‘เสรี’ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว.- ลั่นอยู่ครบวาระ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553587

14 ก.ค. 2566

‘เสรี’ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว.- ลั่นอยู่ครบวาระ 5 ปี

เสรี สุวรรณภานนท์ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว. ลั่นเป็นไปไม่ได้ที่ สว.จะปิดสวิตช์ตัวเอง ขอยึดหลักทำหน้าที่ต่อไม่เกรงกลัว เพราะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง ย้ำสว.อยู่ครบวาระ 5 ปีแน่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ระบุถึงการที่พรรคก้าวไกล จะเสนอยกเลิกมาตรา 272 ที่ สว. ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะต้องใช้เสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเคยทำมาแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่สว. จะปิดสวิตช์ตัวเอง ซึ่งการยกเลิกหรือแก้ไขไม่สามารถทำได้แต่มองว่า

ต้องการปิดสวิตช์สว.หรือ ดิสเครดิตสว. และทำให้สว.ลดความน่าเชื่อถือ เพื่อนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจของสว.

ทั้งนี้ หากต้องการให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปได้พรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร มากกว่าการปิดสวิตซ์สว.หรือให้สว.ลาออก นายเสรี กล่าวว่า ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะอยู่ในช่วงการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ทำได้คือต้องหาเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา เลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ 376 เสียง 

หรือจะมาจากสส.ฝ่ายเดียวก็ได้ ไม่ต้องมาใช้บริการสว. เพราะสส.มี 500 เสียง ก็ไปรวมให้ได้ 376 เสียง ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ต้องมาปิดสวิตช์สว.ให้ยุ่งยากเพราะปิดไม่ได้อยู่แล้ว

ส่วนการที่ระบุว่าดิสเครดิตสว.จะทำให้ประชาชนไม่พอใจ หรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าสว.มีจิตสำนึก รับผิดชอบ ในการทำหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ถ้าไปห่วงเสียงกดดันและข่มขู่ ให้ร้ายและไม่ยอมทำตามรัฐธรรมนูญ หรือหลักการที่ถูกต้องเหมือนกับว่าเราไม่รับผิดชอบ 

เอาตัวรอด กลัวเสียงกร่นด่า หรือไม่ชอบอีกฝ่ายหนึ่งดังนั้น วุฒิสภาต้องยึดหลักให้มั่น ทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะเป็นหลักการที่เป็นประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่คนบางกลุ่มที่มาเรียกร้อง

ทั้งนี้ หากพรรคก้าวไกลไม่แก้ไขมาตรา 112 ทางสว.จะมีการพิจารณาเลือกนายพิธาหรือไม่ นายเสรี ชี้แจงว่า สำหรับตนจะไม่นำมาพิจารณาแล้ว ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้ เพราะเจตนาที่พรรคก้าวไกลทำและเสนอต่อสาธารณะเพื่อต้องการกระทบสถาบันฯ และแนวนโยบายดังกล่าวพรรคก้าวไกล ยืนยันมาตลอดว่าไม่ถอย แต่หากเสนอไม่แก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่มีหลักประกันอะไรหากลงคะแนนให้ ในวันพรุ่งนี้จะกลับจากหน้ามือเป็นหลังมืออีกหรือเปล่าและอาจเดินไปตามหลักเดิม

ทั้งนี้ หากนายพิธาไม่ผ่าน ก็เสนอคนอื่นขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือแนวนโยบายพรรคก้าวไกล ที่ร่วมรัฐบาลก็ยังเป็นปัญหาอยู่ หากนำพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลและยังมีแนวคิดดังกล่าว กระทบกับสถาบันฯ ก็มีโอกาสจะไม่ผ่าน 

ดังนั้นต้องไปจับขั้วหรือพรรคให้ดี และรวมพรรคให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ 251 เสียงขึ้นไป โดยส่วนตัวคงไม่อยากชี้ว่าพรรคใดต้องร่วมกับพรรคใดให้ สส.ไปจัดกระบวนทัพ แต่ละฝ่ายแต่ละกลุ่ม

ส่วนในอนาคตเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและจะมีการแก้ไขมาตรา 272 สว.จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือเห็นด้วยหรือไม่ นั้น นายเสรี บอกว่า ไม่เห็นด้วย เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอให้ปิดสวิตช์สว.และตัดอำนาจหน้าที่สว. อีกทั้งสว.อยู่จะครบ 5 ปีอยู่แล้ว การเสนอแก้ไขมาตรา 272 คงไม่สามารถทำได้เพราะต้องใช้เสียง 1 ใน 3 คงปิดสวิตซ์ไม่สำเร็จ 

โดยส่วนตัวมองว่า สว.ควรจะทำหน้าที่ให้ครบวาระ เพราะการทำหน้าที่มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี แก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง เช่น วิกฤตที่เกิดขึ้นในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม มีนโยบายกระทบสถาบันฯ สิ่งนี้คือภารกิจ ดังนั้นในช่วง 5 ปีต้องทำงานให้ครบวาระ

ส่อง ‘มาตรา 272’ คืออะไร ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ หวัง ปิดสวิตซ์ สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553581

14 ก.ค. 2566

ส่อง 'มาตรา 272' คืออะไร ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ หวัง ปิดสวิตซ์ สว.

ส่อง ‘มาตรา 272’ เงื่อนไข คืออะไร? ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ ร่างรัฐธรรมนูญ หวัง ปิดสวิตซ์ สว. ปิดทางดัน ‘นายกฯคนนอก’

หลัง “ผลโหวตนายกฯ” ทำให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ด้วยเพราะจำนวนสมาชิกรัฐสภา ที่ให้ความเห็นชอบมีเพียง 324 เสียง ไม่ถึง 376 เสียง ตามที่กำหนดไว้ เนื่องจาก “มาตรา 272” ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า บุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง สส. และ สว.

ผลโหวต ที่ล้มไม่เป็นท่า มาตรา 272 ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ พิธา ไม่ได้ไปต่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการ คณะก้าวหน้า เสนอให้พรรคก้าวไกล เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิก มาตรา 272 ทันที เพื่อปิดสวิตซ์ สว. คำถามจึงเกิด เงื่อนไขมาตรา 272 คืออะไร

มาตรา 272 คืออะไร

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีมาตรา 272 อยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล ที่กำหนดว่า

มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

หลักการตามมาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี “นายกฯ คนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยก่อนที่จะมี “นายกฯ คนนอก” ได้นั้น จะต้องมีสามขั้นตอนประกอบกัน คือ

  1. สส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา
  2. รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สส. และ สว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
  3. สส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คน เสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 “มาตรา 272” เปิดช่องทางไว้ให้มี “นายกฯคนนอก” โดยกำหนดกติกาว่า กรณีที่ไม่อาจตั้งนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อสามคนที่พรรคการเมืองเสนอไว้ได้ สมาชิกของสภา ทั้ง สส. และ สว. อาจรวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 คน จาก 750 คน เพื่อเสนอเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ได้ และหากรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วย สส. และ สว. ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ก็จะสามารถเชิญใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก็มีบทบัญญัติแก้ปัญหา หรือคลายล็อก โดยกำหนดไว้ว่า เมื่อครบกำหนด 30 วัน ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ ที่ได้เสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรได้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจจะเสนอชื่อผู้ที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด ที่อาจจะไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ได้ ภายใน 15 วัน หลังจากครบกำหนด 30 วันข้างต้นไปแล้ว

แต่บทบัญญัติเช่นนั้น ไม่ได้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ดังนั้น การเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะหาคนที่ได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่า 376 เสียงได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

บทสรุป มาตรา 272 ได้บัญญัติให้อำนาจ สว.ในช่วง 5 ปีแรก มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สส. ทั้งนี้หากมีการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 272 จะทำให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี เหลือพียงขั้นตอนตามมาตรา 159 ซึ่งจะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเหลือเพียงเสียงข้างมากจาก สส.เท่านั้น

ทั้งนี้สำหรับมาตรา 159 บัญญัติว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็น สส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ความหวังที่ “พิธา” จะได้นั่ง “นายกฯคนที่ 30” ดูเหมือนจะเลือนลาง นั่นจึงทำให้ พรรคก้าวไกล เตรียมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกเลิกมาตรา 272 โดยทันที

สว.จรุงวิทย์ โหวตหนุน ‘พิธา’ เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553578

14 ก.ค. 2566

สว.จรุงวิทย์ โหวตหนุน ‘พิธา’ เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

สว.จรุงวิทย์ ภุมมา อดีตเลขาฯ กกต. อธิบายที่มาที่ไป ในการโหวต หนุน ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ส่วนปมแก้ ม.112 ไม่มีใน MOU 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องของ ‘ก้าวไกล’ ไม่เกี่ยวกับโหวตนายกฯ

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อดีตเลขาฯ กกต. ซึ่งเป็น 1 ใน 13 สว. ซึ่งลงมติ เห็นชอบ ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 13 ก.ค. 2566 

เปิดเผยว่า การโหวตเห็นชอบของตนนั้น มีเหตุที่ใกล้เคียงกับ พีระศักดิ์ พอจิต สว. ซึ่งโหวตเห็นชอบ เพราะคิดถึงความคาดหวังของประชาชนเป็นหลัก

“ในฐานะอดีต กกต. ผมจัดเลือกตั้งมา หลักการจับขั้วกันได้ข้างมากสุดต้องยอมรับ หลักคือเป็นการเคารพเสียงประชาชน” สว.จรุงวิทย์ อธิบาย 

สำหรับเรื่องการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ แจกแจงว่า ในการโหวตเมื่อวันที่ 13 ก.ค. นั้น เป็นการพิจารณาผู้สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย ขณะที่ในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือ MOU ของ 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้กล่าวถึงการแก้ไขมาตรา 112 แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คำร้องเรื่องการแก้ไข มาตรา 112 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเข้าสู่กระบวนการแล้ว ไม่ควรมาปะปน เพราะเป็นเรื่องพรรคต้องเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่สภาฯ ไม่ใช่ในนามของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นคนละสนามกัน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย
 

อีกทั้ง ไม่ได้มีความกังวลอะไร หลังออกเสียงเห็นชอบไป เพราะทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ก็มีความเห็นของตัวเอง ต่างคนต่างมีหลักการที่ตนเองเชื่อ ไปว่าใครผิดใครถูกไม่ได้

‘ประเสริฐ’ เผย ขั้วตรงข้ามเตรียมดัน ‘บิ๊กป้อม’ ‘กก.-พท.’ จ่อถกร่วมโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553580

14 ก.ค. 2566

‘ประเสริฐ’ เผย ขั้วตรงข้ามเตรียมดัน ‘บิ๊กป้อม’ ‘กก.-พท.’ จ่อถกร่วมโหวตนายกฯ

‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ นัดหารือโหวตนายกฯ รอบ 2 วันนี้ มองแก้ ม.272 ตัดอำนาจ สว.โหวตนายกฯ ไม่เป็นผล พร้อมเผยขั้วตรงข้ามเคลื่อนไหวรวมเสียงจ่อหนุน ‘บิ๊กป้อม’

วันที่ 14 ก.ค. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีที่พรรคก้าวไกลจะยื่นร่างกฎหมายแก้ไข ม.272 ยกเลิกอำนาจ สว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นความพยายามทลายกำแพงโดยเฉพาะการโหวตนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ส.ว. ตั้งกำแพงเรื่องมาตรา 112 พรรคก้าวไกลจึงอยากจะหยิบยกประเด็นนี้เพื่อให้การโหวตนายกเป็นเรื่องเฉพาะของสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)

เมื่อถามต่อว่า การแก้ไข ม.272 ถือว่าเป็นการตีเหล็กร้อนในช่วงนี้หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่าก่อนหน้านี้เพื่อไทยพยายามจะเสนอแต่ถูกตีตกไป เพราะการแก้ไขเรื่อง ม.272 ต้องใช้เสียงของ สว. 84 เสียง ซึ่งที่ผ่านมาเราทำมาแล้วและไม่เคยได้เสียงสนับสนุนจาก สว.อย่างเพียงพอ

เมื่อถามว่ามีอะไรจะแนะนำพรรคก้าวไกลไหมหากมีการโหวตนายกฯอีกครั้งในวันที่ 19 นายประเสริฐกล่าวว่าถ้าไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม มองว่าการโหวตน่าจะใกล้เคียงกับวันที่ 13 เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

ส่วนท่าทีของก้าวไกลที่มุ่งเป้าไปที่เรื่อง ม.112 ควรจะลดหรือไม่เพื่อให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น นายประเสริฐมองว่า เป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลจะต้องคิดเองตนตอบแทนไม่ได้ แต่ประเด็นหลักที่อภิปรายกันเมื่อวานคือ ม.112 ซึ่งสว.จะให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่นหรือไม่เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ไม่ยกมือโหวตให้นายพิธาคงจะต้องมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามว่าการโหวตรอบสองจะมีการเสนอรายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแข่งหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า 8 พรรคร่วมที่ต้องประเมินร่วมกันเพราะขณะนี้ทราบว่ามีการเคลื่อนไหวในการรวบรวมเสียง ก็สามารถเกิดขึ้นได้ อาจจะต้องมีการพูดคุยหลังจากที่ก้าวไกลและเพื่อไทยได้คุยกันแล้วเราต้องหารือพร้อม 8 พรรคอีกครั้ง

ส่วนจะเสนอชื่อนายพิธา คนเดียวหรือมีคนอื่นด้วย นายประเสริฐตอบว่า ขอให้ได้ข้อสรุปกันในการประชุมร่วมระหว่าง เพื่อไทย-ก้าวไกล ในวันนี้ก่อน

ส่วนกรณีการเสนอญัตติซ้ำถ้าเป็นชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนเดิมจะขัดกับข้อบังคับหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า  ถ้าดูข้อบังคับดีดๆ มีข้อท้ายบอกว่าเป็นอำนาจของประธานสภาฯ การเสนอญัตติมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปอำนาจประธานจะใช้ได้ ไม่ได้เป็นอุปสรรค

เมื่อถามต่อว่า มั่นใจหรือไม่ว่าประธานสภาฯ จะให้โอกาสเสนอชื่อพิธาซ้ำอีกรอบหนึ่ง นายประเสริฐกล่าวว่าเรื่องนี้ก็อยู่ในดุลพินิจประธาน

ทั้งนี้มีรายการงานว่า ทางพรรคก้าวไกลได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย ในวันนี้เวลา 17:00 น. เพื่อคุยถึงแนวทางการเลือกนายกที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 19 ก.ค.นี้

เปิดใจ ‘ชลน่าน’ ยอมรับ ‘หนักใจ’ สว.ตัดสินใจสวนทางเสียงของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553574

14 ก.ค. 2566

เปิดใจ ‘ชลน่าน’ ยอมรับ ‘หนักใจ’ สว.ตัดสินใจสวนทางเสียงของประชาชน

‘ชลน่าน’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดใจ ‘รู้สึกรันทดมาก’ ที่ดึงสถาบัน มาอภิปรายโหวตนายกฯ หนักใจ เมื่อ สว.ตัดสินใจผ่านนโยบาย สวนทางมติของประชาชน เชื่อโหวตกี่ครั้งก็เหมือนเดิม ยันต้องหารือ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลสรุปแนวทางสู้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงแผนที่ 2 สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่า จะต้องกลับไปดูที่แผน 1 เพราะ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย จะต้องกลับไปปรึกษาหารือกันว่า หลังจากนี้ จะใช้กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ ดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากรัฐสภา ครบ 376 เสียง

โดยไม่สามารถทิ้งเวลาให้ล่าช้าได้ พร้อมยอมรับว่า ภายในพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกันบ้างแล้วหลังปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวาน (13 ก.ค.) และพรรคเพื่อไทย ก็ยังรอนัดหมายจากพรรคก้าวไกล มาพูดคุยในเรื่องดังกล่าวอยู่ด้วย แต่ไม่ได้ลงรายละเอียด

แต่จากการประเมินผลการลงมติโหวตนายกฯ ในกลุ่มที่ไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง เป็นเหตุผลที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ เพราะบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ระบุเพียงจะต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมือง ไม่ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ทิศทางทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง หรือนโยบายพรรคฯ

จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่า หากรัฐสภามุ่งเน้นเรื่องดังกล่าว เมื่อพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา ผลการลงมติก็ไม่น่าจะแตกต่าง และโอกาสที่จะได้รับความเห็นชอบก็ยากด้วยเช่นกัน ซึ่งหากที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาโดยคุณสมบัติ ก็สามารถชี้วัดได้ตรงไปตรงมา แต่ถ้าใช้เหตุผลอื่นก็อยู่บนพื้นฐานความเชื่อความศรัทธา ก็ทำให้การพิจารณาลำบาก 

ยอมรับว่า หนักใจ เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ แต่ประชาชนที่ลงคะแนนให้ก็ตัดสินมาในทิศทางนี้ ทำให้ความไม่สอดคล้องระหว่างรัฐสภา กับประชาชน โดยพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย รวมถึง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะต้องพูดคุยในเรื่องดังกล่าว บนพื้นฐานความให้เกียรติพรรคก้าวไกล เคารพข้อเสนอของพรรคก้าวไกล ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสรุปเป็นแนวทางร่วมของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

มีทางออกให้ประเทศ-ปชช.เป็นผู้ชนะ

แต่ตนเองก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ หรือสิ้นหวัง เพราะเมื่อได้รับอาณัติจากประชาชนมาแล้ว ก็มีพลังเพียงพอทีจะหาทางออกให้กับประเทศ บนความสมดุลที่ดีที่สุดได้ แต่ก็ยังยอมรับว่า การจะไปเปลี่ยนความเชื่อของสมาชิกวุฒิสภา(สว.)นั้น เป็นไปได้ยาก เพราะมีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่ในรัฐบาล จึงทำให้การตัดสินใจ เป็นไปด้วยความยากลำบาก และตนเองยังมั่นใจว่า ยังมีหนทางที่เป็นทางออกให้กับประเทศ ที่ไม่มีผู้ใดแพ้ทุกฝ่าย หรือชนะทุกฝ่าย โดยที่ประชาชนจะเป็นผู้ชนะ

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จะไม่ยินยอมให้กลุ่มขั้วรัฐบาลเดิมใช้เป็นข้ออ้างในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 2 พรรคแกนนำจะแก้สมมการทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ให้ได้

อยู่ที่การพูดคุยระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และ 8 พรรคร่วมฯ ซึ่งหากยังคงยืนยันชื่อของนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้ว 8 พรรคร่วมฯ จะมีแนวทางใดมารองรับ 

ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง ย่อมรู้ก่อนการลงมติ มิเช่นนั้นจะไม่ลงแข่งขัน และยอมรับว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการอภิปรายประชุมรัฐสภามุ่งไปที่ประเด็นดังกล่าว ทำให้ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และ 8 พรรคฯ จะต้องไปแก้สัมมการภายในรัฐสภานั้น 

ยืนยันว่า รัฐบาลที่ดีที่สุด ที่ควรจะเป็น โดยเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด และประเทศชาติได้ประโยชน์ที่สุด จะต้องมีพรรคเพื่อไทย และก้าวไกลอยู่ด้วยกัน และยังหวังว่า รัฐสภาจะเปลี่ยนความคิด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศ

ชื่นชมพรรคก้าวไกลมีจุดยืนมั่นคง

“ผมเห็นใจพรรคก้าวไกล และชื่นชมในจุดยืนที่มั่นคง เพราะถือเป็นนโยบายสำหรับการหาเสียง และประชาชนยอมรับ จึงต้องยืนยันในจุดยืนดังกล่าว แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการจัดตั้งรัฐบาล และรวบรวมเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ 376 เสียงเป็นรัฐบาลของประชาชนแล้ว ก็ควรจะต้องหาความเหมาะสมที่สุด โดยมั่นใจว่า พรรคก้าวไกล ก็มีเหตุและผล โดยไม่จำเป็นต้องลดอุดมการณ์ หรือแนวทางขณะนี้ ซึ่งตนไม่สามารถชี้นำได้”

แต่ยอมรับว่า การประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ ตนเองรู้สึกรันทดมาก จนคิดจะเสนอให้การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมลับ เพราะ สส. และ สว. มีการอภิปรายถึงสถาบัน ทั้งด้านบวก และด้านลบ และทุกคนก็อยู่บนพื้นฐานที่สถาบัน จะต้องอยู่เหนือการเมือง แต่ในการประชุมเมื่อวาน จึงเป็นการดึงสถาบันมาอภิปราย ทั้ง 2 ฝ่าย แต่พรรคเพื่อไทย ก็ได้เตือน สส.ห้ามอภิปราย หรือแตะถึงสถาบันไม่ว่าแง่มุมใด

ผู้สื่อข่าวรายงวานว่า 15.00 น. ของวันนี้(14ก.ค. 2566) แกนนำพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล มีนัดหารือเพื่อหาทางออกโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาล ให้บรรลุเป้าหมายให้เร็วที่สุด

‘ชัยธวัช’ เผย สว. ที่ดีลหายฮวบ ยอมรับกระแสกดดัน-รับกล้วยมีผลไม่โหวต ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553570

14 ก.ค. 2566

'ชัยธวัช' เผย สว. ที่ดีลหายฮวบ ยอมรับกระแสกดดัน-รับกล้วยมีผลไม่โหวต 'พิธา'

‘ชัยธวัช’ เผย สว. ที่เคยประสายไว้ จำนวนน้อยกว่าที่โหวตมาก ยอมรับกระแสกดดัน-รับกล้วยมีผลไม่โหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ เตรียมหารือเพิ่ม

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยอมรับ กระแส กดดันสว. โค้งสุดท้ายก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีและกระแสข่าวการเสนอให้ผลประโยชน์ต่างๆ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ สว. หลายคนเปลี่ยนใจ

ซึ่ง สว. ที่โหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีทั้งที่แสดงเจตจำนงมาตั้งแต่ต้น และส่วนหนึ่งมาจากการประสานพูดคุยก่อนหน้านี้ ซึ่งมีมากกว่าจำนวน สว. ที่โหวตให้มาก

ก่อนที่นายชัยธวัชจะหัวเราะเมื่อถูกถามว่าหนักใจหรือไม่กับการประสาน สว. เนื่องจากเป็น 1 ในคณะเจรจา และยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งจะต้องหารือ สว. บางส่วน เพื่อหาคะแนนเสียงให้มากขึ้น

นายชัยธวัช ยืนยัน การประชุมร่วมกันของรัฐสภานัดต่อไป ยังเสนอชื่อนาย “พิธา” เป็นนายกฯ ต่อ รวมถึงจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ สว. พรรคก้าวไกลจะเดินทางไปยื่นร่างแก้ไขในวันนี้ เวลา 15.00 น. ที่อาคารรัฐสภา และหากพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย ก็จะไปพร้อมกัน 

อย่างไรก็ตามวันนี้มีรายงานว่า พรรคก้าวไกลจะหารือกันภายในพรรค และหารือกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวการโหวตนายกฯครั้งต่อไป

‘โหวตนายกฯ’ ครั้งที่ 2 19 ก.ค. นี้ ลุ้นเสนอชื่อ ‘พิธา’ ได้อีกครั้งหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553563

14 ก.ค. 2566

'โหวตนายกฯ' ครั้งที่ 2 19 ก.ค. นี้ ลุ้นเสนอชื่อ 'พิธา' ได้อีกครั้งหรือไม่

ประธานรัฐสภา นัดประชุม ‘โหวตนายกฯ’ อีกครั้ง 19 ก.ค.นี้ แต่จะสามารถเสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตอีกครั้งได้หรือไม่ ต้องหาข้อสรุปก่อน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเลือกผู้สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือ โหวตนายกฯครั้งต่อไป จะมีขึ้นตามกำหนดเวลาเดิมที่เคยนัดหมายไว้ คือวันที่ 19 ก.ค. ที่จะถึงนี้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า จะเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นบุคคลผู้สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ได้หรือไม่

หลังจากที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบให้ พิธา ดำรงตำแหน่งไปแล้ว ในการโหวตนายกฯเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 66 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องดูข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ รวมถึงความเห็นของที่ประชุมในคราวหน้าเสียก่อน

พลิกดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 156 กำหนดเรื่องการประชุมร่วมกันของรัฐสภาไว้ในวงเล็บ 16 เรื่องอื่นๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทเฉพาะกาลมาตรา 272 กำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีภายใน 5 ปีแรก นับตั้งแต่มีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ในขณะที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41 มีเนื้อหาว่า ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาจึงต้องพิจารณาว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อโหวตนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญมาตรา 272 เป็นการพิจารณาญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่   เจษฎ์ โทณะวนิก  นักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็นว่า เรื่องสำคัญขนาดนี้ เปรียบเทียบได้กับการเลือกประธานสภา ซึ่งดำเนินการต่อได้หากยังคงไม่ได้ข้อยุติ การเสนอชื่อ พิธา ให้ที่ประชุม โหวตนายกฯ อีกครั้ง ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภาว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

‘ชูวิทย์’ สอนมวย ‘พิธา’ ถอย ม.112 ก่อนวืด นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553557

14 ก.ค. 2566

'ชูวิทย์' สอนมวย 'พิธา' ถอย ม.112 ก่อนวืด นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ แนะ ‘พิธา’ ลุ้น ผลโหวตนายกฯ รอบสอบ ต้องถอย ม.112 ก่อนวืด ‘นายกรัฐมนตรีคนที่ 30’ อดทำงานใหญ่

“ผลโหวตนายกฯ” รอบแรก เป็นที่แน่นอนว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล ไม่ได้นั่งเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” โดยได้รับความเห็นชอบไม่ถึง 376 เสียง เตรียมโหวตรอบใหม่ 19 ก.ค.นี้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความ หลังผลการการโหวตเลือกนายกฯ เสร็จสิ้น ระบุว่า ผลโหวตนายกฯ ได้เห็นแล้วว่า ไม่ผิดจากที่เขาเคยพูดไว้ แผนสกัดพิธา “มีก้าวไกล ไม่มี สว.” ไม่มีอะไรแปลกใจ แม้ว่าพิธายังยืนยันหลังผลการโหวตแพ้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ “ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้”

ชูวิทย์ ระบุว่า โหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 หากมีโอกาส ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ก้าวไกลจึงต้องถึงทางเลือกว่า “ยอมถอย เรื่อง ม.112 ดีกว่า” เพราะเป็นการสร้างความแตกแยก และเป็นเงื่อนไขให้พิธาไม่ได้เป็นนายกฯ การขึ้นเป็นรัฐบาล ไม่จำเป็นที่ต้องยึดเรื่องปฏิรูปสถาบันเป็นหลัก มีเรื่องสารพันให้ทำอีกมากมาย

“ผมมั่นใจว่าใน 14 ล้านเสียง ไม่ได้ต้องการเรื่องปฏิรูปสถาบันมาเป็นเรื่องแรกๆ เสียด้วยซ้ำ ก้าวไกลได้คะแนนเสียงจาก “มีลุง ไม่มีเรา”ปฏิรูปกองทัพ ยุบ กอ.รมน. กฎอัยการศึก ล้มเผด็จการ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้ประเทศไทยติดหล่มมาถึง 9 ปี นี่ต่างหากที่ก้าวไกลต้องปฏิรูป” ชูวิทย์ ระบุ

ชูวิทย์ แนะนำว่า วันนี้ยังมีโอกาสที่ก้าวไกลจะถอย หากไม่ดื้อ และยึดติดกับคะแนนเสียงมวลชนบางส่วน ทุกอย่างมีขึ้นและมีลง คะแนนเสียงไม่ได้อยู่กับก้าวไกลตลอดไป มันไม่ใช่ “การถ่มน้ำลายรดฟ้า” แต่เป็นการถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำงานเพื่อประชาชนไม่ใช่แค่ 14 ล้านเสียง แต่ต้องทำให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกก้าวไกลหรือไม่ต่างหาก

บทพิสูจน์ของก้าวไกลก่อนจะสายเกินไป เรียนรู้การลำดับว่า อะไรที่สำคัญกับชาติบ้านเมืองก่อน ไม่มีใครทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยังไม่ถึงเวลาต้องทำ ม.112 ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ก้าวไกลสัญญาไว้กับประชาชน ประเทศไทยยังมีอีกสารพัดเรื่องให้ทำหากเป็นรัฐบาล  

ม.112 เรื่องเดียวจะทำให้พิธาไม่ได้ทำเรื่องใหญ่เรื่องอื่นเลย พิธาย้ำเสมอว่า “เป็นผู้นำต้องมีสติ ไม่มุทะลุ รู้จักว่าเวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรถอย” การดึงดันแก้ไข ม.112 แม้รู้ว่าปลายทางไม่มีทางผ่าน นอกจากตอบสนองความต้องการของมวลชนกลุ่มหนึ่ง แล้วจะดันทุรังทำไปทำไม ทั้งที่สามารถบอกประชาชนได้ว่า “ก้าวไกลเป็นรัฐบาลผสม ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว ไม่มีพรรคร่วมใดเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 เลยแม้แต่พรรคเดียว”

ชูวิทย์ ทิ้งท้ายว่า ข้อแนะนำที่อยากบอกจากประสบการณ์การเมือง คือ ยอมถอยดีกว่า หาทางประนีประนอม เพื่อให้ก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเอง หรือฐานมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากต้องการเอา ม.112 มาเป็นเรื่องหลัก ขอให้ครั้งหน้าประชาชนเลือกพรรคก้าวไกลเกินครึ่งไปเลย หากก้าวไกลแสดงให้เห็นว่า ยอมถอย ม.112 แล้ว อำนาจเก่ายังไม่ถอย ก็ถึงคราวต้องรุกกลับ

“ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยยุบพรรคการเมือง คือการประนีประนอม เวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรถอย นักการเมืองที่ดีต้องรู้จักเรียนรู้ ไม่มีใครได้ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้นำประเทศ”

ชูวิทย์โพสต์แนะนำพิธา ถอยดีกว่าชูวิทย์โพสต์แนะนำพิธา ถอยดีกว่า

ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน – ชูวิทย์ เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553549

14 ก.ค. 2566

ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112

ผลสะเทือน คะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี จาก 376 เอาเข้าจริง ” พิธา” ได้เพียง 324 ปิยบุตร แสงกนกกุล วิเคราะห์ เส้นทาง “ก้าวไกล “จากนี้เข้าข่ายลำบาก หากจะกดดัน สว. ให้คล้อยตาม อาจจะต้องใช้มวลชนหลักแสน ส่วนนักวิเคราะห์รายวัน “ชูวิทย์” ย้ำต้องถอยกับเรื่อง ม. 112 หากเดินหน้าต่อ มีแต่ตัน

พื้นที่บนสื่อสังคมออนไลน์ face book  : เฟซบุ๊ก ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชี้แนะสถานการณ์ให้กับ พรรคก้าวไหล ในฐานะพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร  ( สส. ) และสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เมื่อวันพฤหัสที่ 13  ก.ค. โดยมีวาระสำคัญ  คือการลงมติ โหวตนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล  คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  ซึ่งผลการลงมติ นายพิธา ได้รับเสียงสนับสนุน รวม 324  เสียง  แบ่งเป็นเสียงที่มาจาก สส.  311 เสียง , สว.  13  เสียง  จากเป้าหมายที่ต้องการ 376 เสียง  ในขณะที่ตัวเลขของการไม่เห็นชอบอยู่ที่  182 เสียง   มาจากสส. 148 เสียง และสว.  34  เสียง ส่วนการงดออกเสียงอยู่ที่ 119 เสียง  คือเสียงที่มาจาก สส. 40 เสียง  และ สว. 159 เสียง  โดยผลคะแนนที่ออกมาเท่ากับ นายพิธา ยังไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรี  เพราะต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุน 375 เสียง 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ นายพิธา ต่อการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30  ที่ต้องพบกับอุปสรรคสำคัญคือการขาดเสียงสนับสนุนที่มาจากฝั่ง สว.  ทำให้ นายปิยบุตร แสงกนกสกุล  เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ แสดงทัศนะต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายพิธา และพรรคก้าวไกล  โดยเขาระบุว่า สิ่งที่พรรคก้าวไกล และนายพิธา ไปต่อลำบากก็คือ การเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เป็นเรื่องละเอียดเกินกว่าที่สว. จะให้การยอมรับได้ 

อย่างไรก็ตามโอกาสที่พรรคก้าวไกล และนายพิธา จะทำสำเร็จมีอยู่บ้างภายใต้เงื่อนไข  นั่นคือการเข้าชื่อให้ได้เสียงครึ่งหนึ่ง เพื่อตัดบทบาทสว.ออกไปจากการโหวตนายกรัฐมนตรี และหากแนวทางนี้ ที่คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลา 1  เดือนทำไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวย่อมที่จะเผชิญแรงสกัดกั้นเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกล ควรพิจารณาก็คือ การถอยจากการเป็นรัฐบาล เพื่อมาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และรอคอยเวลาอีก 4  ปี ที่จะสร้างฐานเสียงให้มากพอ 

ขณะที่ในมุมของ นายชูวิทย์  กมลวิศิษฎ์   ให้ทัศนะถึงเรื่องนี้ ด้วยคำจำกัดความสั้น ๆ ” ถอยดีกว่า” โดยให้น้ำหนักไปว่า การโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ในสัปดาห์หน้า ยากที่จะเปลี่ยนแปลงใด ๆ หากก้าวไกล ยังคงยึดมั่นกับบางเรื่อง โดยนายชูวิทย์ ระบุว่า  ทางออกของบรรยากาศในขณะนี้  ก้าวไกล   ต้อง “ยอมถอย เรื่อง ม.112 ”  เพราะเป็นการสร้างความแตกแยก และเป็นเงื่อนไขให้ นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้การขึ้นเป็นรัฐบาล ไม่จำเป็นที่ต้องยึดเรื่องปฏิรูปสถาบันเป็นหลัก แต่ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย  นายชูวิทย์  ยังปักใจเชื่อว่า   14 ล้านเสียง ที่มอบให้กับพรรคก้าวไกล ไม่ได้ต้องการเรื่องปฏิรูปสถาบันมาเป็นเรื่องหลัก

.

ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112
ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112

เนื้อหาที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ระบุ

แก้ 272 ปิดสวิทช์ ส.ว. หากพวกเขายังไม่ยอมอีก ก็ถอยมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน 

.

หมายเหตุ – นี่คือความเห็นส่วนบุคคลต่อประเด็นการเมือง สาธารณะ ผมใช้เสรีภาพแสดงความเห็นในฐานะพลเมืองไทย ผมไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับพรรคก้าวไกลและไม่ได้ชี้นำ ครอบงำ สั่งการพรรคก้าวไกล ดังนั้น พวก “นักร้อง” ไม่ต้องไปร้องให้เสียเวลานะครับ 

ผมติดตามการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาแต่ละฝักฝ่ายในการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้  เห็นได้อย่างชัดเจนว่า…

.

มีสมาขิกวุฒิสภาจำนวนมาก ทั้งที่ออกหน้ากล้าลงคะแนนไม่เห็นชอบ และทั้งที่ไม่กล้าออกหน้า เลือกงดออกเสียงหรือไม่มาประชุมแทน

.

พวกเขาเหล่านี้ ให้ตายก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจกลับมาลงคะแนนเห็นชอบให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน 

.

หากเราลองฟังเหตุผลของ ส.ว.และ ส.ส.อีกข้างหนึ่ง จำนวนหลายคนที่ได้อภิปรายในวันที่ 13 ก.ค. พวกเขาต่างยืนยันว่า ไม่เห็นชอบให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ พรรคก้าวไกลต้องการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

.

วิทยา แก้วภราดัย 
ชาดา ไทยเศรษฐ์ 
ชัยชนะ เดชเดโช 
คำนูณ สิทธิสมาน
เสรี สุวรรณภานนท์
สมชาย แสวงการ 

.

ต่างก็ยืนยันว่า ติดขัดอยู่เรื่องนี้แหละ วิทยา กับ ชาดา ถึงขนาดบอกว่า ก็รู้อยู่ว่าติดอยู่เรื่องนี้ ทำไมไม่ถอยเสีย ในขณะที่พรรคก้าวไกล ก็ยืนยันว่า นี่คือนโยบายที่ได้รณรงค์หาเสียงกับประชาชนมาแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการต่อ แต่ก็เป็นเรื่องของ ส.ส.พรรคก้าวไกลที่จะเสนอร่างเข้าสภา มิใช่เป็นเรื่องของรัฐบาล 

.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่มีทางที่ ส.ส.และ ส.ว.เหล่านี้ จะเปลี่ยนใจได้เลย 

เว้นแต่

มี “ข้อมูลใหม่/สัญญาณใหม่” บังคับให้พวกเขาเปลี่ยนใจ 

หรือ

มีมวลชนอันไพศาลออกมาเรียกร้องกดดัน ส.ว. หลายแสนคน 

หากไม่มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้น ลงคะแนนต่อไปอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะกลับมาเห็นชอบให้พิธา เป็นนายกรัฐมนตรี

.

จริงอยู่… อาจบอกกันว่า ก็ลงมติกันไปเรื่อยๆ รอจนอำนาจ ส.ว.ตามมาตรา 272 หมดลงใน พ.ค.ปีหน้า 

แต่พรรคก้าวไกลจะทนแรงเสียดทาน ลากไปให้ถึงวันนั้นได้หรือ 

ไหนจะมี “คมหอกคมดาบ” ของศาลรัฐธรรมนูญที่รอง้างไว้อยู่อีกหลายคดี

.

หากพรรคก้าวไกล เลือกวิธีเจรจาพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเพิ่มจำนวนเสียง ปัญหา คือ จะมีพรรคใดยอมเข้าร่วม ก็ในเมื่อพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ต่างประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ร่วมกับพรรคที่จะแก้ 112 

พวกเขาอ้างประเด็น “112” เพื่อปิดล้อมพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ก็ไม่มีทางยอมถอยประเด็นนี้

ดังนั้น การแสวงหาคะแนนจากพรรคอื่นก็คงยาก และอาจสายเกินไปที่จะพูดคุยแล้ว

ครั้นพรรคก้าวไกลจะถอย ร่วมเสนอให้แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และยังร่วมรัฐบาลอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจว่า บรรดา ส.ว. จะยอมหรือไม่ เพราะ พวกเขาน่าจะไม่ปรารถนาเห็นพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกัน ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ฯลฯ ก็คงไม่ยอม เพราะ พวกเขาอยาก “เสียบ” เข้าร่วมรัฐบาลแทนพรรคก้าวไกลมากกว่า ถึงเวลา เขาก็อ้างอีกว่า โหวตให้ไม่ได้ เพราะ รัฐบาลที่กำลังจะตั้งมีพรรคก้าวไกลที่ต้องการเสนอแก้ 112 

ผมทราบจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ เพื่อน ส.ส.พรรคก้าวไกลว่า เขามีความคิดเตรียมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกเลิกมาตรา 272 โดยทันที และ ส.ส.พรรคก้าวไกล ก็เตรียมเข้าชื่อเสนอร่างแล้ว

.

ผมได้ฟังความเห็นของเขา ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ร่างแบบนี้ เคยเสนอในสภาชุดที่แล้ว แต่ตกไป ในครั้งนั้น ส.ส.เกือบทุกพรรค และมี ส.ว.หลายคนเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 272 

.

มาถึงวันนี้… มี ส.ว.พวกที่งดออกเสียง หรือ ไม่มาลงคะแนน หลายคนอ้างว่า ต้องการ “ปิดสวิทช์ ส.ว.” ไม่อยากเข้าร่วมใช้อำนาจตามมาตรา 272 เลือกนายกรัฐมนตรี (แต่เมื่อ 4 ปีก่อน พวกเขากลับขานชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างพร้อมเพรียงกัน) ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพวกเขา จะได้ไม่ต้องมาลงมติตามมาตรา 272 อีก รัฐสภาจึงควรเร่งดำเนินการยกเลิกมาตรา 272 โดยเร็วที่สุด ผมเชื่อว่าไม่เกิน 4 สัปดาห์ ก็สามารถทำได้เสร็จเรียบร้อย 

.

ส.ส.พรรคก้าวไกล มี 151 คน สามารถเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว 

เสนอเข้าสภา

เร่งบรรจุญัตติเข้า

ส.ส.เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 272 เกินครึ่งอยู่แล้ว 

ส.ส.จากฝ่ายที่ไม่มีสมาชิกพรรคเป็นประธาน รองประธาน และนายกฯ ก็เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 272 

ส.ว.จำนวนไม่น้อย ก็เคยลงคะแนนเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 272 และมี ส.ว.จำนวนมาก ที่ขอ “ปิดสวิทช์ ส.ว.” งดออกเสียง ไม่อยากร่วมโหวตนายกฯ ในวันนี้ 

ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้ ย่อมหมดข้ออ้างแล้ว 

.

หาก ส.ว.คนใดรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทนกับการเลือกพิธา ก็ให้มาลงคะแนนยกเลิกมาตรา 272 เสีย เพียงเท่านี้ ส.ว.ก็จะได้ชื่อว่า ร่วมกัน “ปิดสวิทช์ ส.ว.” อย่างแท้จริง 

นี่คือวิธีการต่อสู้แบบเป็นไปได้ 

การลงคะแนนเสนอพิธาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรอื่นเลย ไม่มีทางที่จะได้คะแนนเพิ่มมากกว่าวันนี้ 

หากพวกเขายังไม่ยอมยกเลิกมาตรา 272 ให้อีก ก็ให้มันรู้ไป 

.

อย่างน้อย พรรคก้าวไกลก็ได้ทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่า พยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว พยายามปกป้องคะแนนเสียงร่วม 27 ล้านเสียง พยายามแปลงคะแนนเหล่านี้ให้ออกมาเป็นผลลัพธ์อย่างเต็มที่แล้ว 

แล้วถอยออกมา

ประจานระบบนี้ให้สังคมไทยได้รู้

ให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศได้รู้กันอย่างถ้วนหน้าว่า “พวกเขาจากหลายฝักฝ่าย” รวมหัวกันสกัดกั้นและทำลายพรรคก้าวไกลผู้ทำหน้าที่ยานพาหนะของความหวัง 

.

จงยืดอกอย่างภูมิใจและทระนงองอาจในความเป็น “แกะดำ” ของการเมืองไทย ในวันนี้

แล้วอดทนรณรงค์อย่างต่อเนื่อง 

เส้นแบ่ง “ใหม่/เก่า” และขั้วขัดแย้งในการเมืองไทย ชัดขึ้นกว่าเดิม แหลมคมกว่าเดิม

เมื่อ 14 ล้านยังไม่พอในวันนี้ 

ต้องทำให้ได้ถึง 20 ล้าน 25 ล้านในวันพรุ่ง !!!

——————————————————-

ข้อเขียนของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

.

ถอยดีกว่า

.

วันนี้การโหวตเลือกนายกฯ ได้เห็นแล้วว่าไม่ผิดจากที่ผมพูดไว้

.

แผนสกัดพิธา “มีก้าวไกล ไม่มี ส.ว.”

.

ไม่มีอะไรแปลกใจ แม้ว่าพิธายังยืนยันหลังผลการโหวตแพ้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ “ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้”

.

โหวตครั้งที่ 2 หากมีโอกาส ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

.

ก้าวไกลจึงต้องถึงทางเลือกว่า “ยอมถอย เรื่อง ม.112 ดีกว่า” เพราะเป็นการสร้างความแตกแยก และเป็นเงื่อนไขให้พิธาไม่ได้เป็นนายกฯ

.

การขึ้นเป็นรัฐบาล ไม่จำเป็นที่ต้องยึดเรื่องปฏิรูปสถาบันเป็นหลัก มีเรื่องสารพันให้ทำอีกมากมาย

.

ผมมั่นใจว่าใน 14 ล้านเสียง ไม่ได้ต้องการเรื่องปฏิรูปสถาบันมาเป็นเรื่องแรกๆ เสียด้วยซ้ำ

.

ก้าวไกลได้คะแนนเสียงจาก “มีลุง ไม่มีเรา” ปฏิรูปกองทัพ ยุบ กอ.รมน. กฎอัยการศึก ล้มเผด็จการ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้ประเทศไทยติดหล่มมาถึง 9 ปี

.

นี่ต่างหากที่ก้าวไกลต้องปฏิรูป

.

วันนี้ยังมีโอกาสที่ก้าวไกลจะถอย หากไม่ดื้อ และยึดติดกับคะแนนเสียงมวลชนบางส่วน

.

ทุกอย่างมีขึ้นและมีลง คะแนนเสียงไม่ได้อยู่กับก้าวไกลตลอดไป

.

มันไม่ใช่ “การถ่มน้ำลายรดฟ้า” แต่เป็นการถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล

.

ทำงานเพื่อประชาชนไม่ใช่แค่ 14 ล้านเสียง แต่ต้องทำให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกก้าวไกลหรือไม่ต่างหาก

.

บทพิสูจน์ของก้าวไกลก่อนจะสายเกินไป เรียนรู้การลำดับว่าอะไรที่สำคัญกับชาติบ้านเมืองก่อน

.

ไม่มีใครทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยังไม่ถึงเวลาต้องทำ

.

ม.112 ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ก้าวไกลสัญญาไว้กับประชาชน

.

ประเทศไทยยังมีอีกสารพัดเรื่องให้ทำหากเป็นรัฐบาล ผมรับประกัน

.

ม.112 เรื่องเดียวจะทำให้พิธาไม่ได้ทำเรื่องใหญ่เรื่องอื่นเลย

.

พิธาย้ำเสมอว่า “เป็นผู้นำต้องมีสติ ไม่มุทะลุ รู้จักว่าเวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรถอย”

.

การดึงดันแก้ไข ม.112 แม้รู้ว่าปลายทางไม่มีทางผ่าน นอกจากตอบสนองความต้องการของมวลชนกลุ่มหนึ่ง

.

แล้วจะดันทุรังทำไปทำไม ทั้งที่สามารถบอกประชาชนได้ว่า

.

“ก้าวไกลเป็นรัฐบาลผสม ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว ไม่มีพรรคร่วมใดเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 เลยแม้แต่พรรคเดียว”

.

หากต้องการเอา ม.112 มาเป็นเรื่องหลัก ขอให้ครั้งหน้าประชาชนเลือกพรรคก้าวไกลเกินครึ่งไปเลย

.

ผมพูดจากประสบการณ์การเมือง และหาทางประนีประนอมเพื่อให้ก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล

.

ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเอง หรือฐานมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

.

ข้อแนะนำของผม คือ

.

ยอมถอยดีกว่า

.

หากก้าวไกลแสดงให้เห็นว่ายอมถอย ม.112 แล้ว อำนาจเก่ายังไม่ถอย ก็ถึงคราวต้องรุกกลับ

……………………

ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112
ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112
ปิยบุตร ฟันธง โหวตนายกฯ พิธา  ตัน แนะเป็นฝ่ายค้าน - ชูวิทย์  เสนอ เลิกยุ่ง ม. 112

รังสิมันต์ ปลุกกำลังใจมวลชน ‘ก้าวไกล’ เดินหน้าส่ง ‘พิธา’ ขึ้น นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553544

13 ก.ค. 2566

รังสิมันต์ ปลุกกำลังใจมวลชน 'ก้าวไกล'  เดินหน้าส่ง 'พิธา' ขึ้น นายกรัฐมนตรี

มาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ “รังสิมันต์ โรม ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล  พบปะมวลชนที่มารอปักหลักลุ้นผลการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ให้กับ “พิธา”  ประกาศภารกิจรอบแรกไม่จบไม่เป็นไร ไปตายดาบหน้าลุยกันต่อโหวตรอบสอง มีทางเดียวต้องทำความฝันของทุกคนให้เป็นความจริง 

ที่ศูนย์ราชการเกียกกาย   ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภาเสร็จสิ้นลง โดยผลการโหวตนายกรัฐมนตรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ได้เพียง 324  เสียง  ไม่เพียงพอต่อการเป็นนายกรัฐมนตรี  โดยคะแนนเสียงที่ควรจะได้คือ 375   เสียงทั้งนี้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้เป็นตัวแทนพรรค พบปะกับมวลชน ที่รวมตัวอยู่ที่ ศูนย์ราชการเกียกกาย   

นายรังสิมันต์ กล่าวปราศรัย ว่า แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้  แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ได้เห็นว่า สส.พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ล้วนสนับสนุนให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งหมด ถ้าเป็นระบบปกติ  นายพิธา จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 แล้ว แต่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้สมาชิกวุฒิภา ( สว. )มาร่วมโหวต  ซึ่งสว.ส่วนใหญ่ไม่ได้สนับสนุนพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็มี สว.บางส่วนที่โหวตให้   อย่างไรก็ตามการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งต่อไปตั้งใจจะทำให้สำเร็จ  คือทำให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี  ยืนยันว่าจะยังคงสู้ต่อไปเพื่อผลักดันจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ และสส.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมาจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง

“ขอบคุณอีกครั้ง ที่มาช่วยกันคืนความผิดปกติให้สังคม และวันนี้การเดินทางการต่อสู้ ที่จะทำให้ฝันของพวกเราเป็นจริงได้ ไม่สามารถทำให้จบได้ภายในวันเดียว จึงขอให้ทุกคนเก็บแรง นอนให้พอ กินให้อิ่ม เราจะกลับไปรวมพลัง กลับไปส่งเสียงให้กำลังใจ กับผู้ที่ลงมติ ในการโหวตครั้งที่สอง  ครั้งนี้ตั้งหมุดหมายให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี   พวกเราพรรคก้าวไกล มาส่งให้พี่น้องทุกคนได้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย   การกลับบ้านครั้งนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการปักธงชัยชนะร่วมกัน   ขอให้ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านเดินทางกันอย่างปลอดภัย”  นายรังสิมันต์ ระบุ