‘เพื่อไทย’ ปวารณา ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556103

15 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ปวารณา  ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   ย้ำการที่ต้องใช้เสียงโหวตนายกรัฐมนตรี จาก พลังประชารัฐ และ รวมไทยสร้างชาติ เสียงในฝั่งประชาธิปไตยไปกันลำบาก ทำให้ต้องสลายความขัดแย้ง เปรียบวันนี้ทำหน้าที่เป็นหินก้อนแรก สร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือ ลดขัดแย้ง หากตัดสินใจผิดพร้อมรับผิดชอบ

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า  การที่ เพื่อไทย ดึงเสียงของพรรคพลังประชารัฐ และ พรรครวมไทยสร้างชาติ มาโหวตนายกรัฐมนตรี  เนื่องจาก ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นความยากลำบากในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฝ่ายประชาธิปไตยจะจัดการหรือผสมกันอย่างไรก็ไม่ผ่าน เพราะทุกฝ่ายแสดงท่าทีชัดเจน    พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินใจสลายความขัดแย้ง แม้จะมีความยากลำบากและความเจ็บปวด ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งวันนี้เพื่อไทยขออาสาเป็นหินก้อนแรกในการสร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือเเละลดความขัดแย้ง

วันนี้จึงเชื่อว่าความร่วมมือทางการเมือง มาช่วยกันแก้ปัญหาจะเป็นทางออกที่ทำให้ศาสตร์การเมืองต่างๆ สามารถร่วมงานได้ และตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐาน ให้สามารถฝ่าวิกฤตที่สะสมมาเกือบ 20  ปี ได้ โดยเมื่อตัดสินใจแล้วก็พร้อมจะเดินไปข้างหน้า แก้ไขปัญหาประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ ต้องคิดใหญ่ ใจใหญ่บนเส้นทางที่คับแคบ ต้องฝ่าไปให้ได้ ทั้งหมดอยู่ในสายตาประชาชน หากว่าตัดใจผิดพลาดก็พร้อมจะรับผิดชอบ 

” วันนี้เพื่อไทยได้แสดงความพร้อม และทำให้เห็นแล้วว่ามีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียงขณะนี้มีแนวโน้มเกิน 250 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าเพื่อไทยจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในไม่กี่วัน และนำนโยบายต่าง ๆ ของพรรคร่วมมาพูดคุยกันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะหากยิ่งช้าก็จะยิ่งทำงานยาก ซึ่งหากเป็นไปตามแผนปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นกันยายนนี้ก็จะได้รัฐบาล มาบริหารประเทศ” 

เขา กล่าวว่า     สำหรับการสนับสนุนจากสว.  มั่นใจว่าได้มากกว่าที่เคย  เพราะจากการพูดคุย ก็บอกชัดเจนว่าเพื่อไทยมีวุฒิภาวะ ในการประสานแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งถือว่ามาในทิศทางที่ดี ส่วนจะมากกว่าร้อยเสียงหรือไม่ ตนตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สว.แต่ละคน   ”  เชื่อว่าโหวตครั้งเดียวผ่าน ขออย่ากังวลใจในเรื่องนี้ เราทำอย่างเต็มที่ และรู้ว่าพรรคการเมืองอันดับ 1 ได้ทำอะไร และประสบปัญหาอะไร ซึ่งเราได้แก้ปัญหานั้น และได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถในการแจ้งพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะร่วมมือกับเรา รวมถึง สว.”  นายภูมิธรรม  ระบุ 

ยื่น ‘กรมควบคุมโรค’ เอาผิด ‘ปดิพัทธ์’ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556080

15 ส.ค. 2566

ยื่น 'กรมควบคุมโรค' เอาผิด 'ปดิพัทธ์' โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทำผิดกฎหมายชัด ‘ปดิพัทธ์’ สันติภาดา รองประธานสภาฯ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ศรีสวุรรณ จี้ ‘กรมควบคุม’ โรคเร่งดำเนินการ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อชี้เป้าเอาผิดปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 โพสต์ภาพและข้อความและคลิปวิดีโอลงสื่อโซเชียลออนไลน์หลายประเภท เพื่อเชียร์ดราฟท์เบียร์ยี่ห้อหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก

การกระทำของนายปดิพัทธ์ ถือว่าเข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึง เจตนา ประสงค์ต่อผล และหรือเจตนา เล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 โดยชัดแจ้ง

จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม

การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น

เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

อีกทั้งยังฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 อีกด้วย

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ตามระเบียบ ‘มหาดไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556067

15 ส.ค. 2566

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ 'เบี้ยผู้สูงอายุ' ตามระเบียบ 'มหาดไทย'

‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ยังจ่ายตามหลักเกณฑ์เดิม จุรินทร์ ยัน มีแค่การศึกษาเพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่อิงระเบียบ ‘มหาดไทย’

นายสุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรัฐมนตรี​ว่าการกระท​รวงการคลัง​ กับการปรับเกณฑ์สวัสดิการผู้สูงอายุ​ของกระทรวงมหาดไทย​ ที่ต่อไปผู้สูงอายุ​ ต้องพิสูจน์​ความจน​ คือไม่มีรายได้​ หรือรายได้ไม่พอ​ จึงจะได้รับเงิน​เบี้ยผู้สูงอายุ 600,​ 700, 800, 1,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเบี้ยผู้สูงอายุนี้​ ออกมาแบบมาตามกรอบความคิด​ สวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ 

การรับเบี้ยผู้สูงอายุสำหรับคนไทยผู้มีอายุเกิน​ 60​ ปี​ทุกคน​ ที่ไม่ได้รับบำนาญหรือสวัสดิการ​อื่น เพื่อให้คนไทยที่ทำงานพัฒนาชาติบ้านเมืองมานานจนอายุ​ 60​ ปี​ มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี 

การเปลี่ยนจากแนวคิดสวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ของมหาดไทย มาเป็นระบบสงเคราะห์​อนาถา ถือเป็นวิธีคิดแบบถอยหลังเข้าคลอง​ เป็นระบบศักดินา​แบบเก่า​ เลือกปฏิบัติ​ เอาเงินรัฐบาลมาแจกแบบอุปถัมภ์​ เพื่อสร้างบุญคุณ​แก่ประชาชน การกล่าวอ้างว่ารัฐต้องใช้เงินกว่า​ 90,000​ ล้านบาท​ต่อปี ดูแลผู้สูงอายุ​กว่า​ 10 ล้านคน​ ทำให้รัฐบาลไม่มีเงิน​นั้น​

เป็นวิธีคิดแบบรัฐเป็นนาย​ ประชาชนเป็นบ่าว​ ไม่ใช่วิธีคิดแบบเสรีนิยม​ ที่รัฐบาลเป็นผู้รับใช้ ประชาชนเป็นนายรัฐบาล.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีฯ ในฐานะคณะประธานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ยืนยัน ว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ไม่มีการกำหนดนโยบายในการปรับลดเงินและลดจำนวนเบี้ยผู้สูงอายุ ก่อนหน้านี้ยังเข้าไปแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อน การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับรับเบี้ยบำนาญตกทอด ซึ่งต้องรับทางเดียว แต่ใครที่รับไปแล้วไม่ต้องนำมาคืน 

ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูคณะกรรมการชุดปัจจุบันยังไม่มีความเห็นหรือมติในทิศทางที่ลบและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงปรับเบี้ยผู้สูงอายุมีแค่การศึกษา จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีมติในการลดจำนวนผู้สูงอายุที่จะรับเบี้ยยังชีพแต่อย่างใด

‘พิธา’ ถาม ‘อนุพงษ์’ เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน ‘เบี้ยคนชรา’ คนอื่นถูกหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556061

15 ส.ค. 2566

'พิธา' ถาม 'อนุพงษ์' เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน 'เบี้ยคนชรา' คนอื่นถูกหรือไม่

‘พิธา’ เปรียบ ‘เบี้ยคนชรา-งบเรือดำน้ำ’ ควรประหยัดอันไหน เตรียมให้ ‘สส.ก้าวไกล’ ตั้งกระทู้ถาม ทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าต้องพิสูจน์ความจน พร้อมถาม ‘อนุพงษ์’ เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน ‘เบี้ยคนชรา’ คนอื่นถูกหรือไม่

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการแก้เกณฑ์รับ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ว่า เป็นราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงมหาดไทย ส่งลูกให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เป็นเรื่องใหญ่และต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีแต่จะต้องเพิ่มงบประมาณ ไม่ใช่ตัดงบประมาณดูแลผู้สูงอายุ 

นายพิธา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เขาต้องการพูดว่ามีผู้สูงอายุ 11 ล้านคน ใช้งบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ตนอ่านจากบีบีซีไทยว่า การกระทำครั้งนี้ของรัฐบาลรักษาการจะสามารถลดลงประมาณ 5 ล้านคน ประหยัดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท สามารถลดลงประมาณ 5 ล้านคน ประหยัดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ตนฟังแล้วก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรือดำน้ำก็ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แล้วความท้าทายในการใช้เรือดำน้ำต่อสู้แทบจะไม่มี แต่ความท้าทายของสังคมสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มงบประมาณรับมือสังคมสูงวัย เทรนด์โลกเป็นแบบนั้น

ซึ่งน่าเสียดายที่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้เปิดและทำงานประชุมเต็มรูปแบบ ยังไม่มีกระทู้ถาม ไม่เช่นนั้นจะให้ สส.ก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันพฤหัสนี้ ว่าแท้จริงแล้วมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร กระทบกี่คน ทำไมไม่มีงบประมาณ และจะใช้กฎเกณฑ์อะไร จะตกสำรวจหรือไม่ และทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ต้องพิสูจน์ความจนถึงทำไม่ได้ 

“การเอาความรู้สึกของคนเป็นรัฐมนตรีว่ามีบำนาญเท่าไหร่แล้วเอาไปตัดสินแทนพี่น้องประชาชน ชาวระยอง แกลง เขาชะเมา เป็นวิธีกระบวนการคิดที่ถูกต้องหรือไม่ ” นายพิธากล่าว 

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556063

15 ส.ค. 2566

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ‘พิธา’ โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. เป็นธรรมหรือไม่ หลังคณะกรรมการไต่สวน กกต.ชงไม่เอาผิด ม.151 ปมคำร้องคดีหุ้นitv

วันที่15 สิงหาคม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของ กกต. มีมติว่าจะให้ยกคำร้องผมในคดีอาญามาตรา 151 เรื่องการรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร จากการถือหุ้นไอทีวี โดยคณะกรรมการสืบสวนมีเหตุผลสำคัญว่า บริษัทไอทีวีไม่มีการดำเนินกิจการอยู่และไม่มีรายได้จากการเป็นสื่อ จึงไม่ถือว่าผมมีความผิด”

“ผมยืนยันอีกครั้งว่า คดีหุ้นไอทีวีของผม เป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะผมถือหุ้นนี้มาตลอดเวลาที่ทำงานการเมือง เป็น สส. มา 4 ปี แต่เพิ่งจะเกิดการร้องเรียนกันขึ้นในเวลาที่ผมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้าการเสนอชื่อผมต่อสภาไม่กี่วัน รวมถึงมีหลักฐานความผิดปกติมากมายที่บ่งชี้ว่ามีความพยายมปลุกปั้นให้บริษัทไอทีวีซึ่งเลิกกิจการสื่อไปนานกว่า 10 ปี กลับมาเป็น “หุ้นสื่อ” ให้ได้”

นายพิธา ระบุอีกว่า มาวันนี้ ที่มีการเปิดเผยมติของคณะกรรมการไต่สวนออกสู่สาธารณะแล้วว่าผมไม่ผิด ทำให้มีประเด็นคำถามที่ผมขอถามไปยัง กกต. ดังนี้

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าว ซึ่งทำคดีมาตรา 151 (คดีอาญา) มีมติก่อนที่ กกต. จะพิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ถึงแม้ว่า กกต จะอ้างว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นคนละกระบวนการกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รวบรวมพยานหลักฐานและเรียกพยานบุคคลมาสอบข้อเท็จจริง ได้เห็นข้อเท็จจริงว่า ไอทีวีมิได้ประกอบกิจการสื่อและมิได้มีรายได้จากกิจการสื่อมวลชนในขณะที่ผมสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่กกต. กลับยังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยละเลยข้อเท็จจริงบางประการที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้หยิบยกมาพิจารณา และละเลยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางหลักเรื่องการมีรายได้และที่มาของรายได้เป็นเกณฑ์ว่าบริษัทใดเป็นสื่อหรือไม่

2. การที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีมติว่า หุ้นไอทีวีไม่ใช่หุ้นสื่อ นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็สอดรับกับความเห็นของประชาชนทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น การสั่งให้ผมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไอทีวี และอินทัช ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ล้วนแต่มีเอกสารงบการเงินยืนยันว่า ไอทีวีหยุดประกอบกิจการ และไม่มีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อ ประกอบกับคดีหุ้นสื่อ (นอกจากคดีคุณธนาธร) ของ สส. ปี 2563 ประมาณ 60 คน ศาลก็ไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่ในคดีผม กลับสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงขอให้สังคมพิจารณาว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ผม มีความเป็นธรรมหรือไม่

‘ภูมิใจไทย’ รับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน ‘โควตารัฐมนตรี’ ลั่นไม่ก้าวก่ายสูตร9:1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556053

15 ส.ค. 2566

‘ภูมิใจไทย’ รับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน 'โควตารัฐมนตรี' ลั่นไม่ก้าวก่ายสูตร9:1

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ ยอมรับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน ‘โควตารัฐมนตรี’ คาดอีก 2 วันรู้ผล ชี้ ควรชัดก่อนโหวตนายกฯ ปัดตอบได้กี่ที่นั่ง-กระทรวงไหน บอก พูดก่อนจะเป็นการกดดันซึ่งกันและกัน แต่ควรเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย – ขอไม่ก้าวก่ายสูตร 9:1

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง การพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย ถึงโควต้าคณะรัฐมนตรี ก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด แต่ในรายละเอียดน่าจะได้คุยกันใน1-2 วันนี้ ยอมรับว่าได้มีการประสานมา และขณะนี้ยังพอมีเวลาอยู่ และพอทราบว่าภูมิใจไทยจะได้กี่ตำแหน่ง แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันเรื่องกระทรวง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้คุมกระทรวงด้านสังคมนั้น นายอนุทินกล่าวว่า กระแสไหน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงตรงนั้น เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจอะไร เราทราบดีว่าจะต้องคุยในลักษณะไหน บนบริบทที่มีอยู่ในปัจจุบัน ย้ำว่าต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์

นายอนุทินยังมองว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ควรที่จะชัดเจนก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่าย ทุกพรรค ก็แสดงความเห็นออกมาในแนวทางนั้น ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้วางเป้าหมายว่าจะคุมกระทรวงใดหรือไม่นั้นนายอนุทินระบุว่า เรื่องนี้จะต้องรอไปพูดคุยกันก่อน หากไปพูดไว้ก่อนจะถือเป็นการกดดันซึ่งกันและกัน ในเวลานี้จะกดดันกันเองไม่ได้ ควรจะใช้วิธีการ หารือกันหาข้อตกลงร่วมกัน ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้ รัฐมนตรีเดิมคุมกระทรวงเดิมนั้น นายอนุทินระบุว่าขออย่าเพิ่งไปใส่ใจกระเเส คนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับมอบหมายให้ไปหารือด้วย มีเพียง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คุยกันอยู่แค่ในวงนี้ หากไปฟังคนโน้นคนนี้พูดที ก็ไม่ได้ พูดคุยกันตามช่องทางที่ได้ตกลงกันไว้

นายอนุทินยังระบุอีกว่า ยังไม่ทราบถึง วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คาดว่าจะเป็นในสัปดาห์ หน้า คงจะต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับหรือไม่รับเรื่องที่ร้องเรียน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในขั้นตอน ต้องรอวันพรุ่งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน

ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะได้กี่รัฐมนตรีช่วย กี่ว่าการกระทรวงนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ก็คงต้องไปว่ากัน

ส่วนสูตรการคำนวน 9 ที่นั่ง สส.ต่อ 1 กระทรวง ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้พรรคภูมิใจไทยจะรับได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องรอดู ว่ามีกี่พรรคที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้เราไปก้าวก่ายไม่ได้ ภูมิใจไทยรู้แล้วว่าเราอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล และดูว่าทำงานตรงไหนที่จะเกิดประสิทธิภาพกับพี่น้องประชาชน เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อบ้านเมือง ทำงานได้โดยไร้ปัญหา ซึ่งทุกอย่างมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณ จำนวนสส.ฝ่ายรัฐบาลและสส.แต่ละพรรค ทอนไปเรื่อยๆ ต้องหารือเจรจากัน

‘พรรคเพื่อไทย’ เคลียร์จัดสรรรัฐมนตรีพรรคร่วมฯ -ร้องเพลงรอกันไปก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556014

14 ส.ค. 2566

'พรรคเพื่อไทย' เคลียร์จัดสรรรัฐมนตรีพรรคร่วมฯ -ร้องเพลงรอกันไปก่อน

รองหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” ชี้แจงแทน เศรษฐา ทวีสิน กรณีห้ามรัฐมนตรีเดิมจากพรรคร่วม กลับเข้าไปทำงานในกระทรวงเดิม เรื่องนี้ต้องมองในหลายด้าน รวมทั้งความรู้สึกของสังคม ส่วนจัดสรรโควตารัฐมนตรี ขอให้รอจนกว่าทุกอย่างจะลงตัวในกระบวนการรวบรวมเสียง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ไม่ทราบถึงเรื่องของท่าทีจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่แสดงความไม่พอใจ ต่อการตั้งเงื่อนไขจาก พรรคเพื่อไทย กล่าวคือ ห้ามรัฐมนตรีเดิมกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงที่เคยทำหน้าที่   โดยระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ลดท่าที
ดังกล่าว ก็จะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายเศรษฐา ทวีสิน เป็น น.ส. แพทองธาร ชินวัตรว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ยิน ท่าที  ที่มาจากบรรดาหัวหน้าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 


ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยมีความเห็นมาจากนายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย   ระบุจะไม่ให้พรรคการเมือง ที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยทำงานกระทรวงเดิม แต่เป็นคำถามจากสื่อมวลชนที่ถามนายเศรษฐาว่า ตามหลักการไม่ควรให้ดำรงตำแหน่งกระทรวงเดิมหรือไม่ ซึ่งนายเศรษฐา ยอมรับเพียงหลักการว่า เห็นชอบ แต่ในมุมของตน  ต้องดูด้วยว่า การเชิญพรรคต่าง ๆ มาร่วมรัฐบาลนั้น ต้องให้เกียรติ และดูความเหมาะสมตามนโยบาย และคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับตำแหน่งว่า เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่ ซึ่งจะต้องหารือกัน เพราะหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ต้องประสานงาน และตั้งรัฐบาลให้ได้ 

“กรณีที่บางพรรคการเมือง ต้องการให้มีการแบ่งสรรกระทรวง ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตร   เรื่องนี่เมื่อพรรคเพื่อไทย รวมเสียงมาได้แล้ว เชื่อว่า จะไม่มีปัญหา และรอถึงเวลาที่เหมาะสม พรรคฯ ก็จะดำเนินการให้ชัดเจน แต่จะต้องแน่ชัดก่อนว่า จะมีผู้พร้อมร่วมรัฐบาลเท่าไร และจะแบ่งสรรอย่างไร แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย รวบรวมได้แล้ว 238 เสียง ซึ่งหากพรรคพลังประชารัฐ จะลงมติให้  โดยไม่มีเงื่อนไขก็จะรวมเป็น 278 เสียง โดยตั้งใจว่า เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานได้ในเดือนกันยายน การแบ่งสรรกระทรวงต่าง ๆ จะเสร็จสิ้น” 


นายภูมิธรรม กล่าวว่า  แนวทางของ พรรคก้าวไกล  ที่ต้องการกลับไปเป็น 312 เสียงของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิม  เป็นไปไม่ได้   ซึ่งอาจจะขัดใจประชาชนบ้าง แต่พรรคการเมืองที่จะมาร่วมรัฐบาล ก็มาจากประชาชนเหมือนกัน หากพรรคก้าวไกลจะลงมติโหวตนายกรัฐมนตรีให้ พรรคเพื่อไทยก็ขอบคุณ หรือหากไม่ลงมติให้ ก็ไม่ว่ากัน และพร้อมทำงานทางการเมืองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่จะไม่สนับสนุนเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน

 ‘ก้าวไกล’ เปิดวงถกพรุ่งนี้ปม โหวตนายกรัฐมนตรี ‘เพื่อไทย’  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555998

14 ส.ค. 2566

 'ก้าวไกล' เปิดวงถกพรุ่งนี้ปม โหวตนายกรัฐมนตรี  'เพื่อไทย'  

ประชุมสส.พรรคก้าวไกล วันพรุ่งนี้ เลขาธิการพรรค ระบุ จะมีการหารือในประเด็นการสำรวจความเห็นประชาชน ต่อการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” จากพรรคเพื่อไทย คาดจะได้ข้อสรุปอย่างเบ็ดเสร็จ เพือเป็นท่าทีของพรรคต่อประเด็นดังกล่าว มองพรรคแกนนำรัฐบาลเหนื่อยกับการต่อรองโควตารัฐมนตรี

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้  ( อังคารที่ 15  )  พรรค ก้าวไกล จะประชุมสส.พรรค  โดยมีประเด็นหารือ การถามความเห็นจากประชาชนต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่สส.พรรค ออกไปทำการสำรวจความเห็นของประชาชน และคาดว่าผลการหารือที่ออกมา จะทำให้ได้ข้อสรุปว่าด้วยท่าทีของพรรคก้าวไกล  ต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี  ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด  ตอนนี้พรรคก้าวไกลอยู่ในขั้นตอนเตรียมตัวทำงานไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน  โดยใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมงานภายในพรรค    อาทิ การพัฒนาศักยภาพความพร้อมในการทำงานของสส.ใหม่


เขา  กล่าวว่า  เท่าที่ติดตามสถานการณ์ในขณะนี้  ต่อการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย 
โดยมีการพูดถึง  การขอให้จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี  ที่มาจากความต้องการของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  เห็นว่าการจัดแบ่งตำแหน่งคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในทางปฏิบัติ ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องทำควบคู่กันไป ก็มองด้วยความเป็นห่วงว่าการจัดตั้งรัฐบาลในสถานการณ์แบบนี้   ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทย ก็น่าจะถูกเข้ามากำกับควบคุมโดยขั้วอำนาจเดิม  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะปฏิเสธด้วยยาก

‘อดิศร’ ร่ายกลอนแซะ ‘ก้าวไกล’ ไร้เพื่อนตั้งรัฐบาล แต่มาแดกดัน ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555990

14 ส.ค. 2566

‘อดิศร’ ร่ายกลอนแซะ ‘ก้าวไกล’ ไร้เพื่อนตั้งรัฐบาล แต่มาแดกดัน ‘เพื่อไทย’

‘หมอแคนอดิศร’ ร่ายกลอนเหน็บ ‘ก้าวไกล’ ไม่มีเพื่อนคบตั้งรัฐบาล แต่ตะบี้ตะบันสรรหาคำมาแดกดัน ‘เพื่อไทย’ จนไกลเกิน

วันที่ 14 ส.ค. นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ทวีตพร้อมคลิปบทกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้นมาตามสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ ระบุว่า

ก้าวไกล จัดรัฐบาล ไม่ได้
เพื่อไทย รับไม้ จัดต่อ
มีทั้ง สรรเสริญ เยินยอ
มีทั้ง ด่าทอ สาระพัน
ก้าวไกล จัดไป ไม่มีเพื่อน
เหลียวหลัง แลเลือน เย้ยหยัน
ตัวเองจัด ไม่สำเร็จ (แต่)ตะบี้ตะบัน
สรรหาคำ มาแดกดัน จนไกลเกิน….

พูดไปตามเนื้อผ้า
สรรหาแต่ความจริง ครับ

ดร.อดิศร เพียงเกษ 13/8/66

‘พิธา’ เตรียมบาซูก้าทำสิ่งนี้ในศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555976

14 ส.ค. 2566

'พิธา' เตรียมบาซูก้าทำสิ่งนี้ในศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง

เสียงแหบไม่หวั่น “พิธา” ปราศรัยเปิดตัว “โย พงศธร” สู้เลือกตั้งซ่อมระยอง คราวที่แล้วออมแรงให้ รอบนี้จัดเต็มคาราเบล เอาบาซูก้ายิงมัน มั่นใจ “ก้าวไกล” เป็นฝ่ายค้านของประชาชนที่จะชนะรัฐบาลแห่งชาติ ขอชาวระยองออกมาเลือกตั้ง อย่ายอมให้ประเทศนี้เป็นเผด็จการ

ก่อนการ “เลือกตั้งซ่อมระยอง” ช่วงเย็นวันที่ 13 ส.ค. 2566 ที่ตลาดคลองถม อ.แกลง จ.ระยอง “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยแกนนำพรรค ทั้งนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคฯ, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ, นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม. และ สส.ระยองทุกเขต

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่วมเปิดตัว ผู้สมัคร สส.เขต 3 ระยองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่วมเปิดตัว ผู้สมัคร สส.เขต 3 ระยอง

ร่วมเปิดตัว “นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์” หรือ “โย” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 จ.ระยอง โดยใช้ชื่อแคมเปญการเปิดตัวว่า “ภารกิจรักษาฐานที่มั่นของประชาชน”

ทันทีที่ “นายพิธา” ขึ้นเวที มีประชาชนส่งเสียงเรียกว่า “นายก” ซึ่ง “นายพิธา” ได้เดินเข้าไปสวมกอด สส.และว่าที่ผู้สมัคร สส.ทุกคนและปราศรัย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมเปิดตัว ว่าที่ สส.พรรคก้าวไกล ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2566นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมเปิดตัว ว่าที่ สส.พรรคก้าวไกล ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2566

“นายพิธา” กล่าวช่วงหนึ่งว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้ว กว่า 180,000 กว่าคะแนนของพี่น้องชาวระยอง ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ได้มาทั้ง 5 คน 5 เขต และทั้ง 5 สส.ที่ประชาชนเลือก ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ขานชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรีให้ด้วย สส.ทั้งหมดนี้เลือก “นายพิธา” เป็นนายก ตามเจตจำนงของชาวระยองทั้งหมด 

“เมื่อวานได้ส่งเลขาธิการขงเบ้ง มาขี่จักรยานหาเสียง พี่น้องชาวเขาชะเมา ชาวแกลง บอกส่งกำลังใจให้พิธา บอกเลยว่าพี่น้องประชาชนคือ แรงดลใจของผู้ชายคนนี้ คราวที่แล้วก็อุตส่าห์ออมมือให้ คราวนี้จัดเต็มคาราเบลแน่นอน คราวที่แล้วไปมาทุกจังหวัดคราวนี้เดี๋ยวเจอกัน คราวที่แล้วมาเป็นกระสุน คราวนี้เอาบาซูก้ายิงมันเลย” “นายพิธา” ระบุ

พรรคก้าวไกลลงพื้นที่หาเสียงเขต 3 ระยอง ในการเลือกตั้งซ่อมพรรคก้าวไกลลงพื้นที่หาเสียงเขต 3 ระยอง ในการเลือกตั้งซ่อม

“นายพิธา” กล่าวอีกว่า ประชาชนคิดถึงเหลือเกินบรรยากาศแห่งความหวัง 14 พฤษภา อำนาจอยู่ที่ประชาชน ก่อนหน้านั้นก็ลงมาหาประชาชน ปราศรัยกัน ดีเบตกัน ไปกันทุกเวที แล้วพออำนาจอยู่กับประชาชนได้วันเดียว พอประชาชนให้อำนาจพวกเขา พวกเขาก็ไม่เห็นหัวประชาชน แล้วอย่างนี้จะมาเลือกตั้งกันทำไม อยากได้ใครก็ชี้เอาเลย

“พี่น้องห้ามเบื่อการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด จะเหลือกี่ครั้งก็ต้องออกมาเยอะๆ คราวที่แล้ว ที่นี่ออกมา 77% จำนวน 77,000 คน ให้มา 30,000 กว่าคะแนน สัญญากับพิธาได้หรือไม่ว่าคราวนี้ออกมา 80-100% ออกมาเลือกตั้งกันให้เยอะๆ เพราะตอนนี้ทั่วประเทศกว่า 500 เขตเขาบอกมาอิจฉาคนระยองที่อยากเลือกตั้งซ่อมกันทั้งประเทศแล้วเนี่ย” “นายพิธา” วอนคนระยองออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

บรรยากาศชาวบ้านเขาชะเมา จ.ระยอง ฟังปราศรัยจากพรรคก้าวไกล ในศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง บรรยากาศชาวบ้านเขาชะเมา จ.ระยอง ฟังปราศรัยจากพรรคก้าวไกล ในศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง

“นายพิธา” ย้ำว่า อย่ายอมให้ประเทศนี้เป็นเผด็จการที่อนุญาตให้มีการเลือกตั้งชั่วครั้งชั่วคราว เราต้องยึดฐานที่มั่นของเราให้มั่น มาเลือกตั้งกัน ทุกการเลือกตั้งซ่อมเจอพิธาแน่นอน ต่อไปนี้มีเลือกตั้ง อบต. อบจ. เจอก้าวไกลแน่นอน เราต้องแย่งอำนาจของเรากลับ เมื่อเขาต้องการทำให้การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ยิ่งต้องทำให้มีความหมายใช่หรือไม่

ประชาชนอาจจะถามอีก ว่า แล้วเลือก “พรรคก้าวไกล” ตกลงจะเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาล ถึงแม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่เป็นฝ่ายค้านของประชาชน มีประโยชน์มากกว่ารัฐบาลแห่งชาติที่เขาจัดตั้งอยู่อีก แล้วอาจจะไม่ได้เป็นฝ่ายค้านด้วย ถ้าเป็นฝ่ายค้านอย่างที่เขาพยายามที่มีประชาชนอยู่ด้วย ฝ่ายค้านแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าฝ่ายรัฐบาลแห่งชาติที่ไม่เห็นหัวพวกคุณ เพราะฉะนั้น คราวนี้ส่งระดับปรมาจารย์ ส่งระดับปูชนียบุคคล

“นายพิธา” บอกต่ออีกว่า “นายพงศธร” ชัดและพร้อมที่จะเป็นผู้แทน “10 ก.ย.นี้ กา “โย พงศธร” ให้เขาเป็นตัวแทนที่พวกคุณภาคภูมิใจ ให้เขาไปทำงานที่พวกคุณถวิลหา ให้เข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่

รถหาเสียง สส.พรรคก้าวไกล สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง ในวันที่ 10 ก.ย. 2566 รถหาเสียง สส.พรรคก้าวไกล สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง ในวันที่ 10 ก.ย. 2566

“ต้องไปเลือกตั้งเพื่อทำการเมืองใหม่ อุตส่าห์ออกไปเลือกตั้งกัน แยกขั้วกันไปแล้ว ดันมาเทรวมกันซะงั้น ไม่มีแล้วขั้วแบบเดิม มีแต่ขั้วอนาคตกับขั้วอดีต” “นายพิธา” กล่าว 

ขณะเดียวกันก็รู้ว่า ยังมีคนที่ไม่ได้เลือกพรรคก้าวไกลคราวที่แล้ว อยากจะบอกว่า หลังจากที่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพูดคุยกับประชาชนทุกฝ่าย มีโอกาสได้คุยกับผู้สูงอายุที่อาจจะกังวล ได้คุยกับฝั่งตรงข้าม ได้คุยกับฝั่งอนุรักษ์นิยม เขาอาจจะไม่เข้าใจในตัวพิธา และอาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลงที่มันเร็วไป ขอยืนยันต่อหน้าพี่น้องชาวระยองว่า พิธาคนนี้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ดีขึ้นเพราะพวกเขา พร้อมที่จะรับฟัง พร้อมที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรียงลำดับความสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องกังวล 

เพราะฉะนั้น เลือกตั้งครั้งนี้ และเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่ากลัวอนาคต เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ถ้านายพิธาเป็นผู้นำจะอยู่ด้วยเสมอ

“ไม่รู้ว่าเป็นของใครมาไม่รู้ว่าไปฟังสำนักข่าวไหนมา ไม่เป็นความจริง พวกเราใส่ใจคนรุ่นใหญ่ผมคือ สะพานของประเทศไทยไปสู่ต่างประเทศ เป็นสะพานระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ ขอให้พวกเราสลัดความกลัว ความกังวลออกไปให้มาอยู่ข้างอนาคตที่จะมีทั้งคุณและลูกหลานของคุณอยู่ กาก้าวไกลให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” “นายพิธา” กล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศหลังจบการปราศัย “นายพิธา” ได้ถ่ายรูปกับประชาชน โดยประชาชนตะโกนเชียร์ว่า “นายกพิธา” จนกระทั้งลงจากเวที

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปราศรัยบนเวทีที่ตลาดคลองถม อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2566นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปราศรัยบนเวทีที่ตลาดคลองถม อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2566

การปราศรัยของ “นายพิธา” ในวันนี้มีเสียงแหบขึ้นจนต้องขอดื่มน้ำเป็นระยะๆ