ชัชชาติ ไม่ป้องลูกชาย ‘แสนปิติ’ โพสต์การเมือง ถือว่า ‘เป็นบทเรียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553880

18 ก.ค. 2566

ชัชชาติ ไม่ป้องลูกชาย ‘แสนปิติ’ โพสต์การเมือง ถือว่า 'เป็นบทเรียน'

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ไม่ป้องลูกชาย ‘แสนปิติ’ หลังโพสต์วิจารณ์การเมืองฟาด ‘ก้าวไกล’ ลั่นอ้างเด็กไม่ได้ ถือ ‘เป็นบทเรียน’ ทำอะไรต้องรับผิดชอบ

#แสนปิติ ติดเทรนทวิตเตอร์นานข้ามวัน หลัง ‘แสนปิติ สิทธิพันธุ์’ หรือ แสนดี ลูกชายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่าฯกทม.) ที่ได้ออกมาโพสต์วิจารณ์เดือดฟาดพรรคก้าวไกล แม้ในเวลาต่อมา แสนปิติ ได้โพสต์ขอโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ได้มีการสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์กับ ชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม.ถึงประเด็นที่ลูกชายออกมาโพสต์ผ่านไอจีสตอรี่ที่พูดถึงพรรคก้าวไกล จนกลายเป็นประเด็นว่าใช้คำที่รุนแรง ซึ่ง นายชัชชาติ ได้เปิดเผยว่า

“เห็นโพสต์ลูกตอนเย็นๆ เมื่อวานนี้มา มีคนส่งมา แสนดีโพสต์แรง ผมก็ไปคุยกับเขาบอกแสนดีว่าใจเย็นๆ อย่าไปโพสต์เรื่องการเมืองเลย ยังไงพ่อก็สนับสนุนยูนะ ผมไม่อยากให้อ้างว่ายังเด็ก เพราะอายุ 23 ปีแล้ว ผมก็ไม่เห็นด้วยกับทุกอย่างที่เขาพูด มองว่าสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ แต่ว่าอยากให้เขาโพสต์เชิงสร้างสรรค์มากกว่า หรือไม่ใช้คำที่รุนแรง เพราะบางคำที่เขาใช้อาจจะแรงเกินไป ต่อไปจะคุยกับเขาให้มากขึ้น ที่ผ่านมาอาจไม่ได้คุยกันมากช่วงนี้”

ชัชชาติ ไม่ป้องลูกชาย ‘แสนปิติ’ โพสต์การเมือง ถือว่า 'เป็นบทเรียน'

ได้บทเรียน ‘ทั้งพ่อทั้งลูก’

นายชัชชาติ ยังระบุอีกว่า “ส่วนที่เขาออกมาโพสต์ขอโทษ เขาก็โพสต์เอง เราไม่ได้บอกให้โพสต์ บอกแค่ว่าว่าทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อเช้าก็นั่งรอเจอเขา ไม่ได้ออกไปวิ่ง ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญทั้งพ่อทั้งลูก เขาบอกว่า ‘เสียใจในสิ่งที่โพสต์ไป’ เราค่อยๆคุยกัน ทุกอย่างเป็นบทเรียน ความเห็นแสดงได้แต่อย่าไปพูดไม่ดีกับคนอื่น คำบางทีมันแรงไปหน่อย

ชัชชาติ-แสนปิติ สองพ่อลูกชัชชาติ-แสนปิติ สองพ่อลูก

เมื่อถามว่าเมื่อคืน แสนดีนอนหลับไหม นายชัชชาติกล่าวว่า เมื่อคืนผมก็เข้าไปดู เขาก็นอนหลับ นอนกอดโทรศัพท์ คงฟังคอมเมนท์จนมึน ยังดีเขาอ่านไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนี้ได้บทเรียนทั้งพ่อทั้งลูก ตนเองก็มีส่วนที่ผิดที่ไม่คุยกับเขาให้ชัดเจน ต้องขอโทษในจุดนี้ตนบกพร่องไป”

แสนปิติ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ในศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566แสนปิติ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ในศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566

‘เพื่อไทย’ รักษามารยาทรอ ‘ก้าวไกล ‘โยนผ้า – ลุยทัพหน้าตั้งรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553882

18 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย'  รักษามารยาทรอ 'ก้าวไกล 'โยนผ้า  - ลุยทัพหน้าตั้งรัฐบาล

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับ การจะพูดถึง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากฝั่ง “เพื่อไทย” ไม่ว่าจะเป็น “แพทองธาร” หรือ ” เศรษฐา” ต้องระมัดระวัง ให้เกียรติกับ “ก้าวไกล” และ “พิธา” ที่ยังอยู่ในฐานะพรรคหลัก แต่หากฝั่งพรรคก้าวไกล จบไม่ได้ และมีการประกาศส่งไม้ต่อ ถึงเวลานั้นรุกเต็มสูบ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า แนวคิดของ  น.ส. แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย   ที่ระบุว่า  พรรคเพื่อไทยจะมีการเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี    หากพรรคก้าวไกล  ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้   การกล่าวถึงชื่อนายเศรษฐา  เป็นเพียง ความเห็นของน.ส.แพทองธาร ซึ่งเรื่องดังกล่าว ยังต้องนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุมในบ่ายวันนี้ ( 18 )   


 อย่างไรก็ตามการกล่าวถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากทางฝั่งเพื่อไทย  ไม่ว่าจะเป็น  น.ส.แพทองธาร  หรือ  นายเศรษฐา   ต้องระมัดระวัง รักษามารยาท  ต้องรอผลโหวตนายกรัฐมนตรี  จากพรรคก้าวไกล ที่เสนอนายพิธา   ลิ้มเจริญรัตน์   ในวันพรุ่งนี้ ( 19 )  ซึ่งกระบวนการแห่งความชอบธรรมจะเกิดขึ้น ต้องรอให้มีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน พรรคเพื่อไทยถึงจะมีความชอบธรรมในการดำเนินการทุกอย่างได้

” ในกระบวนการวันพรุ่งนี้   หากญัตติในการเสนอชื่อนายพิธา ถูกตีตกหรือไม่ผ่าน  ตามขั้นตอน 8 พรรค ร่วม จะต้องมีการนัดประชุมใหม่   ส่วนกรณีคะแนนเสียงของนายพิธา ที่มีนัยสำคัญ  ว่าจะไปต่อหรือไม่ ( รอบ 3  ) ที่ประชุมระหว่าง 2 พรรค  ( ก้าวไกล –  เพื่อไทย ) มีการหารือร่วมว่า คะแนนเสียงเพิ่ม  ต้องมีมากกว่า 10 เปอร์เซนต์  หากคิดแบบเร็ว  ๆ ตามที่นายพิธาบอกไว้จะต้องได้ 356 เสียง หรือ 360 เสียง    ส่วนหากคะแนนเสียงไม่ถึง พรรคเพื่อไทย  จะรอให้พรรคก้าวไกลเป็นผู้ประกาศ  จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนของพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการ ” 

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า    หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลายเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนแปลง เช่น ข้อตกลงใน MOU เดิมลงนามไว้ 8 พรรค เนื้อหาสาระจะต้องมีการเปลี่ยน แต่ก็ยังคำนึงถึงเนื้อหาเดิมอยู่ โดยไม่ได้ยกเลิก และสิทธิในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องพูดคุยใน 8 พรรค เช่นการเติมเสียงพรรคที่ 9 และพรรคที่ 10 และกระบวนการหาเสียงกับสว. ก็ต้องใช้เวลา ซึ่งหากประธานสภามีการนัดประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์ถัดไปพรรคเพื่อไทยก็พร้อม 

“กรณีที่สว.บอกว่า เมื่อมีพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ไม่โหวตให้   เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงสถานการณ์สมมติ กระบวนการการได้มาของเสียง 375 เสียง จะต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐาน 8 พรรคร่วม มีความคิดเห็นอย่างไร และสิทธิของเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำมีสิทธิมากขนาดไหน และสิ่งที่ต้องฟัง คือ ความเป็นไปได้ของสว.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร และเงื่อนไขอย่างไรที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา ”   นพ.ชลน่าน  ระบุ

‘ชาดา’ ยืนยัน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เสนอชื่อ ‘นายกฯ’ แข่ง ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553874

18 ก.ค. 2566

‘ชาดา’ ยืนยัน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เสนอชื่อ 'นายกฯ' แข่ง 'ก้าวไกล'

‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ ยืนยัน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เสนอชื่อนายกฯ แข่ง ย้ำไม่พลิกมติค้าน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ชี้ต่อให้ เพื่อไทยแกนนำตั้งรัฐบาลและมี ‘ก้าวไกล’ ก็ยังถือว่ามีนโยบาย 112 อยู่

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ยืนยันถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค. 2566) ว่า พรรคภูมิใจไทย จะไม่มีการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ชิงกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

เพราะพรรคภูมิใจไทย เป็นเสียงข้างน้อย จึงต้องให้สิทธิพรรคการเมืองลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ก่อน และหลังจากนี้ ก็จะต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมของพรรคฯ และการตัดสินใจของหัวหน้าพรรคฯ ด้วย

ส่วนจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีที่ที่ประชุมรัฐสภา จะมีการพิจารณาชื่อนายพิธาซ้ำเป็นครั้งที่ 2 นั้น นายชาดา ระบุว่า จะต้องรอผลการหารือของที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยก่อน ซึ่งเย็นวันนี้ (18 ก.ค.) พรรคภูมิใจไทยจะประชุมร่วมกัน และผลการลงมติให้กับนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่น่าเปลี่ยนแปลง 

พร้อมชี้แจงย้ำว่า กรณีที่พรรคก้าวไกล ได้คะแนนมากเป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 นั้น ไม่ใช่การชนะขาด หรือผูกขาดการเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เพียงพรรคการเมืองเดียว แต่เป็นธรรมเนียมการปฏิบัติ ที่นักการเมืองให้เกียรติพรรคการเมืองลำดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน และกฎหมายก็ไม่ได้เขียนบังคับไว้ด้วย

ไม่หนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ หากพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วยว่า หากมีนโยบาย แก้มาตรา 112 มายุ่งเกี่ยวด้วย ตนไม่สนับสนุน ซึ่งการมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วย ก็หมายความว่า ยังมีนโยบาย 112 อยู่ แต่กรณีการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยนั้น ก็ยังจะต้องฟังความเห็นของพรรคภูมิใจไทยก่อนว่าจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งตนเองไม่สามารถตัดสินได้ และย้ำว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับพรรครัฐบาลเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย เคยให้โอกาสพรรคก้าวไกลแล้ว แต่พรรคก้าวไกลไม่รับ และไม่ยอมถอยการดำเนินนโยบาย 112 ซึ่งหากพรรคก้าวไกลยอมถอย พรรคภูมิใจไทย ก็พร้อมสนับสนุนให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี
 

โดยที่พรรคภูมิใจไทย จะไม่ร่วมรัฐบาลด้วย แต่พรรคก้าวไกล ยังคงเดินหน้านโยบายดังกล่าวอยู่ ดังนั้น ข้อเสนอพรรคภูมิใจไทยดังกล่าวก็ถือว่า จบไปแล้ว และโอกาสไม่ได้มีมาบ่อย ๆ

ส่วนมีผู้ตั้งข้อสังเกตต่อการถือครองหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อกิจการคล้ายกับการประกอบธุรกิจสื่อมวลชน จะทำให้ซ้ำรอยนายพิธาด้วยหรือไม่ว่า เรื่องดังกล่าว คนละกรณีกัน และคนเป็นละเรื่อง คนละประเทศ ไม่สามารถนำมาผูกโยงกันได้

นายชาดา ยังกล่าวพาดพิงถึงสังคมออนไลน์กระหน่ำทัวร์ลงหลังการอภิปรายโหวตนายกฯ ครั้งแรกว่า ไม่ได้ให้ความสนใจอยู่แล้ว ซึ่งตนเองไม่ได้ท้าทาย แต่ไม่ชอบพฤติกรรมป่าเถื่อน ด่าทอผู้ที่ไม่เห็นด้วย ข่มขู่ใช้ความรุนแรง ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มการเมือง แต่เป็นพฤติกรรมของอันธพาล ที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรปฏิบัติในยุคปัจจุบัน

‘เครือข่ายประชาชน’ ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553869

18 ก.ค. 2566

'เครือข่ายประชาชน' ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน

เครือข่ายประชาชน ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน โหวตนายกฯ ตามหลักการเสียงข้างมาก ชี้ งดออกเสียง ไม่เท่ากับปิดสวิตซ์ “มายด์-ภัสราวลี” ไม่ขัด “เพื่อไทย” เป็นแกนนำตั้ง รบ. หาก “พิธา” ไม่ผ่านด่าน วอนยึด MOU เชื่อ ประชาชนจับตาไม่เคลื่อนไหวกลุ่มเดียวแล้ว

เครือข่ายภาคประชาชน respect my vote นำโดย รวมตัวยื่นหนังสือต่อรัฐสภา เรียกร้องสมาชิก “เคารพผลเลือกตั้ง ฟังเสียงประชาชน” เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน “เคารพผลการเลือกตั้ง ฟังเสียงประชาชน”

ทั้งนี้ จีรนุช เปรมชัยพร ตัวแทนกลุ่ม respect my vote กล่าวว่า อยากแสดงจุดยืนและเรียกร้องไปยัง สส.ทุกคน ผ่านประธานสภาฯว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ไม่ใช่ลิเกหรือว่าพิธีกรรมแต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประชาชนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง

โดยพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด คือ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งต่อมาได้จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ด้วยจำนวน สส. มากกว่ากึ่งหนึ่ง 312 เสียง และเป็นเสียงที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยปกติ

'เครือข่ายประชาชน' ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน
'เครือข่ายประชาชน' ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน

แต่เนื่องจากาบทเฉพาะกาลใน มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ สว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส. ทำให้บรรยากาศทางการเมืองที่ควรจะมีความแน่นอนกลับกลายเป็นความไม่แน่นอน การที่ สว. ส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจ “งดออกเสียง” ทำให้จำนวนเสียงเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากแปดพรรคร่วมรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 

ดังนั้น การลงมติของ สว. ที่ผ่านมา จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้เสียงของประชาชนไร้ความหมาย และสร้างเงื่อนไขให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง

โดยมีข้อเรียกร้องต่อประธานสภา ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คือ

1. ให้สมาชิกรัฐสภาดำเนินการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีให้กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันหลักการเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

2. ให้สมาชิกรัฐสภาหลีกเลียงการลงมติด้วยการ “งดออกเสียง” เนื่องจาก การลงมติดังกล่าวจะเป็นผลให้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรถูกขัดขวางและถือเป็นการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง มีแต่จะทำให้เกิดทางตันทางการเมือง และทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

3. เสียงของสมาชิกวุฒิสภาจะต้องไม่ถูกนำใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองให้มีนายกรัฐมนตรีคนที่ผู้มีอำนาจอยากได้ แต่ประเทศไทยต้องมีนายกรัฐมนตรีตามที่ประชาชนแสดงออกผ่านไปคูหาเลือกตัง

4. ขอสมาชิกรัฐสภาทุกท่านช่วยรับฟังความต้องการหรือความคิดเห็นที่แตกต่าง ของประชาชนด้วยความอดทนอดกลั้น ไม่แสดงท่าทีข่มขู่ คุกคาม หรือแสดง ท่าทีเป็นศัตรูกับประชาชน

โดยข้อเสนอเหล่านี้หลังจากที่ยื่นต่อ ประธานสภาเรียบร้อยแล้วจะเดินทางต่อไปเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาอีกด้วย

ขณะที่ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ กล่าวว่า จะติดตามผลการโหวต นายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะ ปฏิกิริยาและคิดว่าการเคลื่อนไหวจะไม่ได้เกิดจากกลุ่มเดียวแล้ว จึงขอให้รอติดตาม

ส่วนหาก นายพิธา ไม่ได้รับโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มองว่าหากเกิดจากข้อตกลงของ 8 พรรคร่วมฯ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ขอให้คนที่อยู่ในรัฐสภาเข้าใจปัญหา ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และพยายามอย่างถึงที่สุด ในการปกป้องผลการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชน และขอให้เป็นไปตาม MOU ที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข

'เครือข่ายประชาชน' ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน
'เครือข่ายประชาชน' ยื่นหนังสือร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพเสียงประชาชน

‘อุ๊งอิ๊ง’ เพื่อไทย ดัน ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ หาก ‘พิธา’ โหวตรอบ 2 ไม่ผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553863

18 ก.ค. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ เพื่อไทย  ดัน ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ หาก ‘พิธา’ โหวตรอบ 2 ไม่ผ่าน

‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ ชี้ ‘เศรษฐา’ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมช่วยแก้เศรษฐกิจประเทศ โยน กก.บห. เคาะหากเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะมีชื่อ ‘ก้าวไกล’ หรือไม่ หลัง สว.ยันไม่โหวตให้ เชื่อ‘เพื่อไทย’ ไม่มีงูเห่า

อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2 ที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลมีมติ เสนอ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า  หากการโหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2 ไม่ผ่าน จะให้พรรคเพื่อไทยมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตัวคิดว่านายพิธา พูดไปตามระบบ และขั้นตอน แต่ขอให้ทำเต็มที่ก่อน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังสนับสนุนนายพิธาอย่างเต็มที่

เพื่อไทย ดัน ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นนายกฯ

หากวันพรุ่งนี้การเสนอชื่อนายพิธาจะต้องตกไปนั้น พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาคุยกันก่อน และหากต้องเป็นพรรคเพื่อไทย ก็จะเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และส่วนตัวยังไม่ได้คิดไว้ว่าจะต้องเข้าไปเป็นดำรงตำแหน่งอะไรในฝ่ายบริหาร แต่ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ยังช่วยกันทำงาน ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ช่วยกันทำงาน

ทั้งนี้ หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล น.ส.แพทองธาร จะออกหน้ามาช่วยดีลเสียงสนับสนุนให้นายเศรษฐา ได้ 375 เสียง หรือไม่นั้น ถ้าส่วนตัวช่วยอะไรได้ก็จะช่วย และต้องคุยกันก่อนว่าจะคุยกับใครได้บ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนไว้ เพราะไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง


อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตรอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ส่วนอนาคตหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีพรรคก้าวไกลอยู่ในสมการหรือไม่ หลัง สว. ยืนยันจะไม่โหวตให้ โดยขอให้เป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค และ 8 พรรคร่วม คุยกันดีกว่า ส่วนตัวอยากให้เป็นไปทีละขั้นตอน เนื่องจากห่วงว่าจะเกิดความวุ่นวาย และจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ ส่วนตัวยังไม่ได้วางสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พร้อมย้ำ ขอให้กรรมการบริหารพรรคคุยกันดีกว่า เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร บอกว่ายังไม่ทราบกรณีที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา ที่ออกมาบอกว่าได้พูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยไว้ เพราะไม่ได้คุยกับตนเอง

“ตอนนี้การเมืองต้องโฟกัสเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลให้ประชาชนได้เมื่อไหร่ เพราะประเทศชาติจะต้องไปต่อ แต่ตอนนี้เข้าใจว่ากฎกติกาไม่ปกติ มีกับดักมากมาย จึงต้องผ่านมันไปให้ได้ เรื่องปากท้องต้องแก้ไข ถ้าภาพตรงนี้หายไปจะทำให้ประเทศก้าวหน้า ต่างชาติจะได้มั่นใจเข้ามาลงทุน อยากให้ทุกคนโฟกัสเรื่องนี้เป็นหลัก”

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร อธิบายว่า ยังไม่ทราบกรณีที่กลุ่ม สส. อีสานพรรคเพื่อไทย ต้องการหนุนตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวยังสนับสนุนนายเศรษฐา และยอมรับว่า สถานการณ์ในประเทศชาติไม่ง่าย จึงคิดว่าตัวเลือกที่ดีที่สุด คือ นายเศรษฐา จะมีส่วนช่วยเรื่องเศรษฐกิจ และช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงทีถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้ก็ยังพร้อมร่วมกันทำงาน และเชื่อว่าตนเองจะคุยทำความเข้าใจกับ สส. ได้ และส่วนตัวก็จะเรียนรผู้และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ขั้วรัฐบาลเดิมจะซื่องูเห่าพรรคเพื่อไทย ประมาณ 20-3 คน น.ส.แพทองธาร ได้หันไปถามทีมงานว่าพูดได้แค่ไหน ก่อนที่จะหัวเราะ และบอกว่า น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน แต่ไม่ทราบว่าในการพูดคุยกันนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง แต่เท่าที่ได้คุยกันในพรรค ไม่ได้เป็นตามกระแสข่าว และยังมั่นใจในตัว สส. ของพรรค

‘ทักษิณ’เลื่อนกลับบ้าน รอให้บ้านเมืองราบรื่น 

ทั้งนี้ การเดินทางกลับประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร จะยังเลื่อนวันเดินทางกลับออกไปแต่ไม่มากไปจากเดิม เพราะขณะนี้การเลือกนายกรัฐมนตรียังไม่เรียบร้อย และที่ได้พูดคุยกัน คุณพ่อบอกว่า รอได้ รอให้ให้เหตุการณ์การเมืองราบรื่น แต่ไม่รู้ว่าคุณพ่อ จะรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งขนาดไหนถึงจะกลับ เพราะคุณพ่อไม่อยากให้เป็นปัจจัยทางการเมือง

นายเศรษฐา  ทวีสิน นายเศรษฐา ทวีสิน

ส่วนที่มีเอกสารทางการเตรียมการความพร้อมรับตัวกลับหลุดออกมานั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องปกติของทางราชการที่ต้องเตรียมพร้อม ไม่ใช่เฉพาะเตรียมรับคุณพ่อเท่านั้น แต่เมื่อข่าวการเดินทางกลับของคุณพ่อ ราชการก็ราชการก็อาจจะเตรียมไว้บ้าง เป็นเรื่องปกติ

‘หงา คาราวาน’ เชื่อโหวตนายกฯ รอบ 2 ไม่จบง่ายๆ แจงซัด ‘พิธา’ งี่เง่า Taylor Swift

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553861

18 ก.ค. 2566

'หงา คาราวาน' เชื่อโหวตนายกฯ รอบ 2 ไม่จบง่ายๆ แจงซัด 'พิธา' งี่เง่า Taylor Swift

รู้สึกย้อนแย้ง “หงา คาราวาน” แจงประเด็นซัด “พิธา” ตรรกะงี่เง่า ปม “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ไม่ควรอ้างประชาธิปไตย เพื่อกระทบกระเทียบ ประเทศสวยงาม แต่ช่วงหาเสียง ประเทศนี้ยังบัดซบอยู่เลย โหวตนายกฯ รอบ 2 คิดว่าไม่จบง่ายๆ ฝากความหวังไว้กับสภา อยากได้นายกฯ คนดีรักชาติบ้านเมือง

เป็นอีก 1 คนบันเทิง ที่เคยออกมาโพสต์ถึง นาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สำหรับ “หงา คาราวาน” หรือ “สุรชัย จันทิมาธร” หลัง “พิธา” ได้แชร์ทวิตเตอร์ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” Taylor Swift ในทำนองว่า ประเทศไทยกำลังกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว หลังจากก่อนหน้านี้คุณจำเป็นต้องยกเลิกคอนเสิร์ตเนื่องจากการรัฐประหาร ซึ่ง หงา คาราวาน บอกลบเถอะ มันดูเป็นตรรกะที่ทำให้ดูงี่เง่า 
 

ล่าสุด “หงา คาราวาน” ได้เดินทางมาโปรโมทงานจัดแสดงภาพ ๕๐ปี ๑๔ตุลา ๕๐ศิลปิน “สีสันแห่งเดือนตุลา” ที่ “คมชัดลึก” เลยไม่พลาดที่จะถามถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงความคิดเห็น การโหวตนายกฯ รอบ 2 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

มองเรื่องการโหวตเลือกตั้งล่าสุดยังไงบ้าง?
เหตุการณ์มันก็ผ่านไปแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าคำตอบเป็นยังไง ก็รอว่าการโหวตรอบ 2 จะเป็นในรูปแบบไหน ผมก็คงติดตามที่หน้าจอ ติดตามข่าวด้วยความเป็นห่วง ว่าประเทศไทยของเราจะเดินไปต่อได้ยังไง ใครจะไปใครจะมายังไงก็แล้วแต่ ผมก็หวังว่าให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น 

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

คิดว่าโหวตรอบ 2 จะจบไหม?
คือผมไม่ใช่นักวิเคราะห์การเมือง คิดว่าไม่จบง่าย เพราะว่ามีหลายพรรคมันก็บาลานซ์กันยาก เราต้องหาจุดร่วมให้เจอ ทำไม ทำอย่างไร จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองให้รอด โดยปราศจากความวุ่นวายในสงคราม 

ถ้า “พิธา” ไม่ได้เป็นนายกฯ ใครจะได้เป็นนายกฯ?
คือเรื่องนี้มันพูดยากนะ เพราะผมไม่ใช่พรรคการเมือง คือถ้าผมพูดใครจะได้เป็นนายกฯ มันก็เหมือนผมไปเชียร์ ผมไม่เชียร์ใคร ผมรอดู เขาก็ต้องเถียงกันเองในสภา เขาจะโหวต เขาจะลงเสียงเลือกตั้งใครยังไง เราก็ฝากความหวังไว้กับสภา 

ก่อนหน้านี้เห็นโพสต์เรื่อง “พิธา” ที่ทวิตถึง “เทย์เลอร์ สวิฟต์” บอกตรรกะงี่เง้าคือะไร?
เรื่องมันเก่าไปแล้ว คือผมโพสต์ในแง่ที่ผมเป็นสื่อเหมือนกัน ผมก็เป็นศิลปินอิสระ ผมคิดว่าในช่วงนั้น เวลาอย่างนั้น การจะอ้างประชาธิปไตยกระทบกระเทียบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราไม่ควรจะใช้ทัศนคติที่ชมฝ่ายหนึ่ง เพื่อติติงอีกฝ่ายหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ขอเชิญคุณมาเล่นที่ประเทศสวยงามของเรา แต่ในอีกมุมหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาช่วงหาเสียง ประเทศนี้ยังบัดซบอยู่เลย ผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง จะพูดอะไรให้มันยุติธรรมนิดหนึ่ง ให้เที่ยงธรรมนิดหนึ่ง จะเท็จจริงอย่างไร ผิดถูกอย่างไรก็ไม่ว่ากัน ขอให้มีความจริงใจแค่นั้นเอง 

คิดว่าบ้านเมืองหลังจากนี้จะดีขึ้นไหม?
แล้วคิดว่าจะดีขึ้นหรือเปล่าล่ะ ผมก็รอความหวังเหมือนกัน แต่ผมอยากให้ทุกอย่างดีขึ้น ความโกรธแค้นกัน ความชิงชังกัน ผมอยากให้สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆจางไป และหายไปเหมือนฝุ่นควัน เรากำลังหลงไปอยู่ในฝุ่นแห่งความเกียจชัง ผมไม่อยากให้สังคมเป็นแบบนี้ 

อยากได้นายกฯแบบไหน?
คนดีง่ายๆ คนดีรักชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ผมเป็นคนบ้านนอก ผมอยากให้ชาวบ้านทัดหน้าเทียมตากับคนในเมือง ผมอยากให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก เกษตรกรรมทำให้เขาอยู่ได้ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผมคิดได้เท่านี้ 

เหมือนน้าเคยโพสต์ว่า ประชาธิปไตย หรือเผด็จการไม่สำคัญ เท่ากับปากท้องชาวบ้าน?
นั่นแหละ เพราะผมโตมาจากบ้านนอก ผมคิดถึงชนบทก็ยังเหมือนเดิม เขายังลำบากเหมือนเดิม ปลูกข้าว เลี้ยงวัวควายเป็ดไก่ หาให้พวกเรากิน 

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ไม่โหวตนายกรัฐมนตรี จาก ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553857

18 ก.ค. 2566

‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ไม่โหวตนายกรัฐมนตรี จาก ‘ก้าวไกล’

รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ‘จุรินทร์’ ประกาศย้ำ ประชาธิปัตย์ ยึดมติพรรค ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ ยืนยันจุดยืน ไม่ยกเลิก ไม่แก้ไข ม.112 ปฏิเสธข่าวถูกเทียบเชิญจาก ‘ก้าวไกล’ ให้ร่วมรัฐบาล

ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ได้ถามถึงทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค. 2566) หลังจากที่มีพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ติดต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคว่า ตนขอไม่พูดรายละเอียด แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีการเจรจาในการตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล 

เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนไปแล้วในช่วงที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าจะมีการเสนอชื่อซ้ำอีกก็เป็นเรื่องที่จะไปพิจารณากัน หรือหากจะเสนอชื่อใครก็ตาม พรรคจะได้พิจารณากันอีกครั้งในช่วงเช้า เวลาประมาณ 8.30 น. ของวันที่ 19 ก.ค. 2566

ทั้งนี้ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีถือเป็นการยื่นญัตติหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะเป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้น และทราบว่าวันนี้จะมีการคุยกันในระหว่างวิปของฝ่ายต่างๆ ก็อาจจะมีข้อยุติก็ได้ หากไม่มีข้อยุติและอาจจะต้องเลยไปถึงการหาข้อยุติในที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้น ก็ต้องรอผลการประชุมวิป

“ผมไม่สามารถตอบได้ว่าข้อยุติจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามก็ทราบว่าก็มีความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ 2 ทาง” นายจุรินทร์กล่าว


ส่วนการเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ ในส่วนของคุณพิธานั้น จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนอยู่แล้ว และจุดยืนเรื่องการไม่แตะมาตรา 112 ก็เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนชื่อเสนอโหวตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ขอตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น และจะขอไปหารือกันในวันพรุ่งนี้ เมื่อผลการหารือออกมาเป็นมติพรรคแล้วจะแจ้งให้ทราบ เรื่องนี้ไม่มีความลับ

“ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีมติอย่างไร การโหวตก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผมเรียนยืนยันไปแล้ว เที่ยวนี้ก็จะเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ผมคิดว่าคำตอบประชาธิปัตย์นั้นชัดเจน” นายจุรินทร์กล่าว

อีกทั้ง ปมคดีถือหุ้นสื่อของนายพิธา เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาหรือไม่ แล้วจะวินิจฉัยว่าอย่างไร จะไปตอบก่อนที่ศาลตัดสินไม่ได้ ดังนั้นตนไม่ขอให้ความเห็นจนกว่าจะมีคำพิพากษาออกมา

‘วันนอร์’ เรียกถก 3 ฝ่าย หารือ ‘โหวตนายกฯ’ รอบสอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553854

18 ก.ค. 2566

'วันนอร์' เรียกถก 3 ฝ่าย หารือ 'โหวตนายกฯ' รอบสอง

‘วันนอร์’ ถก 3 ฝ่าย เตรียมรับมือ ‘โหวตนายกฯ’ ลุ้น ‘พิธา’ ได้สิทธิรอบสอง หรือไม่ หลังข้อกำหนด ระบุชัด ห้ามเสนอซ้ำ หากญัตติใดตกไปแล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (วันนอร์) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภา เป็นประธานการประชุม หารือผู้แทนจากพรรคการเมือง ทั้งฝั่ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และ 10 พรรครัฐบาลรักษาการปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา ถึงแนวทางการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ในการประชุมรัฐสภา วันพรุ่งนี้ (19 ก.ค.)

ทั้งนี้ การ โหวตนายกฯ โดยการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถเสนอชื่ออีกครั้งได้หรือไม่ เพราะตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ระบุว่า ญัตติใดที่ตกไปแล้ว ห้ามเสนอซ้ำในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต

ประชุม 3 ฝ่าย ถกรับโหวตนายกรอบสองประชุม 3 ฝ่าย ถกรับโหวตนายกรอบสอง

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการกำหนดกรอบระยะเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย ก่อนการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี และการบรรจุวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่พรรคก้าวไกล ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภาสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อปิดสวิตซ์ สว.ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันนี้ (18 ก.ค.) พรรคก้าวไกล ได้นัดประชุม สส.พรรค ทั้ง 151 คน ที่รัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค.) และเตรียมยื่นร่างกฎหมาย 7 ฉบับ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปฏิรูปกองทัพ ปิดช่องทุนผูกขาด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตามที่พรรคก้าวไกลได้มีการหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้

ประชุม 3 ฝ่าย ถกโหวตนายกรอบสองประชุม 3 ฝ่าย ถกโหวตนายกรอบสอง

‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ ‘สว.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553846

18 ก.ค. 2566

'สมบัติ บุญงามอนงค์' แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ 'สว.'

‘สว.’ไม่โหวตนายกฯซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ถือเป็นปฏิปักษ์ ต่อระบอบการปกครองฯ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์ ‘ แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ล่าสุดถึงพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย และตัวแทนพรรคการเมืองในสภา ให้เฝ้าระวังการกระทำของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ดำรงตำแหน่ง สว. และเสนอให้หยุดกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย

หลังนัดหมายชุมนุมวันที่ 23 ก.ค. 66 สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ ชี้แจงหลักการที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวโดยเสนอแนะให้ ประธานรัฐสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการทำหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่ไม่เห็นด้วย กับการโหวตนายกฯ ซึ่งพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้ง มีสาระสำคัญว่า

การกระทำของ สว. วันที่ 13 กค ที่โหวดไม่เห็นชอบกับรายชื่อนายกที่สภาผู้แทนเสนอขึ้นมานั้น เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ว่าด้วยเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เพราะหน้าที่ของ สว ในคำถามพ่วงท้าย มีเพียงแค่การรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อมาจากสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น เพราะ สส. ได้รับฉันทมติมาจากประชาชน แต่ สว. ไม่ใช่ 

เรื่องนี้บรรดา สว. หลายคนได้อธิบายไว้ตั้่งแต่ตอนเลือกประยุทธเป็นนายกฯปี 62 ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากรับรองเสียงข้างมากที่เสนอขึ้นมา ใครได้เสียงมากสุดก็เลือกคนนั้น ต่อให้เป็นใครก็ตามที เพราะ สว. ไม่มีสิทธิ์ใช้อำนาจเหนือ สส. ที่ประชาชนเลือกมา

การที่ สว อ้างสถานะของตนเองจากคำถามพ่วงท้ายในการลงประชามติ เมื่ออำนาจที่มาจากคำถามพ่วงท้ายเกิดขัดแย้งกับอำนาจประชาชนที่ไปเลือกตั้ง คำถามคือ ระหว่างคำถามพ่วงท้ายฯ กับรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ใครมีศักดิ์ที่สูงกว่ากัน

คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ที่คำถามพ่วงท้ายจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ  สว. ชุดนี้มีที่มาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและได้สลายตัวไปแล้วหลังการเลือกตั้งปี 62 แต่ สว. ที่ คสช. เลือกมายังมีชีวิตอยู่

ต่อคำถามที่ว่า สว. ชุดนี้ มีความชอบธรรมในการดำรงอยุ่ในขณะที่ประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และหากมีความชอบธรรมอยู่บ้าง แต่จะมีความชอบธรรมถึงกับออกเสียงขัดขวางฉันทมติที่มาจากสภาผู้แทนราษฏรได้อย่างไร

ดังนั้น สว จึงมีสถานะเพียงสิ่งตกค้างจากยุคเผด็จการ คสช. ไม่สามารถแสดงบทบาทเช่นเดียวกับ คสช. ในยุคที่เรืองอำนาจ เป็นแต่เพียงตรายางที่รับรองเสียงจากสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น

เมื่อการกระทำดังกล่าวของคณะ สว. ในวันที่ 13 ก.ค. 66 ที่ผ่านมาขัดแย้งต่อเจตจำนงค์และสาระสำคัญในหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ จึงเห็นสมควรให้ประธานรัฐสภานำเรื่องนี้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยและสั่งให้ สว. กลุ่มดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทันที

ย้อนที่มา ‘นายกคนนอก’ ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553839

18 ก.ค. 2566

ย้อนที่มา 'นายกคนนอก' ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ย้อนที่มา ‘นายกคนนอก’ ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย กลไกสืบทอดอำนาจ รัฐประหาร? ‘นายกคนที่ 30’ ใช่ พิธา หรือไม่

การ “โหวตเลือกนายกฯ” ที่ทำให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” วืดเก้าอี้ “นายกคนที่ 30” มาตรา 272 ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และทำให้พรรคก้าวไกล เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ปลดล็อก มาตรา 272 ทันที เพื่อปิดสวิตซ์ สว. ไม่ให้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี  

ซึ่งหลักการตามมาตรา 272 นั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี “นายกคนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยหากรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย สส. และ สว. ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ก็จะสามารถเชิญใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

ที่มา “นายกคนนอก”

หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทำให้เกิดกระแสกล่าวถึง “นายกคนนอก” ขึ้นมา เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่มีการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. อีกทั้ง ยังมีการกำหนดให้ สว. สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น “มาตรา 272 บทเฉพาะกาล” บัญญัติที่มาของนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว 2 ทาง ทางหนึ่งคือเลือกจากบัญชีพรรคการเมือง “คนใน” ทางหนึ่งเลือกจากบุคคล “นอกรัฐสภา” โดยสมาชิกวุฒิสภามีส่วน “ได้-เสีย”

ความหมายของคำว่า “นายกคนนอก”

จากข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า “นายกคนนอก” หมายถึง นายกรัฐมนตรี ที่มีที่มานอกเหนือไปจากการเลือกตั้ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส. เนื่องจากในระบบรัฐสภานั้น ฝ่ายบริหารจะต้องมาจากการได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะต้องเป็นผู้ลงมติเลือกบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเกิดกระแสที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. เพื่อสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีได้รับการยอมรับจากประชาชน จึงได้รับเลือกตั้งมาเป็น สส.

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอีกกระแสที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ เพียงแต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก็เพียงพอแล้ว ซึ่งกระแส “นายกคนนอก” นั้น ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้ง นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จนกระทั่งถึงช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 24 มี.ค. 2562 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ไม่ได้ระบุคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ว่าต้องเป็น สส. ด้วย ทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันในวงกว้าง ถึงความเหมาะสมของคุณสมบัติดังกล่าว รวมถึงความกังวลว่าจะเกิดการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย

ย้อน “นายกคนนอก” ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

  1. คนแรกในประวัติศาสตร์ คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง โดยมติสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 17 ก.ย. 2488 ถือว่าเป็น “นายกคนนอก” คนแรก ที่ไม่ได้เป็น สส. ทั้งประเภทเลือกตั้ง และประเภทแต่งตั้ง ต่อจากนายทวี บุณยเกตุ สส.ประเภท 2 ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ ชั่วคราว เพียง 17 วัน
  2. นายสัญญา ธรรมศักดิ์ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “นายกคนนอก” หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 แล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ พร้อม พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และครอบครัว
  3. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ด้วยการ “หยั่งเสียง” ของสภาผู้แทนราษฎร หลังจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออก พล.อ. เปรม อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 3 สมัย 8 ปี โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เชิญให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 แต่ พล.อ.เปรม ปฎิเสธเทียบเชิญ ด้วยประโยคว่า “ผมพอแล้ว”
  4. พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ถือเป็น “นายกคนนอก” ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วย “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง และลั่นวาจา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” หลังนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ชนะการเลือกตั้ง แต่สะดุดเก้าอี้เพราะบัญชีดำ ไม่มี “วีซ่า” เข้าประเทศสหรัฐฯ ทำให้ พล.อ. สุจินดา ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และเป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
  5. นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังคณะ รสช. ยึดอำนาจ 2 สมัย ในสมัยแรก นายอานันท์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ. สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะปฏิวัติยุค รสช.

นายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร

ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร 11 คน ดังนี้

  1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีหลังปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475
  2. พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ฉายา “เชษฐบุรุษประชาธิปไตย” รัฐประหาร 20 มิ.ย. 2476
  3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลัง “คณะทหารเเห่งชาติ” รัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 เเละ 6 เม.ย. 2491
  4. นายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี หลังรัฐประหาร 16 ก.ย. 2500
  5. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังรัฐประหาร 20 ต.ค. 2501
  6. จอมพลถนอม กิตติขจร หลังรัฐประหาร 17 พ.ย. 2514
  7. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519
  8. พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังรัฐประหาร 20 ต.ค. 2520
  9. นายอานันท์ ปันยารชุน รัฐประหาร 23 ก.พ. 2534
  10. พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
  11. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

อย่างไรก็ตาม ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รอบสอง วันที่ 19 ก.ค. 2566 จึงต้องมาลุ้นกันว่า “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ของประเทศไทย จะมาจาก “นายกคนนอก” หรือ “นายกคนใน”

ขอบคุณข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, thaipublica