‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อ ‘พิธา’ เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556135

16 ส.ค. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ' ไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อ 'พิธา' เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

ด่วน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ มีมติ ไม่รับคำร้อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็น นายกรัฐมนตรี ซ้ำ

หลังศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมพิจารณา กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตีความการเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี ซ้ำได้หรือไม่ ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ปมเสนอชื่อพิธา โหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 

ในประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณา กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีก ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง, มาตรา 5 วรรคหนึ่ง, มาตรา 25 วรรคสาม และมาตรา 27 หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคำขอให้ชะลอการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไป จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยเป็นการพิจารณาต่อเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ภายหลังเห็นว่า คำร้องนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีประเด็นเชิงหลักการ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม จึงให้เลื่อนการพิจารณาสั่งรับคำร้อง และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญยังให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง ได้ชี้แจงถึงผู้ร้องที่ผู้ตรวจฯ อ้างถึง 3 ราย ว่าเป็นประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภา

โดย ผลการพิจาณา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คำขออื่นเป็นอันตกไป

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลจากการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง สำหรับกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เท่านั้น 

ดังนั้น ผู้มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ต้องเป็นผู้ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง อันเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ก่อตั้งขึ้นเป็นหลักการใหม่ของการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวดที่ 3 เมื่อผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อไว้ว่าจะเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา ผู้ร้องเรียนทุกคนจึงไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบและธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมีช่องทางในการยื่นคำร้องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะแล้ว

ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556146

16 ส.ค. 2566

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

จุรินทร์ ย้ำอีกครั้ง ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจาในการร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ไม่หวั่น พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศเป็นหลัก

16 สิงหาคม 2566 เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนการประชุมกรรมการบริหารที่พรรคว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้จะมีการพูดคุยหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดระยอง

ส่วนท่าทีการโหวตนายกฯ นั้น ก็ต้องรอให้มีความชัดเจนก่อน เพราะ 1. ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญที่จะคำวินิจฉัยออกมา 2. ก็ต้องดูความชัดเจนในการที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องถือว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนตั้งรัฐบาล สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ถึงจะพิจารณาซึ่งก็เป็นเรื่องของที่ประชุม สส.ของพรรค สำหรับเรื่องอำนาจของกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการนั้นยังมีอำนาจเต็มทุกอย่าง ตราบเท่าที่ยังไม่มีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สามารถทำได้ทุกเรื่อง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีแนวทางในการที่จะไปเจรจาตั้งรัฐบาลด้วยจนถึงขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทาบทามมาหรือยัง แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องไปร่วมตั้งรัฐบาลด้วย จึงไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจาในการตั้งรัฐบาลในกรณีนี้

ส่วนที่มีโพลออกมาว่าอยากให้ประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาลด้วยนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ก็ต้องพิจารณาโดยหลักที่เราเคยปฏิบัติมาโดยตลอดระยะเวลา ก็คือเราก็ต้องคิดถึงอุดมการณ์ จุดยืนและประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองเป็นหลักในการที่จะพิจารณาตัดสินใจในทางการเมือง ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นนั้นถ้าจะต้องตัดสินใจใดๆ ทั้งนี้ก็ต้องรับฟังสมาชิก และฝ่ายต่างๆ ด้วย และเป็นการตัดสินใจตามพื้นฐานปัจจัยของพรรคด้วย

เมื่อถามว่าหากต้องทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล จะเป็นอย่างไรนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่มาทั้งสองอย่างอยู่แล้ว ทั้งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วย เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ใดๆ นั้นไม่มีปัญหา มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติแล้ว เราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศเป็นหลัก ก็จะทำให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเราได้เต็มที่

เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดภาพว่าฝ่ายค้านตรวจสอบกันเองหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ยังไม่ได้เกิด ตนไม่ขอตอบอะไรไปล่วงหน้า เพราะสถานการณ์ที่เป็นจริงจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ตนเชื่อว่าการเมืองในขณะนี้ยังไม่นิ่งเต็ม 100 เปอร์เซนต์หรอก

“ผมเรียนชัดไปแล้วว่า เราไม่ได้มอบหมายใครไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับใคร เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้แปลว่าตั้งธงจะเป็นรัฐบาล ถ้าตั้งธงก็เตรียมตั้งตัวแทนไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งตัวแทนในการไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับพรรคไหน ซึ่งผมยืนยันมาตลอด” 

พร้อมกับตอบคำถามว่า หากมีเทียบเชิญมาจะพร้อมหรือไม่ ว่า ตนไม่ตอบ เพราะถ้าตอบแล้วจะกลายเป็นว่าอยากจะไปร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคยังไม่เคยคิดเรื่องนี้ และไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจา เพราะฉะนั้นก็แปลว่ามันไม่มีเรื่องนี้

‘จุรินทร์’ ย้ำอีกครั้ง ปชป.ไม่ได้ส่งใครไปเจรจา ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

ส่วนที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคออกมายอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร นั้น นายจุรินทร์ อธิบายว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน อย่างน้อยที่สุดตนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค พรรคก็ไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจาเรื่องตั้งรัฐบาลกับใคร

“คุณเดชอิศม์ ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค ผมคิดว่าคงแยกแยะออกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องในนามพรรค” นายจุรินทร์ กล่าว

สรุปทุกประเด็น ‘ชูวิทย์’ แฉ ‘เศรษฐา’ ปมที่มา นอมินี ซื้อ ที่ดิน กลางกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556144

16 ส.ค. 2566

สรุปทุกประเด็น 'ชูวิทย์' แฉ 'เศรษฐา' ปมที่มา นอมินี ซื้อ ที่ดิน กลางกรุง

สรุปทุกประเด็น ‘ชูวิทย์’ สกัดนายกฯใส่สูท แฉ ‘เศรษฐา’ ปมที่มา นอมินี แม่บ้าน-รปภ. ซื้อที่ดิน ทองหล่อ 1,000 ล้าน ก่อน แสนสิริ จะโต้กลับ

ร้อนแรงไม่มีแผ่ว กับภารกิจ “แฉเพื่อชาติ” เปิดไพ่ใบสุดท้ายของ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ล้มกระดาน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย “เศรษฐา ทวีสิน” ประเด็นเลี่ยงภาษี “ที่ดินสารสิน” จนล่าสุด ถูกอ้างว่า ใช้นอมินี ในการซื้อขายที่ดินใจกลางกรุง ทองหล่อ

คมชัดลึก สรุปทุกประเด็น “ชูวิทย์” แฉ “เศรษฐา” EP2 ปั่น (ราคาที่ดิน) บวม (เงินบวมจนเหลือเงินทอน) ตัดตอน (โดยใช้นอมินี) ก่อนแสนสิริ และเศรษฐา จะโต้กลับ

ภาพจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ภาพจากเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์

1. “ชูวิทย์” เริ่มต้นเปิดชาร์ตแถลงแฉที่ดินของคอนโดมีเนียม Khun By Yoo ใจกลางทองหล่อ มีทั้งหมด 10 โฉนด แบ่ง 9 โฉนดไปสร้างคอนโดมีเนียม อีก 1 โฉนด เป็นที่ดินเปล่า โดย แสนสิริ จัดหามาพร้อมกัน

2. ที่ดินนี้ก่อนสร้างคอนโดมีเนียม ถือโดยบริษัทจริง (N) เจ้าของคือ หมอ น. ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 4 คน

3. วันที่ 11 ก.พ. 2558 มีบริษัทมาเทคโอเวอร์บริษัทจริง (N) แห่งนี้ (ซื้อบริษัทไปเลย) เปลี่ยนผู้ถือหุ้นจากหมอ น. เป็น “แม่บ้าน” 99.99% และ “รปภ.” โดยที่ดินผืนนี้ ติดจำนองอยู่ 465 ล้านบาท รวมค่าหุ้น 100 ล้านบาท ต้นทุน = 565 ล้านบาท

4. บริษัทนี้ยังใช้ชื่อเดิมคือ N แต่ตั้งนอมินีขึ้นมา เพราะเป็นแม่บ้าน ไม่พบการเสียภาษีเลย ส่วน รปภ. มีเงินได้ปี 2564, 2565 ปีละกว่า 3 แสนบาท ชำระภาษีเงินได้ 500 กว่าบาท แต่มาซื้อบริษัทมูลค่าเป็นร้อยล้าน

ภาพจากเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ภาพจากเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

5. ในวันเดียวกัน บริษัท N ที่เป็นนอมินี ไปกู้เงินจากบริษัท อ. ที่เป็นบริษัทลูกของ แสนสิริ ซึ่งมี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นกรรมการฯ จำนวน 1,000 ล้านบาท เอาไปซื้อที่ดิน 565 ล้านบาท เกิดส่วนต่างเป็นเงินทอน 435 ล้านบาท ชูวิทย์ตั้งข้อสังเกตว่า เงินไปไหน เข้ากระเป๋าใคร เป็นการโกงผู้ถือหุ้นแสนสิริ หรือไม่ ทำไมแสนสิริไม่ไปซื้อที่ดินเองเลย ทำไมตั้งบริษัทนอมินีไปดักไว้กลางทาง แม่บ้านกับ รปภ. เป็นคนของใคร แม่บ้านกับ รปภ. เปิดประชุมกรรมการ? เอาเครดิตไหนไปกู้เป็นพันล้าน

6. จากนั้นเอาที่ดินมาขายให้ แสนสิริ 1,000 ล้านบาท แล้วเปลี่ยนชื่อกรรมการในบริษัทนอมินีอีกรอบ จากแม่บ้าน และ รปภ. เป็น “รปภ.” เพียงคนเดียว และกลายเป็นบริษัทร้าง ไม่ส่งงบการเงินติดต่อกัน 5 ปี

7. ชูวิทย์ถามว่า คือการโกงใช่หรือไม่ และไม่ได้ทำแบบนี้ที่เดียว ทำหลายที่ ทำแบบนี้ได้เพราะมี “ขงเบ้ง” คอยอยู่ข้างกาย

8. หลังจากนั้น “แสนสิริ” ออกแถลงการณ์โต้ทันทีว่า แสนสิริ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ บริษัท N ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินแปลงนั้น โดยให้ข้อมูลว่า แสนสิริ ซื้อที่ดินในปี 2559 ราคา 1.1 ล้านบาท/ตารางวา จากบริษัท N ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสม เพราะหากซื้อในราคา 565 ล้านบาท เท่ากับตารางวาละ 650,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่สมเหตุสมผล เพราะคงไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดในทองหล่อจะขายราคานี้ ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด

9. และ บริษัท อ. ที่เป็นบริษัทลูกของแสนสิริ ไม่เคยให้บริษัท N กู้ยืมเงิน โดยมีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดิน

10. ชูวิทย์ ยังแฉต่อผ่านเฟซบุ๊ก ทุกอย่างที่ทำเป็น นิติกรรมอำพราง  อย่างสมบูรณ์แบบ เตรียมเข้าแจ้งความกับ “บิ๊กโจ๊ก”  พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. วันที่ 17 ส.ค. 2566 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเตรียมเปิดข้อมูลแฉต่อ ก่อนจะมีการโหวตนายกฯ เพราะนี่เป็นกระบวนการ “อาชญากรรมเศรษฐกิจ” ของแท้

11. เศรษฐา โพสต์ตอบโต้ การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน ยืนยัน ในขณะที่เป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสิน ซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อ ซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

12. เศรษฐา เตรียมให้ฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด

14. หลังจาก เศรษฐา โพสต์ ชูวิทย์ โพสต์โต้ ระบุว่า เศรษฐาบอกทำงานมา 30 ปี แต่ให้กู้ 1,000 ล้าน ผิดคน เจ้าของบริษัทที่ขายบอก “ไม่รู้เรื่อง” แล้วอย่างนี้จะบอกเป็นมืออาชีพได้ไง นี่ถ้าเป็นนายกฯ ให้โครงการแสนล้านผิดบริษัท ทำไง?

15. “แม่บ้าน” ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นนอมินี เข้าลงบันทึกประจำวัน พร้อมเปิดใจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้เงินพันล้าน เป็นนอมินีบริษัท ซื้อที่ดินทองหล่อ ไม่รู้จักแม้กระทั่งว่าแสนสิริคืออะไร

ทั้งนี้ ทั้งหมดทั้งปวง ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา ที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงยังไม่ถือว่าประเด็นที่ เศรษฐา ทวีสิน ถูกกล่าวหา มีความผิดจนกว่าจะมีการพิสูจน์

‘ภูมิธรรม’ เชื่อมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีจากการตัดสินใจของ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556133

16 ส.ค. 2566

'ภูมิธรรม' เชื่อมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีจากการตัดสินใจของ 'เพื่อไทย'

ความเปลี่ยนแปลงต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ‘ภูมิธรรม’ เชื่อ การตัดสินใจของ ‘เพื่อไทย’ จะคลี่คลายความขัดแย้งที่ผ่านมา

ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงจุดยืนการทำงานของพรรคเพื่อไทย มีเนื้อหา ขอรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะเชื่อมั่นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดี แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยมีจุดกำเนิดต่อมาจากพรรคไทยรักไทยซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายใต้รธน. ปี40 ที่ร่างขึ้นภายหลังจากวิกฤติการเมือง พค 35 ครั้งนั้น ทหารทุกเหล่าทัพยอมถอยออกจากการเมือง กระทั่งไม่มีใครคิดว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารอีกแล้วแต่ต่อมาเมื่อสังคมไทยเกิดความขัดแย้ง แบ่งกลุ่ม แบ่งสี กันอย่างรุนแรง

พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน กระทั่งถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนหยัดต่อสู้บนหลักการประชาธิปไตยมาโดยตลอด มาถึงวันนี้ เรายังคงยืนยันบนหลักการประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง การดำเนินงานการเมืองของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้กับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี

หัวใจสำคัญคือแต่ละฝ่ายยอมถอยออกคนละก้าว ให้มาอยู่ในจุดที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนกระบวนทัศน์เดิมในทางการเมืองมองพรรคการเมืองคู่แข่งคือการเอาชนะคะคานกัน กระทั่งปัจจุบัน ยังเพิ่มอารมณ์เหยียดหยาม ด้อยค่าอีกฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายเราอย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์

หากเปลี่ยนมุมคิดโดยใช้การเมือง เป็นเวทีที่ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ช่วยสลายขั้วความขัดแย้ง และนำพาบ้านเมืองออกจากหล่มความขัดแย้งดังกล่าว การคิด และดำเนินการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จในภารกิจใหญ่เช่นนี้ มิใช่เรื่องง่าย สำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตเราเคยเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด

แต่ภายหลังการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันภายในพรรค พวกเราได้ข้อสรุปที่ตระหนักดีว่าหากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคมอย่างที่ทุกคนคาดหวัง  พรรคเพื่อไทยต้องคิดใหญ่ ด้วยใจที่ใหญ่ ใจที่กว้าง ภายใต้สถานการณ์ทางเลือกที่คับแคบอย่างยิ่ง

พรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องทำงานกับความคิด ความรู้สึกของทุกคนภายในพรรคอย่างมาก เมื่อมองเห็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์ของพรรคเพียงฝ่ายเดียว พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้อง แสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

โดยเปิดใจกว้าง จับมือทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่ล้วนแล้วแต่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งมาจากประชาชนที่หลากหลาย ในจำนวนสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพราะ นี่คือ ตัวแทนของประชาชนส่วนหนึ่งของประเทศที่ต่างก็มีสิทธิ์และเสียงเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยเรายอมเสียต้นทุนทางการเมืองบางส่วนด้วยความเชื่อว่า “ทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา ล้วนผ่านความเจ็บปวดฉันใด การเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ย่อมต้องผ่านความเจ็บปวดฉันนั้น”

พรรคเพื่อไทยจะใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อพี่น้องประชาชน เรารับผิดชอบ ในสิ่งที่เราคิด เราทำ โดยอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์ ความคิด และความเชื่อของเรา

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ นัดฟังคำสั่ง เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำได้หรือไม่ วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556045

16 ส.ค. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ' นัดฟังคำสั่ง เสนอชื่อ  'พิธา' ซ้ำได้หรือไม่ วันนี้

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ นัดฟังคำสั่งรับคำร้อง เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำในสมัยประชุมเดียวกัน ไว้พิจารณาหรือไม่ วันนี้ อาจกระทบโหวตนายกฯ

09.30 น.วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีนัดฟังคำสั่งกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่า กรณีรัฐสภา มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ( พิธา )ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน และขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

การสั่งคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญวันพุธนี้ มีผลเกี่ยวเนื่องกับการเมืองไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยแนวทางการสั่งคำร้อง  ตามที่ผู้ร้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา ประกอบด้วย 

1 . มติรัฐสภา ที่ห้ามมิให้เสนอชื่อ พิธา เป็นนายกฯ ซ้ำ เป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประชุมเดียวกัน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 272 หรือไม่
2. เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของผู้ร้องหรือไม่

และ3. ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะม่คำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ อธิบายกับคมชัดลึกว่า โดยทั่วไป หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องจะต้องพิจารณาว่าจะกำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอ ของผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเลือกพิธา ในการเลือกตั้งด้วยหรือไม่  

ในกรณีนี้การสั่งคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญมีสามแนวทางประกอบด้วย
1. ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา และ กำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราวสั่งชะลอการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
2. ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาโดยไม่กำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราว และ3.คือยกคำร้อง

หากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งตามแนทางที่ 1 และ 2 จะเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการประชุมรัฐสภา ต้องเลื่อนออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เคยนัดฟังคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่เหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเลื่อนฟังคำสั่งมาเป็นวันพุธนี้

เพราะเมื่อมีกำหนดนัดฟังคำสั่งคดี ก็การนัดประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกฯ ทันที ในวันที่ 4 สิงหา เหมือนรู้คำตอบล่วงหน้า ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งคดีอย่างไร

‘เศรษฐา’ ร่ายยาวโต้ ‘ชูวิทย์’ แฉเพื่อชาติ งานนี้คนแฉมีหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556128

16 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ร่ายยาวโต้ 'ชูวิทย์' แฉเพื่อชาติ งานนี้คนแฉมีหนาว

ร้อนไม่มีแผ่ว “ชูวิทย์” ออกมาแฉ “เศรษฐา” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ล่าสุด “เศรษฐา” ออกโต้กลับนิ่มๆ ปิดท้ายด้วยข้อความที่งานนี้ “ชูวิทย์” มีหนาว

“แฉเพื่อชาติ” รอบนี้ “ชูวิทย์แฉเศรษฐา” แบบตั้งโต๊ะแถลงไม่แผ่วเช่นเคย ล่าสุด “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ออกมาเคลื่อนไหวและชี้แจงอีกครั้งแม้ก่อนหน้านี้ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ไปแล้ว 

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินหน้าแฉเพื่อชาตินายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

“เศรษฐา” โต้กลับ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตนักการเมืองว่า ในอดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯ ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา 

นายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์บนโลกออนไลน์โต้กลับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉว่า กระทำผิดกรณีซื้อขายที่ดินนายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์บนโลกออนไลน์โต้กลับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉว่า กระทำผิดกรณีซื้อขายที่ดิน

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า บริษัท แสนสิริ ได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล

“เศรษฐา” ชี้แจง “ชูวิทย์แฉเศรษฐา” ต่อว่า การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่เป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท เป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

“เศรษฐา” ทิ้งท้ายว่า การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแฉนายเศรษฐา ทวีสิน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแฉนายเศรษฐา ทวีสิน

‘เพื่อไทย’ ดีดลูกคิดมั่นใจ โหวตนายกรัฐมนตรี  ‘เศรษฐา’ นอนมา 375 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556122

15 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ดีดลูกคิดมั่นใจ โหวตนายกรัฐมนตรี  'เศรษฐา' นอนมา 375 เสียง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชลน่าน ศรีแก้ว ประสานเสียง รองหน้าพรรค ภูมิธรรม เวชยชัย การันตี โหวตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ภายใต้ชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” เสียงสนับสนุนมาแน่ ขั้นต่ำ 375 เสียง ส่วนการที่ “ก้าวไกล” ไม่โหวตให้ เข้าใจดีว่าสถานการณ์จะมาลงเอยแบบนี้ ยืนยันเข้าใจกันและกัน

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า ในการเสนอชื่อบุคคลโหวตนายกรัฐมนตรี 
พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ  นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทย และ สส. ของพรรคจะสนับสนุนทั้ง 141 เสียง รวมถึงเสียงของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน และมั่นใจว่าจะมีเสียงเกิน 375 เสียงขึ้นไป โดยวันเลือกนายกรัฐมนตรี คาดการณ์ว่าจะเป็นวันที่ 18 หรือ 21 ส.ค.   ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภากำหนด


สำหรับกรณีที่พรรคก้าวไกล มีมติไม่โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย  พรรคเพื่อไทยไม่มีท่าทีใด เพราะถือเป็นมิติการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างมีท่าที  พรรคเพื่อไทยเคารพการตัดสินใจ และขอตอบอย่างจริงใจว่า ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งตั้งแต่มีข้อเสนอและพบปะพูดคุยกับพรรคก้าวไกลล่าสุด ประเมินสถานการณ์การเมืองตลอด ยอมรับว่าโอกาสยากที่ก้าวไกลจะยกมือให้เพื่อไทย 

นายภูมิธรรม  เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  การรวบรวมเสียงนั้นได้เกิน 375 เสีย งแน่นอน หากโหวตได้นายกรัฐมนตรีและมีการโปรดเกล้าฯ ก็พร้อมจัดตั้งรัฐบาลมาแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นว่านายเศรษฐา ทวีสิน จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะมีพลังประชารัฐ และ รวมไทยสร้างชาติ หรือไม่  ต้องรอความชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ซึ่งจากการหารือกันมีความคืบหน้าเรื่อย ๆ และเท่าที่คุยกับพรรคร่วมทุกพรรคมุ่งเป้าหมายโหวตนายกรัฐมนตรี หากโหวตเสร็จจะคุยการแบ่งกระทรวงภายใต้กรอบวิกฤตการณ์ และการบริหารแต่ละกระทรวง รวมถึงต้องหาคือกันถึงประเด็นการคุมกระทรวงเดิมของพรรคร่วมนั้นภายใต้กรอบวิกฤต 3 อย่าง และจากที่คุยบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ”  นายภูมิธรรม ระบุ

‘ก้าวไกล’ ขมวดปมเมินโหวตนายกฯเพื่อไทย – จุดยืนต้านผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556118

15 ส.ค. 2566

'ก้าวไกล'  ขมวดปมเมินโหวตนายกฯเพื่อไทย - จุดยืนต้านผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงที่มา ที่ไป กรณี” ก้าวไกล”ไม่โหวตนายกรัฐมนตรีให้เพื่อไทย หลักการง่าย ๆ ไม่ต้องการสนับสนุน รัฐบาลที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ย้ำชัดรัฐบาลที่กำลังจัดตั้ง ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ระบุประชาชนต้องการพรรคฝ่ายค้านเดิมมาบริหารประเทศ

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล  แถลง  ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกล   แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ  กรุงเทพ ฯ ต่อประเด็นการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุม สส. ของพรรคก้าวไกล มีมติของพรรค จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เพราะพรรคก้าวไกล ต้องการแสดงท่าทีว่า  ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล ในลักษณะที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ด้วยเหตุผลประกอบด้วย

  • การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอยู่นี้ เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตนารมณ์ ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • การที่จะให้สส.ของพรรคก้าวไกล โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่กำลังจัดตั้งอยู่นี้  ไม่ใช่การปิดสวิตช์ สว. แต่เป็นการเดินตาม สว. เดินตามความต้องการของสว. ในการต้องการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมา สว.จำนวนมาก และพรรคขั้วรัฐบาลเดิม ต้องการปิดสวิตช์ก้าวไกล ที่ชนะการเลือกตั้ง
  • การจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ก็คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เกรงใจผู้มีอำนาจทุกฝ่าย ยกเว้นการเกรงใจประชาชน จะไม่สามารถผลักดันวาระที่ก้าวหน้า และทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ได้อย่างแท้จริง

” มติดังกล่าว เป็นเอกฉันท์ ส่วน สส.ที่ไปสำรวจความเห็นสะท้อนว่า  ประชาชนทั้งในออนไลน์และที่ไปพบปะในพื้นที่   ต่างเห็นเป็นไปทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้   ย้ำว่าเสียงในที่ประชุมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  “

นายชัยธวัช กล่าวว่า  รัฐบาลข้ามขั้ว  เป็นความเห็นในการจัดตั้งรัฐบาลตอนนี้ เรื่องข้ามขั้วหมายถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งอย่างชัดเจนแล้ว ว่าต้องการพลิกขั้วรัฐบาล พรรคที่ชนะอันดับ 1 และ 2 เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านเดิม  ประชาชนต้องการพรรคฝ่ายค้านเดิมมาบริหารประเทศแทน แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้น ไม่เป็นไปตามเจตจำนง

“เหตุผลอย่างหนึ่งที่จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย เพราะเราไม่เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลในสภาพการณ์แบบนี้ จะสามารถผลักดันวาระของประชาชนที่ก้าวหน้าได้ ต่อให้มีการรับปากตกลงอะไรกัน ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลอะไรในอนาคต ส่วนอะไรที่พรรคก้าวไกลเสนอไปแล้วเราไปเป็นฝ่ายค้าน และพี่น้องประชาชนสนับสนุนอย่างชัดเจน เราเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภา จะสนับสนุนด้วย ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงอะไรกัน ” นายชัยธวัช  ระบุ 

‘พิธา’ เตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำวันพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556082

15 ส.ค. 2566

'พิธา' เตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำวันพรุ่งนี้

พรุ่งนี้ ‘พิธา’ เผยเตรียมติดตามศาล รธน. วินิจฉัย ปมเสนอชื่อซ้ำ รับ-ไม่รับคำร้อง หรือชะลอออกไป ยืนยันจุดยืน ‘ก้าวไกล’ ใช้นิติบัญญัติแก้ไขปัญหานิติบัญญัติ

วันพรุ่งนี้ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาปมเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯซ้ำ 

เมื่อถามนายพิธา กังวลหรือไม่ เจ้าตัวกล่าวว่า ก็คงติดตามเหมือนภาคการเมืองทั่วไป พรุ่งนี้คงจะแบ่งเป็น2ส่วน คือ จะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง , จะชะลอ หรือไม่ชะลอ ในส่วนของพรรคก็ต้องติดตามในกระบวนการ

ซึ่งสิ่งที่จะต้องยืนยันต่อคือ ฝ่ายนิติบัญญัติเอง คือ การเสนอใช้มติทบทวน อย่างที่นายรังสิมันต์ โรม เสนอ แต่โดนปิดประชุมไปก่อน เพราะเราแยกอำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ และบางเรื่องบางทีก็ไม่ต้องให้อำนาจเคลื่อนออกจากนิติบัญญัติ ใช้นิติบัญญัติในการแก้ไขปัญหานิติบัญญัติ และนี่คงเป็นจุดยืนของพรรคก้าวไกล

สำหรับการประชุม สส. ในวันนี้ มีวาระหารือมติโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายพิธา กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุป ต้องฟังความคิดเห็นของ สส. ก่อน ซึ่งตนเองและนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ได้ให้ สส. ไปฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นเจ้าของเสียงที่แท้จริง ทั้งจากการลงพื้นที่และทางอินเตอร์เน็ต ได้ลงพื้นที่ไปยังสภากาแฟ ไปตามตรอกซอกซอย เพื่อฟังความคิดเห็น ดูอุณหภูมิทางการเมือง ซึ่งสส.ก็คงจะมาเล่าให้ฟัง แล้วค่อยตัดสินใจกัน

ส่วนเรื่องรัฐบาล 315 เสียงนั้น นายพิธา กล่าวว่า คงได้ติดตามจากข่าวอย่างเดียว ยังไม่ได้มีความชัดเจน หรือมีการติดต่อมาจากพรรคเพื่อไทย

‘รวมไทยสร้างชาติ’ เนื้อเต้น รอ ‘เพื่อไทย’เชิญร่วมรัฐบาล – อ้ำอึ้งโควตารมต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556110

15 ส.ค. 2566

'รวมไทยสร้างชาติ'  เนื้อเต้น  รอ 'เพื่อไทย'เชิญร่วมรัฐบาล - อ้ำอึ้งโควตารมต.

“รวมไทยสร้างชาติ” สุดระทึกหลังมีสัญญาณชัดเจนว่า ” เพิ่อไทย” จะชวนเข้าร่วมรัฐบาล โฆษกพรรคเผย ขณะนี้พรรคได้ให้แนวทางแก้สส. เตรียมโหวตนายกรัฐมนตรีให้พรรคแกนนำ ส่วนเรื่องโควตารัฐมนตรี ขอให้อิงสูตรที่มาจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะวางอย่างไร

นายอัครเดช​ วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี​ พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะโฆษกพรรค​   เปิดเผยว่า ในการประชุมสส. “รวมไทยสร้างชาติ”    โดยมี ​ นายพีระพันธุ์​ สาลี​รัฐ​วิภาค​ หัวหน้าพรรคเป็นประธาน
ได้มีการพูดถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาล​ ขณะนี พรรครวมไทยสร้างชาติรอพรรคเพื่อไทยติดต่อมา เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ​ แต่ปัจจุบัน​ยังไม่ได้มีการประสานงานมา ซึ่งรวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนพร้อมทำงานร่วมตราบใดที่ไม่มีพรรคก้าวไกล   ส่วนการร่วมรัฐบาลขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการแจ้งสส.ให้เตรียมพร้อมเพื่อ พิจารณาประชุมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นวันที่ 18 หรือ 22 สิงหาคม  ขึ้นอยู่กับว่าประธานรัฐสภาจะนัดเมื่อใด​


“ขณะนี้พรรค รวมไทยสร้างชาติ ได้รับสัญญาณบวกจากพรรคเพื่อไทย ที่คณะผู้แทนเจรจา ได้มีการส่งสัญญาณมาว่า พร้อมจะมาเชิญพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาล โดยทางพรรครวมไทยสร้างชาติก็พร้อมที่จะพูดคุยเจรจาร่วมรัฐบาลให้ประเทศเดินหน้า​ได้​ และสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่วนเงื่อนไขการพูดคุยแบ่งสัดส่วนกระทรวง  ท่าทีของพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมทำงานในทุกด้าน ไม่ว่ากระทรวงใดก็แล้วแต่​ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” 

นายอัครเดช​ กล่าวว่า  หลักเกณฑ์การการแบ่งกระทรวงก็เป็นไปอย่างที่พรรคเพื่อไทยชี้แจง ว่าหากหารกันแล้วตามคณิตศาสตร์การเมือง สส. 9 คนต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี​   หรือ  36 สส.ก็จะได้ 4 เก้าอี้รัฐมนตรี​   อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยแต่อย่างใด การเจรจา  ยังไม่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้รับเพียงสัญญาณบวกจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น​ ส่วนการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง​รัฐมนตรี​ เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหาร ในการเหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค