‘พิธา’ แขวะอย่ามีศาลเตี้ยในสภา – สับใครบางคนไม่ยอมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553491

13 ก.ค. 2566

'พิธา' แขวะอย่ามีศาลเตี้ยในสภา - สับใครบางคนไม่ยอมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออภิปรายหลังถูกพาดพิง เปิดประเด็นเคลียร์ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ย้อนศรมีหลักคิดไม่ต่างไปจากภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” สัญญาอะไรไว้ต้องรักษาคำพูด ฝากไปถึงสมาชิกรัฐสภา 750 คน  แม้ว่าจะมีกระบวนการทางคดีเกิดขึ้น แต่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ระบุไม่ควรมีศาลเตี้ยในสภา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล   กล่าวในสภา   ขอใช้สิทธิ์พาดพิง   จากการถูกอภิปรายในเรื่องคุณสมบัติ  ในฐานะผู้ที่ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ที่มีการติติงบุคลิกและวุฒิภาวะของ  ซึ่งขอชี้แจงว่า  พยายามที่จะปรับปรุงและฟังมากกว่าพูด และพัฒนาภาวะผู้นำของตน รวมถึงรักษาคำพูดเหมือนสโลแกนที่ว่า พูดแล้วทำเหมือนพรรคการเมืองที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย สังกัดอยู่


 ดังนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนอย่างไรก็ต้องทำตามอย่างนั้น และตนพยายามพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำของตน ถึงแม้ตนไม่เห็นด้วยในสิ่งที่นายชาดา พูด แต่ก็ถือว่ามีเสรีภาพในการพูด และนี่คือหน้าที่ของสภา ซึ่งนายชาดาก็มีความคิดและประสบการณ์แบบหนึ่ง ขณะที่ตนก็มีความคิดและชุดประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ใช้รัฐสภาในการแก้กฎหมายและข้อขัดแย้งตลอดตลอดมาของประเทศไทย

นายพิธา กล่าวว่า เวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีแก้ไขกฎหมายใด ๆ  จึงคิดว่าตรงนี้เป็นบรรยากาศที่ดี แต่สุดท้ายผู้นำประเทศต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังข้อกล่าวหาที่จริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ นี่คือสิ่งที่ตนสัญญาผ่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมี

การแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ในเอ็มโออยู่ที่ทำร่วมกันใน 8 พรรค เพราะเอ็มโอยูคือความเข้าใจในการจัดตั้งรัฐบาล ในการเข้าสู่อำนาจ ในการบริหารประเทศ แต่การแก้ไขกฎหมายอยู่ที่สภา และเมื่อยื่นเสนอแก้กฎหมาย ก็ไม่มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่ง คนที่อายุมากกว่าตนก็คิดแบบหนึ่ง คนรุ่นเดียวกับตนก็คิดแบบหนึ่ง คนที่อายุน้อยกว่าตนก็คิดอีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขข้อขัดแย้ง และถ้าพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่มีคำหยาบคาย ใช้เหตุใช้ผลกัน นี่คือทางออกของประเทศ


ยืนยันผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภา 750 คน ที่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ว่าตนยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการ และด้วยความชอบธรรม  แม้ว่าจะมีกระบวนการทางคดีเกิดขึ้น แต่ตนยังไม่รู้ด้วยว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติผ่านสื่อมวลชน และยังไม่ทราบว่าสงสัยในประเด็นใด ดังนั้นขอให้ยึดหลักการสมมุติฐานไว้ว่า “บริสุทธิ์ไว้ก่อน” เพราะตนยังไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว และเข้าใจว่า บุคคลที่อยู่ในแวดวงกฎหมายและทนาย น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี จะมีศาลเตี้ยในรัฐสภานี้ไม่ได้ 

เมื่อปี 2562 ก็มีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ไม่กระทบกับการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือ “เพราะถ้าจำไม่ผิดท่านบอกว่าท่านบอกว่ารัฐบาลที่รวมเสียงข้างมาก ที่รวมเสียงได้มากที่สุด ก็จะออกมา 249 เสียงตามนั้น ไม่มีแตกแถว จึงไม่ต้องกังวล เพราะผมมีความรัดกุมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และสอบถาม ตลอดเรื่องคุณสมบัติกับ กกต. ป.ป.ช. ทุกครั้งตั้งแต่เป็นส.ส.ครั้งแรก ครั้งนี้ และครั้งต่อไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบ ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบไม่ว่าจะ ป.ป.ช. หรือ กกต. ”  นายพิธา ระบุ

พลิกประวัติ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553489

13 ก.ค. 2566

พลิกประวัติ 'ชาดา ไทยเศรษฐ์' เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

พลิกประวัติ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ผู้สร้างความเดือดในสภาฯ ที่บู๊ล้างผลาญ ไม่ต่างกับนิยาย

“ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งไหน ฝั่งโจรเหรอ เป็นโจรก็ยอมครับ เป็นโจรที่รักชาติ เป็นโจรที่รักสถาบัน เป็นโจรที่ปกป้องบ้านเมืองนี้ และปกป้องสถาบันด้วยหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อของผม” เป็นประโยคที่ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อภิปรายอย่างดุเดือด ในวัน “โหวตนายกฯ”

ชื่อของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในฐานะ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ประวัติที่โชกโชน รวมทั้งทุกลีลา ในการขึ้นอภิปรายในสภาอันทรงเกียรติ ก็เป็นไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อน คมชัดลึก ไล่เรียง เส้นทางชีวิตของผู้ชายที่ได้ชื่อว่า เป็น “เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”

ชาดา ไทยเศรษฐ์

เส้นทางชีวิต “ชาดา ไทยเศรษฐ” เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2504 ปัจจุบันอายุ 62 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี, ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีพี่น้อง 2 คน คือ ชัยยศ ไทยเศรษฐ์ และ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ชาดามีบุตรชายและบุตรสาวทั้งหมด 7 คน เป็นบุตรในสมรส 4 คน และเป็นบุตรนอกสมรสที่รับรองแล้วอีก 3 คน

ชาดา เป็นคน จ.อุทัยธานี โดยกำเนิด ซึ่งตระกูล “ไทยเศรษฐ์” สืบเชื้อสายมาจากแขกปาทาน ที่อพยพมาจากตอนเหนือของปากีสถาน โดยส่วนใหญ่แขกปาทานในไทย จะยึดอาชีพค้าเนื้อ ปู่ของชาดา ก็ถือเป็นพ่อค้าเนื้อรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี

เดชา ไทยเศรษฐ์ พ่อของชาดา ทำกิจการรับบรรทุกไม้ซุง ก่อนจะหันมาค้าวัวควายส่งออกต่างประเทศ และขายเนื้อในตลาดอุทัยฯ เพราะอาชีพค้าเนื้อนี่เอง ทำให้ชีวิตของชาดา ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์ก้อนโตของธุรกิจค้าเนื้อ ในปี 2511 พ่อถูกยิงเสียชีวิต จนกลายเป็นการล้างแค้นกันไปมา เพื่อชิงตลาดค้าเนื้อ และค้าวัวค้าควาย

ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ

ปี 2518 ขณะที่ชาดาอายุ 15 ปี แม่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้สงครามเลือดล้างตระกูลในลุ่มน้ำสะแกกรัง ดุเดือดเลือดพล่าน และ 7-8 เดือนต่อมา พี่ชายที่มารับช่วงกิจการ ก็ต้องสังเวยคมกระสุน จบชีวิตลงให้กับธุรกิจค้าเนื้อไปอีกคน

หลังจากนั้น เขาจึงต้องสานต่อธุรกิจค้าเนื้อ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า สายธุรกิจค้าเนื้อ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องฝ่าห่ากระสุนไปให้รอด ชาดา และเพื่อนๆ เปิดศึกรบกับ “ผู้มีอิทธิพล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอุทัยธานี เขาเดินหน้าชนแบบไม่สนใจใคร จนสุดท้ายเขาคือ ผู้ชนะ นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” จึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองอุทัยธานี และขยับขยาย ลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, เหมืองหิน, ธุรกิจโรงแรม รวมถึงเป็นนายหน้าค้าที่ดิน

ชาดา ไทยเศรษฐ์ชาดา ไทยเศรษฐ์

เริ่มลงสนามการเมือง

ปี 2533 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี หลังจาก “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีขณะนั้น ถูกลอบยิงเสียชีวิต

ต่อมา จับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้ง และผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลฯ กลุ่มคุณธรรมเดินเข้าสภาเทศบาลอุทัยธานี ได้ทั้งหมด 18 คน ชาดาได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรี เขาได้เป็นนายกเทศมนตรี ติดต่อกันหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว- มนัญญา ไทยเศรษฐ์

ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ์ชาดา-มนัญญา ไทยเศรษฐ์                

การเลือกตั้งปี 2550 ชาดา เบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก ในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน

ปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อีกสมัย และปีถัดมา เขาเปิดตัว “ฟารุต ไทยเศรษฐ์” ลูกชาย ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือน ส.ค.ปีเดียวกัน “ฟารุต” ถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของผู้กว้างขวางเมืองอุทัย

หลังรัฐประหารปี 2557 ชาดา ตกเป็นเป้าของ คสช. ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี เขาถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

  • ครั้งแรก วันที่ 23 ก.ค. 2558 ตำรวจกองปราบเปิดยุทธการสะแกกรัง ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างใน จ.อุทัยธานี 11 จุด และในนั้น มีบ้านของชาดารวมอยู่ด้วย
  • ครั้งที่สอง วันที่ 12 เม.ย. 2559 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายผู้มีอิทธิพลละเมิดกฎหมาย รวมถึงบ้านพักของชาดา
  • ครั้งที่สาม วันที่ 23 มี.ค. 2560 พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดยุทธการไพร่ฟ้าหน้าใส ตรวจค้นผู้มีอิทธิพลใน จ.อุทัยธานี 30 จุด รวมบ้านชาดาอีกครั้ง

ปี 2546 ชาดา เคยถูกจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่าสมเกียรติ จันทร์หิรัญ เลขานุการของประแสง มงคลศิริ สส.พรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้อง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ชาดา ไทยเศรษฐ์

อีกเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำ และตอกย้ำภาพความเป็นนักเลงของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” หนีไม่พ้น เมื่อครั้งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2565 เมื่อชาดา ลุกขึ้นไปตบหน้า นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ลุกขึ้นประท้วง หลังเขาอภิปรายเสร็จสิ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของ สส.ที่อยู่ในเหุตการณ์

ปัจจุบันนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่ง

  • สส. อุทัยธานี สังกัดพรรคภูมิใจไทย เป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  • ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 24

ฉากชีวิตของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่โลดโผน ไม่ต่างจากนิยายบู๊ล้างผลาญ ซึ่งเขาเคยยอมรับว่า เขาเป็นผู้มีอิทธิพล แต่เป็นผู้มีอิทธิพล ที่ทำเพื่อประชาชน

เดือด ‘ชาดา’ ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553479

13 ก.ค. 2566

เดือด 'ชาดา' ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

‘โหวตเลือกนายก 2566’ ชาดา ไทยเศรษฐ์ อภิปรายเดือด ย้ำ คัดค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด พร้อมโหวตให้ ถ้าไม่แก้ ม.112 ยืนยัน ไม่ร่วมรัฐบาล ลั่น ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-ปกป้องสถาบันด้วยเลือดเนื้อ

ที่รัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพมหานคร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

หลังจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 พร้อมเปิดโอกาสให้ สส.-สว.อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ปรากฏว่านายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลุก อภิปรายคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรก

โดยกล่าวว่า ขอย้ำจุดยืนของภูมิใจไทยที่ได้แสดงจุดยืน อย่างเป็นทางการไปแล้วต่อการคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 อย่างเต็มที่ และยืนยันไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เเละยังเคารพมติของประชาชน

เดือด 'ชาดา' ค้าน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ถึงที่สุด ยอมเป็นโจรที่รักชาติ-สถาบัน

แม้ว่า 8 พรรคร่วม จะลงนามความเข้าใจร่วมกันแล้ว แต่ก็ต้องไม่กระทบ กับการปกครองรูปแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในทางกลับกัน นายพิธา ผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี กลับเป็นผู้ที่ยืนยันว่า จะแก้ไขม.112 อย่างชัดเจนและโปร่งใส แต่ขอยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อคำพูดของพิธา และถามกลับว่า ทั้ง 7 พรรค ว่าอย่างไร เมื่อมีการข้อเเก้ไขม.112 แม้ว่าในข้อตกลงไม่มีก็จริง

พร้อมฝากว่า คนไทย ไม่ได้มีแค่14 ล้าน ขอ ประชาชนอย่าหลงระเริงคำว่า 14 ล้านเสียง หากจะมาอ้างแบบนี้ ประเทศไทยก็ลำบาก

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ พระมหากษัตริย์ผู้ใดจะกล่าวหามิได้ ไม่ควรไปลดการคุ้มครอง ตนยืนยันภารกิจที่จะคัดค้านอย่างที่สุด

“เมื่อเห็นพฤติกรรมแล้วไม่ยินยอมและเกิดคำถามว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อล้มล้างหรือ เกิดมาเพื่อแก้กฎหมายตรงนี้หรือ และถ้าแก้แล้วคนทั้งประเทศจะเป็นเทวดาหรือ ไม่ใช่แบบนั้น”

ทั้งนี้ หากพรรคก้าวไกล หลุดจากคำนี้ ตัดคำว่าว่า แก้ ม.112 พรรคภูมิใจจะโหวตให้เป็นนายกฯ ไม่ร่วมรัฐบาล และเป็นที่น่าสังเกตว่าในการเลือกตั้ง 2566 ตนก็ลงพื้นที่หาเสียงเหมือนกัน เพราะกลัวจะเป็น สส.สอบตก ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่กลับถูกมองว่า ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยจึงถามว่าแล้วตนเป็นฝ่ายโจรหรือ “เป็นโจรก็ยอม แต่เป็นโจรที่รักชาติ โจรที่รักสถาบัน โจรที่รักบ้านเมืองนี้” และ จับปกป้องสถาบันด้วยหัวใจด้วยเลือดเนื้อ

รวมพรรคการเมืองไม่ ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ส่ง พิธา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553481

13 ก.ค. 2566

รวมพรรคการเมืองไม่ 'โหวตนายกฯ' ไม่ส่ง พิธา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

รวมพรรคการเมืองไม่ ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ส่ง พิธา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่ 30 ชี้เพราะมีการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อ้างไม่อยากให้บรรยากาศบ้านเมืองเข้าสู่ความวุ่นวาย

การประชุมสภาวัน เพื่อ “โหวตนายกฯ” คนที่ 30 ในวันนี้ (13 ก.ค. 2566) โดยในที่ประชุมภาในช่วงเช้า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 เป็นนายกรัฐมนนตรีคนที่ 30 แต่เพียงผู้เดียว 

แต่ก่อนที่จะเริ่ม “โหวตนายกฯ” ในที่ประชุมสภา มีหลายพรรคการเมืองที่ให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่ให้การสนับสนุนนายพิธา เป็นนากรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า พรรคก้าวไกล และนายพิธา มีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายมาตรา 112  สำหรับพรรคการเมืองที่ไม่ “โหวตนายกฯ” มีดังนี้  

1.พรรคชาติไทยพัฒนา โดย นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ส.ส.สุพรรณบุรี ในฐานะโฆษกพรรค ระบุว่า  ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนาถึงทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีว่า พรรคชาติไทยพัฒนาไม่สามารถมีมติของพรรคได้ แต่เรียกว่าเป็นแนวทางที่ได้พูดคุยกัน เห็นพ้องกันว่าจะงดออกเสียง โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และสมาชิกพรรค ย้ำในจุดยืนที่จะไม่แตะมาตรา 112 และคำนึงถึงเสียงที่อาจจะไม่มากพอให้ชนะได้ แต่ก็คำนึงถึงเสียงที่สนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนามา โดยเฉพาะประชาชนที่ให้คะแนนกับพวกเรา สส. ทั้ง 10 คนอยู่ในห้องประชุมสภาอยู่แล้ว หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เราสามารถเรียกหารือกันได้ทันที

พรรคชาติไทยพัฒนาพรรคชาติไทยพัฒนา

2.พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถึงทิศทางของพรรคภูมิใจไทยว่า เดี๋ยวรอฟังทั้งสองฝ่ายที่จะอภิปรายโดยพรรคภูมิใจไทยมีผู้อภิปรายด้วย เดี๋ยวค่อยพิจารณาดู โดยพรรคจะมีการประชุมกันหลายๆ รอบ และต้องฟังเสียงของสมาชิกพรรคหลายคนด้วย ยังมีเวลาในการตัดสินใจจนถึงเวลา 17.00 น. ที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนต หากการ “โหวตนายกฯ” จบได้ในวันนี้ก็ดี 

พรรคภูมิใจไทยพรรคภูมิใจไทย

3.รวมไทยสร้างชาติ โดยนาย นายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้ารวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกรณีมติของพรรคในการ “โหวตนายกฯ” โดยยืนยันมติเหมือนเดิม  เพราะมีการประชุมพรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว   ว่าเราไม่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจุดยืนเหมือนเดิมว่าท่านมีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรา 112  ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อนอะไร แต่สิ่งที่ตนกังวลคือ ไม่อยากให้บรรยากาศ หวนคืนไปเหมือนเดิมอีก บ้านเมืองเดินมาไกลมากแล้วไม่อยากเห็นการชุมนุม

รววมไทยสร้างชาติ รววมไทยสร้างชาติ

4.พรรคประชาธิปัตย์  พรรคประชาธิปัตย์จะงดออกเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ เพราะมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการไม่ยกเลิก และไม่แก้มาตรา 112 ส่วนเหตุผลที่ใช้วิธีการงดออกเสียงนั้นชัดเจนแล้วว่า จะไม่ลงคะแนนให้ การประชุมวันนี้ถ้าการโหวตวันนี้ไม่ผ่านจะนำไปสู่ความวุ่นวายจากการชุมนุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า ถ้าเป็นการชุมนุมแบบสงบ ปราศจากอาวุธนั้นทำได้ เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศอยากเห็นความเรียบร้อยเกิดขึ้น การแสดงออกเป็นสิทธิแต่ละบุคคลที่สามารถทำได้ ทั้งความเห็นทั่วไป และความเห็นทางการเมือง หากไม่ละเมิดสิทธิบุคคนอื่น ซึ่งเป็นหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจน และทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตาม

พรรคประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์

‘สว.สมชาย’ ย้ำสมาชิกทุกคนมีเอกสิทธิ์ เชื่อไร้ปัญหาแม้ผลไม่ถูกใจ ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553478

13 ก.ค. 2566

'สว.สมชาย' ย้ำสมาชิกทุกคนมีเอกสิทธิ์ เชื่อไร้ปัญหาแม้ผลไม่ถูกใจ ปชช.

‘สมชาย’ ย้ำเอกสิทธิ์ สว.โหวตนายกฯ เชื่อไร้อุบัติเหตุทางการเมืองแม้ผลไม่ถูกใจประชาชน วอนอย่าปลุกปั่นก่อความขัดแย้ง

วันที่ 13 ก.ค.  ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (13 ก.ค.) จะออกมาในรูปแบบใด ว่า สว. ก็ทำหน้าที่ของตนเองและตนเข้าใจว่ามีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพียงชื่อเดียว ส่วนจะเห็นชอบหรือไม่ หรืองดออกเสียง ก็เป็นเอกสิทธิ์ของ สว.  ที่จะทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล สว. ต้องทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพราะสิ่งสำคัญคือบ้านเมืองจะต้องเดินหน้า และมีความมั่นคงในทุกด้าน รวมทั้งสิทธิความเป็นพลเมืองที่จะพูดจากันได้ 

“การลงมติของ สว. ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร อย่าพึ่งคาดคะเน เพราะ สส. และ สว. ทั้ง 750 คนทำด้วยความรับผิดชอบ อย่าใจร้อน เพราะหนทางประชาธิปไตยมีทุกช่องทาง ตอนนี้เป็นกระบวนการในรัฐสภา ประชาชนทำหน้าที่ในการเลือกผู้แทน ถ้าเป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่บริหาร แต่ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน และเชื่อว่า สส. ทั้ง 500 คน จะทำหน้าที่เป็นประโยชน์ให้บ้านเมืองเดินหน้า อย่าปลุกระดมให้เกิดบรรยากาศความเครียด เรามีวุฒิภาวะทุกคน หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น”นายสมชายกล่าว

เมื่อถามว่า ได้มีการกำชับ สว. ก่อนที่จะโหวตหรือไม่ เพราะขณะนี้ก็มีกระแสออกมาค่อนข้างมาก นายสมชายระบุว่า ไม่มีใครกำชับใคร ทุกคนก็เป็นบุคลากรจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ได้รับการคัดสรรมาแล้ว การทำหน้าที่ของ สว. เป็นหน่วยคัดกรองกฎหมายและบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งวันนี้ สว. ก็ทำหน้าที่กลั่นกรองนายกรัฐมนตรี เรายึดหลักส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง หากมีประเด็นอะไรที่ต้องพูดคุยร่วมกันก็ควรที่จะคุยในรัฐสภา เพราะเราใช้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงระบอบรัฐสภา ที่รวบรวมพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่า หากผลโหวตออกมาแล้วไม่เป็นที่พอใจของประชาชน เพราะมี สว. หลายคนที่ออกมาแสดงตัวว่าจะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ห่วงหรือไม่ว่าจะมีการเกิดความรุนแรงขึ้น นายสมชายเผยว่า เชื่อว่าไม่มีความรุนแรง เพราะประชาชนได้แสดงออกด้วยการเลือกตั้ง แม้จะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ไม่เป็นไร 

“อย่าไปกังวลหรือเครียดกับการเมือง อย่าทำให้เกิดสถานการณ์รุนแรง สส. 500 คน อย่าปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความขัดแย้ง เราผ่านความขัดแย้งมานานแต่ยังไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นการเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ เพราะประชาชนก็ใช้สิทธิ์ของตนเอง สส.-สว. ก็ใช้สิทธิ์ ทุกคนต่างเคารพซึ่งกันและกัน” นายสมชายกล่าว

‘โหวตนายก’ ชลน่าน เสนอชื่อ ‘พิธา’ ไร้คู่แข่ง ‘วันนอร์’ ลั่นทำหน้าที่เป็นกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553474

13 ก.ค. 2566

‘โหวตนายก’ ชลน่าน เสนอชื่อ ‘พิธา’ ไร้คู่แข่ง ‘วันนอร์’ ลั่นทำหน้าที่เป็นกลาง

‘โหวตเลือกนายก2566’ ชลน่าน เสนอชื่อ ‘พิธา’ ชื่อเดียว ไร้คู่แข่ง เปิดให้สส.-สว.อภิปรายคุณสมบัติ ‘วันนอร์’ ลั่นทำหน้าที่เป็นกลาง คาดหากสส.-สว.อภิปรายไม่มาก น่าจะโหวตได้ก่อน 5 โมงเย็นวันนี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพมหานคร  ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

ที่ประชุมรัฐสภา เริ่มจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 พร้อมเปิดโอกาสให้ สส.- สว.อภิปรายคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ก่อนเข้าสู่วาระ ประธานรัฐสภา แจ้งว่า ตนทำหน้าที่เป็นประธานประชุมรัฐสภาในวันนี้เป็นครั้งแรก ตนจะทำหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานที่ประชุมอย่างเป็นกลาง และจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ เกียรติและศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐสภาของเรา

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ของตนอาจจะขัดตกบกพร่องไปบ้าง ตนพร้อมรับความคิดเห็นการติชมของสมาชิกตลอดเวลา เพราะไม่มีผู้ใดบกพร่องเลยเพราะเราเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่การประชาชนของเราจะมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ตามที่ประชาชนคาดหวังไว้ เราคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่จะทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า ขอให้สมาชิกทุกคนระมัดระวังการกล่าวถ้อยคำหรือแสดงความคิดเห็นหากถ้อยคำนั้นจะปรากฎนอกสภา กระทบต่อบุคคลภายนอกหรือองค์กรภายนอก ซึ่งจะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิก ซึ่งไม่สามารถคุ้มครองสิทธินั้นได้ เพราะเรามีการถ่ายทอดการประชุม และขอแจ้งให้ทราบว่าจากข้อตกลงร่วมกัน
 

สำหรับบุคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการเสอนชื่อนายกฯได้อย่างทั่วถึงแต่ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจบุคคล โดยกำหนดเวลาดังนี้ วุฒิสภาใช้เวลา 2 ชั่วโมง สส.ทั้ง 18 พรรค ใช้เวลา 4 ชั่วโมง
 

โดยให้อภิปรายเป็นรายพรรคการเมือง แบ่งเป็น 8 พรรคที่จัดตั้งรัฐบาล 2 ชั่วโมง และกำหนดว่าการอภิปรายควรจะยุติลง ก่อนเวลา 17.00 น. แต่หากไม่มีอะไรมากการอภิปรายก็น่าจะจบก่อนวลา 17.00 น.ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็จะพิจารณาไปตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำนวนสมาชิกรัฐสภามี 749 เสียง เนื่องจากมีสว.ลาออก 1 คน ดังนั้นจำนวนเสียงโหวตนายก2566 ต้องได้ 376 เสียง

จากนั้น เวลา 10.00 น.เข้าสู่การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)ลุกขึ้นชื่อบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมาตรา 272 รัฐธรรมนูญมาตรา 159 และข้อคับการประชุมร่วมรัฐสภาข้อ 136 เป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 160 และถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 ขอเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

หลังจากที่นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดให้แสดงตนมีสส.ที่แสดงตนด้วยวาจาเป็นจำนวนมาก ประธานรัฐสภา จึงให้แสดงตนใหม่อีกครั้งเพื่อรับรองการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ โดยมีผู้แสดงตนรับรองทั้งสิ้น 298 คน ถือว่ามีเสียงรับรองครบ ทั้งนี้ไม่มีการเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้ามาแข่งขันก่อนจะเปิดให้สส.และสว.อภิปรายคุณสมบัติว่าที่นายกคนที่ 30

จากนั้น ประธานรัฐสภา ได้ให้เปิดให้สมาชิกอภิปรายคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี โดยให้ ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองได้เวลา 4 ชั่วโมง และ แบ่งเวลาอภิปราย สว.ได้เวลา 2 ชั่วโมง จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี เวลา 17.00 น. โดยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้อภิปรายคนแรก ตามด้วย นายประพันธ์ คูณมี สว. จากนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ใช้สิทธิ์พาดพิงลุกขึ้นชี้แจงต่อรัฐสภา

‘เรณู ตังคจิวางกูร’ ยื่นใบลาออก สว. ก่อน ‘โหวตนายกฯ’ 1 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553470

13 ก.ค. 2566

'เรณู ตังคจิวางกูร' ยื่นใบลาออก สว. ก่อน 'โหวตนายกฯ' 1 วัน

‘เรณู ตังคจิวางกูร’ ยื่นใบลาออก จากการเป็น สว. ก่อน ‘โหวตนายกฯ’ 1 วัน ทำให้เหลือ สว. เพียง 249 คน ในการ โหวตเลือกนายก 2566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2566 น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก สว. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2566 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สว.เรณู ได้ลาออกจากการเป็น สว. เพียง 1 วัน ก่อนที่จะมีการลงมติเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค. 2566

น.ส. เรณู ตังคจิวางกูร เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน เมื่อครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ การลาออกของ น.ส.เรณู ส่งผลให้มี สว.เพียง 249 คน และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเหลือเพียง 749 คน ทำให้จำนวนการโหวตนายกที่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งอยู่ที่ 375 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูล สว. ยืนยันเจตนารมณ์ที่เคยอภิปรายในสภาไว้แล้วว่า สว.ไม่ควรมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี จึงขอใช้สิทธิ ‘งดออกเสียง’ ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

‘พิธา’ ย้ำขอทำเต็มที่ให้สมกับความหวัง-กำลังใจ จากประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553469

13 ก.ค. 2566

'พิธา' ย้ำขอทำเต็มที่ให้สมกับความหวัง-กำลังใจ จากประชาชน

“พิธา” ย้ำมั่นใจในตัวเอง ขอทำเต็มที่ให้สมกับความหวัง-กำลังใจ จากประชาชน พร้อมใช้โอกาสแจง สว.ในสภาฯ ประเด็นที่ยังคลางแคลงใจ ระบุ เลื่อนโหวตไม่เกิดประโยชน์กับใคร เชื่อ ปมหุ้นสื่อiTV ไม่เกี่ยวกระบวนการรัฐสภา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ก่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี ว่า  มั่นใจในตัวเอง จะพยายามทำให้เต็มที่ให้สมกับความหวังและกำลังใจที่ประชาชนมีให้ และต้องขอบคุณประชาชนที่วันนี้มาร่วมลุ้นหน้าอาคารรัฐสภาวันนี้ และจะพยายามทำเต็มที่ ในการอธิบายวิสัยทัศน์ที่มีต่อประชาชน ที่มีมาตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. และจะพยายามอธิบาย ถึงประเด็นที่ยังมีความคลางแคลงใจ ที่ สว. บางคนอาจจะมี โดยจะใช้โอกาสนี้ในการหาฉันทามติใหม่ร่วมกัน 
 

ส่วนได้มีโอกาสได้คุยกับ สว. ครั้งสุดท้ายก่อนโหวต หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ขอรอฟังพร้อมกัน ยังมีเวลาอีกมากในการอภิปรายในสภา 


กรณีที่อาจจะมีการขอหารือ ให้เลื่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปนั้น  เท่าที่ฟังจากวิป 3 ฝ่าย เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ยาก และเป็นสิ่งที่ไม่น่ามีประโยชน์กับใคร 


สำหรับกรณีที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ของ กกต. ปมคดีหุ้นสื่อไอทีวีนั้น นายพิธา กล่าวว่า เป็นเพียงการรับในชั้นธุรการ ซึ่งแบ่งเป็น 2 เรื่อง และยังมีเวลาในการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของรัฐสภาวันนี้ เพราะประชาชนรอมากว่า 2 เดือนเต็ม ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี 
 

พร้อมเปิดเผยว่า ในเช้าวันนี้ พรรคก้าวไกล จะรีเช็กจำนวน สส. ของพรรคเพื่อให้มั่นใจว่ามาครบ 

‘สว.กิตติศักดิ์’ ฟัน โหวตนายก พิธา ตกเก้าอี้ จับตา 19 ก.ค. เลือดท่วมจอ จบแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553467

13 ก.ค. 2566

'สว.กิตติศักดิ์' ฟัน โหวตนายก พิธา ตกเก้าอี้ จับตา 19 ก.ค. เลือดท่วมจอ จบแน่นอน

‘โหวตเลือกนายก 2566’ สว.กิตติศักดิ์ ฟัน พิธา ตกเก้าอี้ สว. ส่วนใหญ่งดออกเสียง แนะ จับตา 19 ก.ค. ‘เลือดท่วมจอ’ จบแน่นอน

“โหวตเลือกนายก 2566” นับเป็นวันที่ต้องจับตา สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ร้อนแรง โดยเฉพาะท่าทีของ สว. ในการแสดงออกถึงการไม่โหวตเลือก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา “สว.กิตติศักดิ์” เปิดเผยถึงจุดยืนในการ “โหวตนายก” ว่า ยังยืนยันเหมือนเดิม เพราะสถานการณ์ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง จนทำให้ต้องไปตัดสินใจอย่างอื่น ถ้าบ้านเมืองเราจะมีนักการเมืองขึ้นมาสร้างความแตกแยก โดยหนุนให้เด็กและเยาวชนไปทำผิดกฎหมาย และละเมิดมาตรา 112 ก็ไม่ควรเป็นรัฐบาลอย่างยิ่ง

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภากิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา

ส่วนคิดว่าการโหวตวันนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะผ่านหรือไม่ สว.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับสถานการณ์ในวันนี้ เพราะทุกอย่างอยู่ที่กรรม กรรมคือการกระทำ ถ้าทำดีก็ได้ดี ถ้าทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกไม่ต้อง ก็จะเกิดสิ่งไม่ดี บ้านเราต้องอยู่ด้วยกฎหมาย ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธายังยืนยันเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 ว่าต้องการรักษาสถาบันอย่างดีที่สุด สว. จะไม่ใจอ่อนหรือ กิตติศักดิ์ กล่าวว่า พฤติกรรมที่ผ่านมาของพิธาและพรรคก้าวไกล ได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง เคยมีม็อบมาปิดสภาอย่างน้อย 2 รอบ จน สส. และ สว. ต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำ แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะประชาธิปไตยต้องให้เกียรติผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับตน มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สว.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า การโหวตของ สว. 250 คนในวันนี้ ทุกคนมีคำตอบเรียบร้อยแล้ว คือการปิดสวิตช์ ส่วนใหญ่จะงดออกเสียง ยกเว้นตน เพราะที่ผ่านมาเห็นพฤติกรรมชัดเจน ทั้งไปแตะต้ององค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ รวมถึงด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือเป็นภัยใหญ่หลวงของประเทศ จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมาย ทำไมต้องไปเทข้างให้กับอเมริกา ไม่คิดถึงใจของจีน รัสเซีย และซาอุดีอาระเบียที่เราเพิ่งจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกลับคืนมา

“วันนี้เชื่อว่าจะมีการเสนอโหวตพิธาเป็นนายกฯ เพียงคนเดียว แต่ผมขอให้จับตาวันที่ 19 ก.ค. สนุกสนานเลือดท่วมจอแน่นอน ขอให้คอยดู ที่ผมพูดคือละครนะ แล้วไม่ห่วงว่าจะต้องขึ้นเรือหนีอีก วันนี้ผมเตรียมรองเท้าผ้าใบมาแล้ว เดี๋ยวจะถอดเครื่องแบบ หนีไปกับสื่อนี่แหละ และเชื่อว่าในวันที่ 19 ก.ค.ทุกอย่างจะจบ ได้ว่าที่นายกฯ ส่วนใครจะเป็นพระเอกในวันนั้น มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศที่สาม แต่จะถูกใจประชาชนหรือไม่ผมไม่ทราบ สว.ไม่ได้ก้าวก่ายการจัดตั้งรัฐบาลของ สส. แต่เมื่อขั้นตอนมาถึง สว. เราก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” สว.กิตติศักดิ์ กล่าว

ส่วนการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องหุ้นไอทีวีของนายพิธา จะมีผลต่อการโหวตในวันนี้หรือไม่ สว.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีผล แต่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ สว. บางคนที่ชั่งใจอยู่ ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การประชุมคงไม่เลื่อน มีเลือกแน่นอน แต่อาจจะไม่จบในวันนี้ ตนถึงบอกว่าให้รอดูวันที่ 19 ก.ค.2566

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่า ถ้าพิธาไม่ผ่านในวันนี้ จะมีความวุ่นวายในประเทศแน่นอน นั้น นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้ากลัวและไม่กล้าตัดสินใจ ตนก็ไม่มาเป็น สว. หรอก กลับไปเลี้ยงหลานดีกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สว. ไม่ถึง 10 คนที่สนับสนุนพิธา

‘เพื่อไทย’ เคาะดัน ‘พิธา’ ไปให้สุดทาง จ่อผุดแผนสองนายกฯ ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553456

12 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย' เคาะดัน 'พิธา' ไปให้สุดทาง จ่อผุดแผนสองนายกฯ 'อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา'

บทพิสูจน์รักแท้ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ ดัน ‘พิธา’ สุดทาง ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’ รอแผน 2 หลังมรสุมรุมเร้า ‘ลุงตู่’ วางมือไขก๊อก รทสช.เปิดทางปรากฎการณ์ข้ามขั้ว

กินข้าวทีละคำ แต่กินจนหมดจาน’ วิทยา แก้วภราดัย ขุนพลรวมไทยสร้างชาติ ได้วิเคราะห์ ‘เพื่อไทย’ หลังก้าวชวดเก้าอี้ประธานสภาฯ คงไม่ใช่เรื่องที่วิเคราะห์กันอย่างลอยๆ

เมื่อสัญญาณการเมือง 2 วันนี้เริ่มเปิดทางไปสู่การข้ามขั้วไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ ‘ประยุทธ์’ ไขก๊อกวางมือทางการเมือง ทำให้เงื่อนไขไม่มีลุงปลดล็อกทันที หรือ กรณีที่วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องปมวินิจฉัยสมาชิกภาพของ’พิธา’ และ กรณีการหาเสียงยกเลิก ม.112 ว่าอาจเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ เรียกได้ว่า 2 เรื่องนี้อาจทำพิธาไปไม่ถึงดวงดาว

2 สัญญาณนี้เข้าทาง ‘เพื่อไทย’ แบบสุดๆ หากเมื่อ 8 พรรคร่วมดัน ‘พิธา’ ไปสุดทางไม่สำเร็จ ก็ต้องเป็นตาของ’เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’ ที่จะต้องถูกเสนอชื่อต่อไปโดยมี 8 พรรคร่วมเดิม แต่ทว่าหากเงื่อนไขของ สว.คือต้องไม่มี ‘ก้าวไกล’ ในสมการล่ะก็ ก็ไม่ใช่เรื่องกระอักกระอ่วนใจอีกต่อไปเมื่อ ‘ลุงตู่’ ได้ลาจาก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไปแล้ว

และแน่นอนถ้า ‘เพื่อไทย’ จะตัดสินใจข้ามขั้วจริงๆ อาจจะต้องทิ้ง 7 พรรคร่วมกันไป แล้วไปรวมกับฝั่ง 188 ขั้วรัฐบาลเดิมก็จะได้เสียงทะลุไปที่ 329 +เสียง สว.ส่วนตัวนายกฯ ต้องดูอีกครั้งว่าตัว ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา-ชัยเกษม’ จะรับเผือกร้อนในตำแหน่งนี้หรือไม่ ซึ่งหาก 3 แคนดิเดตไม่รับก็จะเลื่อนลำดับไปที่ ‘บิ๊กป้อม’ แต่แน่นอนเกมนี่เป็นเกมเสี่ยง เป็นเกมสั้น ‘เพื่อไทย’ ต้องชั่งใจว่าคุ้มหรือไม่หากต้องแลกอนาคตทางการเมืองของพรรคกับการกลับบ้านของนายใหญ่ที่มีกำหนดการในเดือนนี้หรือเร็วๆ นี้