สุวัจน์ เผย ‘เพื่อไทย’ ติดต่อ ‘ชาติพัฒนากล้า’ เข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555615

09 ส.ค. 2566

สุวัจน์ เผย ‘เพื่อไทย’ ติดต่อ ‘ชาติพัฒนากล้า’ เข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ แล้ว

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ‘สุวัจน์’ เผย ‘เพื่อไทย’ ติดต่อให้เข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ แล้ว รอหารือรายละเอียดก่อนตั้งโต๊ะแถลง ย้ำอยากให้ภารกิจตั้งรัฐบาลสำเร็จ ไม่แสดงความเห็น หากเพื่อไทยขอคะแนนจาก ก้าวไกล โหวตนายกรอบ3

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.)เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเคยเชิญให้ไปหารือเบื้องต้นที่พรรคมาแล้ว ตนก็ให้ความคิดเห็นไว้ เมื่อวานนี้(8 ส.ค.)ก็ได้รับการติดต่ออีกครั้งให้มาหารือ ในการเข้าร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” เพื่อแถลงข่าวข่าวร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าการหารือในเบื้องต้นจะมีอะไรบ้าง

เมื่อถามว่าการแถลง “จัดตั้งรัฐบาล” จะมีความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน นายสุวัจน์ กล่าวว่า เราต้องพยายามให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเพราะมาถึงวันนี้ก็ 3 เดือนแล้ว ที่ยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีแต่รัฐบาลรักษาการซึ่งมีขีดจำกัดในการบริหารประเทศ ซึ่งสูญญากาศที่ยังไม่มีรัฐบาลจะกระทบต่อความเชื่อมั่น และความกังวลใจกับนักลงทุนรวมถึงประชาชน ถ้าเราช่วยกันสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องให้เกิดรัฐบาลได้ก็จะเป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาประเทศ 

“ผมตนเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจให้กับพรรคเพื่อไทยให้ประสบความสำเร็จ เพราะเคยเป็นรัฐบาลมาแล้ว มีประสบการณ์ในการจัดตั้งรัฐบาลมีความเข้าใจในการพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคชาติพัฒนากล้าก็พร้อมจะสนับสนุนด้วยความยินดี ขอต้นมองว่าพรรคเพื่อไทยมาถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นพรรคอันดับ 2 ได้รับเสียงข้างมากที่จะเกินครึ่งมาเป็นรัฐบาล ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” ประธานพรรคชาติพัฒนากล้าระบุ

เมื่อถามว่า มีเหตุผลใดที่คิดว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ โหวตนายกรอบ3 ในครั้งนี้ จะผ่านไปได้ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ต้องระบุต้องมีการหารือกันก่อน เพราะยังไม่ทราบโครงสร้างของพรรคร่วมรัฐบาลว่ามีพรรคใดบ้าง แต่เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จ 

พร้อมย้ำว่ายังไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งในการร่วมรัฐบาล ซึ่งวันนี้(9 ส.ค.) จะมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรก

ส่วนการไปพูดคุยกับ สว. เพื่อขอเสียงสนับสนุนโหวตนายกรอบ3 นั้น นายสุวัจน์ บอกว่า ก็เป็นภารกิจหน้าที่อย่างหนึ่งถ้าได้รับมอบหมาย ที่ต้องช่วยกันให้ภารกิจ “จัดตั้งรัฐบาล” ให้สำเร็จ และแก้ปัญหาประเทศ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยมีท่าทีจะไปขอโทษขอขมาพรรคก้าวไกล เพื่อของเสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายสุวัจน์ บอกว่า ตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของพรรคแกนนำอย่างเพื่อไทย ที่ต้องให้เกียรติ ส่วนพรรคร่วมก็ต้องให้การสนับสนุนให้ภารกิจสำเร็จ

‘เพื่อไทย’ แจ้ง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 6 พรรค ผนึก 228 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555610

09 ส.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ แจ้ง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 6 พรรค ผนึก 228 เสียง

‘เพื่อไทย แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 8 พรรค ประกอบด้วย ประชาชาติ เสรีรวมไทย เพื่อไทยรวมพลัง พลังสังคมใหม่ ท้องที่ไทย ชาติพัฒนากล้า ชาติไทยพัฒนา ผนึก 238 เสียง แต่นัดแถลง พรรคชาติไทยพัฒนา พรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคเพื่อไทยได้แจ้งกำหนดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีความคืบหน้าการ “จัดตั้งรัฐบาล” โดยพรรคเพื่อไทยร่วมกับ 6 พรรคประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทยรวมพลัง พรรคพลังสังคมใหม่ และพรรคท้องที่ไทย  และพรรคชาติพัฒนากล้าว ซึ่งจะร่วมกันแถลงข่าวในเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ส.ค.2566 ที่ห้องโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา

สำหรับ 6 พรรคการเมือง ที่ร่วม“จัดตั้งรัฐบาล” ประกอบด้วย พรรคประชาชาติมี 9 เสียง พรรคเสรีรวมไทยมี 1 เสียง พรรคเพื่อไทยรวมพลังมี 2 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่มี 1 เสียง พรรคท้องที่ไทยมี 1 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง เมื่อรวมกับพรรคพรรคเพื่อไทย 141 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 71 เสียงที่วางสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาลไว้ที่ 212 เสียง จะทำให้พรรครัฐบาลในตอนนี้มี 228 เสียง

ลุ้น 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 238 เสียง

ทั้งนี้มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทย จะแถลงข่าว “จัดตั้งรัฐบาล” ร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมี 10 เสียง ในวันที่ 10 ส.ค. นี้ เช่นกัน ล่าสุด พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) ที่มี 2 เสียง แจ้งข่าวว่าได้รับเชิญจากพรรคเพื่อไทย เชิญเข้าวร่วมจัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคที่ 8 แล้ว รวม 238 เสียง

“ภูมิธรรม” ย้ำภารกิจสลายขั้วโหวต ‘เศรษฐา’ พร้อมขอโทษ ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555608

09 ส.ค. 2566

"ภูมิธรรม" ย้ำภารกิจสลายขั้วโหวต 'เศรษฐา' พร้อมขอโทษ 'ก้าวไกล'

‘ภูมิธรรม’ ขอสลายขั้วตั้งรัฐบาลโหวตนายกฯ ‘เพื่อไทย’ ปลดเงื่อนไขไม่มีลุง พร้อมขอขมา ‘ก้าวไกล’ ชวนพูดคุยเพื่อหาทางออกประเทศ

วันที่ 9 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะนัดหารือพรรคก้าวไกล เพื่อขอให้ช่วยโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้มีวิกฤตของประเทศ 3 เรื่อง คือ เรื่องรัฐธรรมนูญเศรษฐกิจ และการเมือง ดังนั้นจะใช้เวทีของวันนี้คลี่คลายปัญหาดังกล่าวให้ได้ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการสลายขั้วทั้งหมด อยากให้ทุกคนหาทางออก เพราะครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆสลายไป ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องดึงทุกฝ่ายมาหารือกัน และครั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล และหวังว่าการเสนอนายกรัฐมนตรี คือนายเศรษฐา ทวีสิน จะเป็นแกนกลางดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในการสร้างประเทศไทยให้ลดความขัดแย้งลงไป และแก้ปัญหาทั้งหมดได้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแถลงการณ์ของพรรคที่มีความชัดเจน ทั้งสว.และ สส. มาร่วม โดยจะดึงนโยบายที่ดีแต่ละพรรคเข้ามาดำเนินการ  

ส่วนจะสามารถทำงานร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ หรือพรรค 2 ลุง ได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้พูดชัดเจนแล้วว่าไม่มีการแบ่งขั้ว ดีที่สุดคือสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะสร้างมิติการเมืองใหม่ ไม่มีฝ่ายค้านและรัฐบาล พร้อมยืนยันวันนี้จะแถลงร่วมกับอีก 5 พรรคจัดตั้งรัฐบาล (พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย) และจะมีพรรคชาติพัฒนากล้า มาร่วมแถลงด้วย โดยเมื่อคืนนี้ได้มีการพูดคุยกับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้าแล้ว   

ส่วนอีกพรรคคือเพื่อไทยรวมพลัง มีความฉุกละหุกเล็กน้อยเพราะอยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ยังไม่ใช่ที่สิ้นสุด พรุ่งนี้ก็ยังมีแถลงต่อ

อย่างไรก็ตาม ได้มีการติดต่อพรรคก้าวไกลเช่นกัน โดยจะใช้เวทีการแถลงในวันนี้ สื่อสารไปยังพรรคก้าวไกลเพื่อขอคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีวาระสำคัญของประเทศ เพื่อให้ความต้องการของประชาชนบรรลุความสำเร็จ และปัญหาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดจากพรรคเพื่อไทย หรือตน หรือสิ่งใดก็ตามพรรคเพื่อไทยยินดีไปขอโทษ ขอขมาพรรคก้าวไกล และพร้อมจะพบกับพรรคก้าวไกลเพื่อหาทางออกวิกฤตของประเทศด้วย โดยกำลังนัดพบวันนี้หรือพรุ่งนี้ เพราะเราคิดเรื่องใหญ่ของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้คิดเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องตัวบุคคล ถ้าเราอยากทำงานเราก็ต้องคิดให้ใหญ่ด้วย ต้องมองข้ามความขัดแย้งเดิมไว้ เช่น ไล่หนูตีงูเห่า หรือความขัดแย้งหลายอย่าง โดนถ้าแก้ปัญหาได้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า วันนี้เราติดต่อไปทุกพรรค และค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดีในจุดเริ่มต้น แต่ก็มีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องพูดคุยกัน รวมถึงความมั่นใจที่เพื่อไทยจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจ ซึ่งเพื่อไทยยินดีที่จะยืนยันตามเจตจำนงค์ ตัวเลขทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นชัดเจน ถ้าวันนี้ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เรามีทางเลือกไม่กี่ทาง จึงจำเป็นต้องไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนอาจจะมีความไม่สบายใจ วันนี้พรรคเพื่อไทยยอมทุกอย่าง ถ้าให้โอกาสเรา เราจะพิสูจน์ด้วยการทำงาน ทั้งนายกรัฐมนตรีของเรา และประสบการณ์การทำงานของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าจะผ่านพ้นวิกฤตทุกอย่างไปได้ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยยินดีร่วมกับทุกพรรคการเมืองในการขับเคลื่อนนโยบาย ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล มีเพียงมาตรา 112 ที่เกี่ยวกับสถาบันหลักเราไม่แตะต้อง เพราะเป็นจุดศูนย์รวมของประเทศ ถ้าเสนอเรื่องนี้มาเราคงเข้าร่วมไม่ได้

“วันนี้พูดชัดเจนแล้วว่าไม่มีการแบ่งขั้ว ทางที่ดีที่สุดคือทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เท่าที่พูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น วันนี้ยังไม่มีพรรคใดบอกว่าไม่ร่วม ทุกพรรคอยากฟังรายละเอียด ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ ทุกคนจะต้องเข้าใจว่าทุกอย่างพิจารณาอย่างรอบคอบเเล้ว ว่าจะไปต่อได้ถ้าเอาประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าทุกพรรคจะยอมรับได้ ซึ่งผมเรียกร้องทุกฝ่าย รวมไปถึง ส.ว.ด้วย ทั้งรายบุคคล กลุ่มการเมือง อยากให้เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง วันนี้พรรคเพื่อไทยอาสา และมีต้นทุนที่ประชาชนต้องตรวจสอบ หากทำไม่ได้ ในอนาคตประชาชนจะเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินพรรคเพื่อไทย” นายภูมิธรรม กล่าว

ส่วนจะได้รับคำตอบจากพรรคก้าวไกลเมื่อใดนั้น นายภูมิธรรม บอกว่า ขณะนี้ได้คำตอบจากพรรคการเมืองอื่นมาเรื่อยๆ และสามารถจะแถลงความชัดเจนได้เป็นระยะ จนกว่าจะถึงวันที่พรรคเพื่อไทยไปต่อไม่ได้ วันนั้นจะได้แถลงให้ประชาชนรับทราบ

นายภูมิธรรม ยังระบุอีกว่า เท่าที่พูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีการเรียกร้องเก้าอี้รัฐมนตรี ไม่มีการคุยเรื่องกระทรวง เมื่อพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่พูดคุยเรื่องนี้ ปัญหาเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีจึงยังไม่เกิดขึ้น วันนี้ต้องฝ่าวิกฤตกับรัฐธรรมนูญที่ผิดปกติไป เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรี จึงจะมาคุยในเรื่องอื่นๆ ต่อ พรรคที่มีนโยบายตอบสนองกับประชาชนได้ก็จะมาร่วมพูดคุยกัน วันนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งรัฐบาลอย่างเดียว ต้องมีการทำงานที่สอดประสานกัน และทำงานได้อย่างเต็มที่เท่าที่ต้องการ ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบได้อย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ถือเป็นแนวทางในการติดต่อ วันนี้ทุกท่านต้องถามตัวเอง ว่าพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลายสังคมให้หลุดจากความขัดแย้ง และวิกฤติเศรษฐกิจที่อยู่มา 8-9 ปี หรือไม่ 

ส่วนที่ยังมีอารมณ์หรือใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา ตนคิดว่าเราอดทนทะนุถนอมกัน ชี้แจงกัน โดนหนักนิดเบาหน่อยเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่คือประเทศชาติบอบช้ำมากพอแล้ว

ส่วนจะมีโอกาสร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลได้หรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ถามตนไม่ได้ ต้องถามว่าสิ่งที่ตนพูดมาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วค่อยตัดสินใจร่วมกัน

ลูกหาบ ‘เพื่อไทย’ ไปไม่ถูก ปมจูบปาก  ‘ภูมิใจไทย’ – อดิศร รับสภาพ จบก็คือจบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555577

08 ส.ค. 2566

ลูกหาบ  'เพื่อไทย' ไปไม่ถูก ปมจูบปาก  'ภูมิใจไทย' - อดิศร  รับสภาพ จบก็คือจบ

“เด็ดดอกไม้  สะเทือนถึงดวงดาว”   เพื่อไทย ประกาศความร่วมมือ “ภูมิใจไทย”  แต่กลายเป็นว่า สส. “เพื่อไทย” ออกอาการไปไม่ถูก ทั้งที่ระหว่างเลือกตั้งสู้กันแทบตาย  แต่กลายมาเป็นจับมือตั้งรัฐบาลด้วยกัน เผยหนักข้อถึงขั้นเสี่ยงสูญพันธ์ุ์ ด้าน อดิศร เพียงเกษ ทำใจ เลยตามเลย  

 นายไชยา พรหมา สส.  เขต 2 หนองบัวลำภู  พรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า การที่ “เพื่อไทย”   สร้างความร่วมมือกับ ” ภูมิใจไทย” ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง  แสดงออกในเรื่องนี้มีทั้งเข้าใจการทำงานของพรรคเพื่อไทย เพราะเป้าหมายคือการตั้งรัฐบาล เร่งแก้ปัญหาให้ประชาขน ขณะที่บางส่วนยังมีข้อสงสัย  เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งสองพรรค  แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่กลายเป็นว่ากลับมาจับมือกัน ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นมา

ที่น่าเป็นห่วงก็คือตัวแปรที่อาจทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า  ที่จะต้องทำงานเหนื่อยมากกว่าเดิม เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคอีสาน “เพื่อไทย” เสียไปหลายพื้นที่ ทั้งนี้คำว่าร่วมมือกันระหว่าสองพรรค กลายเป็นที่มาของคำว่า  “เพื่อไทยจะสูญพันธุ์”  ซึ่งมี สส.หลายคนที่กังวลใน เรื่องความรู้สึกของประชาชนในภาคอีสาน

นายอดิศร เพียงเกษ  สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  การต่อสู้ทางการเมืองของเพื่อไทย และ ภูมิใจไทย ดุเดือด เนื่องจาก สส. เพื่อไทย ย้ายไปอยู่ ภูมิใจไทย ทำให้ต้องมีความพยายามดึงคะแนนที่เสียไปกลับมา ซึ่งผลการเลือกตั้ง สส.ศรีษะเกษ พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งกลับมา 7 ที่นั่ง   ส่วน 2  เขต เป็นของภูมิใจไทย   ” ที่ชาวบ้านบอกว่าผิดหวังกับท่าที  เพราะเราประกาศไปถึงไล่หนู ตีงูเห่า   เรื่องดังกล่าวเป็น
นโยบายการหาเสียง   ก็ต้องสู้กันเต็มที่กับทุกเขตเลือกตั้ง  เข้าใจความรู้สึก แต่เมื่อจบแล้ว ก็ถือว่าสิ้นสุด” นายอดิศร  ระบุ

‘ไทยสร้างไทย’ ตรงไป ตรงมา   ไม่สลับขั้ว-ย้ายฝั่ง ไม่เป็นที่ยืนให้เผด็จการ  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555575

08 ส.ค. 2566

'ไทยสร้างไทย' ตรงไป ตรงมา   ไม่สลับขั้ว-ย้ายฝั่ง ไม่เป็นที่ยืนให้เผด็จการ  

‘ไทยสร้างไทย’  ซึ่งมีสัดส่วน สส. รวม 6  ที่นั่ง ออกแถลงการณ์ หลังความร่วมมือระหว่าง 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เป็นเพียงฝุ่น  ยืนยันแนวทางของพรรคเมินการสลับขั้วและย้ายฝั่ง ที่สำคัญที่สุดไม่เอาทั้ง 2  ลุง  ย้ำสัญญาประชาคม ที่เคยทำไว้ก่อนการเลือกตั้ง ที่จะสานต่อ

 พรรคไทยสร้างไทย ซึ่งมีสส. รวม 6  คน  แบ่งเป็น สส. บัญชีรายชื่อ 1  ที่นั่ง และสส. เขต 5  ที่นั่ง  ได้ออกแถลงการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ต่อความเคลื่อนไหวในขณะนี้   ภายหลังจากความร่วมมือระหว่าง  8  พรรคจัดตั้งรัฐบาลสิ้นสุดลง   อันเป็นผลมาจากพรรคเพื่อไทย  แยกออกมาจากพรรคก้าวไกล       ทั้งนี้สาระสำคัญของแถลงการณ์จากพรรคไทยสร้างไทย คือ  การย้ำ ที่จะไม่สลับขั้วหรือย้ายฝั่ง  , การปฏิเสธ 2  ลุง ( พรรครวมไทยสร้างชาติ  ,  พรรคพลังประชารัฐ )

#แถลงการณ์พรรคไทยสร้างไทย

.
ตามที่มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) ของ 8 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้ร่วมลงนามไปแล้วในช่วงหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา นั้น
สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีประเด็นที่สำคัญ คือ รัฐสภายังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สอง ไม่สามารถเสนอซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และยังรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยว่าจะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เท่าใด


ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และอาจจะเป็นทางออกให้กับการจัดตั้งรัฐบาลที่ประชาชนรอคอย ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้แสดงจุดยืนภายใต้หลักการที่ชัดเจนของพรรคมาโดยตลอดว่า จะไม่มีการสลับขั้ว-ย้ายฝั่ง และไม่เป็นที่เหยียบยืนให้กับเผด็จการอย่างเด็ดขาด เพื่อที่จะยุติการสืบทอดอำนาจของ 2 ลุงอย่างถาวร รวมทั้งประเด็นที่จะทำงานร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงเพื่อประชาชน และแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน

เมื่อทราบแนวทางที่ชัดเจนแล้ว พรรคไทยสร้างไทยจึงจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นไปตามกลไกภายในของพรรคที่ต้องให้คณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกันพิจารณาว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลต่อไป

.
 โดยเรายืนยันว่าจะยึดมั่นในสิ่งที่สัญญาเป็นสัจจะที่ให้ไว้กับประชาชน ทั้งการไม่เป็นนั่งร้านให้เผด็จการ และผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้เป็นรูปธรรม
พรรคขอยืนยันจุดยืนที่เคยประกาศ เป็นสัญญาประชาคม ไว้ก่อนการเลือกตั้ง 4 ประการ ดังนี้

.
1. ยุติการสืบทอดอำนาจของผู้กระทำการรัฐประหารอย่างเด็ดขาด โดยไม่สนับสนุน 2 ลุง และพรรค 2 ลุงให้ได้บริหารประเทศอีกต่อไป

.
2. เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญคืนอำนาจให้ประชาชน จากการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งพรรคได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาแล้ว โดยจะไม่แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

.
3. เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

.
4. ไม่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ให้ตรวจสอบการบังคับใช้ ไม่ให้เป็นเครื่องมือทาง การเมือง อันอาจจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย

.
พรรคไทยสร้างไทยมั่นใจว่า สมาชิกทุกรุ่นจะร่วมมือกันทำงานหนักเพื่อให้พรรคไทยสร้างไทย เป็นที่พึ่งที่หวังให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง

.
พรรคไทยสร้างไทย
8 สิงหาคม 2566

'ไทยสร้างไทย' ตรงไป ตรงมา   ไม่สลับขั้ว-ย้ายฝั่ง ไม่เป็นที่ยืนให้เผด็จการ  

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ขอความเป็นธรรม ‘ก้าวไกล’ ถูกกล่าวหาเบื้องหลังม็อบทะลุวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555572

08 ส.ค. 2566

'เจี๊ยบ อมรัตน์' ขอความเป็นธรรม 'ก้าวไกล' ถูกกล่าวหาเบื้องหลังม็อบทะลุวัง

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ปฏิเสธอยู่เบื้องหลังม็อบทะลุวัง ขอความเป็นธรรมให้ ‘ก้าวไกล’ ชี้เด็กมีความคิด ผิดถูกว่าตามกฎหมาย

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล ในฐานะแกนนำของพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงการกระทำของกลุ่มทะลุวังเมื่อวานนี้ว่า คนเราคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อะไรผิด อะไรถูกก็ว่ากันไป ถ้าเกินกว่าเหตุ ขอให้เป็นเรื่องของกฏหมาย ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังกลุ่มทะลุวัง และไม่รู้จักกับกลุ่มผู้ชุมนุมหน้าใหม่ด้วย จึงขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้

แม้จะมีความใกล้ชิดกับนักกิจกรรมบางคน อาทิ เพนกวิน,อานนท์ และรุ้ง ในช่วงการทำกิจกรรมชุมนุมขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งในช่วงนั้นพรรคก้าวไกลมีบทบาทในการเข้าไปให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี รวมถึงประกันตัวนักกิจกรรมโดยไม่ได้เข้าไปตัดสินว่าทำถูกหรือผิด คนที่ตัดสิน คือ ศาล มองว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิ์ในการออกมาต่อสู้คดีเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพรรคก้าวไกลขึ้นมาบริหารประเทศ จะไม่สามารถคุมกลุ่มผู้ชุมนุมได้ และจะนำไปสู่ความแตกแยก นางอมรัตน์ กล่าวว่า เด็กสมัยนี้ ไม่สามารถชี้นำได้ พ่อแม่ยังไม่สามารถบังคับได้ เพราะฉะนั้นจะมาเหมารวมว่าพรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลังผู้ชุมนุม ย่อมไม่แฟร์ 

สำหรับการประชุม สส.พรรคในวันนี้ ยังไม่มีการหารือเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย อาจจะมีการนัดคุยเรื่องนี้ ในวันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยส่วนตัว มองว่า ผัวไปมีเมียน้อย แล้วยังจะต้องตามไปปูที่นอนให้อีกเหรอ ก่อนเดินออกจากสื่อมวลชน นางอมรัตน์ ยังได้พูดส่งท้ายว่า “เขาจะมาง้อเราหรือเปล่านะ” พร้อมกับยิ้ม แล้วเดินจากไป

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555569

08 ส.ค. 2566

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งเลื่อนฟังคำสั่งฟ้อง กกต. ไป 25 ก.ย. ปมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวหากลั่นแกล้ง ‘พิธา’ ไม่ไต่สวน คดีหุ้น itv ตามขั้นตอน เร่งรีบชงศาล รธน.หวังลดความน่าเชื่อถือในการโหวตเลือกนายกฯ แถมมีพฤติการณ์เคลือบแคลงสงสัยในการแบ่งเขตเลือกตั้ง ประกาศผลล่าช้า

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2566 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.116/2566 ที่นายยงยุทธ เสาแก้วสถิต อาชีพทนายความ ยื่นฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการ กกต. กับพวกรวม 8 คนฐานความผิดร่วมกันปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร 2566 และส่งเรื่องนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายพิธา

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 116/2566 ระหว่างนาย ย. ยื่นฟ้องนายอิทธิพรบุญประคอง ประธานกรรมการ ก.ก.ต. กับพวกรวม 7 คน โจทก์และทนายโจทก์ มาศาล โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2566

ศาลพิเคราะห์คำร้อง แล้วเห็นว่า โจทก์ได้ตรวจสอบเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบรายชื่อประธานและกรรมการการเลือกตั้งเหลือเพียง 6 คน จึงเชื่อว่ามีผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการการเลือกเพียงแค่นั้น

ต่อมาได้ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานอื่นหลายหน่วยงาน จึงพบข้อมูลที่ถูกต้องจากเว็บไซต์ของไทยพีบีเอสในคอลัมน์ “เปิดประวัติ กกต.” จึงทราบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีผู้ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการการเลือกตั้งรวม 7 คน การระบุชื่อนายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย เป็นจำเลยที่ 8 ตามคำร้องนี้

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

โจทก์ได้บรรยายพฤติกรรมการร่วมกระทำความผิดของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ครอบคลุมแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาจะฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกคนเป็นจำเลยเพียงแต่ไม่ได้ระบุตัวผู้ถูกฟ้องคดีให้ครบถ้วนเนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป การขอแก้ไขฟ้องของโจทก็จึงไม่ต้องห้าม อนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องแต่เพื่อความสะดวกในการพิจารณาของศาล ให้เรียกนายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย เป็นจำเลยที่ 7 และให้เรียก นายแสวง บุญมี จากเดิมจำเลยที่ 7 เป็นจำเลยที่ 8

ศาลตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์และรายงานเจ้าพนักงานคดีชั้นตรวจฟ้องฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 แล้ว เห็นว่าคำฟ้องยังไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งแปด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 จึงมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องโดยระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดกระทำผิดตามฟ้อง พร้อมเสนอหรือขี้ช่องพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ รวมถึงพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1. ให้โจทก์แก้ไข เพิ่มเติมคำฟ้องถึงชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ให้ลูกต้องและเพื่อมิให้เป็นการฟ้องคดีผิดไปจากบุคคลที่โจทก์ประสงค์ฟ้องคดีนี้ให้โจทก์ส่งสำเนาทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งแปดให้ครบถ้วน โดยแนบมากับคำฟ้องฉบับที่แก้ไขใหม่ต่อศาล

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

2. ให้เพิ่มเติมถึงระยะเวลาการเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 ตั้งแต่เริ่มตั้งแต่เมื่อใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด และ ระยะเวลาการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยที่ 8 นับตั้งแต่เมื่อใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด พร้อมทั้งขี้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอ

3. ให้โจทก์บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งแปดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะเหตุใดและตามกฎหมายใด หร้อมทั้งชี้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอ

4. ให้บรรยายฟ้องเพิ่มเติมถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นรายบุคคลที่เกี่ยวพันกับการออกประกาศวันเลือกตั้ง การแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศ ออกแบบบัตรเลือกตั้ง การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่การสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศใด อยู่ในมาตราใด ข้อใด พร้อมทั้งซื้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ซัดเจนเพียงพอ

5. ให้บรรยายเพิ่มเติมถึงการประกาศวันเลือกตั้ง การแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศออกแบบบัตรเลือกตั้งของเดิมเป็นอย่างไร และที่จำเลยทั้งแปดร่วมกันประกาศเป็นอย่างไรแตกต่างกันอย่างไร ส่วนใดที่ทำให้ประชาชนหรือโจทก์เกิดความสับสน พร้อมทั้งชี้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอ

6. จำเลยทั้งแปดร่วมกันประกาศวันเลือกตั้ง การแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศออกแบบบัตรเลือกตั้ง ตามฟ้องข้อ 2.1 เมื่อใด จำเลยแต่ละคนกระทำการอย่างใดบ้าง และจำเลยที่ 1 ลงนามในวันใด พร้อมทั้งชี้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอ

7. การกระทำของจำเลยทั้งแปดทำให้โจทก็ได้รับความเสียหายอย่างไรพร้อมทั้งชี้ช่องและแสดงพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอ

เห็นสมควรให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องภายใน 30 วันนับแต่วันนี้ (ครบกำหนดวันที่ 7 กันยายน 2566)

เพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีในการตรวจฟ้องโจทก์ เห็นควรมีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมแนบสำเนาคำฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ เพื่อให้ขี้แจงและกรณีมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องขอให้แจ้งรวมมาด้วย กับแนบระเบียบ คำสั่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ ดังนี้

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

1. ประวัติเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยที่ 8

2. จำเลยทั้งแปดมีหน้าที่ประกาศวันเลือกตั้ง การแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศออกแบบบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่การสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศใด อยู่ในมาตราใด ข้อใด

3. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตอบหนังสือคัดค้านการยื่นคำร้องกล่าวหานายพิธา สิ้มเจริญรัตน์ ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 256’6 หรือไม่อย่างไร

4. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศการแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศและออกแบบบัตรเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตการเลือกตั้งทั่วประเทศให้ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆหรือไม่ เพราะเหตุใด ผู้ใดเป็นผู้ออกแบบและอนุมัติ และเหตุใดจึงต้องมีการแก้วิธีให้หมายเลขของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตการเลือกตั้งให้แตกต่างจากหมายเลขพรรคที่ ผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสังกัดอยู่ในแบบการเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อ

5. มีการพิมพ์ บัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนประชาชนหรือไม่ เพราะเหตุใด และภายหลังการเลือกตั้ง มีวิธีจัดการอย่างไรกับบัตรเลือกตั้งส่วนที่พิมพ์เกิน

6. กรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร มีการให้นายพิธา ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไรเพราะเหตุใด และใช้ ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและวินิจฉัยคำร้องนานเท่าใด และได้นำคำสั่งของศาลฎีกาคดีหมายเลขดำที่ ลต สสข 9/2566 คดีหมายเลขแดงที่ ลด สสข 24/2566 วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ที่คืนสิทธิผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ให้แก่นายนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ มาพิจารณาหรือไม่ เพราะเหตุใด

7. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกี่สมัย และในแต่ละสมัยมีการตรวจสอบคุณสมบัติในเรื่องถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำนวน 42,-00 หุ้น มาก่อนหรือไม่ เหตุใดจึงมาพบภายหลังจากประกาศผลการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เคยแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบมาก่อนหรือไม่

8.ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบไปยังนายทะเบียนบริษัทหรือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ เพราะเหตุใด และในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบด้วยตนเองหรือมอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ตรวจสอบ เพราะเหตุใด

ให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน 2566 เวลา 09.30 นาฬิกา ตามที่มีวันว่างตรงกัน

ศาลคดีทุจริตฯ จี้ กกต.เเจงปมแกล้ง ‘พิธา’ คดีถือหุ้น itv 25 ก.ย.นัดฟังคำสั่ง

‘ป.ป.ส.-ปส.’ ถกแนวทางปราบ ‘ยาเสพติด’ ให้ สส.เพื่อไทย ปรับใช้ในนโยบายหาเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555568

08 ส.ค. 2566

'ป.ป.ส.-ปส.' ถกแนวทางปราบ 'ยาเสพติด' ให้ สส.เพื่อไทย ปรับใช้ในนโยบายหาเสียง

‘สมศักดิ์’ เชิญ ‘ป.ป.ส.-ปส.’ พบปะ สส.เพื่อไทย อธิบายงานปราบ ‘ยาเสพติด’ เผยยึดทรัพย์เห็น ผล ผู้ค้ากลัวมากกว่าถูกจับ เตรียมนำแนวทางไปปรับตามนโยบายหาเสียงปราบภายใน 1 ปี

ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมคณะกรรมการบริหารและสส.พรรค ได้เชิญตัวแทนจาก ป.ป.ส. และ ปส. เพื่อพบปะอธิบายแนวทางการปราบปรามยาเสพติดภายใน 1 ปี พร้อมรับฟังความเห็นของ สส. ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคได้หาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สส.พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่สะท้อนว่า อยากให้มีมาตรการที่เด็ดขาดแบบในสมัยรัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่สามารถปราบปรามยาเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงอยากให้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอ อย่างผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ด้วย และเห็นด้วยที่จะเดินหน้ามาตรการยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด แต่อยากให้ทำควบคู่กับมาตรการปราบปรามด้วย 

การปราบปรามยาเสพติดในอดีต จะมี 5 มาตรการ คือ 1.ป้องกัน 2.ปราบปราม 3.บำบัดรักษา 4.บูรณาการงบประมาณ และ 5.ความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ในขณะตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แก้กฎหมายยาเสพติดใหม่ เพื่อเพิ่มมาตรการที่ 6 คือ ยึดอายัดทรัพย์ของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด

สส.เพื่อไทยสส.เพื่อไทย

โดยผลงานที่ผ่านมา เคยเข้ายึดอายัดทรัพย์กลุ่มจีนสีเทา กว่า 8 พันล้านบาท รวมถึงไปขยายผลบัญชีม้า ของ “บัวจันทร์ ขาวอินทร์” จนสามารถนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ได้จำนวนมาก ดังนั้น แนวทางการปราบปรามยาเสพติด ภายใน 1 ปีของพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ มองว่า ควรเดินหน้ายึดอายัดทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรเงินของผู้ค้ายา ไม่ให้มีเงินไปหมุนเวียนกระทำผิดอีกต่อไป

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูรนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร

ด้านนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ถือว่า เป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่าง ปี 2562 ยึดอายัดทรัพย์ได้เพียง 956 ล้านบาท แต่หลังมีกฎหมายยาเสพติดใหม่ เพิ่มมาตรการยึดทรัพย์ ทำให้ปี 2564 ยึดอายัดได้ 7,346 ล้าน ปี 2565 ยึดอายัดได้ 11,003 ล้านบาท และปี 2566 ยึดอายัดได้มากกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว

จะเห็นได้ว่า แนวทางการยึดอายัดทรัพย์ เห็นผลอย่างชัดเจน จึงควรส่งเสริมแนวทางนี้ ในการปราบปรามยาเสพติดต่อไป 

พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลางพล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง

พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เห็นด้วยกับการยึดอายัดทรัพย์ เพราะอดีตตำรวจไม่เคยนำเรื่องนี้มาเป็นตัวชี้วัด กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ไม่กลัวการถูกจับยาเสพติด เพราะเตรียมการไว้รองรับแล้ว

แต่เขาจะกลัวการถูกยึดทรัพย์ เพราะเงินจำเป็นที่จะต้องใช้ในการขับเคลื่อนขบวนการค้ายาเสพติด ดังนั้น การยึดทรัพย์ จึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ค้ายาเสพติด กลัวเป็นอย่างมาก 

พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้าพล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า

พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กล่าวว่า ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติด หันมาใช้ระบบขนส่งเป็นจำนวนมากขึ้น เพราะมีความสะดวกและมีหลากหลายวิธี แต่หลังมีกฎหมายยาเสพติดใหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุม พร้อมขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ได้เป็นจำนวนมาก โดยจะไม่ใช่ยึดทรัพย์ซึ่งหน้าเท่านั้น แต่จะคำนวณมูลยาเสพติดที่ขนส่งในอดีตมาคำนวณยึดทรัพย์ย้อนหลังด้วย ทำให้มาตรการยึดทรัพย์น่ากลัวสำหรับผู้ค้ายาเสพติดเป็นอย่างมาก

รองหน.พรรค ‘รวมไทยสร้างชาติ’ คิดหนักโหวตนายกรัฐมนตรี ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555560

08 ส.ค. 2566

รองหน.พรรค 'รวมไทยสร้างชาติ'  คิดหนักโหวตนายกรัฐมนตรี 'เพื่อไทย'

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “สุชาติ ชมกลิ่น” ออกอาการไปไม่ถูก กับประเด็น “โหวตนายกรัฐมนตรี” นำพาประเทศไปข้างหน้า ยอมรับมติพรรค หรือ ท่าทีของพรรคก็ต้องเคารพ แต่บางอย่างก็ต้องคำนึงคนรุ่นลูก รุ่นหลาน ที่จะไม่ถูกก่นด่า คำนึงถึงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น

นายสุชา​ติ​ ชมกลิ่น​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ​   เปิดเผยว่า เรื่องโหวตนายกรัฐมนตรี  สำหรับตนอยากเห็นประเทศเดินหน้า  จะเห็นว่าทันทีที่พรรคเพื่อไทย ประกาศความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย การตอบรับก็เป็นไปในทิศทางที่ดี  หุ้นเขียวทั้งกระดาน เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็นการนำพาประเทศไปข้างหน้า  ต้องใช้เสียงถึง​ 376 เสียง​   ความรู้สึกอยากให้ประเทศเดินหน้าให้ได้​   อยาก​ให้มีรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อที่เศรษฐกิจจะได้เดินหน้า

ทั้งนี้การลงมติ   ทั้งสส.  และ  สว.   ต่อการ โหวตนายกรัฐมนตรี ต่างคนก็ต่างมีเอกสิทธิ์ แต่ก็ต้องมาคำนึงในเรื่องของมติพรรคด้วย  เรื่องนี้ละเอียดอ่อน  หากใช้เอกสิทธิ์ของตัวเอง  ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ก็ต้องคิดอีก  ในทางกลับกันถ้ามติหรือท่าที  ทำให้ประเทศเดินไปไม่ได้ก็ต้องคิดอีก    อยากให้คำนึงถึงชื่อเสียงที่จะส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะไม่ได้จบที่พรรคการเมือง​ ทุกคนที่เลือกมาก็มีความหวังว่าจะเห็นการก้าวไปข้างหน้า   เป็นนักการเมืองก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้​  วันนี้ขออย่างเดียวให้ประเทศชาติมีความเจริญไปต่อ​ จะทำอย่างไรก็ได้​ 


“เรื่องโหวตที่ฝากไว้คือ ​ ถ้าโหวตตามมติพรรคแล้วประเทศชาติเกิดความเสียหาย  หากเป็นสื่อมวลชนจะทำหรือไม่​ และเมื่อเราเป็นผู้แทนเราก็ต้องดูว่า ถ้าพรรคเดินหน้าไปแล้วเกิดความขัดแย้ง หรือเดินไม่ได้ มันก็ต้องคุยหาข้อตกผลึกให้ได้  จะทำอย่างไรก็ได้ให้ประเทศเดินไปได้” นายสุชาติ กล่าว

เปิดไทม์ไลน์ ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง เขต3 คาด ‘วันเลือกตั้ง’ 10 ก.ย. 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555552

08 ส.ค. 2566

เปิดไทม์ไลน์ 'เลือกตั้งซ่อม' สส.ระยอง เขต3 คาด 'วันเลือกตั้ง' 10 ก.ย. 66

มติครม. อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง สส.ระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลัง สส.ก้าวไกล ลาออก คาดวันเลือกตั้ง 10 ก.ย. 66 – ตรวจสอบไทม์ไลน์ ‘เลือกตั้งซ่อม’ ได้ที่นี่

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …. หรือ “เลือกตั้งซ่อม” โดยความจำเป็นในการออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งนี้ เนื่องด้วย นายนครชัย ขุนณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 มีหนังสือลาออกจากการเป็น สส. ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2566 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (3)

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ได้กำหนดให้ในกรณีที่ สส. ที่มาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. แทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง

ดังนั้น เพื่อให้การเลือกตั้ง สส.ระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้ยกร่าง พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง และร่างแผนการจัดการเลือกตั้งขึ้นและเสนอต่อ ครม.

เปิดไทม์ไลน์ ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง เขต3

สำหรับร่างแผนการจัดการเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่างนั้น มีลำดับสำคัญ อาทิ

  • วันที่ 14 ส.ค. 2566 เป็นวันสุดท้ายที่คาดว่าพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง จะมีผลใช้บังคับ
  • วันที่ 15 ส.ค. 2566 กกต. ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง และเป็นวันสุดท้ายในการประกาศกำหนดหน่วย

เลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

  • วันที่ 17-21 ส.ค. 2566 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3
  • สำหรับวันที่คาดว่าเป็นวันเลือกตั้ง คือวันที่ 10 กันยายน 2566 ส่วนวันที่ 11-17 กันยายน 2566 เป็นวันแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง