สว. เสนอ ‘เพื่อไทย ชง ‘ประธานรัฐสภา’ เลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี หวังม้วนเดียวจบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554197

21 ก.ค. 2566

สว. เสนอ 'เพื่อไทย ชง 'ประธานรัฐสภา'  เลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี  หวังม้วนเดียวจบ

สว.สมชาย แสวงการ ประเมินการเปลี่ยนบทบาทแกนนำตั้งรัฐบาล มาเป็น” เพื่อไทย” ถึงที่สุดแล้ว ขั้นตอนเสนอชื่อโหวตนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่กำหนดไว้ 27 ก.ค. น่าจะไม่ทัน ในการเตรียมการ จึงควรเสนอไปถึงประธานรัฐสภา ขอเลื่อนเวลาออกไป เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว เสนอชื่อครั้งเดียวจบ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. )  เปิดเผยว่า  ในฐานะที่พรรค “เพื่อไทย”  เข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคก้าวไกล   เชื่อว่า กระบวนการต่าง ๆ  เพื่อจัดตั้งรัฐบาล
คงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อสรุปทุกอย่างทันต่อการประชุมรัฐสภา  ซึ่งจะโหวตนายกรัฐมนตรี คือวันพฤหัสที่ 27  ก.ค.  ตามที่กำหนดไว้  จึงอยากเสนอให้พรรคเพื่อไทย  แจ้งต่อประธานรัฐสภา ให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากที่สุดอันเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการเสนอชื่อและให้ผลโหวตผ่านในคราวเดียว 


สำหรับการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เห็นว่าสิ่งที่พรรค “เพื่อไทย”  ต้องอธิบายก็คือ บุคคลที่มีคุณสมบัติต่อการเสนอชื่อ  ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  นโยบายร่วมของพรรคร่วมจัดตั้งฯ ที่สำคัญในการเดินหน้าประเทศให้เจริญก้าวหน้า มีความสงบสันติสุข และไม่มีนโยบายใด ๆ จากพรรคร่วมฯ หรือกลุ่มการเมือง ที่สนับสนุนในการแก้ไขประมวลกฎหมายมาตรา 112 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กระทบต่อสถาบันหลัก  ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริตและคดี112 หรือคดีอาชญากรรมร้ายแรง 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย   กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  เท่ากับว่า จะต้องมีการเพิ่มเติมพรรคที่ 9  และ พรรคที่  10  เข้ามา    เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนเข้ามาต่อการโหวต เพราะถ้าไม่ได้เสียง สส. เข้ามาก็จะลำบาก

‘เพื่อไทย’ ลั่น มติครม.วันแรก ขอทำประชามติตั้ง ส.ส.ร. ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554184

21 ก.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ ลั่น มติครม.วันแรก ขอทำประชามติตั้ง ส.ส.ร. 'แก้รัฐธรรมนูญ' ทันที

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ แท็กทีมแกนนำเพื่อไทย ประกาศความมั่นใจ 27 ก.ค.นี้ได้ ‘นายกฯ’ แน่ จ่อคุย ‘สส.-สว.’ หาเสียงหนุนเกิน 375 เสียง เล็งถก 8 พรรค ‘ภูมิธรรม’ลั่นมติครม.วันแรก ให้ทำประชามติ ตั้ง ส.ส.ร. เดินหน้า ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ทันที

ภายหลังพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์รับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุดที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคร่วมกันแถลง

โดยนพ.ชลน่าน แถลงว่า เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณพรรคก้าวไกล ที่ส่งมอบภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย เป็นไปตามวิถีทางทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ภายใต้เงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล 8 พรรคร่วมเดิม ตามที่ก้าวไกลแถลงไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะหารือกับ 8 พรรคเดิมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรคเดิม พรรคทั้ง 8 สามารถรวมเสียง 312 เสียงซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ แต่ในการประชุมร่วมรัฐสภา ไม่เห็นชอบบุคคลที่ 8 พรรคเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับมาตรา 112 จึงส่งผลให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้

พรรคเพื่อไทย จึงจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส.-สว. เพิ่มเติมเพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้วนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

เบื้องต้นจะขอเสียงจาก สส. สว.และพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ให้ได้และในเวลา 15.00 น. เราได้นัดแกนนำ 8 พรรคมาหารือที่พรรคเพื่อไทย จากนั้นจะแถลง ซึ่งคาดว่าใช้เวลาหรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที

‘เพื่อไทย’ ลั่น มติครม.วันแรก ขอทำประชามติตั้ง ส.ส.ร. 'แก้รัฐธรรมนูญ' ทันที

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า MOU(เอ็มโอยู) เป็นของ 8 พรรคเดิม อยู่บนพื้นฐานคุย 8 พรรคอยู่ ซึ่งเราต้องปรึกษาหารือกัน ต้องเพิ่มเสียงให้ได้ 375 ให้ได้ อะไรที่ไม่สอดคล้องกับเอ็มโอยูก็ต้องมาพิจารณา เป็นโจทย์หลักเพื่อแสวงหาเสียงมาสนับสนุน กลไกที่จะทำให้ได้ 375 เสียงต้องดำเนินการทั้งหมด

เมื่อถามว่าในวันที่ 27 ก.ค.จะเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นการดำเนินการในพรรค กรรมการบริหารมอบให้ตนเป็นผู้ดำเนินการ โดยจะเข้าที่ประชุมพรรควันที่ 26 ก.ค. 2566 เวลา 17.00 น.เพื่อขอมติรับรองว่าจะเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย

อ้วน ภูมิธรรม  เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนประเด็นปัญหา มาตรา 112 ที่เป็นเงื่อนไขตั้งรัฐบาลไม่ได้นั้น วันนี้ทั้ง 8 พรรคจะคุยกันว่าปัญหามีอะไรบ้าง ซึ่ง มาตรา 112 เป็นประเด็นหนึ่ง อาจมีประเด็นอื่นอีก โดยพรรคก้าวไกลต้องตอบให้ชัด ซึ่งการโหวตนายกฯ ครั้งแรกเราได้ สว. 13 เสียง พอครั้งหลังมีเสียงลดน้อยลง ต้องดูว่าเป็นเพราะอะไ เราต้องฝ่าปัญหาตรงนี้ให้ได้

“เรารอมา 2 เดือนกว่าแล้ว เราจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ โดยดูเงื่อนไขต่างๆ ต้องฝ่าไปให้ได้มากที่สุด ตั้งรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ มติครม.วันแรก เราจะออกมาให้ทำประชามติตั้ง ส.ส.ร. มาแก้รัฐธรรมนูญทันที เราต้องได้นายกฯในวันที่ 27 ก.ค. ให้ได้เพื่อให้ได้รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ได้” นายภูมิธรรม กล่าวเสียงเข้ม

‘เพื่อไทย’ ลั่น มติครม.วันแรก ขอทำประชามติตั้ง ส.ส.ร. 'แก้รัฐธรรมนูญ' ทันที

เมื่อถามว่าถ้าเสียงไม่พอ จะคุยกับก้าวไกลอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราคงได้คุยกัน ถ้ายืน 312 เสียงไม่ขัดข้องแต่ต้องบอกให้ชัดว่าจะหาเสียงเพิ่มจากไหน เราต้องคุยกับก้าวไกลตรงๆเรื่อง 112 จะทำอย่างไร ปัจัยที่เป็นปัญหากับพรรคไน พรรคนั้นต้องตอบ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าถ้าก้าวไกลไม่ลดเพดาน จะทำอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เชื่อว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ คราวที่แล้วเราหาเสียงให้กับก้าวไกล แต่วันนี้โจทย์เปลี่ยน เราต้องคุยกับสว.ใหม่ คุยอย่างเป็นทางการในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล

วันนี้ตั้งใจทำให้บรรลุ เราเชื่อมั่นว่าวันที่ 27 ก.ค. เราได้นายกฯ แต่เราต้องหารือกับ 8 พรรคร่วมฯ ว่าอะไรคือหนทางไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีแนวโน้มค่อยข้างสูงที่พรรคเพื่อไทย จะเสนอชื่อเศรษฐา ทวีสิน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในการประชุมร่วมรัฐสภาวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.ค. 2566 

สามคีย์แมน คนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล จากซ้ายไปขวา ภูมิธรรม-นพ.ชลน่าน-ประเสริฐสามคีย์แมน คนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล จากซ้ายไปขวา ภูมิธรรม-นพ.ชลน่าน-ประเสริฐ

‘เพื่อไทย’ ยืดอกรับภารกิจจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าหาเสียงสนับสนุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554187

21 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย' ยืดอกรับภารกิจจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าหาเสียงสนับสนุน

‘เพื่อไทย’ ขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ ยืดอกรับภารกิจแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากก้าวไกล เตรียมเคาะชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย 26 กรกฎาคมนี้ มั่นใจโหวตรอบนี้ได้นายกรัฐมนตรีแน่ เดินหน้า คุย สว. พรรคร่วมรัฐบาลเดิม หาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าว พรรคเพื่อที่จะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

โดยนายแพทย์ชลน่าน กล่าวในการแถลงข่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณพรรรคก้าวไกล ที่ส่งมอบภารกิจการจัดตั้งรัฐบาลให้กับทางพรรคเพื่อไทย ตามวิถีทางทางการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล เบื้องต้นพรรคเพื่อไทย จะหารือกับ 8 พรรคการเมืองเดิม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป 

เพื่อไทบขอบคุณก้าวไกลส่งไม้ต่อจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทบขอบคุณก้าวไกลส่งไม้ต่อจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย เห็นว่า พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคสามารถรวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา แต่ในการประชุมร่วมของรัฐสภา ที่ประชุมร่วมความเห็นชอบบุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นชอบ เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 12 จึงส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทย จึงมีความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุน จากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง

เบื้องต้น พรรคเพื่อไทย จะขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา และพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด หากผลการดำเนินการเป็นประการใดจะได้แจ้งให้กับฝ่ายพรรคการเมือง และสาธารณชนและพี่น้องประชาชนทราบต่อไปโดยเร็ว

เพื่อไทยรับไม้ต่อก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยรับไม้ต่อก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้นายแพทย์ชลน่าน ยังกล่าวถึงการหาเสียงเพิ่มว่าจะไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมในปัจจุบันหรือไม่ นายแพทย์ชลน่าน เปิดเผยว่า เราจะได้ปรึกษาหารือกับ 8 พรรคร่วมวันนี้เวลา 15.00 น. หลังจากนั้นจะมีแทนทางในการดำเนินการ

ส่วนประเด็นการแก้มาตรา 12 เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การโหวตนายกรัฐมนตรีอีกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราจะหารือกับทั้ง 8 พรรคให้เห็นปัญหาตรงกัน ว่าขณะนี้ที่ไม่สามารถจะตั้งรัฐบาลได้ที่ผ่านมาคืออะไร เราคิดว่าปัญหาเรื่องมาตรา 112 เป็นประเด็นหนึ่งและมีประเด็นอื่นด้วยก็ได้ และต้องถามความเห็นของสมาชิก 8 พรรคการเมืองทั้งหมดว่ามีเรื่องอะไรอีก แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อออกจากสภาพปัญหาเดิมๆ วันนี้เรารอมา ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้ว เราจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ ดังนั้นการตั้งรัฐบาลต้องดูเงื่อนไขต่างๆและฝ่าเงื่อนไขนั้นไปให้มากที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลเป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญ หากเราได้จัดรัฐบาล มติ ครม. วันแรก เราออกมาให้ทำประชามติ ให้มี ส.ส.ร.เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันที และเราจะต้องเสนอให้มีนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ให้ได้ เราจะดำเนินการทุกเรื่องทุกขั้นตอนในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

ส่วนกรณีหากหาเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ นายภูมิธรรม ล่าวว่า จะมีการคุยกับพรรคก้าวไกลว่ามีแนวทางอย่างไร หากยังยืนยันว่าจะมี 312 เสียงแบบเดิมเราไม่ขัดข้อง แต่ต้องบอกให้ชัดเจนว่าจะมีเสียงมาเพิ่มได้อย่างไร

ส่วนกรณีที่ สว.ประกาศว่ามีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลก็จะไม่โหวตให้นั้น นายภูมิธรรม แสดงความเห็นว่า วันนี้เราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขอให้ได้ทำงานก่อน เราอยากมีเวลาที่มากพอ ให้มีนายกรัฐมนตรีได้ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้

ขณะที่นายแพทย์ชลน่าน กล่าวถึงเรื่อง MOU ที่เคยตกลงกันไว้ยังยึดตามเดิมอยู่หรือไม่ว่า MOU เป็นบันทึกความเข้าใจร่วมของ 8 พรรคเรา ขณะนี้ยังอยู่บนพื้นฐานการพูดคุยระหว่าง 8 พรรคการเมืองอยู่ ประเด็นนี้จะมีการปรึกษาหารือกันเพราะเป้าหมายคือการเพิ่มเสียงให้ได้ 375 เสียง ดังนั้นหนทางใดที่จะใช้ในการเพิ่มเสียงและไม่สอดรับสอดคล้องกับ MOU ต้องมาพิจารณา

ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลไม่มีท่าทีในการลดเพดานของมาตรา 112 นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องคุยกันตรงไปตรงมาว่าอะไรคือปัญหาและมีหนทางจะแก้ได้อย่างไร ถ้าเป็นเรื่อง 112 ต้องถามพรรคก้าวไกลว่าหากเราจะไปต่อและเป็นรัฐบาลให้ได้ ปัจจัยเงื่อนไขอะไรที่เป็นปัญหาพรรคนั้นต้องตอบว่าจะแก้ไขอย่างไร ส่วนพรรคก้าวไกลจะไปต่อกับ 8 พรรคร่วมหรือไม่ยังไม่สามรถตอบได้คงต้องหารือร่วมกัน

สำหรับเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทยนั้น ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้จะเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเลยหรือไม่นั้น นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่พรรคเพื่อไทยต้องมาดำเนินการภายในพรรค ซึ่งมอบหมายให้ตนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคดำเนินการแทน แต่เรายังนำเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ในเวลา 17.00 น.เพื่อขอมติครั้งสุดท้าย

ส่วนกลัวว่าการโหวตจะซ้ำรอยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือไม่ นายแพทย์ชลน่าน ระบว่า ประเด็นนี้ เป็นโจทย์หลักที่เราจะหาเสียงสนับสนุน คงต้องมีการเจรจากันทั้งหมด ส่วนการพูดคุยกับ สว. เพื่อหาเสียงสนับสนุนเพิ่มหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราได้มีการคุยในขั้นต้น แต่ยังมีเสียงที่ออกมาน้อยอย่างที่ได้แสดงออก วันนี้โจทย์เปลี่ยนเราต้องทำหน้าที่ให้พรรคเพื่อไทย เรายืนยันว่าเราจะเริ่มต้นคุยอย่างเป็นทางการในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเราวันนี้ตั้งใจจะเอาให้ผ่านและตั้งใจทำให้สุดความสามารถให้บรรลุการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เชื่อว่าวันที่ 27 กรกฎาคมนี้เราจะได้นายกรัฐมนตรี

‘วันนอร์ ‘ทำใจ  หมู่บ้านกระสุนตก ปมเสนอชื่อซ้ำ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554188

21 ก.ค. 2566

'วันนอร์ 'ทำใจ  หมู่บ้านกระสุนตก   ปมเสนอชื่อซ้ำ 'โหวตนายกรัฐมนตรี'

ประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ มะทา อธิบายความเป็นมา ชนวนร้อนตีตก “โหวตนายกรัฐมนตรี ” รอบสอง เหตุที่ไม่สามารถใช้ตำแหน่งประธานที่ประชุม ทำหน้าที่ชี้ขาด เพราะจะโดนฟ้องได้ เมื่อขัดแย้งข้อบังคับต้องตีความเท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิชี้ขาด แจงทำหน้าที่เป็นกลางอย่างที่สุด

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา   เปิดเผยว่า  ในการประชุมรัฐสภา  วันพุธที่ 19  ก.ค. ที่ผ่านมา ที่มีมีมติเสียงข้างมากไม่ให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   “โหวตนายกรัฐมนตรี “ นายพิธา  เจริญรัตน์   พรรคก้าวไกล   เสนอกลับมา ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา   เพราะเป็นการยื่นญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41   เรื่องนี้  ยังมีบางประเด็นที่หลายฝ่ายไม่เข้าใจถึงการทำหน้าที่ของประธานการประชุม   การประชุมวันนั้น ( 19 )  เป็นการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 แต่ก่อนการประชุมมีข้อคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกัน คือ มีบางฝ่ายเสนอว่า ไม่ควรเสนอชื่อซ้ำ  เพราะจะไปขัดข้อบังคับข้อที่ 41 


แต่อีกฝ่ายเห็นว่า การเสนอเลือกนายกรัฐมนตรี   ” โหวตนายกรัฐมนตรี  ” ไม่ใช่ญัตติปกติทั่วไป เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุม หมวด 9 ที่ได้ออกแบบพิเศษ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี จึงเกิดการถกเถียงว่า ไม่ควรใช้ข้อบังคับข้อที่ 41 และในการประชุมวิป 3 ฝ่าย   ก่อนหน้านั้นคือ วันที่ 18 ก.ค ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงต้องไปขอความคิดเห็นต่อที่ประชุมรัฐสภา   คือในวันที่ 19 ก.ค. แต่การถกเถียงก็ยังไม่ได้ข้อสรุป   ซึ่งจากการที่ได้ฟังการอภิปราย ตลอด 6 ชั่วโมง ไม่มีใครอภิปราย ว่ามีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงตัดสินใจวินิจฉัยให้ลงมติดังกล่าว   โดย 395 เสียงนั้น  คือเห็นว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำ    จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองเกิดขึ้นต่อการทำหน้าที่ 

“ข้อวิจารณ์ที่ว่า เป็นประธานรัฐสภาสามารถชี้ขาดได้ โดยไม่ต้องรอมติที่ประชุม   ถึงชี้ขาดได้ แต่ก็มีคนฟ้องได้ ไม่ใช่ไม่กล้าที่จะชี้ขาด แต่วินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่จะชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้  เป็นเรื่องของข้อขัดแย้ง จึงใช้ข้อบังคับ ข้อที่ 151 การให้สภาตีความนั้นดีกว่า   ไม่ท้อใจกับเรื่องเหล่านี้   เมื่อรับหน้าที่แล้ว ก็จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ยึดหลักที่เคยพูดไปแล้ว คือ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง  ขณะเดียวกัน หากพรรคก้าวไกลไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิที่ทำได้ และหากศาลวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องดำเนินไปตามนั้น เพราะมีผลผูกพันไปทุกองค์กร  “

เขา  กล่าวว่า  การที่จะต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์  ( ทัวร์ลง) ต่อการทำหน้าที่    ใครจะคิดเห็นอย่างไรก็เป็นสิทธิ ที่สามารถคิดแตกต่างได้ ส่วนตัวไม่มีปัญหายอมรับได้   ย้ำว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทำด้วยความเป็นกลางแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา หากต้องตัดสินอะไร ย่อมมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

‘เพื่อไทย’ ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ อ้างขอเสียง ‘สว.-สส.’ หนุนเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554176

21 ก.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ 'ก้าวไกล' อ้างขอเสียง 'สว.-สส.' หนุนเพิ่ม

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ขอบคุณ ‘ก้าวไกล’ ที่ส่งมอบภารกิจ ‘ตั้งรัฐบาล’ อ้างจำเป็นต้องขอเสียงสนับสนุนจาก ‘สว.- พรรคการเมืองอื่น’ เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง หวังจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด

หลังจากพรรคก้าวไกล ได้ส่งต่อภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วมฯ ให้กับพรรคอันดับ 2 หรือ พรรคเพื่อไทย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคเพื่อไทยแล้ว

โดยเมื่อเวลา 14.00 น. พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ มีใจความดังนี้

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย


1. พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณพรรคก้าวไกล ที่ส่งมอบภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาลให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้เงื่อนไขของการร่วมรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองเดิม ตามที่พรรคก้าวไกลได้แถลงต่อสื่อมวลชนไปแล้ว เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะได้หารือกับ 8 พรรคการเมืองเดิมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

2. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรคการเมืองเดิม พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคสามารถรวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่เห็นชอบเนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

3. พรรคเพื่อไทยจึงมีความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะขอเสียงสนับสุนนจาก สมาชิกวุฒิสภา และจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด

4. หากผลการดำเนินเป็นประการใด จะได้แจ้งให้ 8 พรรคการเมืองและสาธารณชนทราบต่อไปโดยเร็ว

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย

21 กรกฎาคม 2566

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ประกาศความพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากพรรคก้าวไกลแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ประกาศความพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากพรรคก้าวไกล

(คลิป) ย้อนนโยบายด่วน ‘ก้าวไกล’ 100 วันแรกที่จะทำ ก่อนดับฝันคนที่เลือกมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554174

21 ก.ค. 2566

(คลิป) ย้อนนโยบายด่วน 'ก้าวไกล' 100 วันแรกที่จะทำ ก่อนดับฝันคนที่เลือกมา

ไปไม่ถึงฝัน ‘การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต’ ย้อนนโยบายเร่งด่วน 100 วันแรก เพื่อประชาชน ในรัฐบาลก้าวไกล ก่อนถูกใช้ ม.112 เป็นข้ออ้างไม่โหวตเลือก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

มาตรา 112 ถือเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ ทำให้พรรค ก้าวไกล ภายใต้การนำของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แคนดิเดตนายกฯ ไปไม่ถึงฝัน ผ่านการลงมติเห็นชอบ เพียง 324 เสียง ที่ขาดอีก 51 เสียงเป็นอย่างน้อย จะได้ขึ้นแท่นเป็นนายกฯ คนที่ 30 และเมื่อการโหวตครั้งที่ 2 ญัตติก็ต้องตกไป เพราะมีเสียง 395 เสียง ลงมติผิดข้อบังคับที่ 41 การประชุมร่วมรัฐสภา ทำให้เสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตนายกครั้งที่ 2 ได้ วันนี้เราจะพาย้อนไปดู นโยบาย 100 วันแรก ของ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่จะทำทันทีหลังจัดตั้งรัฐบาล แม้เส้นทางตอนนี้อาจริบหรี่ สำหรับแนวทางนโยบาย 100 วันแรก ที่มีครบทั้งด้านความมั่นคง การเมือง และปัญหาปากท้อง มีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันได้เลย

100 วันแรก การเมืองดี

  1. ประชามติแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดให้มีการทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าควรมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ทบทวนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายด้านคดีการเมือง และยื่น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมืองเข้าสภา ตลอดจนรื้อฟื้นกระบวนการยุติธรรมคดีสลายการชุมนุมปี 2553 (ที่ค้างอยู่ที่อัยการ ยังไม่ขึ้นสู่ศาล) ให้เสร็จภายใน 1 ปี
  3. นำกฎหมายสมรสเท่าเทียมกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง เพื่อนำมาพิจารณาต่อมติ ครม. ภายใน 60 วัน และผลักดันเข้าสภาวาระ 2-6 ภายใน 100 วันแรก
  4. จัดให้มีการทำประชามติด้านการกระจายอำนาจ ปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ครบทุกจังหวัดภายใน 1 ปี
  5. เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบทุกบาท ใช้ AI ในการตรวจสอบทุจริต ห้ามใช้เงินหน่วยงานของรัฐในการประชาสัมพันธ์โปรโมทตัวเอง

100 วันแรก ปากท้องดี
ด้วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน : ใช้นโยบายไม่ต้องรอแผนงบประมาณ การกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรกคือ

  1. หวยใบเสร็จ SME : ผู้บริโภคที่ซื้อของจากร้านค้ารายย่อย SMEs สามารถแลกสลาก 1 ใบ จากยอดสะสม 500 บาท ส่วนคนขายจะได้รับสลาก 1 ใบ จากการขายสะสม 5,000 บาทกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดทั้งปี
  2. เจรจาลงทุนเป้าหมาย : ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยวิธีการใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหลืออยู่ 10,000 ล้านบาท รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัย ทุนฝึกอบรมบุคลากร และทุนสนับสนุนการลงทุน
  3. ลดค่าไฟ 70 สตางค์ : เห็นบิลค่าไฟลดลงภายใน 1 ปี โดยจะเปลี่ยนนโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จากให้นายทุนก่อนเป็นให้ประชาชนก่อน
  4. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท : เสนอ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้ประเทศไทยมีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานตามเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
  5. ลดต้นทุน SME : พร้อมการขึ้นค่าแรง โดยมีมาตรการสมทบเงินประกันสังคม 6 เดือน และสามารถนำค่าแรงไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 ปี
  6. แก้กฎกระทรวงการคลัง ปลดล็อกสุราก้าวหน้า
  7. ปลดล็อกมติ ครม. เปลี่ยนนิคมสหกรณ์เป็นโฉนด 1.5 ล้านไร่ และนิคมสร้างตนเอง 5 ล้านไร่ 
  8. หลังคาสร้างรายได้” เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ (Net Metering) หักลบกลบหน่วยสุทธิ

100 วันแรก มีอนาคต

  1. ปฏิวัติการศึกษา : กฎโรงเรียนต้องไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน, ครูละเมิดสิทธิ พักใบประกอบทันที, เลิกให้ครูนอนเวร
  2. คืนศักดิ์ศรีประเทศไทยในเวทีโลก : เพิ่มบทบาทนำของไทยในอาเซียน ช่วยเหลือวิกฤตด้านมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยทางการเมือง-ประสบภัยสงคราม
  3. สุขภาพดีทั้งกายและใจ : เพิ่มตรวจสุขภาพจิตในการตรวจสุขภาพประจำปีได้, บริจาคอวัยวะเชิงรุก, กำหนดมาตรฐาน ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับการเผาทันที และซ็นงบ Prevention & Promotion ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อปลดล็อกงบประมาณหน่วยให้บริการด้านการป้องกันเชื้อ HIV ของภาคประชาสังคม

‘ก้าวไกล’ ยังไม่ชัด ลดเพดาน แก้ไข ‘มาตรา 112’ หรือไม่ รอหารือ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554169

21 ก.ค. 2566

‘ก้าวไกล’ ยังไม่ชัด ลดเพดาน แก้ไข 'มาตรา 112'  หรือไม่ รอหารือ 'เพื่อไทย'

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กั๊กพร้อมเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ แต่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ยืนยัน ‘มีเราไม่มีลุง’ ไม่ยอมเสียสัจจะ ประชาชน จับตาฉีก MOU 8 พรรคหรือไม่ คาดชัด 1-2 วันนี้

ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกล  ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน หลังได้แถลง ประกาศ ยอมถอย ให้เพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกฯ ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป

นายชัยธวัช ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องการลดเพดานการแก้ มาตรา112 และยังไม่ประมาทกับ 2 คดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ คือคดีหุ้นสื่อไอทีวี และคดีล้มล้างการปกครองจากการแก้ไข มาตรา112 เชื่อว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบบนิติรัฐปกติ และองค์กรศาลถูกตั้งคำถามจากสังคม ในการขอหลักเกณฑ์ และบทบาททางการเมืองให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

ส่วนการที่พรรคก้าวไกล เปิดทางให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเสนอชื่อแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยจะเป็นการถอยมากเกินไปหรือไม่ ก็เป็นไปตามที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะประชุมรัฐสภา ขณะนี้ยังยืนยันว่า พยายามทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน และหยุดยั้งขั้วอำนาจเดิม


พร้อมระบุว่า ยังไม่ได้ประเมินฉากทัศน์ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีอแต่ต้องยุติการสืบทอดอำนาจเดิมให้ได้

ส่วนที่สว.ยืนกรานจะไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา 112 แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะถอยลดเพดานลงมาได้หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ขอรอพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อน

ส่วนจะฉีก MOU ที่เซ็นกันเอาไว้ หรือไม่ จะดำเนินการต่อไปหรือพรรคเพื่อไทยจะฉีก MOU ได้เลยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องรอคุยกันก่อน พร้อมกันนี้ยังไม่ได้การพูดคุยว่าจะมีการดึงพรรคที่ 8 ที่ 9 เข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะมีการนัดพูดคุยกันใน 1-2 วันนี้

ทั้งนี้ เงื่อนไขเดิมที่จะไม่ร่วมกับพรรคลุงยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังชัดเจนว่าต้องไม่มีลุง โดยที่ไม่ต้องมีการพูดคุยกัน เราไม่สามารถเสียสัจจะเรื่องนี้ได้ พร้อมระบุว่า ยังไกลเกินไปที่จะพูดถึงการที่พรรคเพื่อไทยไปดึงพรรคพลังประชารัฐ โดยที่ไม่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้ ก้าวไกล ไม่กังวลความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล โดยเชื่อว่า คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

ส่วนมีความคิดเห็นอย่างไรว่า ก้าวไกลต้องเสียสละ นายชัยธวัช มองว่า คำถามดังกล่าวผิดฝาผิดตัว คนที่ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยตั้งหากที่ต้องมีสำนึกว่าการไม่ยอมรับกติกาจะส่งผลอย่างไร

เปิดวาร์ป ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ สส. ‘พรรคก้าวไกล’ ที่โซเชียลแห่ตามหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554168

21 ก.ค. 2566

เปิดวาร์ป 'ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร' สส. 'พรรคก้าวไกล' ที่โซเชียลแห่ตามหา

เปิดวาร์ป ดร.โจ ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ สส. ‘พรรคก้าวไกล’ ตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่โซเชียลแห่ตามหา ดีกรีไม่ธรรมดา

จากกระแสร้อนแรงของการประชุมสภา ในวาระโหวตสภารอบ 2  ซึ่งประเด็นการโหวตนายกฯ ยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จากที่ “พิธา” แคนดิเดตนายกฯ “พรรคก้าวไกล” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ สส. ชั่วคราวปมถือหุ้นสื่อ 

ซึ่งเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ “พิธา” จะเดินออกจากห้องประชุมรัฐสภา ได้มีภาพหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลของวันโหวตสภารอบ 2 ที่ชาวโซเชียลให้ความสนใจอย่างมาก ถึงผลลัพธ์ของการประชุมจะทำให้หลายคนหัวเสีย แต่ภาพดังกล่าวก็มาช่วยฮีลใจเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพของ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ที่กอดให้กำลังใจ “พิธา” ก่อนเดินออกไปจากสภา

หลังจากจากประชุมสภา ได้มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งได้ทวีตภาพ พร้อมแคปชั่นระบุว่า “ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ แต่ว่าคนนี้ใครนะคะ” ทั้งนี้ในภาพเป็นชายคนหนึ่งกำลังกอดให้กำลังใจ “พิธา” ก่อนที่จะเดินออกไปจากสภา ซึ่งหลังจากที่ชาวเน็ตเห็นภาพก็กลายเป็นไวรัลแชร์กันสนั่นทันที ว่าคนนี้เป็นใคร ทุกคนต่างสงสัยและต้องการวาร์ปหนุ่มปริศนาคนนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” สส. “พรรคก้าวไกล” ตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่ดีกรีไม่ทำธรรมดา
 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

รู้จัก “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” สส. “พรรคก้าวไกล”

ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ปัจจุบันอายุ 42 ปี สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ที่หลายคนเรียกเขาว่าตัวตึงทีมเศรษฐกิจ ที่ประวัติมีดีกรีไม่ทำธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นทั้งการศึกษาและอาชีพที่เคยทำ ก่อนหันมาเดินเส้นทางการเมือง

ประวัติ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ด้านการศึกษา

  • ปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)คณะวิศวกรรมศาสตร์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท  Master of Science (Information Science),Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)
  • ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร


ประวัติ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ด้านการทำงาน

  • รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร (ตำแหน่งสุดท้าย) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2556 – 2566)
  • Advisor, Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub (2563-2564)
  • นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs. (2554-2556)
  • นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (2551-2554)
  • วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A. (2545)


จุดเริ่มต้น “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” มาทำงานการเมืองกับ “พรรคก้าวไกล”

“ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” เล่าที่ว่าก่อนมาร่วมงานการเมืองกับพรรคก้าวไกลว่าเริ่มชีวิตการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ความรับผิดชอบล่าสุดทำงานเกี่ยวกับเรื่องการเงินดิจิทัล ดูเรื่องเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ความสนใจทางการเมืองคืออยากทำนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ที่ทำให้มาเป็นนักการเมือง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” เล่าว่า เกิดขึ้นขณะทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นคนที่ดูแลเกี่ยวกับนโยบายที่หน่วยงานรัฐสามารถทำได้ แต่พบปัญหาติดกรอบกฏหมาย ธนาคารกลางเป็น คนทำนโยบาย แต่นักการเมืองคือคนทำกฏหมาย ตอนทำงานที่แบงค์ชาติ ได้พบว่ามีกฏหมายหลายอย่างติดขัด 

ทั้งนี้ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพพอสมควร คิดว่ามีกฏหมายหลายตัวที่ต้องถูกแก้ไข กระทั่งลาออกจากงาน ก็รู้สึกอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อคนไทย ก็เลยคิดว่าขอลองมาทำงานการเมือง จนล่าสุดได้รับเลือกจากประชาชนให้เข้ามาเป็น สส. ของพรรคก้าวไกล

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

สามารถติดตาม “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดีย 
Facebook Chaiwat Sathawornwichit – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
Twitter Chaiwat Sathawornwichit
TikTok chaiwatpub

กฎใหม่ ‘บำนาญ สส.’ สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554166

21 ก.ค. 2566

กฎใหม่ 'บำนาญ สส.' สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท?

มีคำตอบแล้ว กฎใหม่ เงิน ‘บำนาญ สส.’ สมาชิกรัฐสภา รับสูงสุด 79,492 บาท จริงหรือไม่ เปิดตัวเลข ‘เงินบำนาญ’ ได้เท่าไร

ตามที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่องกฎใหม่ เงิน “บำนาญ” สมาชิกรัฐสภา “บำนาญ สส.” รับสูงสุด 79,492 บาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พบว่า ประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีมีภาพข้อมูลถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ว่า ข้าราชการ ผู้เคยเป็น “สมาชิกรัฐสภา” ต้องมีอายุราชการนาน 25 ปี ถึงมีสิทธิได้รับบำนาญ แต่ สส. รวมกันออกกฎหมายให้สิทธิ สส. ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

  • 2 ปี รับบำนาญ 22,712 บาท
  • 3 ปี รับบำนาญ 34,068 บาท
  • 7 ปี รับบำนาญ 45,424 บาท
  • 11 ปี รับบำนาญ 58,280 บาท
  • 15 ปี รับบำนาญ 64,136 บาท
  • 20 ปี รับบำนาญ 79,492 บาท

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงว่า สิทธิประโยชน์ในการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่าย

ในการดำเนินงานการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงินการจัดหาผลประโยชน์ และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 โดยระเบียบดังกล่าว กำหนดการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กำหนดให้ได้รับเป็นรายเดือนตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ได้รับตลอดชีพ แต่ให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : สิทธิประโยชน์ในการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา บำนาญ สส. นั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

ข้อเท็จจริงบำนาญ สส.ข้อเท็จจริงบำนาญ สส.

เงื่อนไขเงิน “บำนาญ สส.” 

มาตรา 11 สส. มีสิทธิได้รับบำนาญตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

  1. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 2 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 20 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  2. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่ถึง 7 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  3. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 7 ปี แต่ไม่ถึง 11 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 40 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  4. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 11 ปี แต่ไม่ถึง 15 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  5. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 15 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
  6. กรณีที่มีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับบำนาญร้อยละ 70 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

‘ก้าวไกล’ แถลงเปิดทาง ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554155

21 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' แถลงเปิดทาง 'เพื่อไทย' เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชัยธวัช ตุลาธน แถลงเปิดทาง ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ร่วม 8 พรรคเดิมที่เคยทำ MOU เอาไว้ โยนพท.ตัดสินใจเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมเงื่อนไขตั้งรัฐบาล ลั่นสนับสนุน เต็มที่ หวังยุติขั้วอำนาจเดิม สืบทอดอำนาจ

ที่พรรคก้าวไกล เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ค.2566 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตามเจตจำนงของประชาชนว่าต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกก้าวไกลและเพื่อไทยชนะเป็นอันดับ 1 และ 2 เป้าหมายจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแต่ 2 เดือน

ที่ผ่านมาชี้ชัดว่าทุกองคาพยพของฝ่ายอนุรักษ์นิยม สถาบันต่างๆ เป็นบริวารแวดล้อมทั้งหมด ไม่ยอมให้ก้าวไกลเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยเอาเรื่องมาตรา 112 มาบังหน้าและอ้างความจงรักภักดีมาปะทะกับการเลือกตั้งของประชาชน ยังเคลื่อนไหวผ่าน กกต.และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหวังตัดสิทธิแกนนำพรรคและยุบพรรคก้าวไกลให้ได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นว่าสว.จึงฝืนมติมหาชนไม่โหวตเลือกนายกฯ ตามเสียงส่วนใหญ่ของสส. และยังกล้าทำลายหลักการตีความข้อบังคับที่ 41 ของรัฐสภาให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนการล้มล้างการปกครอง หรือฉีกรัฐธรรมนูญผ่านกฎหมู่ เพื่อขัดขวางการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในการโหวตนายกครั้งที่ 2

พรรคก้าวไกลไม่ยอมรับการตีความดังกล่าว ภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เราจำเป็นต้องขอโทษต่อประชาชนและยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาไม่ยอมให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

การที่นายพิธา ไม่สามารถเป็นนายกฯได้ ไม่ได้หมายความว่าภารกิจตั้งรัฐบาลเพื่อพลิกขั้วรัฐบาลจะไม่สำเร็จ เป้าหมายสูงสุดของก้าวไกลยังคงอยู่คือตั้งรัฐบาลเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่พิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ แต่ประเทศหยุดการสืบทอดอำนาจได้หรือไม่ ดังนั้นพรรคก้าวไกลเปิดโอกาสให้ประเทศคือ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล 8 พรรคเดิมที่เคยทำ MOU เอาไว้

ดังนั้นในการประชุมรัฐสภาต่อไป ก้าวไกลจะเสนอชื่อแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ เช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคก้าวไกล แต่ยังไม่ได้คุยกับพรรคเพื่อไทย และอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอแคนดิเดตนายกฯคนไหนในการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งหน้า

ทั้งนี้ เลขาธิการพรรคก้าวไกล ใช้เวลาในการแถลงข่าวเพียง 20 นาที เริ่มจาก11.00-11.20 น. 

‘คมชัดลึก’ สรุปประเด็นสำคัญที่ก้าวไกลแถลงมีดังนี้

1.ก้าวไกล เปิดทาง เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล

2.ก้าวไกล พร้อมสนับสนุน แคนดิเดตนายกฯ จาก เพื่อไทย

3. ก้าวไกล ให้ เพื่อไทย ตัดสินใจเงื่อนไขตั้งรัฐบาล

4.ก้าวไกล ยืนยันไม่ยอมรับข้อบังคับที่ 41

5.ชัยธวัช เชื่อมีธงตัดสิทธิ์ยุบพรรคก้าวไกล…

6. พรรคร่วม เร่งตั้งรัฐบาลสกัดการสืบทอดอำนาจ



7.พิธา กำลังใจดี พรุ่งนี้กลับมาทำงาน

'ก้าวไกล' แถลงเปิดทาง 'เพื่อไทย' เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หวังยุติขั้วอำนาจเดิม