‘พิธา’ แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลัง โหวตนายกฯ แจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553526

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลัง โหวตนายกฯ แจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

‘พิธา’ แสดงวิสัยทัศน์ครั้งสุดท้ายหลังอภิปราย โหวตนายกฯ ฝากถึงสว. เรามีสิ่งที่ต้องการพัฒนาประเทศไทยเหมือนกัน พร้อมแจงยิบทุกข้อสงสัยในสภา

นาย “พิธา” ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวสรุปการอภิปราย และแสดงวิศัยทัศน์ ครั้งสุดท้ายในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย  โดยในการแสดงวิสัยท์ครั้งนี้ เราต้องชี้ให้เห็นก่อนว่ามีความแตกต่างจากการแสดงนโยบายอย่างไร และจะต้องรู้ว่าใครคือเป้าหมายในครั้งนี้  เราจะต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศไทย และจะทำอย่างไรเพื่อให้เป้าหมายที่แท้จริง เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ประชาชนได้เห็นตนแสดงวิสัยทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนโยบายปากท้องดี เศรษฐกิจดี และความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทย หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง  

ที่ผ่านมาตนเคยมีการพุดคุยกับสมาชิก รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาหลายครั้ง โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคเกษตรกรด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มมผลผลิตทางการเกษตร  รวมไปถึงเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย เช่นการเสนอ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซ้อมทรมานที่มีการผลักดันเข้าสภาทั้ง 2 วาระ ซึ่งการเสนอกฎหมายดังกล่าวนับว่าเป็นความร่วมมือของ พรรคก้าวไกล และสมาชิกรัฐสภา

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 
 

อย่างไรก็ตามในช่วงการทำหน้าที่เป็น สส. ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มี สว. ลุกขึ้นมาอภิปราย และปิดสวิตช์ตัวเองไปกว่า 63 คน แต่ตอนนี้ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้แล้ว การปิดสวิตช์และไม่โหวตครั้งนี้นำว่าเป็นการเลือกให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าไปต่อไปได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาตนเคยขึ้นเวที รัฐสภาไทยในเวที IPU ระหว่างไทย-นิวซีแลนด์  ที่มีการพูดคุยถึงการศึกษา สิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ การบริหารจัดการน้ำ ตนเชื่อว่า พรรคก้าวไกล และ สว. มีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศที่เหมือนกัน การโหวตรัฐบาลครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูแห่งโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ที่ สว. ต้องการที่จะดำเนินการให้สำเร็จ 

นอกจากนี้นาย “พิธา” ยังได้อธิบายถึงการแก้ไขกฎหมายม.112 การผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นการธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตย์ให้อยู่กับสังคมไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งนำเรื่องสถาบันมาโจมตีทางการเมือง หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2549  นับว่าเป็นปีที่เป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งกฎหมายม.112 ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องงมือทางการเมืองของคนที่ไม่มีอำนาจโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน กลุ่มธุรกิจ ที่มีการนำเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง กระทบมาจนถึงคนรุ่นใหม่ที่จะต้องแบกรับภาระ ที่ผ่านมาเราเห็นมาโดยตลอดว่ามีการสกัดไม่ให้ตน เพราะกลุ่มนั้นกำลังจะสูญเสียผลประโยชน์ด้านการสัมปทาน ธุรกิจของกลุ่มทุน การแก้ไขกฎหมายม.112 เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใดแอบอ้างสถาบันได้อีก เพราะความขัดแย้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดจากการดึงเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง   

ลุ้นผลโหวตนายกฯ ‘พิธา’ ระทึกสุดขีด! โหวตขานชื่อ สส.-สว. 750 คนเปิดเผย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553521

13 ก.ค. 2566

ลุ้นผลโหวตนายกฯ 'พิธา' ระทึกสุดขีด! โหวตขานชื่อ สส.-สว. 750 คนเปิดเผย

‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ เริ่มเมื่อ 15.51 ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ลุ้นระทึกสุดขีด เริ่มโหวตแล้ว ส.ส.-ส.ว. 750 คน ขานชื่อทีละคนอย่างเปิดเผย ติดตามรายละเอียดที่นี่

ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญที่สำคัญคือการพิจารณาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272

โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับมีผู้รับรองชื่อถูกต้อง ก่อนเปิดอภิปรายนั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ ที่ประชุมรัฐสภาได้เปิดให้ สส.-สว. อภิปรายคุณสมบัติบุคคล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ครบแล้วนั้น 

เมื่อเวลา 15.51 น. นายมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เปิดให้สมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย สส.และสว.ลุกขึ้นขานชื่อลงมติแบบเปิดเผย เป็นรายบุคคล 750 คน

ขณะที่นายพิธา นั่งลุ้นโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในห้องประชุมรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.8 พรรคร่วมรัฐบาลส่วนมากโหวต’เห็นชอบ’ เลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนสว.และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ส่วนมาก งดออกเสียง และไม่เห็นชอบ คาดว่าจะรู้ผลเร็วๆ นี้

คลิกที่นี่เพื่อ ลุ้นผลโหวตนายกรัฐมนตรี  

ทั้งนี้หลังการโหวตนายกฯ สิ้นสุดลง ผลปรากฏว่า เห็นชอบหนุน ‘พิธา เจริญรัตน์’ เป็นนายกคนที่30 ด้วยคะแนน 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 คน ทำให้ ‘พิธา’ โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่ผ่าน เนื่องจากต้องได้รับเสียงสนับสนุน 376 เสียง

‘พิธา’ แจงหลังถูดพาดพิงซัดกลับ ชาดา เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนเห็นตายในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553514

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แจงหลังถูดพาดพิงซัดกลับ ชาดา เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนเห็นตายในสภา

คำต่อคำ ‘พิธา’ แจงหลังถูก สส. สว. พาดพิง ซัดกลับ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ‘เป็นผมผมไม่พูดเรื่องยิงคนตายในสภา’ พร้อมบอกเยาวชนนสมัยนี้รับข่าวสารมาโฆษณาชวนเชื่อทำอะไรไม่ได้ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการคงใช้ได้ผลไปแล้ว

เป็นการโหวตนายกรัฐมนตรีที่ดุเดือดตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. ) จากแต่ละพรรคมีการอภิปราย ก่อนที่จะเริ่มโหวนนากยกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยนายชาดา ไทยเศรษฐ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้อภิปราย คนแรก  

โดยหลักๆ ประเด็นที่อภิปราย “พิธา” ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายม.112  เป็นหลัก สส. และ สว. หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวค่อนข้างมาก อย่างรไรก็ตามในระหว่างที่มีการอภิปรายนั้น ประธานสภาได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกพาดพิงได้ชี้แจง

ใช้สิทธิ์พาดพิงในรอบแรก เกี่ยวกับกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายถึงการแก้ไขกฎหมาย 112 รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายให้สามารถยิงคนที่ว่าร้ายเบื้องสูงได้ รวมไปถึงการลงนามในสนธิสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC)

โดยนาย “พิธา” ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ระบุว่า ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทั้ง 2 ท่านทั้ง ท่านชาดา ไทยเศรษฐ สส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และท่านประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้มีการอภิปรายและสอบถามหลายๆ เรื่องถึงคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นที่ท่านชาดา ติติงบุคลิกภาพของผม ติติงภาวะการเป็นผู้นำของผม ซึ่งกำลังพัฒนาอยู่เช่นกัน กำลังพัฒนาและฝึกที่จะเป็นคนฟังมากกว่าพูดฟังท่านชาดาเสร็จ ก็พยายามที่จะฟังท่านประพันธุ์ต่อ ในขณะเดียวกันผมก็พยายามพัฒนาบุคลิกภาพของผมให้เป็นคนรักษาคำพูด เหมือนกับสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยเป๊ะเลยครับว่า “พูดแล้วทำ”  เพราะฉะนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนยังไงก็คงต้องทำตามอย่างนั้น  ผมยังพยายามพัฒนาความเป็นผู้นำของผมครับว่าถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ท่านชาดาพูดมา แต่ผมเห็นว่าท่านมีเสรีภาพในการที่จะพูด  

และนี่คือหน้าที่ของ รัฐสภา ที่ท่านชาดาก็มีหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ความคิดอีกแบบ ผมก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง ประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้ รัฐสภา ในการแก้กฎหมายนิติบัญญัติ และเป็นข้อขัดแย้งตลอดมาของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นตั้งแต่ที่แล้ว เรื่องที่ท่านชาดาได้พูดถึงการลดโทษก็ดี มีการคุ้มครองก็ดี ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีในการแก้ไขกฎหมายใดๆ  เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดี  และสุดท้ายผู้นำที่ดีของประเทศนี้ต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังกับข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ นี่คือ 4 คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมี 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

เรื่องที่เห็นด้วยกับคุณชาดา คือ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง 8 พรรค เพราะ MOU ของ 8 พรรค คือ ความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรคในการเข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในการบริหารประเทศ ในการที่จะแก้ไจกฎหมายอยู่ที่นิติบัญญัติ และอยู่ในรัฐสภา ผมยื่นแก้ไขกฎหมายก็ไม่ได้มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งก็ได้ คนที่อายุมากกว่าผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อายุเท่ากับผมก็อาจจะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ผมก็อาจจะมีวามคิดอีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของรัฐสภา ในการแก้ไขข้อขัดแย้งแทนประชาชน ผู้แทนราษฎรก็คือผู้แทนประชาชน มีความคิดแตกต่างและถ้าเราพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่มีคำหยาบคาย ให้เหตุใช้ผลนี่คือทางออกของประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับคุณชาดา 

แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณชาดา คือ และอาจจะเป็นข้อที่ยังคาแครงใจอยู่คือเรื่อง ICC ตามหลักของ ICC คือ มีหน้าที่ในการสืบสวนอาชญากรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข้อที่ กังวลคือข้อที่ 27 แต่ประเทศทั่วโลกที่มีระบบการปกครองแบบประเทศไทย คือการมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นพระประมุข มี 123 ญี่ปุ่น อังกฤษ กัมพูชา สวีเดน เดนมาร์ก มีการเซ็นสัญญากันหมด ถ้าเราเข้าใจว่าพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง และท่านทรงอำนาจผ่าน ครม. อยู่แล้วไม่ได้เป็นประเด็นที่ท่านกล่าวหา และกังวล เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเข้า ICC คือการมีคนมาพูดบอกว่าใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตย์เอาปืนไปยิงมันเลย  ผมไม่แน่ใจว่าคนที่สูญเสียไปโดยที่ยังไม่่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพที่ราชประสงค์ เป็นต้น  และย้อนหลังไปถึง 6 ตุลาคม และ 14 ตุลาคม ที่ยังไม่รู้วัฒนธรรมรับผิดรับชอบ กับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาจะรู้สึกยังไงเมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และขอใส้สิทธิพาดพิงในการชี้แจง 

ในส่วนของท่านประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ผมขอใช้สิทธิ์แทนสมาชิกรัฐสภาที่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรีจำนวน 700 กว่าคนผมยังมีคุณสมบัติครบทุกประการ  และด้วยความชอบธรรม แม้ว่าจะเป็นกระบวนการที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นแต่มติผ่านสื่อมวลชน ผมยังไม่รู้เลยว่าสงสัยในประเด็นไหน แล้วสมมติฐษนที่ไว้ว่าบริสุทธิไว้ก่อน เข้าใจว่าเพื่อนที่เป็นทนายเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะฉะนั้นมันจะมีศาลเตี้ยในสภาแห่งนี้ไม่ได้ ผมยังไม่มีโอกาสในการชี้แจ้งแม้แต่ครั้งเดียว  และครั้งที่แล้วเมื่อปี 2562 มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระทบการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ เพราะเท่าที่ผมจำได้ท่านเคยบอกว่ารัฐบาลที่มีเสียงข้างมากที่รวมเสียงได้มาก ที่รวมเสียงได้มากที่สุด 249 เสียงไม่มีแตกแถว ก็เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่หรอครับ ไม่ต้องกังวล ม 6. ขึ้น มหาวิทยาลัย ผมรัดกุมมาตลอดทุกครั้งตั้งแต่ สส. ครั้งแรก และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบทั้งของ กกต และ ปปช. 

ใช้สิทธิพาดพิงรอบที่ 2 เป็นการภูกอภิปรายในเรื่องการแก้ปัญหายากเสพติด การแบ่งแยกดินแดน และการนำพาประเทศไทยไปสู่เวทีโลก  

โดยนาย “พิธา” ระบุว่า  ขอแสดงความเห็นด้วยกับประธานสภา (ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานสภา)  ว่าวาระการประชุมวันนี้คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายใดๆ หลายเรื่องที่เป็นข้อคางแครงใจ สงสัยเกี่ยวกับตัวกระผมโดยเฉพาะ ผมไม่ขอขอลงรายะเอียดเพิ่มเติม แต่ตามข้อสันนิษฐานถ้า กม.ใดๆ เข้าสู่สภาเราทุกคนทั้ง 700 กว่าเสียง รวมตัวผมด้วยสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ สามารถพูดคุบเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ  มีข้อบังคับ และมีความโปร่งใส เพราะมีสื่อมวลชนถ่ายทอดสดอยู่ อันนี้เป็นเรื่องที่ตรงกับสมมติฐานที่เคยคิดไว้แต่ยังไม่ได้มีการชี้แจง  แต่ยังมีสิ่งที่พาดพิงและสร้างความเสียหายให้แก่พรรคก้าวไกล จะมอบให้คนที่เกี่ยวข้องคนที่เสนอกฎหมายเกี่ยวข้องต่อไป การต่างประเทศ แบ่งแยกดินแดง แก้ปัญหายาเสพติด  

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ สิ่งที่ต้องรีบเลือกนายกฯ มีการประชุมสหประชาชน ต้องการเป็นผู้นำตัวแทนต่างประชาชน ที่จะไปบอกว่าประเทศไทย ว่าพร้อมแล้ว แต่น่าเสียใจที่มีการพูดเรื่องการยิงคนตายของทหาร 2 ประเทศไทย การอภิปายควรจะระวังเรื่องการพาดพิงไปถึง 2 ประเทศ ประเทศแรกเป็นประเทศที่มีขอบเขตติดต่อกับประเทศไทยยาวกว่า 2,700 กิโลเมตร  ประเทศที่ 2 เป็นประเทศที่มีความสัมพันธุ์แบบยาวนานกับประเทศไทย อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นผมคงระมัดระวังมากกว่านี้ มีแรงงงานใประเทศไทย 2 ล้าานกว่าคน ทั้งในร้านอาหาร ภาคการประมง เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะหาจุดสมดุลและเข้าใจบริบทโลก เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลก กระทบราคาปุ๋ยที่อยู่ในไร่นาของเกษตรกรในจ.สกลนคร และ จ.สุพรรณบุรี  หากมีปัญหาเกิดขึ้น สงครามประทุมากขึ้น ราคาพืชผลทาการเกษตร ราคาสินค้าอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง จะเป็นอย่างไร เราจะต้องมีสมดุล เราจะต้องมีบาลานซ์ และเราจะต้องรู้  รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะต้องเน้น รู้ว่าเราจะเงียบเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าเงียบในทุกเรื่องและทำให้เราไม่มีน้ำหนักในเวทีการเมืองเลย ขอมั่นใจว่าการแถลงนโยบายต่อการประชุมสหประชาชาติผมจะบอกว่า Thailand is Back Thailand means business ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของคนในชาตินี้ และผลประโยชน์ของประเทศชาติ 

ประเด็นแบ่งแยกดินแดน  ที่ผ่านมา 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำความยากจน มาตลอด เรื่องชายแดนที่มีการอภิปราย รัฐไทยภายใต้การนำของพิธา ประเทศจะเป็นรัฐเดี่ยวผมจะทำทุกวิธีทางทางการทูตเป็นรัฐไทยที่ก้าวหน้าลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ลดความมั่นคั่งทางทหาร ลดความเหลือมบ้ำด้านระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก ผมจะใช้สภาแห่งนี้พูดคุย เพื่อปกป้องการแบ่งแยกดินแดนให้ได้มากที่สุด  การทำงานในรัฐสภาเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ 

ประเด็นยาเสพติด-น้ำมันเถื่อน พรรคก้าวไกลในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการปฏิรูปตำรวจ เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องของพรรคร่วม 8 พรรคใส่ใจอย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ตามในช่วงอภิปรายรอบแรกนาย “พิธา” ได้มีการกล่าวถึง “ศาลเตี้ย” ส่งผลให้เกิดการประท้วงของสมาชิกรัฐสภาส่งผลให้นายพิธาถอนคำพูด โดยระบุว่า ‘ขอถอนคำพูดที่พูดว่าศาลเตี้ย ผมเป็นผู้นำที่รุกได้ถอยเป็น’  นอกจากนี้นาย “พิธา” ยังได้ใช้สิทธิในการพาดพิงครั้งที่ 3 ซึ่งมีผู้อภิปรายว่า ระหว่างที่นาย “พิธา” ลงพื้นที่หาเสียง มีประชาชนมากราบเท้า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมผมพยายามที่จะกราบเท้าคืนผมคิดว่าเป็นคนเท่ากันไม่มีความจำเป็นที่จะทำแบบนี้  แต่ได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนบานศาลกล่าวให้ผมได้เป็นนายกฯ ผมได้อธิบายว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ใครมาทำแบบนี้ ก็เห็นด้วยว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ใครมากราบเท้าใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา

ยุยงสนับสนุนเด็ก เป็นประเด็นที่มีความเห็นต่างกัน ประสบการณ์ที่ต่างกัน วุฒิภาวะต่างกัน เยาวชนสมัยนี้ยุยงไม่ได้เพราะสามารถเข้าถึง้ข้อมูลได้ หากสามารถยุยงด้วยชุดข้อมูลการโฆษราชวนเชื่อ ผมเชื่อว่าค่านิยม 12 ประการก็คงทำได้แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ 

‘พิธา’ ถอนคำพูด ‘มีศาลเตี้ยในสภา’ หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553508

13 ก.ค. 2566

‘พิธา’ ถอนคำพูด ‘มีศาลเตี้ยในสภา’ หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง

‘พิธา’ ถอนคำพูดศาลเตี้ยในสภา หลัง ‘พรเพชร’ สั่งถอดเทปท้วง พร้อมแจง สว. ไม่เห็นด้วยประชาชนกราบเท้า ยันไม่มียุยงปลุกปั่นเด็กเยาวชน ย้ำสส.ก้าวไกล มีหน้าที่ ประกันตัวผู้ถูกดำเนินคดี เพราะต้องสันนิษฐาน ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน ถ้าไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ที่ประชุมรัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวขอให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ถอนคำพูดว่ามีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ พร้อมชี้แจงว่าตนไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เป็นกลาง พร้อมเปิดโอกาสให้นายพิธาชี้แจง

โดยนายพิธา ชี้แจงต่อข้อวินิจฉัยของประธานตรงกับที่ท่านพูดว่าจะมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ก็น่าจะเห็นตรงกันว่ากระบวนการที่จะวินิจฉัยทั้งๆที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดมันเกิดขึ้นไม่ได้ ตนก็ไม่ได้มองว่าจะมีประเด็นอะไรที่มาประท้วงได้ แต่ตน เป็นผู้นำที่ลุกได้ ถอยเป็น ก็พร้อมที่จะถอน เพื่อประหยัดเวลา และให้รัฐสภาเดินหน้าต่อได้

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาพาดพิงว่าเวลาตนลงพื้นที่มีประชาชนมากราบเท้า คิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนก็เห็นด้วยว่าไม่เหมาะสม และพยายามที่จะกราบเท้าประชาชนกลับ เพราะตนคิดว่าคนเท่ากัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ และได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนบานศาลกล่าว ให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนการกล่าวหาว่าตนยุยงเด็กสนับสนุนเด็กนั้น ประเด็นนี้มีความสำคัญที่มองเห็นต่างกันของ สมาชิกรัฐสภาอาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ต่างกัน วัยวุฒิ และอายุที่ต่างกัน เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนี้ยุยงปลุกปั่นไม่ได้หรอก เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เขาเข้าถึงข้อมูลได้เยอะกว่าคนยุคเรา ถ้าสมมุติมันยุยงปลุกปั่นได้ด้วยข้อมูลและการชักจูง การโฆษณาชวนเชื่อ ผมคิดว่าค่านิยม 12 ประการที่เคยมีมาก็คงจะทำให้เขารู้สึกแบบนั้น แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจและคิดถึงตัวเองตอนอายุเท่านั้นว่าวิธีคิดการเข้าถึงข้อมูลต่างกับยุคเราอย่างไร

การที่บอกว่าเราสนับสนุนและนำตำแหน่ง สส.ไปประกันตัว ตนชี้แจงว่า สิทธิในการประกันตัว สิทธิในการเข้าถึงทนาย เป็นส่วนสำคัญในระบบยุติธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นชาติพันธ์ุ ที่โดนคดีทวงคืนผืนป่า หรืออะไรก็แล้วแต่ สส.พรรคก้าวไกลก็มีหน้าที่ ทำให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการเข้าถึงทนาย และสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อนถ้ายังไม่มีคำพิพากษาจนถึงที่สุด

กกต แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย ‘พิธา’ ทำใต้อำนาจ – ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553506

13 ก.ค. 2566

กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

กกต. ออกเอกสารเคลียร์ทีละปม กรณี “พิธา” แจงการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย กระทำภายใต้มาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. เป็นผู้ใช้อำนาจ อีกทั้งไม่จำเป็น ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือให้ สส. ผู้มีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพ  มารับทราบข้อกล่าวหา เจ้าตัวต้องไปสู้กับศาลเอง

สำนักงาน กกต. ได้ทำเอกสารชี้แจงกรณีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   โดยระบุว่า ตามที่ กกต. ได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวานนี้ ( 12 ก.ค. )  เป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญตามมาตรา 82 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร… มีเหตุสิ้นสุดลง… ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย…”  ซึ่งมาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. เป็นผู้ใช้อำนาจโดยตรง สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้” 


ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 43 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และ ข้อ 54 ของระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 มาใช้บังคับแต่อย่างใด

เมื่อปรากฏว่า สมาชิกภาพของ ส.ส. คนหนึ่งคนใด มีเหตุสิ้นสุดลง กกต.จะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง  โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือให้ สส. ผู้มีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น  มารับทราบข้อกล่าวหา หรือให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหา เพราะบุคคลดังกล่าวสามารถใช้สิทธิของตนเองไปชี้แจงข้อเท็จจริง และเสนอพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี ตามบทบัญญัติของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ได้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วางแนวทางในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2562 เรื่องพิจารณาที่ 10/2562 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562


ส่วนข้อกล่าวอ้างว่า กกต. เร่งรัดพิจารณา และดำเนินการอย่างเร่งรีบ ไม่ละเอียดรอบคอบนั้น ขอชี้แจงว่า การดำเนินการของ กกต.เป็นเพียงกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพ   “ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการอย่างเร่งรีบ หรือเร่งรัดที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นเร็วกว่าปกติ กกต. ได้ใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดังนั้นการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่ กกต. ปฏิบัติตามมาตรา 82 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันทุกประการ” เอกสาร  ระบุ 

กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล
กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล
กกต  แจงส่งเรื่อง วินิจฉัย 'พิธา'  ทำใต้อำนาจ - ชี้ขาดเป็นหน้าที่ของศาล

เอกสารชี้แจงที่ออกมาจาก กกต. กรณีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  

‘สว.คำนูณ’ รับไม่ได้ ‘ก้าวไกล’ เล็งแก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553502

13 ก.ค. 2566

'สว.คำนูณ' รับไม่ได้ 'ก้าวไกล' เล็งแก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง

‘สว.คำนูณ’ รับไม่ได้แนวทาง ‘ก้าวไกล’ แก้ ม.112 ละเมิดต่อความมั่นคง ลดโทษผู้ดูหมิ่นสถาบัน ปล่อยให้ใส่ร้ายในโซเชียลอย่างไม่เป็นธรรม

ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม  และมีการเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เพียงชื่อเดียว พร้อมเปิดโอกาสให้ สส.-สว.อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเตนายกรัฐมนตรี

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายย้ำถึงการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ว่า ตนรับไม่ได้ เพราะตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ถือว่าละเมิดต่อรัฐ ต่อความมั่นคง โดยเฉพาะการลดโทษอย่างมีเงื่อนไขต่อบุคคลที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์

 เช่น จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 3 แสนบาท และมีบทยกเว้นโทษที่ถือว่าไม่ต้องรับโทษ ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกล ไม่จำกัดแค่สถานะที่องค์พระมหากษัตริย์จะละเมิดไม่ได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การใส่ร้าย การวิจารณ์ไม่เป็นธรรมบนโซเชียลมีเดีย 

ประชุมสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2566ประชุมสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2566

ทั้งนี้สังคมใหม่ที่ท่านจะสร้างขึ้น คิดดีแล้วหรือไม่ เพราะจะกระทบต่อการเคารพของสถาบันที่บุคคลละเมิดมิได้ และเสมือนแก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ รวมถึงนิรโทษกรรมจำเลยและผู้ต้องหา คดี มาตรา 112 ทั้งหมด เนื่องจากร่างที่เสนอต่อสภาฯ ไม่มีบทเฉพาะให้มีผลบังคับใช้ทันที นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประชุมสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยประชุมสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

“สว.ได้พูดคุยว่าเห็นตรงกัน แต่การแก้มาตรา 112 อีกยาวไกล เสนอจะผ่านหรือไม่ ผมทราบดีว่ากระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ดีในกระบวนการของพรรคก้าวไกลที่เกิดขึ้น ผมขอฟังคำชี้แจง ก่อนจะตัดสินใจโหวต ซึ่งการโหวตของผมคือการกระทำในรัฐสภาที่ศักดิ์สิทธิ์ แสดงสัญลักษณ์ทุกเวลา ผมไม่อาจยอมรับได้กับการเห็นด้วยหรือสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล” นายคำนูณ กล่าว

เดือด ‘ชัยธวัช’ ข้องใจ ลุกถามกลางสภาฯ ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553498

13 ก.ค. 2566

เดือด 'ชัยธวัช' ข้องใจ ลุกถามกลางสภาฯ ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตย

อภิปราย ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ เดือด ‘ชัยธวัช’ ลุกถามกลางสภาฯ “ประชาชนอยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตย” ชี้เลือกตั้ง 2 เดือน ‘พิธา’ รวบรวม 312 เสียง แต่ยังไม่ได้นายกฯ ย้ำ สถาบันต้องอยู่เหนือการเมือง ขออย่าดึงมาปะทะกับผลเลือกตั้ง

ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมสมชิกรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังมีการเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้เปิดสมชิก สส. และสว. อภิปรายคุณสมบัติว่าที่นายกคนที่ 30 

โดยนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายย้ำว่าต้องลงมติให้นายพิธาเป็นนายกฯ คนต่อไปแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยปกติของรัฐสภา

เมื่อประชาชนทั้งประเทศได้ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาลงมติหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566  และผลปรากฏว่า พรรคก้าวไกล ซึ่งเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมได้เสียงข้างมากในสภาฯ 312 เสียง ควรได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามครรลองตรงไปตรงมา

แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอด 2 เดือน จนถึงวันนี้มีคำถามดังๆ พี่น้องประชาชนในใจเป็นล้านๆ คนที่กำลังเฝ้าดูวันนี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง แล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประชาชนในประเทศนี้ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ ยังมีคำถามโตๆ ว่าตกลงประชาชนอยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา

ชัยธวัช ลุกถามกลางสภา ก้าวไกลรวมเสียงข้างมาก ชี้ถ้านายกฯ ไม่ใช่ พิธา จัดเลือกตั้งทำไม?ชัยธวัช ลุกถามกลางสภา ก้าวไกลรวมเสียงข้างมาก ชี้ถ้านายกฯ ไม่ใช่ พิธา จัดเลือกตั้งทำไม?

คำถามเหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดเเต่เป็นคำถามที่ดังขึ้นตลอด 2 ทศวรรษ เราผ่านเลือกตั้ง 2 ครั้ง รัฐประหาร 2 ครั้ง เขียนรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ หารพยายามจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร 1 ครั้ง ยุบพรรคการเมือง ชุมนุมนับไม่ถ้วน มีผู้บาดเจ็บและเวียชีวิตนับร้อยชีวิต สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีและยอมรับร่วมกันได้

ปัญหาคือตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ประเทศไทยจะหยุดนิ่งไปอีกนาน ตนในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาและการลงมติในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่จะเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบให้สังคมไทย

สมาชิกอาจจะไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง มีข้อกล่าวหามากมาย ท่านอาจกังวลใจที่ถูกอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ หรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติ เจตนาที่แท้จริงของการแก้ไขปรับปรุงมาตรา 112 เป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ไม่ขอลงรายละเอียด แต่ประเด็นสำคัญที่อยากกล่าวเอาไว้คือข้อเสนอของพรรคก้าวไกล อยู่บนฐานความคิด สถาบันหลักของชาติ หรือสถาบันการเมืองใดๆ ดำรงอยู่ได้ ด้วยความยินยอมของประชาชน ไม่มีสถาบันใดดำรงอยู่ได้ด้วยการกด ปราบ บังคับ ทั้งนี้เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องการเตือนสติทุกฝ่าย ทั้งสมาชิกรัฐสภา และทุกฝ่าย ขอให้ตั้งสติ และมองการณ์ไกลในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สถาบันดำรงอยู่ได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง เราไม่เชื่อว่าสิ่งใดจะสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการแล้วจะมั่นคงถาวร

“หลายคนบอกว่าการลงมติให้นายพิธาจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ เป็นการล้มล้างสถาบัน เป็นการไม่รักชาติ เป็นตัวอย่างที่พวกผมพยายามบอกว่า ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย เพราะสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ต้องอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง อันตรายมาก หากต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้ เข้ามาพัวพันความขัดแย้งทางการเมืองไม่สมควร ที่จะดึงสถาบันเข้ามาปะทะกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งใครจะรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” นายชัยธวัช กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้ลงมติคืนความปกติให้รัฐสภาไทย และแสดงความเคารพต่อประชาชน รวมถึงให้โอกาสครั้งใหม่ให้กับสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาคำตอบของยุคสมัยร่วมกันให้ได้ ขอให้ปะชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภา ให้ตัดสินใจตามมโนธรรมสำนึกและยึดตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566

ศิธา พยากรณ์ โหวตนายกรัฐมนตรี เสียงหนุน ‘พิธา’ ไปไม่ถึง 376

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553499

13 ก.ค. 2566

ศิธา พยากรณ์ โหวตนายกรัฐมนตรี   เสียงหนุน 'พิธา' ไปไม่ถึง 376

แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ศิธา ทิวารี ทุบโต๊ะ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ทำใจได้ ที่สุดของที่สุด “พิธา” แห่งพรรคก้าวไกล ได้เสียงหนุนไม่ถึง 376 เสียง ฟันธงติดบ่วงที่มาจากการโหวตในฝั่งสว. ติว สส.- สว. โหนกระแส เอา “มาตรา 112” มาวิพากษ์ในสภาแบบสนุกปาก

น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย  เปิดเผยว่า เชื่อว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี  ด้วยคะแนนเสียง 376 อย่างแน่นอน เนื่องจาก สมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือเงื่อนไขสำคัญ เป็นเหมือนคนคุมกุญแจที่จะเปิดทางให้ สส.ในสภาเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล  หลังจากนี้หากนายพิธาไม่ผ่านการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทางพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ก็ต้องกลับไปหารือว่าจะเปลี่ยนตัวหรือไม่  ในฐานะพรรคไทยสร้างไทย มีจุดยืนชัดเจนว่า ให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยไปตกลงกันว่า จะเสนอชื่อใครอีกครั้ง 


การเปิดโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ เป็นการเปิดโหวตครั้งแรก  หากไม่สำเร็จรัฐสภามีอำนาจกำหนดวันโหวตครั้งใหม่ อาจจะเป็นวันที่ 19 ก.ค. หรือวันอื่นก็ต้องมาโหวต  ส่วนประเด็นที่ สว.และ สส. หยิบยกเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่มีต่อนายพิธา   ต้องทำความเข้าใจว่า ม.112 เป็นกฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรี หากจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย โดยเฉพาะสถาบันหลักของประเทศ และไม่ควรอภิปรายในประเด็นนี้ อยากให้ทุกคนมองว่ากำลังเลือกและทำอะไรอยู่ เพราะการแก้ ม.112 เป็นเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ควรนำมาโยงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 


“กระบวนการของระบบประชาธิปไตย ได้ผ่านไปแล้ว ซึ่งมีประชาชนกว่า 30 ล้านคน ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่กระบวนการในการเลือกนายกฯ ไม่สามารถที่จะทำได้เลยเพราะรัฐธรรมนูญระบุให้สว. มีสิทธิ์เลือกด้วย  เป็นการทำสัญญาคล้ายกับนิติสงคราม เพราะกฎหมายดังกล่าวถูกฝังไว้ว่า แนวทางในการเลือกตั้งเป็นไปแบบนี้ ประชาชนไม่สามารถที่จะเลือกนายกฯได้ เพียงแต่เปิดให้เลือก สส. เท่านั้น แต่ต้องอาศัยอำนาจจาก ส.ว. ในการโหวตเลือก”  เขา กล่าว 

‘ศปปส.’ ยื่นสอบจริยธรรม สว.โหวต ‘พิธา’ ชี้อาจเอี่ยวล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553493

13 ก.ค. 2566

'ศปปส.' ยื่นสอบจริยธรรม สว.โหวต 'พิธา' ชี้อาจเอี่ยวล้มล้างการปกครอง

‘ศปปส.’ ยื่นหนังสือสอบจริยธรรม สว.โหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ชี้ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. เกี่ยวกับ การล้มล้างการปกครอง

กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส. เข้ายื่นหนังสือถึง สำนักเลขาธิการสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม สว. ที่โหวตนาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ให้เหตุผลเป็นการสมรู้ร่วมคิดกระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรในเรื่อง การล้มล้างการปกครอง 

ทางกลุ่ม ศปปส. ระบุ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า พรรคก้าวไกลมีนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ปรปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา112 นำออกจากหมวดความมั่นคง เปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะหมวด 1 และหมวด 2 เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือล้มล้างการปกครอง 

ดังนั้นการที่ สว. ท่านใดโหวตให้นายพิธา เท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนและหรือสมรู้ร่วมคิดกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์หรือไม่ และเหมาะสมหรือไม่ที่จะครองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว           

ทาง ศปปส. จึงอยากเห็นความสง่างามของ สว. ซึ่งถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสูงของรัฐสภาอันทรงเกียรติของไทย คงรักษาเกียรตินั้นด้วยชีวิต ดั่งคำ ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ด้วยถ้อยคำที่ว่า “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยทุกประการ”

ศปปส.ศปปส.

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีผลผูกพันทุกองค์กรในเรื่องการล้ม ล้างการปกครอง

การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย “พระราชฐานะ” ของพระมหาลกษัตริย์ ที่ทรง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและอยู่เหนือความรับผิดชอบทางการเมือง ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ และให้มีการยกเลิกกฎหมายที่ห้ามเข้าไปล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่น พระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ จะส่งผลกระทบต่อ “สถานะ” ของสถาบันฯ และนำไปสู่การบ่อน ทำลายการปกครองในที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่การสร้างความปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการ ใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะเกินควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และจะนำไปสู่การบ่อนทำลายการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด”

ประพันธุ์ อภิปราย ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติต้องห้ามเป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553492

13 ก.ค. 2566

ประพันธุ์ อภิปราย ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติต้องห้ามเป็นนายกฯ

ตัวแทนจากฝั่งสว. ประพันธุ์ คูณมี สว. อภิปรายก่อน ‘โหวตนายกฯ’ ชี้ ‘พิธา’ ขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้ามเป็นนายกฯ แจงแม้ สว.มีที่มาต่างจาก สส.แต่เป็นผู้แทนปวงชนเช่นกัน

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) วาระโหวตเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  หรือโหวตนายกฯ หลังนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี จากประธานสภาฯ เปิดให้ สส.-สว. อภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี  

โดยนายประพันธุ์ คูณมี สว. ตัวแทนจากฝั่งวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นก่อนลงมติโหวตนายกฯ โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่า สส. หรือ สว. ก็ล้วนเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับเลือกมา แต่วิธีการอาจต่างกัน จึงหวังว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน

พร้อมแสดงความเห็นว่า การเสนอชื่อ นายพิธา เป็นการเสนอบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง เพราะมาตรา 160 และมาตรา 98 กำหนดลักษณะไว้ว่า คุณสมบัติต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ดังนั้น การเสนอชื่อ พิธา จึงมีปัญหาขัดต่อข้อบังคับ
 

ขณะที่ปัญหาคุณสมบัติของ นายพิธา นั้น เมื่อวานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้มีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส. ของ พิธา สิ้นสุดลงหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรับในทางธุรการแล้ว เป็นการแสดงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า พิธา มีลักษณะต้องห้าม เป็นความเห็นโดยยุติของ กกต.
 

“ปัญหานี้ไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่วิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นต้องถามศาล ตัวท่านก็มีวิจารณญาณวินิจฉัยได้เอง” นายประพันธุ์ กล่าว