‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556108

15 ส.ค. 2566

‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

ชูวิทย์แฉ นอมินีแสนสิริเป็นเพียงแม่บ้านกับ รปภ.พร้อมเดินหน้าแฉเพื่อชาติหากนายเศรษฐา ทวีสิน ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

 วันที่ 15 ส.ค. เวลา 13.00 น. ที่เดอะล็อบบี้ โรงแรมเดวิส สุขุมวิท 24 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมืองออกมาแฉเพื่อชาติตอนที่ 2 หลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการออกมาแฉ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ นายชูวิทย์ เปิดฉากด้วยการนำปี๊บคลุมหัวพร้อมกับข้อความ ‘นายกดิจิตอล’ นอกจากนี้ยังได้พานายวรัญชัย โชคชนะ นักกิจกรรมทางการเมืองมาด้วย นายชูวิทย์บอกว่าวันนี้วันเกิดผม จะขอทำภารกิจแฉเพื่อชาติ ปั่นที่ดิน บวมเงิน ตัดตอน เป็นที่ดินหรูก่อสร้างคอนโดกลางทองหล่อซึ่งมูลค่าที่ดินมหาศาล

นายชูวิทย์ กล่าวถึงกระบวนการ ปั่น บวมเงิน ตัดตอน ว่า เริ่มต้นที่จำนวนที่ดิน 9 โฉนด ภายหลังเป็นคอนโดหรู Khun by YOO ส่วนอีก 1 โฉนด เหลือเป็นที่ดินเปล่าภายในซอยทองหล่อ ที่ดินแปลงทองหล่อนี้ เดิมเป็นของ นพ.นเรนทร์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บริษัทแสนสิริ จำกัดมหาชนซื้อ บริษัทลูกทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท วันที่ 5 เม.ย.55 ได้มีการจดจำนอง LH BANK จำนวน 465 ล้านบาท  วันที่ 11 ก.พ.58 บริษัทลูกขายหุ้นบริษัท 100 ล้านบาท มีการตัดตอนให้บริษัทนอมินีโดยมี น.ส.พินิช ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่บ้าน  ถือหุ้น 99.99% นอกจากนี้เมื่อทำตรวจสอบไม่พบข้อมูลการเสียภาษีซึ่งที่บ้านเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ส่วนนอมินีอีกคนคือ นายสมศักดิ์ ถือหุ้น 1% อาชีพ รปภ. นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังมีชื่อเป็นกรรมการอีก 5 บริษัท หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทรถรับส่งภายในโครงการของแสนสิริ จากนั้นได้ไปได้ไปขอกู้เงินกับ บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด จำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปปลอดจำนอง 465 ล้านบาทดังกล่าว ทำให้ น.ส.พินิช ได้กำไรจากเงินกู้ หลังปลอดจำนองที่ดิน และซื้อหุ้นจากเจ้าของเดิมในจำนวน 435 ล้านบาท

นายชูวิทย์ ยังบอกอีกว่าทุกคนกู้ได้หมดไม่ว่าแม่บ้าน รปภ. เพราะมีตัวอย่างแล้ว หากใครเดินไปทองหล่อไม่ต้องมีเครดิตอะไร ที่พูดมีหลักฐานทั้งหมดพร้อมสู้ทุกชั้นศาล ไม่ว่าจะศาลฎีกาก็ตามทุกวันนี้ตนฉีดยาฆ่ามะเร็งเพื่อขอสู้ต่อไปวันนี้ที่ออกมาฉนายเศรษฐา เนื่องจากได้เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายก แต่มีพฤติกรรมซ่อนเร้น อำพราง ปิดบัง ไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำให้ต้องกังวลใจว่า เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะตั้งบริษัทดิจิทัลไว้รองรับหรือไม่ ถ้านายเศรษฐา และจะไม่ยอมถอยพร้อมเดินหน้าแฉต่อหากยังมีชื่อ นายศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี

‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.
‘ชูวิทย์’แฉนายกดิจิตอล นอมินีแสนสิริซื้อหุ้นคือแม่บ้าน รปภ.

ด่วน ‘พรรคก้าวไกล’ ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต ‘แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556100

15 ส.ค. 2566

ด่วน 'พรรคก้าวไกล' ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต 'แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย'

ด่วน พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวตให้ ‘แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย’ หลังผสมข้ามขั้ว ย้ำจุดยืนไม่ทรยศประชาชน มีลุงไม่มีเรา เผย 3 เหตุผล

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2566 พรรคก้าวไกล มีมติหลังประชุม สส. ว่าจะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมข้ามขั้ว เพื่อแสดงจุดยืนว่าเราไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลผสมข้ามขั้วที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการนำพรรครัฐบาลขั้วเดิมเกือบทั้งหมดมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย เท่ากับขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกอย่างชัดเจนในวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ว่าต้องการพลิกขั้วรัฐบาล

2.การที่พรรคก้าวไกลจะโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐบาลผสมข้ามขั้วนี้ ไม่ใช่การปิดสวิตช์ สว. ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการเดินตาม สว. เพื่อปิดสวิตช์ก้าวไกล

เพราะหากทุกพรรคการเมืองมีเจตนาที่จะปิดสวิตช์ สว. และเคารพเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ก็ต้องแสดงออกโดยการโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมากที่จัดตั้งโดยก้าวไกลตั้งแต่แรก ไม่ใช่การจัดตั้งรัฐบาลตามความต้องการของ สว. และอ้างว่าปิดสวิตช์ สว.

ด่วน 'พรรคก้าวไกล' ออกแถลงการณ์ หลังมีมติ ไม่โหวต 'แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย'

3.แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่ององค์ประกอบคณะรัฐมนตรี แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีจะไม่แตกต่างจากรัฐบาลเดิมมากนัก พรรคก้าวไกลไม่เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลโดยเกรงใจผู้มีอำนาจแต่ไม่เกรงใจประชาชน จะผลักดันวาระที่ก้าวหน้าและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริงได้

พรรคก้าวไกลยืนยันอีกครั้งว่า การไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีผสมข้ามขั้วนั้น เราไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานของคุณสมบัติของตัวแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการตัดสินใจบนจุดยืนทางการเมืองและคำสัญญาที่พรรคก้าวไกลได้ให้ไว้กับประชาชนคือ“มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา”ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่สามารถตระบัดสัตย์ต่อประชาชนได้

‘เพื่อไทย’ ปวารณา ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556103

15 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ปวารณา  ขอเป็นหินก้อนแรกสร้างทางสายใหม่ เชื่อมไมตรีพรรคลุง

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   ย้ำการที่ต้องใช้เสียงโหวตนายกรัฐมนตรี จาก พลังประชารัฐ และ รวมไทยสร้างชาติ เสียงในฝั่งประชาธิปไตยไปกันลำบาก ทำให้ต้องสลายความขัดแย้ง เปรียบวันนี้ทำหน้าที่เป็นหินก้อนแรก สร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือ ลดขัดแย้ง หากตัดสินใจผิดพร้อมรับผิดชอบ

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า  การที่ เพื่อไทย ดึงเสียงของพรรคพลังประชารัฐ และ พรรครวมไทยสร้างชาติ มาโหวตนายกรัฐมนตรี  เนื่องจาก ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นความยากลำบากในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฝ่ายประชาธิปไตยจะจัดการหรือผสมกันอย่างไรก็ไม่ผ่าน เพราะทุกฝ่ายแสดงท่าทีชัดเจน    พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินใจสลายความขัดแย้ง แม้จะมีความยากลำบากและความเจ็บปวด ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งวันนี้เพื่อไทยขออาสาเป็นหินก้อนแรกในการสร้างทางใหม่ ขยายความร่วมมือเเละลดความขัดแย้ง

วันนี้จึงเชื่อว่าความร่วมมือทางการเมือง มาช่วยกันแก้ปัญหาจะเป็นทางออกที่ทำให้ศาสตร์การเมืองต่างๆ สามารถร่วมงานได้ และตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐาน ให้สามารถฝ่าวิกฤตที่สะสมมาเกือบ 20  ปี ได้ โดยเมื่อตัดสินใจแล้วก็พร้อมจะเดินไปข้างหน้า แก้ไขปัญหาประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ ต้องคิดใหญ่ ใจใหญ่บนเส้นทางที่คับแคบ ต้องฝ่าไปให้ได้ ทั้งหมดอยู่ในสายตาประชาชน หากว่าตัดใจผิดพลาดก็พร้อมจะรับผิดชอบ 

” วันนี้เพื่อไทยได้แสดงความพร้อม และทำให้เห็นแล้วว่ามีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียงขณะนี้มีแนวโน้มเกิน 250 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าเพื่อไทยจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในไม่กี่วัน และนำนโยบายต่าง ๆ ของพรรคร่วมมาพูดคุยกันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะหากยิ่งช้าก็จะยิ่งทำงานยาก ซึ่งหากเป็นไปตามแผนปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นกันยายนนี้ก็จะได้รัฐบาล มาบริหารประเทศ” 

เขา กล่าวว่า     สำหรับการสนับสนุนจากสว.  มั่นใจว่าได้มากกว่าที่เคย  เพราะจากการพูดคุย ก็บอกชัดเจนว่าเพื่อไทยมีวุฒิภาวะ ในการประสานแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งถือว่ามาในทิศทางที่ดี ส่วนจะมากกว่าร้อยเสียงหรือไม่ ตนตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สว.แต่ละคน   ”  เชื่อว่าโหวตครั้งเดียวผ่าน ขออย่ากังวลใจในเรื่องนี้ เราทำอย่างเต็มที่ และรู้ว่าพรรคการเมืองอันดับ 1 ได้ทำอะไร และประสบปัญหาอะไร ซึ่งเราได้แก้ปัญหานั้น และได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถในการแจ้งพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะร่วมมือกับเรา รวมถึง สว.”  นายภูมิธรรม  ระบุ 

ยื่น ‘กรมควบคุมโรค’ เอาผิด ‘ปดิพัทธ์’ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556080

15 ส.ค. 2566

ยื่น 'กรมควบคุมโรค' เอาผิด 'ปดิพัทธ์' โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทำผิดกฎหมายชัด ‘ปดิพัทธ์’ สันติภาดา รองประธานสภาฯ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ศรีสวุรรณ จี้ ‘กรมควบคุม’ โรคเร่งดำเนินการ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อชี้เป้าเอาผิดปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 โพสต์ภาพและข้อความและคลิปวิดีโอลงสื่อโซเชียลออนไลน์หลายประเภท เพื่อเชียร์ดราฟท์เบียร์ยี่ห้อหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก

การกระทำของนายปดิพัทธ์ ถือว่าเข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึง เจตนา ประสงค์ต่อผล และหรือเจตนา เล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 โดยชัดแจ้ง

จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย จี้ สธ.เอาผิด รองประธานสภาฯ โฆษณา ผิดกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม

การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น

เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

อีกทั้งยังฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 อีกด้วย

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ตามระเบียบ ‘มหาดไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556067

15 ส.ค. 2566

รัฐบาลยัน ยังไม่ปรับหลักเกณฑ์ รับ 'เบี้ยผู้สูงอายุ' ตามระเบียบ 'มหาดไทย'

‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ยังจ่ายตามหลักเกณฑ์เดิม จุรินทร์ ยัน มีแค่การศึกษาเพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่อิงระเบียบ ‘มหาดไทย’

นายสุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรัฐมนตรี​ว่าการกระท​รวงการคลัง​ กับการปรับเกณฑ์สวัสดิการผู้สูงอายุ​ของกระทรวงมหาดไทย​ ที่ต่อไปผู้สูงอายุ​ ต้องพิสูจน์​ความจน​ คือไม่มีรายได้​ หรือรายได้ไม่พอ​ จึงจะได้รับเงิน​เบี้ยผู้สูงอายุ 600,​ 700, 800, 1,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเบี้ยผู้สูงอายุนี้​ ออกมาแบบมาตามกรอบความคิด​ สวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ 

การรับเบี้ยผู้สูงอายุสำหรับคนไทยผู้มีอายุเกิน​ 60​ ปี​ทุกคน​ ที่ไม่ได้รับบำนาญหรือสวัสดิการ​อื่น เพื่อให้คนไทยที่ทำงานพัฒนาชาติบ้านเมืองมานานจนอายุ​ 60​ ปี​ มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี 

การเปลี่ยนจากแนวคิดสวัสดิการ​ถ้วนหน้า​ของมหาดไทย มาเป็นระบบสงเคราะห์​อนาถา ถือเป็นวิธีคิดแบบถอยหลังเข้าคลอง​ เป็นระบบศักดินา​แบบเก่า​ เลือกปฏิบัติ​ เอาเงินรัฐบาลมาแจกแบบอุปถัมภ์​ เพื่อสร้างบุญคุณ​แก่ประชาชน การกล่าวอ้างว่ารัฐต้องใช้เงินกว่า​ 90,000​ ล้านบาท​ต่อปี ดูแลผู้สูงอายุ​กว่า​ 10 ล้านคน​ ทำให้รัฐบาลไม่มีเงิน​นั้น​

เป็นวิธีคิดแบบรัฐเป็นนาย​ ประชาชนเป็นบ่าว​ ไม่ใช่วิธีคิดแบบเสรีนิยม​ ที่รัฐบาลเป็นผู้รับใช้ ประชาชนเป็นนายรัฐบาล.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีฯ ในฐานะคณะประธานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ยืนยัน ว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ไม่มีการกำหนดนโยบายในการปรับลดเงินและลดจำนวนเบี้ยผู้สูงอายุ ก่อนหน้านี้ยังเข้าไปแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อน การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับรับเบี้ยบำนาญตกทอด ซึ่งต้องรับทางเดียว แต่ใครที่รับไปแล้วไม่ต้องนำมาคืน 

ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูคณะกรรมการชุดปัจจุบันยังไม่มีความเห็นหรือมติในทิศทางที่ลบและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงปรับเบี้ยผู้สูงอายุมีแค่การศึกษา จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีมติในการลดจำนวนผู้สูงอายุที่จะรับเบี้ยยังชีพแต่อย่างใด

‘พิธา’ ถาม ‘อนุพงษ์’ เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน ‘เบี้ยคนชรา’ คนอื่นถูกหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556061

15 ส.ค. 2566

'พิธา' ถาม 'อนุพงษ์' เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน 'เบี้ยคนชรา' คนอื่นถูกหรือไม่

‘พิธา’ เปรียบ ‘เบี้ยคนชรา-งบเรือดำน้ำ’ ควรประหยัดอันไหน เตรียมให้ ‘สส.ก้าวไกล’ ตั้งกระทู้ถาม ทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าต้องพิสูจน์ความจน พร้อมถาม ‘อนุพงษ์’ เป็น รมต. มีบำนาญ ตัดสิน ‘เบี้ยคนชรา’ คนอื่นถูกหรือไม่

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการแก้เกณฑ์รับ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ว่า เป็นราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงมหาดไทย ส่งลูกให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เป็นเรื่องใหญ่และต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีแต่จะต้องเพิ่มงบประมาณ ไม่ใช่ตัดงบประมาณดูแลผู้สูงอายุ 

นายพิธา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เขาต้องการพูดว่ามีผู้สูงอายุ 11 ล้านคน ใช้งบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ตนอ่านจากบีบีซีไทยว่า การกระทำครั้งนี้ของรัฐบาลรักษาการจะสามารถลดลงประมาณ 5 ล้านคน ประหยัดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท สามารถลดลงประมาณ 5 ล้านคน ประหยัดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ตนฟังแล้วก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรือดำน้ำก็ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แล้วความท้าทายในการใช้เรือดำน้ำต่อสู้แทบจะไม่มี แต่ความท้าทายของสังคมสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มงบประมาณรับมือสังคมสูงวัย เทรนด์โลกเป็นแบบนั้น

ซึ่งน่าเสียดายที่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้เปิดและทำงานประชุมเต็มรูปแบบ ยังไม่มีกระทู้ถาม ไม่เช่นนั้นจะให้ สส.ก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันพฤหัสนี้ ว่าแท้จริงแล้วมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร กระทบกี่คน ทำไมไม่มีงบประมาณ และจะใช้กฎเกณฑ์อะไร จะตกสำรวจหรือไม่ และทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ต้องพิสูจน์ความจนถึงทำไม่ได้ 

“การเอาความรู้สึกของคนเป็นรัฐมนตรีว่ามีบำนาญเท่าไหร่แล้วเอาไปตัดสินแทนพี่น้องประชาชน ชาวระยอง แกลง เขาชะเมา เป็นวิธีกระบวนการคิดที่ถูกต้องหรือไม่ ” นายพิธากล่าว 

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556063

15 ส.ค. 2566

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ‘พิธา’ โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. เป็นธรรมหรือไม่ หลังคณะกรรมการไต่สวน กกต.ชงไม่เอาผิด ม.151 ปมคำร้องคดีหุ้นitv

วันที่15 สิงหาคม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของ กกต. มีมติว่าจะให้ยกคำร้องผมในคดีอาญามาตรา 151 เรื่องการรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร จากการถือหุ้นไอทีวี โดยคณะกรรมการสืบสวนมีเหตุผลสำคัญว่า บริษัทไอทีวีไม่มีการดำเนินกิจการอยู่และไม่มีรายได้จากการเป็นสื่อ จึงไม่ถือว่าผมมีความผิด”

“ผมยืนยันอีกครั้งว่า คดีหุ้นไอทีวีของผม เป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะผมถือหุ้นนี้มาตลอดเวลาที่ทำงานการเมือง เป็น สส. มา 4 ปี แต่เพิ่งจะเกิดการร้องเรียนกันขึ้นในเวลาที่ผมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้าการเสนอชื่อผมต่อสภาไม่กี่วัน รวมถึงมีหลักฐานความผิดปกติมากมายที่บ่งชี้ว่ามีความพยายมปลุกปั้นให้บริษัทไอทีวีซึ่งเลิกกิจการสื่อไปนานกว่า 10 ปี กลับมาเป็น “หุ้นสื่อ” ให้ได้”

นายพิธา ระบุอีกว่า มาวันนี้ ที่มีการเปิดเผยมติของคณะกรรมการไต่สวนออกสู่สาธารณะแล้วว่าผมไม่ผิด ทำให้มีประเด็นคำถามที่ผมขอถามไปยัง กกต. ดังนี้

‘พิธา’ ตั้งคำถามถึง ‘กกต.’ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นธรรมหรือไม่

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าว ซึ่งทำคดีมาตรา 151 (คดีอาญา) มีมติก่อนที่ กกต. จะพิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ถึงแม้ว่า กกต จะอ้างว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นคนละกระบวนการกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รวบรวมพยานหลักฐานและเรียกพยานบุคคลมาสอบข้อเท็จจริง ได้เห็นข้อเท็จจริงว่า ไอทีวีมิได้ประกอบกิจการสื่อและมิได้มีรายได้จากกิจการสื่อมวลชนในขณะที่ผมสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่กกต. กลับยังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยละเลยข้อเท็จจริงบางประการที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้หยิบยกมาพิจารณา และละเลยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางหลักเรื่องการมีรายได้และที่มาของรายได้เป็นเกณฑ์ว่าบริษัทใดเป็นสื่อหรือไม่

2. การที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีมติว่า หุ้นไอทีวีไม่ใช่หุ้นสื่อ นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็สอดรับกับความเห็นของประชาชนทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น การสั่งให้ผมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไอทีวี และอินทัช ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ล้วนแต่มีเอกสารงบการเงินยืนยันว่า ไอทีวีหยุดประกอบกิจการ และไม่มีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อ ประกอบกับคดีหุ้นสื่อ (นอกจากคดีคุณธนาธร) ของ สส. ปี 2563 ประมาณ 60 คน ศาลก็ไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่ในคดีผม กลับสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงขอให้สังคมพิจารณาว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ผม มีความเป็นธรรมหรือไม่

‘ภูมิใจไทย’ รับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน ‘โควตารัฐมนตรี’ ลั่นไม่ก้าวก่ายสูตร9:1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556053

15 ส.ค. 2566

‘ภูมิใจไทย’ รับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน 'โควตารัฐมนตรี' ลั่นไม่ก้าวก่ายสูตร9:1

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ ยอมรับ ‘เพื่อไทย’ ประสาน ‘โควตารัฐมนตรี’ คาดอีก 2 วันรู้ผล ชี้ ควรชัดก่อนโหวตนายกฯ ปัดตอบได้กี่ที่นั่ง-กระทรวงไหน บอก พูดก่อนจะเป็นการกดดันซึ่งกันและกัน แต่ควรเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย – ขอไม่ก้าวก่ายสูตร 9:1

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง การพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย ถึงโควต้าคณะรัฐมนตรี ก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด แต่ในรายละเอียดน่าจะได้คุยกันใน1-2 วันนี้ ยอมรับว่าได้มีการประสานมา และขณะนี้ยังพอมีเวลาอยู่ และพอทราบว่าภูมิใจไทยจะได้กี่ตำแหน่ง แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันเรื่องกระทรวง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้คุมกระทรวงด้านสังคมนั้น นายอนุทินกล่าวว่า กระแสไหน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงตรงนั้น เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจอะไร เราทราบดีว่าจะต้องคุยในลักษณะไหน บนบริบทที่มีอยู่ในปัจจุบัน ย้ำว่าต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์

นายอนุทินยังมองว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ควรที่จะชัดเจนก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่าย ทุกพรรค ก็แสดงความเห็นออกมาในแนวทางนั้น ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้วางเป้าหมายว่าจะคุมกระทรวงใดหรือไม่นั้นนายอนุทินระบุว่า เรื่องนี้จะต้องรอไปพูดคุยกันก่อน หากไปพูดไว้ก่อนจะถือเป็นการกดดันซึ่งกันและกัน ในเวลานี้จะกดดันกันเองไม่ได้ ควรจะใช้วิธีการ หารือกันหาข้อตกลงร่วมกัน ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้ รัฐมนตรีเดิมคุมกระทรวงเดิมนั้น นายอนุทินระบุว่าขออย่าเพิ่งไปใส่ใจกระเเส คนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับมอบหมายให้ไปหารือด้วย มีเพียง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คุยกันอยู่แค่ในวงนี้ หากไปฟังคนโน้นคนนี้พูดที ก็ไม่ได้ พูดคุยกันตามช่องทางที่ได้ตกลงกันไว้

นายอนุทินยังระบุอีกว่า ยังไม่ทราบถึง วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คาดว่าจะเป็นในสัปดาห์ หน้า คงจะต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับหรือไม่รับเรื่องที่ร้องเรียน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในขั้นตอน ต้องรอวันพรุ่งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน

ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะได้กี่รัฐมนตรีช่วย กี่ว่าการกระทรวงนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ก็คงต้องไปว่ากัน

ส่วนสูตรการคำนวน 9 ที่นั่ง สส.ต่อ 1 กระทรวง ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้พรรคภูมิใจไทยจะรับได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องรอดู ว่ามีกี่พรรคที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้เราไปก้าวก่ายไม่ได้ ภูมิใจไทยรู้แล้วว่าเราอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล และดูว่าทำงานตรงไหนที่จะเกิดประสิทธิภาพกับพี่น้องประชาชน เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อบ้านเมือง ทำงานได้โดยไร้ปัญหา ซึ่งทุกอย่างมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณ จำนวนสส.ฝ่ายรัฐบาลและสส.แต่ละพรรค ทอนไปเรื่อยๆ ต้องหารือเจรจากัน

‘พรรคเพื่อไทย’ เคลียร์จัดสรรรัฐมนตรีพรรคร่วมฯ -ร้องเพลงรอกันไปก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556014

14 ส.ค. 2566

'พรรคเพื่อไทย' เคลียร์จัดสรรรัฐมนตรีพรรคร่วมฯ -ร้องเพลงรอกันไปก่อน

รองหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” ชี้แจงแทน เศรษฐา ทวีสิน กรณีห้ามรัฐมนตรีเดิมจากพรรคร่วม กลับเข้าไปทำงานในกระทรวงเดิม เรื่องนี้ต้องมองในหลายด้าน รวมทั้งความรู้สึกของสังคม ส่วนจัดสรรโควตารัฐมนตรี ขอให้รอจนกว่าทุกอย่างจะลงตัวในกระบวนการรวบรวมเสียง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ไม่ทราบถึงเรื่องของท่าทีจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่แสดงความไม่พอใจ ต่อการตั้งเงื่อนไขจาก พรรคเพื่อไทย กล่าวคือ ห้ามรัฐมนตรีเดิมกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงที่เคยทำหน้าที่   โดยระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ลดท่าที
ดังกล่าว ก็จะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายเศรษฐา ทวีสิน เป็น น.ส. แพทองธาร ชินวัตรว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ยิน ท่าที  ที่มาจากบรรดาหัวหน้าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 


ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยมีความเห็นมาจากนายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย   ระบุจะไม่ให้พรรคการเมือง ที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยทำงานกระทรวงเดิม แต่เป็นคำถามจากสื่อมวลชนที่ถามนายเศรษฐาว่า ตามหลักการไม่ควรให้ดำรงตำแหน่งกระทรวงเดิมหรือไม่ ซึ่งนายเศรษฐา ยอมรับเพียงหลักการว่า เห็นชอบ แต่ในมุมของตน  ต้องดูด้วยว่า การเชิญพรรคต่าง ๆ มาร่วมรัฐบาลนั้น ต้องให้เกียรติ และดูความเหมาะสมตามนโยบาย และคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับตำแหน่งว่า เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่ ซึ่งจะต้องหารือกัน เพราะหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ต้องประสานงาน และตั้งรัฐบาลให้ได้ 

“กรณีที่บางพรรคการเมือง ต้องการให้มีการแบ่งสรรกระทรวง ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตร   เรื่องนี่เมื่อพรรคเพื่อไทย รวมเสียงมาได้แล้ว เชื่อว่า จะไม่มีปัญหา และรอถึงเวลาที่เหมาะสม พรรคฯ ก็จะดำเนินการให้ชัดเจน แต่จะต้องแน่ชัดก่อนว่า จะมีผู้พร้อมร่วมรัฐบาลเท่าไร และจะแบ่งสรรอย่างไร แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย รวบรวมได้แล้ว 238 เสียง ซึ่งหากพรรคพลังประชารัฐ จะลงมติให้  โดยไม่มีเงื่อนไขก็จะรวมเป็น 278 เสียง โดยตั้งใจว่า เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานได้ในเดือนกันยายน การแบ่งสรรกระทรวงต่าง ๆ จะเสร็จสิ้น” 


นายภูมิธรรม กล่าวว่า  แนวทางของ พรรคก้าวไกล  ที่ต้องการกลับไปเป็น 312 เสียงของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิม  เป็นไปไม่ได้   ซึ่งอาจจะขัดใจประชาชนบ้าง แต่พรรคการเมืองที่จะมาร่วมรัฐบาล ก็มาจากประชาชนเหมือนกัน หากพรรคก้าวไกลจะลงมติโหวตนายกรัฐมนตรีให้ พรรคเพื่อไทยก็ขอบคุณ หรือหากไม่ลงมติให้ ก็ไม่ว่ากัน และพร้อมทำงานทางการเมืองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่จะไม่สนับสนุนเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน

 ‘ก้าวไกล’ เปิดวงถกพรุ่งนี้ปม โหวตนายกรัฐมนตรี ‘เพื่อไทย’  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555998

14 ส.ค. 2566

 'ก้าวไกล' เปิดวงถกพรุ่งนี้ปม โหวตนายกรัฐมนตรี  'เพื่อไทย'  

ประชุมสส.พรรคก้าวไกล วันพรุ่งนี้ เลขาธิการพรรค ระบุ จะมีการหารือในประเด็นการสำรวจความเห็นประชาชน ต่อการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” จากพรรคเพื่อไทย คาดจะได้ข้อสรุปอย่างเบ็ดเสร็จ เพือเป็นท่าทีของพรรคต่อประเด็นดังกล่าว มองพรรคแกนนำรัฐบาลเหนื่อยกับการต่อรองโควตารัฐมนตรี

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้  ( อังคารที่ 15  )  พรรค ก้าวไกล จะประชุมสส.พรรค  โดยมีประเด็นหารือ การถามความเห็นจากประชาชนต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่สส.พรรค ออกไปทำการสำรวจความเห็นของประชาชน และคาดว่าผลการหารือที่ออกมา จะทำให้ได้ข้อสรุปว่าด้วยท่าทีของพรรคก้าวไกล  ต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี  ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด  ตอนนี้พรรคก้าวไกลอยู่ในขั้นตอนเตรียมตัวทำงานไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน  โดยใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมงานภายในพรรค    อาทิ การพัฒนาศักยภาพความพร้อมในการทำงานของสส.ใหม่


เขา  กล่าวว่า  เท่าที่ติดตามสถานการณ์ในขณะนี้  ต่อการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย 
โดยมีการพูดถึง  การขอให้จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี  ที่มาจากความต้องการของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  เห็นว่าการจัดแบ่งตำแหน่งคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในทางปฏิบัติ ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องทำควบคู่กันไป ก็มองด้วยความเป็นห่วงว่าการจัดตั้งรัฐบาลในสถานการณ์แบบนี้   ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทย ก็น่าจะถูกเข้ามากำกับควบคุมโดยขั้วอำนาจเดิม  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะปฏิเสธด้วยยาก