่

มติ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘หมอบัญญัติ’ ลงสู้ศึก ‘เลือกตั้งซ่อมระยองเขต3’

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ  รักษาการกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า นับจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง(10 ก.ย.2566) พรรคประชาธิปัตย์จะได้มีการวางแผนในการรณรงค์หาเสียงร่วมกับผู้สมัคร และทุกภาคส่วน เพื่อให้พี่น้องชาวจังหวัดระยองได้เห็นถึงคุณภาพของผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ และจะทำให้ดีที่สุดภายใต้การร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคน ซึ่งเชื่อว่าพี่น้องชาวระยองจะให้โอกาส นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ได้เป็นผู้แทนของชาวระยองอีกครั้ง

 นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง 3 สมัยพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง 3 สมัยพรรคประชาธิปัตย์

‘อนุทิน’ มอง ‘เพื่อไทย’ ควรเคลียร์เรื่องเก้าอี้ รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556153

16 ส.ค. 2566

'อนุทิน' มอง 'เพื่อไทย' ควรเคลียร์เรื่องเก้าอี้ รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ

‘อนุทิน’ ยัน ‘เพื่อไทย’ ต้องเคลียร์โควต้า รมต.ให้จบก่อนโหวตนายกฯ ปัดเตรียมแผน 2 เสนอ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชี้ควรเป็นไปทีละขั้นตอน

วันที่ 16 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ไม่ลงตัวของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า ไม่เคยมีการเคลียร์ไม่ลงตัว อย่าไปกังวลตรงนั้น 

เมื่อถามถึงโควต้าของพรรคภูมิใจไทยชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าได้สูตร 4+4 นายอนุทินกล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ยังไม่ได้ซีเรียสอะไร เมื่อถึงเวลาพูดคุยกันเราก็ต้องคำนึงถึงองค์รวม 

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องได้กระทรวงเดิมหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้ามีความต่อเนื่องก็ดีเหมือนกัน เราไม่มีข้อจำกัดอะไร เราพูดคุยกันด้วยเหตุผล คนรู้จักกันทั้งนั้น 

เมื่อถามว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วค่อยพูดคุยเรื่องเก้าอี้ทีหลังตามที่เพื่อไทยพูดไว้หรือไม่ นายอนุทินระบุว่า คงไม่ถึงขั้นนั้น เพราะต้องคุยกันก่อน ควรจะคุยให้จบก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่เคยยืนยันว่าจะต้องโหวตนายกฯ ก่อน น่าจะมีการนัดพูดคุยกันอีกใน 2-3 วัน 

ส่วนกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาบอกว่าตอนนี้รอสัญญาณจากพรรคเพื่อไทยอยู่ หากมารวมกันจะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงเพิ่มขี้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้ความมั่นคงของรัฐบาลมีความชัดเจนได้ก็ยิ่งดี เราไม่เคยมีปัญหาตรงนั้น ขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำพิจารณาว่าจะเชิญใครเข้ามาหรือไม่ เราไม่เคยมีเงื่อนไขกับพรรคไหน และไม่ต้องการให้พรรคไหนมีเงื่อนไขกับเรา

ส่วนกรณี สว.บางคน ยังมีข้อกังวลที่จะโหวตชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯหลังจากนี้จะมีการเตรียมแผนเสนอชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือนายอนุทินต่อจากนั้นหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า รอให้เป็นไปตามขั้นตอน เป็นไปตามสถานการณ์ก่อน อย่าไปคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น มันมีขั้นตอนของมันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าการโหวตนายกฯ จะจบที่นายเศรษฐาหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถ้าเราคุยกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมฯ ให้เรียบร้อย แถลงข่าวร่วมกัน และเสนอชื่อต่อที่ประชุมก็ต้องเป็นไปในรูปแบบนั้น ทุกคนก็ต้องทำตามข้อตกลงและกติกา ยิ่งมีเงื่อนไขมากก็ยิ่งใช้เวลา เราก็รับฟังซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกำหนดอะไรได้ฝ่ายเดียวหรอก

ส่วนเงื่อนไขจะทำให้มีการยื้อเวลาตั้งรัฐบาลออกไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการเจรจาเหมือนกับเจรจาธุรกิจ ก็ต้องเริ่มจากเงื่อนไขที่รับไม่ได้กันทั้งคู่ และก็ต้องเริ่มคุยกัน ว่าอะไรจะได้หรือไม่ได้ ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนต่างก็อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่จะได้แค่ไหนก็ต้องคุยกัน การรักษาความสัมพันธ์ที่จะอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน เมื่อมาทำงานร่วมกันแล้วก็ถือว่าเป็นทีมเดียวกัน ก็ไม่ต้องไปแคร์บ้าง ว่าใครจะอยู่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน โพสต์ภาพรับประทานส้มตำบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมาว่ามีเมนูใหม่แนะนำอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า “ช่วงนี้อยากกินเกาเหลา ช่วงนี้กินเส้นเยอะ”

‘พริษฐ์’ ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกฯเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556147

16 ส.ค. 2566

'พริษฐ์' ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกฯเพื่อไทย’

พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำ มติ สส.ก้าวไกล ไม่ ‘โหวตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย’ ชี้ ไม่ว่าจะโหวต-ไม่เห็นด้วย หรือ งดออกเสียง ผลลัพธ์ก็เท่ากัน

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงกรณีที่สส.พรรคก้าวไกล มีมติไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่า สาระสำคัญในการแถลงของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลเมื่อวานนี้ คือมติที่ สส.พรรคก้าวไกล ไม่เห็นด้วยกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าทิศทางการโหวตจะลงมติไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เพราะผลลัพธ์ก็คือไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีญัตติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำนั้น ต้องรอดูความชัดเจนจากศาลธรรมนูญก่อน หลังจากนั้นพรรคก้าวไกลจะแถลงถึงท่าทีในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้พรรคก้าวไกล มีหลักการเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่เห็นว่า ควรใช้ช่องทางของสภาฯ ในการพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอด

ไม่ใช่เฉพาะการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะเป็นหลักการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ จึงเห็นว่าควรใช้พื้นที่ของรัฐสภาในการทบทวนเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่