สว. พีระศักดิ์ โหวตหนุน ‘พิธา’ เคารพเสียงส่วนใหญ่ – ทหารแนะ ‘ก้าวไกล’ ถอยบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553543

13 ก.ค. 2566

สว. พีระศักดิ์   โหวตหนุน 'พิธา'  เคารพเสียงส่วนใหญ่ - ทหารแนะ 'ก้าวไกล' ถอยบ้าง

สว.พีระศักดิ์ พอจิต  อธิบายที่มาที่ไป ในการโหวตนkยกรัฐมนตรี หนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล เป็นการเคารพต่เสียงข้างมากที่เลือกมาแบบนี้ ไม่ติดใจมาตรา 112 เพราะหากไม่มีเสียงสส. จากพรรคอื่นเข้าร่วม ทุกอย่างก็จบ ด้าน สว.สายทหาร พล.โอสถ ภาวิไล แนะ “พิธา” ถอยให้เป็น

นายพีระศักดิ์ พอจิต   สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เปิดเผยการที่โหวตนายกรัฐมนตรี  ให้กับ  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   หัวหน้าพรรคก้าวไกล  เพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี   มาจากพื้นฐานการโหวตตามหลักการเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ( สส. ) ไม่มีใครสามารถแทรกแซงตนเองได้  ประเด็นข้อกังวลเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 และ ข้อกล่าวหาในการแบ่งแยกดินแดนที่นายพิธาและพรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหานั้น
มองว่าในการแก้ไขมาตรา 112 เป็นขั้นตอนหลังจากนี้  ไม่เกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรี และเสียงของพรรค ก้าวไกล มี 151 เสียง หากพรรคการเมืองอื่นไม่เห็นชอบด้วย กฎหมายนี้ก็จะไม่ผ่าน


ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนนั้นตนเองเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญไทยบัญญัติชัดเจนว่าราชอาณาจักรไม่สามารถแบ่งแยกได้  “ผมอยากให้คุณพิธา บริหารงาน เพราะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมาแล้ว  ”   เขา กล่าว

พล.ต.โอสถ ภาวิไล  สมาชิกวุฒิสภา ( สว.)  กล่าวว่า  การที่สว. ส่วนใหญ่ไม่โหวตนายกรัฐมนตรีให้กับนายพิธา   ในหลักการทำงานสว.ต้องพิจารณาหลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่พิจารณาว่าได้ นายพิธา ได้เสียงมาแล้ว เรื่องอื่นไม่พิจารณาไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของสว. ต้องพิจารณาต้องหาสิ่งที่ดีที่สุด

” สว.มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรอง   สิ่งที่สส.เขาพิจารณากันมา แม้กระทั่งสส.ยังไม่เห็นชอบ แล้วทำไมต้องมาลงที่ สว. ซึ่ง ส.ส.มีจำนวน 500 คนก็ไปพูดกันตรง ๆ ทำไมพรรคก้าวไกลไม่มองว่าคนอื่นก็ไม่เห็นด้วย   อยากให้พิจารณาว่าคนส่วนใหญ่ ไม่อยากแก้ไขมาตรา 112 เยอะกว่า คนที่ต้องการแก้ไข    หากนายพิธา กล่าวว่าจะถอย  เรื่อง 112 สว.ก็อาจจะโหวตให้ แต่หากนายพิธา  ยืนยันจุดยืนเดิม ผลก็ไม่น่าจะต่างไปจากครั้งนี้ นายพิธา  ต้องถอยบ้าง ถ้าไม่ถอยเลยจะไปกันได้อย่างไร ” พล.ต.โอสถ  ระบุ

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553541

13 ก.ค. 2566

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

‘บิ๊กบี้’ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. งดร่วม ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา เยี่ยมศูนย์สั่งการฯพื้นที่พักพิงชั่วคราว ผู้หนีภัยความไม่สงบชายแดนตาก

การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก ปรากฏว่ามี สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. รายงานตัวที่รัฐสภา รวม 216 คน บางส่วนติดราชการ ไม่สามารถมาร่วมประชุมรัฐสภาได้ มีจำนวนทั้งสิ้น 43 คนจาก สว.ทั้งหมด 249 คน ทั้งนี้ในจำนวน สว. 43 คนนั้น   รวมถึง ‘บิ๊กบี้’ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)รวมอยู่ด้วย ล่าสุดมีข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ 

วันนี้(13ก.ค. 2566) ‘บิ๊กบี้’ พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. เดินทางตรวจพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ โดยได้เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการเสาหินสันเขต อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในความรับผิดชอบของกองร้อยทหารพรานที่ 3601 กองกำลังนเรศวร ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการลักลอบกระทำสิ่งผิดกฎหมาย ทำลายป่าไม้ และเข้าเมืองผิดกฎหมายตามช่องทางธรรมชาติ 

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพล ทั้งในภารกิจการลาดตระเวน บูรณาการร่วมกับส่วนราชการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย เน้นย้ำให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความปลอดภัย ควบคู่กับการสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา
บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปยังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวบ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 และกรมทหารราบที่ 17 หน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท รับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินการช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา 

ทั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.แม่ฮ่องสอน และส่วนราชการจังหวัด ในการจัดระเบียบ ดูแลความปลอดภัย การรักษาพยาบาล และการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศแก่ผู้ที่เดินทางข้ามมายังฝั่งไทย ซึ่งปัจจุบันมีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา จำนวน 8,546 ราย ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว 5 พื้นที่ ใน จ.แม่ฮ่องสอน

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการนาป่าแปก กองร้อยทหารราบที่ 713 หน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท กองกำลังนเรศวร บริเวณหมู่บ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ และป้องกันชายแดน ควบคู่กับการพัฒนาหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน และได้เดินทางตรวจเยี่ยม ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล บริเวณดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ติดแนวชายแดนไทย-เมียน ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการระดับหมวดของกองร้อยทหารม้าที่ 3 กองบังคับการควบคุมผาดำ หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้มีประวัติการสู้รบและมีการอพยพของชนกลุ่มน้อย จากนั้นในปี 2530 ได้มีการจัดตั้งฐานปฏิบัติการขึ้น ปัจจุบันฐานปฏิบัติการนอแลได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และจุดพักแรมภายในฐานปฏิบัติการ มีจุดชมวิวและบรรยากาศทะเลหมอกที่สวยงาม

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางไปยังโรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 1 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ในความรับผิดชอบของตำรวจตะเวนชายแดนที่ 502 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับพระราชทานงบประมาณการก่อสร้างจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษา ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา และ “จักรยานสานฝันปันสุข” ให้กับนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าเมี่ยน

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

สำหรับใช้ในการเดินทางมาโรงเรียน รวมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” เพื่อสนับสนุนการศึกษา และการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

การเดินทางเยี่ยมฐานปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาในครั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารบก ที่ต้องการมาให้กำลังใจและดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ติดตามนโยบายการปรับปรุงฐานปฏิบัติการ ส่งเสริมศักยภาพในภารกิจพิทักษ์ชายแดน และพัฒนาชุมชนชายแดนให้ยั่งยืน 

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกมีกำหนดการตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรม Open House หน่วยฝึกทหารใหม่ ณ กองพันทหารม้าที่ 12 กองพลทหารม้าที่ 1 จ.แพร่ ในวันที่ 14 กรกฎาคม นี้ เพื่อดูแลทหารกองประจำการตามนโยบายครอบครัวเดียวกันของกองทัพบกด้วย

บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา
บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา
บิ๊กบี้’ งดร่วม ‘โหวตนายกฯ’ เหตุ ติดภารกิจ ตรวจชายแดนไทย-เมียนมา

ทำไมขอปิดสวิตช์ จนหมดวาระ ‘หมอพรทิพย์’ เผยเหตุผล หลังงดออกเสียงโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553540

13 ก.ค. 2566

ทำไมขอปิดสวิตช์ จนหมดวาระ ‘หมอพรทิพย์’ เผยเหตุผล หลังงดออกเสียงโหวตนายกฯ

หมอพรทิพย์ โพสต์เหตุผล ทำไมงดออกเสียงโหวตนายกฯ ย้ำจุดยืนตัวเอง ขอปิดสวิตช์จนหมดวาระ ชี้สุดท้าย ก้าวไกล ก็ไม่มีคำอธิบาย ทำไมต้องแก้มาตรา 112

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้โพสต์อินสตาแกรม ระบุถึงกรณีการแก้ไข มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลว่า 

ที่สุดก็ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมต้องแก้มาตรา 112 แต่ยิ่งชัดเจนว่า ยืนยันจะแก้ไขแน่นอน ที่สำคัญพรรคต่าง ๆ ที่ทำข้อตกลงร่วมกันก็ยอมให้พรรคก้าวไกลเสนอแก้มาตรา112 ได้ 

การเมืองไทยเป็นเช่นนี้ หมอจึงได้คำตอบว่าปิดสวิตช์ตามหลักการเดิม และปิดตลอดไปจนกว่าจะหมดวาระ

          1. หลักการของประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งให้ได้พรรคการเมืองมาบริหารบ้านเมืองให้สังคมมีความยุติธรรมคำนึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การดำเนินการตามนโยบายของพรรคที่ได้เสียงสนับสนุนหรือเสียงข้างมากเป็นหลักแม้นโยบายจะทำลายชาติ

ทำไมขอปิดสวิตช์ จนหมดวาระ ‘หมอพรทิพย์’ เผยเหตุผล หลังงดออกเสียงโหวตนายกฯ

          2. การเลือกตั้งในครั้งนี้มีการกระทำที่ขัดหลักการประชาธิปไตยในประเด็นสำคัญคือ การห้ามผู้สมัครใช้อำนาจผ่านสื่อที่ตัวเองเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นเอาเปรียบพรรคอื่น ๆ เพียงแต่กฎหมายไทยไม่ได้แก้ไขให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป การชนะในครั้งนี้คือการใช้สื่อโซเชี่ยล ปลุกระดม ให้ข้อมูลเท็จบ้างจริงบ้าง และให้ใช้สื่อละเมิดผู้อื่นที่เรียกว่าด้อม บูลลี่ ตามด่า รวมทั้งการสร้างอวตารเข้าทำอันตรายในทุกช่องทางสื่อสารส่วนตัว เพราะตัวบทกฎหมายตามไม่ทัน จนกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งรุนแรงและแสดงถึงการไม่ยอมรับความเห็นต่าง

          3. รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่มนุษย์ร่วมกันตกลงเขียนขึ้นไม่ใช่หลักธรรมะ จึงอาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วแต่มนุษย์จะตกลง และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้มาตามครรลองประชาธิปไตยคือผ่านการลงประชามติ การทำหน้าที่ของส.ว. จึงเป็นไปตามบทบาทที่กำหนด

          4. ประเด็นสำคัญที่ ส.ว. ติดใจคือการขอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งจากการหาเสียงมีแนวทางที่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่มที่สนับสนุนสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งล้วนแสดงกิริยาให้ร้ายต่อสถาบัน มีการสนับสนุนให้หมิ่นประมาทตั้งแต่สถาบันพระมหาษัตริย์ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดา แปลกที่ว่าที่นายก ไม่ตอบ ไม่อธิบาย แต่ตอบว่าต้องรักษาคำพูด ทั้ง ๆชี้แจงว่าเขาเป็นผู้นำที่รู้จักรุกและถอย แต่เรื่องนี้ไม่ตอบไม่อธิบายรายละเอียดใด ๆ และไม่ยอมถอย

          5. สิ่งสำคัญที่สุดคือหน้าที่ของทุกคนรวมทั้ง ส.ว. คือหน้าที่รักษาชาติ หากอ้างประชาธิปไตย อ้างเสียงสนับสนุน14 ล้านเสียงว่าต้องรักษาประชาธิปไตย แต่ชาติจะล่มสลาย คงไม่สามารถปล่อยได้

ทำไมขอปิดสวิตช์ จนหมดวาระ ‘หมอพรทิพย์’ เผยเหตุผล หลังงดออกเสียงโหวตนายกฯ
ทำไมขอปิดสวิตช์ จนหมดวาระ ‘หมอพรทิพย์’ เผยเหตุผล หลังงดออกเสียงโหวตนายกฯ

เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ โดดประชุมร่วมรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553539

13 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ โดดประชุมร่วมรัฐสภา

เช็กชื่อ 43 สมาชิกวุฒิสภา ผู้ทรงเกียรติที่ไม่มาประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติ ‘โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี’ คนที่ 30 ครั้งแรก พบมี สว.คนดัง ผบ.เหล่าทัพ

วันที่ 13 ก.ค.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผลการลงมติ โหวตนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงในเวลา 17.50 น. สรุป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รับเสียงสนับสนุน 324 เสียง หรือเห็นชอบ รวม 324 เสียง 

ส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุน หรือ ไม่เห็นชอบ มีการออกเสียงรวม 182 เสียง และผู้ที่งดออกเสียง มีด้วยกัน 199 เสียง

ดังนั้น ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก วันพฤหัสที่ 13 ก.ค. 2566 นายพิธา ได้รับเสียงสนับสนุุนไม่ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ 376 เสียง กล่าวคือได้เสียงสนับสนุน 324 ยังห่างอยู่ 52 เสียง 

ทั้งนี้ ในวันนี้(13ก.ค.2566)  มีสว. รายงานตัวที่รัฐสภา รวม 216 คน บางส่วนติดราชการ ไม่สามารถมาร่วมประชุมรัฐสภาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ที่ไม่มาประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30  หรือโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก มีจำนวนทั้งสิ้น 43 คนจาก สว.ทั้งหมด 249 คน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนที่ 30  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนที่ 30

เช็กชื่อ 43 สว. หนี ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’

1.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา 

2.นายกิตติ วะสีนนท์ 

3.นายเจน นำชัยศรี 

4.นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ 

5.พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์

6.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 

7.พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย 

8.พล.อ.ดนัย มีชูเวท 

9.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 

10.พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

11.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 

12.พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ 

13.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน 

14.พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ 

15.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา

16.พล.อ.นพดล อินทปัญญา 

17.นายบุญมี สุระโคตร 

18.นางเบญจรัตน์ เนียมประดิษฐ์ 

19.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 

20.น.ส.ภัทรภร วรามิตร

21.นายภาณุ อุทัยรัตน์ 

22.พล.อ.ปฐมพงศ์ ประถมภัฎ 

23.นายพิทักษ์ ไชยเจริญ 

24.นายประมาณ สว่างญาติ 

25.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ

26.พล.ต.ต.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ 

27.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล 

28.พล.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ 

29.นายวิชัย ทิตตภักดี 

30.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์

31.พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ 

32.นายสม จาตุศรีพิทักษ์ 

33.นายสมชาย หาญหิรัญ 

34.นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร 

35.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง

36.นายสำราญ ครรชิต 

37.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 

38.นางสุนี จึงวิโรจน์ 

39.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 

40.นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์


41.พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรส 

42.นายอุดม วรัญญูรัฐ 

43.นายอุปกิต ปาจรียางกูร

ขอบคุณที่มาข้อมูล: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร

‘พิธา ‘ลั่น ‘ยอมรับไม่ยอมแพ้’ ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553538

13 ก.ค. 2566

'พิธา 'ลั่น 'ยอมรับไม่ยอมแพ้'  ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

หัวหน้าพรรคก้าวไกล และผู้ได้รับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รับสภาพหลังผลโหวตนายกรัฐมนตรี ออกมาในแบบที่ไม่เป็นใจ กร้าว “ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้” ลั่นสู้ต่อกับการโหวตรอบที่ 2 ขอบคุณไปถึง 13 เสียง สว. ที่ร่วมให้การสนับสนุน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล   หัวหน้าพรรคก้าวไกล  และผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา  ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่ให้ความเห็นชอบขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยระบุว่า   ” ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้” และจะหายุทธศาสตร์รวบรวมเสียงเพื่อลงมติเลือกครั้งต่อไปให้ครบ 376 เสียง

การโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับตน   เข้าใจกระแสกดดันที่สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ได้รับ แต่ก็ขอบคุณ สว.  13 เสียงเห็นชอบ  “ผมจะเตรียมใจ เตรียมสมอง และเตรียมแผนในการลงมติครั้งที่ 2  จากผลการลงมติ ก็ยังมีความเชื่อใจพรรคเพื่อไทย ทำงานด้วยร่วมกันด้วยความเชื่อใจ  การที่สว. ไม่ให้ความเห็นชอบ เพราะนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  พรรคก้าวไกล ก็จะไม่ลดกำแพง และจะยังคงดำเนินการนโยบายดังกล่าวต่อ เพราะพรรคก้าวไกล ได้สัญญากับประชาชนไว้ในการเลือกตั้ง ”   นายพิธา ระบุ 

'พิธา 'ลั่น 'ยอมรับไม่ยอมแพ้'  ประกาศสู้ต่อ โหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2

ตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวก สว.กลับบ้าน-บางส่วนขึ้นเรือหลังรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553536

13 ก.ค. 2566

ตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวก สว.กลับบ้าน-บางส่วนขึ้นเรือหลังรัฐสภา

บรรยากาศหลัง ‘พิธา’ ชวดนายกฯ พบตำรวจตรึงกำลังอำนวยความสะดวกจัดขบวนส่ง สว. พร้อมจัดเรือพาออกจากพื้นที่รัฐสภา

วันที่ 13 ก.ค. ที่รัฐสภาฯ ภายหลังจากการประชุมร่วมกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา ในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยผลปรากฎว่า มีผู้เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 ทำให้นายพิธาไม่ผ่านความเห็นชอบ

โดยมีรายงานว่า บรรยากาศสำนักงานวุฒิสภา พบว่ามีสมาชิกทยอยเดินทางกลับหลังออกเสียงลงคะแนนทันทีโดยมีตำรวจตรึงกำลังและมีรถมอเตอร์ไซค์ของเจ้าหน้าที่ขับนำรถขบวนรถของ สว.ออกไปเป็นรอบๆ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือโดยสารที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จัดสรรไว้อำนวยความสะดวกคอยรับส่ง สว.ออกจากพื้นที่รัฐสภาอีกด้วย

จ่อ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2 ลุ้น ‘พิธา’ นั่งนายกฯ หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553532

13 ก.ค. 2566

จ่อ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2 ลุ้น ‘พิธา’ นั่งนายกฯ หรือไม่

ที่ประชุมรัฐสภา สส.-สว.ร่วม ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ ครั้งแรก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ได้คะแนนไม่ถึง 375 เสียง เตรียมเสนอชื่อครั้งต่อไป 19 ก.ค.66

วันที่ 13 ก.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เข้าร่วมการประชุม ซึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธาน ซึ่งภายหลัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

ทั้งนี้ มี สส. และสว.อภิปรายกันอย่างกว้างขวางต่อเนื่องในเวลาที่กำหนดภาพรวมคือ 6 ชั่วโมง และกำหนดเวลาในการเริ่มลงมติตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป โดยเป็นการลงมติแบบขานชื่อตามตัวอักษร ซึ่งการลงมติครั้งนี้ต้องได้คะแนนเสียง 375 เสียงขึ้นไป นายพิธา จึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา 749 คน เนื่องจากมี สว. 1 คนลาออก ทำให้เหลือสว. 249 คน

จากนั้นในเวลา 15.51 น. วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้กล่าวปิดการอภิปราย แล้วจึงเข้าสู่การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนแบบเปิดเผย คือการขานชื่อสมาชิกรัฐสภาตามตัวอักษร โดยให้โหวตว่า “เห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง” ขอให้ออกเสียงลงคะแนนในลักษณะนี้ ไม่ควรมีการพูดอะไรเพิ่มเติม ส่วนกรณีเมื่อขานชื่อแล้วไม่อยู่ในที่ประชุม จะให้โหวตต่อท้ายจากการขานชื่อครบทั้งหมดแล้ว

ต่อมาเวลา 15.58 น. ประธานรัฐสภา กดออดแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม โดยที่ประชุมรัฐสภาเริ่มขานชื่อลงมติก่อนกำหนดในเวลา 16.05 น.

เมื่อผ่านเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ผลการลงมติปรากฏว่า นายพิธา ได้เสียงเห็นด้วย ไม่ถึง 375 เสียง โดยคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเวลา 18.19 น. อยู่ที่ 324 เสียง ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามีเสียงสว.หนุน 13 เสียง เท่านั้น ทำให้ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ นายพิธา อีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ ‘สว.’ โหวตเห็นชอบ ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553530

13 ก.ค. 2566

เช็กชื่อ 'สว.' โหวตเห็นชอบ 'พิธา' เป็นนายกรัฐมนตรี

รวมรายชื่อ ‘สว.’ ชุดพิเศษ ที่ลงมติเห็นชอบ ให้ ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภา ‘โหวตนายกฯ’ วันที่ 13 ก.ค. 2566

วันนี้(13 ก.ค. 2566) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญที่สำคัญคือการพิจารณาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272

การประชุมสภาวันนี้เพื่อ “โหวตนายกฯ” คนที่ 30 ของประเทศไทย โดยในที่ประชุมภาในช่วงเช้า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อ “พิธา” หรือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 เป็นนายกรัฐมนนตรีคนที่ 30 แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งหลังจบการ “โหวตนายกฯ” มี “สว.” โหวตเห็นชอบให้ “พิธา” เพียง 13 คน เท่านั้น

รวมรายชื่อ “ส.ว.” ชุดพิเศษ ที่ “โหวตนายกฯ” ลงมติเห็นชอบ ให้ “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภา 13 คน

1. นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์
2. จรุงวิทย์ ภุมมา
3. เฉลา พวงมาลัย
4. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
5. ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง
6. ประภาศรี สุฉันทบุตร (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
7. พิศาล มาณวพัฒน์ (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
8. พีระศักดิ์ พอจิต (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
9. มณเฑียร บุญตัน (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
10. วันชัย สอนศิริ (ประกาศไว้ล่วงหน้า)
11. วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ (ประกาศไว้ล่วงหน้า) 
12.  สุรเดช จิรัฐิติเจริญ
13. อำพล จินดาวัฒนะ

ล่าสุดหลังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อ “โหวตนายกฯ” คนที่ 30 ของประเทศไทย “พิธา” หรือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย เนื่องจากได้รับคะแนนโหวต 324 เสียง ซึ่งมี “สว.” เห็นชอบเพียง 13 คน ทำให้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง(375) ต้องรอลุ้นวันที่ 19 ก.ค. 2566 อีกครั้ง ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป 

‘พิธา’ ร่ายยาว ถึง สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553529

13 ก.ค. 2566

'พิธา' ร่ายยาว ถึง สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ

‘พิธา’ โพสต์ร่ายยาว ถึง 750 สมาชิกรัฐสภา- 250 สว. เชื่อใจผม ฉายภาพ 4 ปี อนาคตประเทศ จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นประเด็นการเมือง

นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การประชุมรัฐสภา พิจารณา “โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30” จับตา พิธา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  พรรคก้าวไกล จะพา 7 พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่าด่าน สว.ได้หรือไม่ ซึ่งภายหลัง “ผลโหวตนายก” เป็นที่ชัดเจนว่า “พิธา” น่าจะวืดเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” เสียงหนุนได้เพียง 323 – สว.ให้ 13 คะแนน

ล่าสุด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุว่า วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สว.หลายท่านที่นี่ แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายของเราหลายประการ ชื่นชอบในแนวทางการทำงานของเราไม่น้อย และเห็นว่าประเทศไทยที่พวกเราอยากจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เป็นประเทศไทยแบบเดียวกับที่ท่านอยากเห็น ไม่มากก็น้อย

แต่ท่านก็ยังมีความคลางแคลงใจในตัวผม คลางแคลงใจในคุณสมบัติ จุดยืนทางการเมือง หรือนโยบายบางประการของเรา ความคลางแคลงใจนี้ มากพอที่จะทำให้ท่านไม่สามารถยกมือโหวตให้ผมได้ แม้จะได้ยินเสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าเขาต้องการรัฐบาลแบบไหน และนายกรัฐมนตรีคนไหน

ผมจะขอใช้พื้นที่นี้ อธิบายในทุกข้อกังวลสงสัยที่ท่านมีต่อผม เพื่อให้ท่านเชื่อใจผม วางใจว่า อนาคตของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นภายใต้การบริหารของผม

ผมจะฉายภาพให้ทุกท่านได้เห็นว่า ถ้าหากผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งตามกลไกประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ประเทศไทยในระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะมีทิศทางการพัฒนาไปทางใด และชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก และความสัมพันธ์ภายในสังคมไทยเราเองจะวิวัฒน์ไปเช่นใด

จุดร่วม

ท่ามกลางกระแสที่ถูกปลุกปั่นให้เห็นแต่ความแตกต่าง เรื่องสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยมองข้ามไปคือ สังคมไทยในความใฝ่ฝันของท่านกับพวกเรานั้น อันที่จริงแล้วมีความสอดคล้องต้องกันอยู่ไม่น้อย

  • การสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน, การปฏิรูปราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการมองเห็นความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ ที่ว่ามาทั้ง 5 เรื่องนี้ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองที่เราเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องแก้ไขจัดการอย่างจริงจัง

ผมเชื่อว่า ทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน” การเมืองที่อาศัยกับอิทธิพลและเครือข่ายอุปถัมภ์เป็นต้นตอของการทุจริตฉ้อฉล การจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน ท่านก็ต่อสู้เพื่อสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน ไม่ต่างจากผม

  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การปฏิรูปราชการ” ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมายาวนานหลายทศวรรษ แต่กลับส่งผลแย่ลงทุกที การเลื่อนขั้นได้ดีของข้าราชการกลับขึ้นกับการรับใช้นาย ตำแหน่งราชการกลายเป็นเครื่องมือในการหาเงินหาส่วย ท่านก็ต่อสู้เพื่อปฏิรูปราชการให้เป็นราชการเพื่อประชาชน ให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการส่งมอบบริการสาธารณะ ไม่ต่างจากผม
  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ ปรารถนาอยากเห็น “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพราะถึงแม้เราจะเริ่มต้นกระบวนการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่อำนาจหน้าที่ งบประมาณ ตลอดจนความสามารถในการดูแลประชาชนในจังหวัดต่างๆ ก็ยังคงเป็นอย่างจำกัด ท่านก็ต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพ อยากให้คนไทยทั่วประเทศมีถนนหนทาง น้ำประปา และการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนตำบลใด ไม่ต่างจากผม
  • ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ มองเห็น “ความเหลื่อมล้ำและการผูกขาด” เป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะทำให้ต้นทุนการใช้ชีวิตของคนไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยากตั้งตัวทำธุรกิจก็ไม่มีหนทางจะเติบโตเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ท่านก็ต่อสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต่อสู้เพื่อเศรษฐกิจที่แข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ต่างจากผม

นี่เป็น “ประตูแห่งโอกาส” อันยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อน เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ที่เราจะสามารถร่วมกันสร้างการเมืองโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน, การปฏิรูปราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางเศรษฐกิจร่วมกัน เป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนจาก สส. และ สว. จะร่วมกันสร้างสังคมไทยที่เราใฝ่ฝัน

จุดต่าง

แน่นอนว่ามีประเด็นที่เรายังเห็นแตกต่างกันอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นด้านหนึ่งจากการที่ไม่มีโอกาสได้สื่อสารทำความเข้าใจกัน ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงทำความเข้าใจใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ความเร็วในการเปลี่ยนแปลง, การต่างประเทศ, และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน

  • เรื่องแรก ความเร็วการเปลี่ยนแปลง มีสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ที่ผมและทีมงานมีโอกาสพูดคุย และพบว่าเราเห็นตรงกันหมดเลย เรื่องการปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ กระจายอำนาจ แต่แสดงความกังวลว่า รัฐบาลของพิธาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นเร็วเกินไป

พูดอีกอย่างก็คือ เห็นด้วยกับแนวทาง แต่กังวลเรื่องความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องขออธิบายว่า เราเพียงแต่กำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า แต่ละเรื่องต้องมุ่งหน้าไปด้านไหน จากนั้นเราก็ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามกระบวนการทางรัฐสภา ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมาย…

  • เรื่องที่สอง ในด้านการต่างประเทศ รัฐบาลของผมต้องการรักษาสมดุลบทบาทของไทยในกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่เข้มข้น ซึ่งเราจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องยืนยันแนวทาง Rule-based Diplomacy ซึ่งหมายถึง การดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักการสากล ไม่โอนอ่อนไหวตามกระแสหรือไปตามประเทศมหาอำนาจโดยไม่สนหลักการพื้นฐาน

– Revive เราต้องฟื้นฟูความเป็นผู้นำของไทยในอาเซียน บนพื้นฐานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ที่ผ่านมาเรานิ่งเฉยหรือ passive เกินไป จนทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนปัญหายาเสพติด ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมจนทวีความรุนแรงขึ้น

– Rebalance คือ การปรับและรักษาสมดุล แม้จะไม่ใช่ประเทศยักษ์ใหญ่ แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่ไร้เกียรติภูมิ เราเป็นประเทศที่มีอำนาจปานกลาง ไม่ใช่การโอนอ่อนลู่ลม แต่การยึดในหลักการเพื่อตัดสินใจบนจุดยืนที่มั่นคงต่างหาก ที่จะทำให้เราเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้

ด้วยหลักการนี้ การจะยอมให้ใครมาตั้งฐานทัพบนแผ่นดินไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

  • เรื่องที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ผมอยากชวนทุกท่านมองเรื่องนี้ในมุมมองประวัติศาสตร์ให้ยาวไกลขึ้น (Think backward and think forward)

หากเรานับปี 2549 เป็นหมุดหมายสำคัญ ในฐานะจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้น เพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตน และไม่มีเครดิตทางสังคม ล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ

ในปัจจุบัน เมื่อกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม กำลังจะเสียผลประโยชน์ ก็จงใจดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอีกครั้ง จับมาวางเป็นคู่ตรงข้ามกับการลงคะแนนเสียงของประชาชนในวันที่ 14 พ.ค. ผมอยากชวนวิญญูชนคนที่มีสติ ไตร่ตรองให้ดีว่าการกระทำเช่นนี้มีราคาและต้นทุนอย่างไรกับสังคม

ผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีใครชูคำขวัญ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมืองให้คนเกลียดชังกัน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง แล้วหากุศโลบายที่ดีเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชอำนาจและพระราชสถานะให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้สถาบันจึงจะดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย

ปิดท้าย “ฉันทามติใหม่ของสังคมไทย”

  • • เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้าย ผมเชื่อว่า สังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด เป็นจุดลงตัวที่เรายอมรับร่วมกันได้ แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมทั้งความคิดทางการเมือง
  • นี่คือก้าวที่สำคัญของสังคมไทยในการร่วมกันสร้าง “ฉันทามติใหม่” ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิดเหมือนกันทั้งหมด นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรากำลังจะสร้างร่วมกันคือ การยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของสังคม เราควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การจัดการที่ดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปรับปรุง ม.112 หรืออื่นๆ มาหาข้อยุติร่วมกัน โดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกทางประชาธิปไตยต่างๆ แทนที่จะไปปะทะกันบนท้องถนน มิใช่หรือ
  • เราต้องบริหารจัดการความเห็นต่างไม่ให้กลายมาเป็นความขัดแย้ง ด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้เรามีระบบนิติรัฐ มีระบบกฎหมายที่ดี มีกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นเป้าหมายหลักของรัฐ ความมั่นคงของชาติคือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ

สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำต่อไปนี้ ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตย ในฐานะกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมกันของสังคม

นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกให้โอกาสกับอนาคตประเทศไทย ให้ประเทศได้เดินทางต่อตามฉันทามติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้ว นี่คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา ที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ

ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผม ขวางกั้นประเทศไทย ไม่ให้เดินหน้าต่อตามเสียงและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน “มาร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกัน”

ด่วนที่สุด โหวตนายกรัฐมนตรี ‘พิธา’ วืด เสียงหนุนได้เพียง 324 – สว.ให้ 13 คะแนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553518

13 ก.ค. 2566

ด่วนที่สุด  โหวตนายกรัฐมนตรี  'พิธา'  วืด  เสียงหนุนได้เพียง  324  -  สว.ให้ 13  คะแนน

โรดแมป 376 เสียง ขึ้นเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 30 ผลการลงมติ โหวตนายกรัฐมนตรี ให้กับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงเอยเสียงสนับสนุนที่ได้รับมีไม่มากพอ ที่จะส่งให้ “พิธา” ขึ้นนายกรัฐมนตรี ตัวแทนไทยสร้างไทย แนะ “ก้าวไกล” และ “เพื่อไทย” คุยกันจะไปกันแบบไหนต่อ

ที่รัฐสภา  การประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272   มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม   โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 เป็นนายกรัฐมนนตรีคนที่ 30 แต่เพียงผู้เดียว  โดยผลการลงคะแนน  จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง  รวม 749  คน แบ่งเป็น สส. 500  คน และ สว. 249   คน     (มีสว.ลาออก 1 คน) 

ผลการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี   ซึ่งสิ้นสุดลงในเวลา  17.50   น.  สรุป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับเสียงสนับสนุน   324 เสียง  หรือเห็นชอบ รวม 324   เสียง    ส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุนหรือไม่เห็นชอบ มีการออกเสียงรวม 182    เสียง  ด้านสัดส่วนของผู้ที่งดออกเสียง มีด้วยกัน 199   เสียง  ดังนั้นเท่ากับว่า   ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก  วันพฤหัสที่ 13  ก.ค. นายพิธา  ได้รับเสียงสนับสนุุนไม่ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ  376  เสียง  กล่าวคือได้เสียงสนับสนุน  324  ยังห่างอยู่   52       เสียง อนึ่งในวันนี้ มีสว. รายงานตัวที่รัฐสภา รวม 216  คน บางส่วนติดราชการ 

น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย   ( พรรคร่วมรัฐบาล ) กล่าวว่า  การที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี  ด้วยคะแนนเสียง 376   เสียง ตามที่คาดการณ์ไว้  หรือไม่ผ่านการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี  พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ต้องกลับไปหารือว่าจะเปลี่ยนตัวหรือไม่  ในฐานะพรรคไทยสร้างไทย มีจุดยืนชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย  ต้องตกลงกันว่า จะเสนอชื่อใคร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า  เขา กล่าว  

โครงสร้างการลงเสียง 

.

สว. 

เห็นด้วย     13                         ไม่เห็นด้วย        34             งดออกเสียง 159

.

สส.

เห็นด้วย   311                            ไม่เห็นด้วย       148              งดออกเสียง 40

.

รวม

เห็นด้วย       324                        ไม่เห็นด้วย       182             งดออกเสียง 199