ด่วน ‘บิ๊กตู่’ วางมือทางการเมืองแล้ว ประกาศลาออกสมาชิก รทสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553347

11 ก.ค. 2566

ด่วน 'บิ๊กตู่' วางมือทางการเมืองแล้ว ประกาศลาออกสมาชิก รทสช.

เพจเฟซบุ๊ก รทสช. โพสต์ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ตัดสินใจวางมือทางการเมือง ขอบคุณคะแนนเสียง 4,766,408 เสียง ฝากพรรคสานต่ออุดมการณ์ ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลประชาชนต่อ

เพจเฟซบุ๊ก พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party โพสต์ข้อความ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศวางมือทางการเมือง และขอลาออกจากสมาชิกพรรค ระบุใจความว่า 
 

พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยที่เคารพรัก และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติทุกท่าน

ผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ให้การสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติและผม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา จนทำให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้งของเรา ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 23 คน และเรายังได้รับการสนับสนุนในการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติอีกถึง 4,766,408 เสียง จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาใช้สิทธิ 38,057,074 คน หรือร้อยละ 12.52 สูงเป็นอันดับสามของประเทศ ทำให้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีก 13 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยสำหรับพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่

การที่ผมตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เพราะผมต้องการร่วมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นหลักให้กับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

ช่วงเวลาที่ผมได้ร่วมเดินทางกับพรรคไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมได้รับฟังข้อคิดเห็นของสมาชิกพรรคและประชาชนที่ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม ผมสัมผัสได้ถึงความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเชื่อมั่นในตัวผมตลอดมา ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง และเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 

ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเก้าปีเศษ ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอันเป็นที่รักยิ่ง และสิ่งเหล่านี้กำลังผลิดอกออกผลให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวม ผมได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ ด้าน มีเสถียรภาพ มีความสงบ และฟันฝ่าอุปสรรคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีความสำเร็จก้าวหน้าเป็นรูปธรรมหลายๆ ด้าน

อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งทางด้านคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร เครือข่ายอินเตอร์เน็ต สาธารณูปโภค การเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การจัดหาที่ดินทำกิน การจัดระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้และบรรเทาการเกิดอุทกภัย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทั้งการทำมาค้าขาย การใช้ชีวิตประจำวัน และการรับบริการจากภาครัฐ การต่อสู้กับการระบาดของโรคไวรัสโควิด๑๙ จนได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการโรคอุบัติใหม่ที่ดีที่สุดในโลก การแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาต่อการค้าการลงทุนมายาวนาน เช่น การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย การรักษามาตรฐานกิจการการบิน ตลอดจนการดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบอย่างทั่วถึงด้วยความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชาชนผู้เปราะบาง มีรายได้น้อย เด็ก คนชรา คนพิการ  เป็นต้น ซึ่งผมได้บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง มาโดยตลอด
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ทำให้กับประเทศชาติและประชาชนตลอดเก้าปีเศษที่ผ่านมา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการพัฒนาต่อไป

จากนี้ไป ผมขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยต่อไป และขอให้พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปด้วย

ขอขอบพระคุณครับ
พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา

เพจพรรครวมไทยสร้างชาติโพสต์เพจพรรครวมไทยสร้างชาติโพสต์

ประมวลท่าที ‘รัฐบาล’ ขั้วอำนาจเดิม ก่อนโหวตเลือกนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553332

11 ก.ค. 2566

ประมวลท่าที 'รัฐบาล' ขั้วอำนาจเดิม ก่อนโหวตเลือกนายกฯ

ประชุม ครม. นัดสุดท้าย ก่อนโหวตเลือกนายกฯ แต่ละพรรครอมติที่ประชุม ‘บิ๊กตู่’ ไม่ตอบโยนกระบวนการ รธน. ‘ธนกร’ เชื่อรู้เรื่องวันแรก ไม่ได้ควรเปิดทางพรรคอันดับ 2

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ 

ตั้งแต่ช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมจากหลายกระทรวง

ในวันนี้พบว่า มีรัฐมนตรีลาการประชุมหลายท่าน เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี , นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ , นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , นางสาวตรีนุชเทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถาม ประเด็นการเมือง ตอบสั้นๆเพียง วันนี้ ฟ้าสว่างแจ่มใสดี สว่าง สวยงาม ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า จะมีอะไรดีๆหรือไม่ นายกฯตอบ “เรื่องการเมือง เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมายรัฐธรรมนูญนะจ๊ะ ผมไม่มีความเห็นอะไรในเรื่องนี้” วันนี้เป็นเรื่องการประชุมปกติ ก็ขอบคุณรัฐมนตรีที่มาประชุมกัน ทำให้องค์ประชุมครบถ้วน ส่วนใหญ่เป็นการทบทวนตรงนั้นตรงนี้มา หาวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารราชการในขณะเป็นรัฐบาลรักษาการเท่านั้นแหละ เป็นไปตามกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.

ตลอดทั้งวันนี้ รมว. ที่เข้าร่วมประชุมจะถูกจับตาเรื่องการโหวตนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ 

ทิศทางโหวตเลือกนายกฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคจะหารือกันและเปิดให้ สส. ในแสดงความคิดเห็น ทุกคนทราบเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากมีการเซ็นรับทราบอยู่แล้ว และขณะนี้ 8 พรรคร่วมยังไม่มาพูดคุยเรื่องการโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกล 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า พรรคมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการเสนอแคนดิเดตนายกฯแข่งพรรคก้าวไกล และคาดว่าซีกรัฐบาลเดิมจะมีการพูดคุยกันก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคจะประชุมกันวันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา ต้องเป็นไปตามมติ ทุกอย่างยึดตามรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์ ของผู้ลงคะแนน แต่พรรคก็อาจจะมีความเห็นทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า สส. จะเป็นไปในทางเดียวกัน 

โหวตเลือกนายกฯผ่านเพียงครั้งเดียว

นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่กรณีที่ไม่สามารถโหวตในครั้งเดียวและที่จะให้พรรคอันดับ 2 เสนอแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ มองว่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 รวมถึงอีก 6 พรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ภาระหน้าที่ยังไม่ตกถึงพรรคภูมิใจไทย และยังไม่มีแผน 2 และแผน 3 เนื่องจากแผนที่ 1 ยังไม่ได้ดำเนินการ 

นายธนกร กล่าวว่า และคิดว่าไม่น่าใช้เวลาในสภามากเกินไป เพราะก่อนเลือกตั้ง รู้แล้วว่า มีวิสัยทัศน์อย่างไร โหวตเลือกครั้งแรกก็น่าจะได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปิดให้พรรคที่ 2 เสนอ ถ้าลำดับ2 ไม่ได้ก็เป็นลำดับที่3 ต่อไปหรือ จะมีองค์ประกอบเงื่อนไขใหม่ก็ว่ากันต่อไป ส่วนตัวมองว่าการเลือกนายกฯไม่ควรใช้เวลานาน ซึ่งต้องดูหน้างานว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธาในรอบที่ 2 หรือไม่ แต่เห็นว่าไม่ควรจะมี เพราะจะมาเปลี่ยนใจคนภายใน 2-3 วัน แต่การเลือกนายกฯก็อยากให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ควรอ้างประชาชน เพราะทุกพรรคการเมืองประชาชนก็เลือกมาทั้งหมด  

นายจุรินทร์ ไม่มีความเห็นว่าจะโหวตผ่านรอบเดียวหรือไม่และเท่าที่เห็นพรรคก้าวไกลก็มั่นใจว่า จะโหวตรอบเดียวผ่าน และไม่ตอบได้ถึงประเด็นที่ข้อบังคับรัฐสภาบอกว่า โหวตรอบเดียวถ้าไม่ได้ก็จบไป เพราะจะไปพันธะการเมืองโดยไม่จำเป็น ขอให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาเป็นผู้พิจารณา และมองเป็นหน้าที่ของ 8 พรรคดำเนินการเรื่องจัดตั้งรัฐบาล 

ส่วนข้อกังวลเกิดการชุมนุมหน้ารัฐสภา ส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิทธิของผู้ชุมนุม แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 

แต่ด้านนายธนกร ที่มองว่า การเดินสายที่ผ่านมาถือว่าส่อว่ามีการปลุกระดม ส่วนตัวอยากให้บ้านเมืองสงบเนื่องจากมีความสงบเรียบร้อยมานานแล้ว ไม่อยากเห็นบ้านเมืองกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมอีก และเชื่อว่าจะไม่มีม็อบอีกฝ่ายมาชุมนุมในวันนั้น และเชื่อว่ามีคนชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่จำนวนมาก จึงคิดว่าไม่อยากให้มีบรรยากาศที่มีประชาชนออกมาปะทะกัน ซึ่งการแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วสามารถทำได้ และเป็นการชุมนุมที่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะทราบว่ามีการจัดพื้นที่ให้ 

นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

‘พิธา’ หารือ ‘GISTDA’ คุยแผนใช้ ดาวเทียมแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553323

11 ก.ค. 2566

'พิธา' หารือ 'GISTDA' คุยแผนใช้ ดาวเทียมแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ประชาชน

‘พิธา’ หารือ GISTDA ถกแผน 3 ระยะ ใช้ข้อมูลดาวเทียวแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ แก้ปัญหาภัยแล้ง ภัยพิบัติ เยียวยาเกษตรกร หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ เร่งกำจัดอุปสรรคด้านงบประมาณ-ข้อกฎหมาย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชวน ภายหลังการเข้าพบผู้บริหารสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) โดยเปิดเผยว่า สาระสำคัญที่ได้หารือกัน คือ หากสามารถตั้งรัฐบาลสำเร็จ ต้องการการส่งเสริม สนับสนุน และใช้ประโยชน์ข้อมูลจาก GISTDA ให้มากขึ้น หลังจากที่เป็นสส.มา4 ปี ได้เห็นงบประมาณของ GISTDA ที่ลดลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันกลับได้เห็นประโยชน์ของข้อมูลของ GISTDA หลายครั้ง เช่นตอนน้ำท่วมโคราช น้ำท่วมนครศรีธรรมราช เรื่องภัยพิบัติ ภัยแล้ง และการเยียวเกษตรกรให้ดีขึ้นโดยการใช้ดาวเทียม ซึ่งทำให้เห็นถึงศักยภาพของ GISTDA มาก่อน จึงตั้งใจที่จะใช้ข้อมูล และความรู้ความสามารถของข้าราชการ GISTDA ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาประชาชน โดยวางกรอบในการทำงานเป็น 3 ระยะ คือระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล

ในระยะใกล้ คือ การใข้ข้อมูลมาช่วยในการแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้กับประชาชน เช่น การวัดดัชนี ดิน คุณภาพของดิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยแล้ง เรื่องฝุ่น PM ที่สามารถนำข้อมูล GISTDA มาหาค่าที่แม่นยำได้ การทำนายว่า PM2.5 จะมาเมื่อไหร่ ซึ่งดาวเทียมสามารถทำได้ รวมถึงการติดตามเรื่องไฟป่า ซึ่งปัจจุบันมีแอพลิเคชั่น ที่เกี่ยวกับไฟป่า ชื่อ “Bern check” เพื่อเช็กและตรวจสอบการบริหารไฟป่า

พิธา หารือ GISTDA แก้ปัญหาให้ประชาชนพิธา หารือ GISTDA แก้ปัญหาให้ประชาชน

ส่วนระยะกลางมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือการทำเรื่องคาร์บอนเครดิต ให้สามารถวัดมูลค่าได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม

หารือใช้ดาวเทียมแก้ปัญหาให้ประชาชนหารือใช้ดาวเทียมแก้ปัญหาให้ประชาชน

และสุดท้ายเรื่องระยะไกล คือ Space Economy หรือเศรษฐกิจที่จะได้มาจากการกำกับกิจการทางอวกาศ ที่ปัจจุบัยมีมูลค่าทั่วโลกถึง 7.7 ล้านบาท ซึ่งตนได้เห็นศักยภาพของโอกาสในการประกอบดาวเทียมด้วยคนไทยเอง เห็นถึงวิศวกรรมที่เกี่ยวของกับอวกาศในเมืองไทย ที่อาจจะมีการปล่อยดาวเทียมอีก 2 ดวงที่มาจากฝีมือวิศวกรไทย 22 คน ซึ่งเป็นวาระที่หากจัดตั้งรัฐบาล หรือปัญหาของประชาชนที่กำลังใกล้เข้ามา รวมถึง การหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และยังมีเรื่องความมั่นคงของประเทศ การท่องเที่ยว ซึ่งจะพยายามทำให้เป็นจริงได้มนอนาคต ระยะ 4 ปี หรือ 8 ปี ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ ยังมีข้อจำกัดด้ายงบประมาณ และข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งต้องจำกัดอุปสรรคเหล่านี้เพื่อให้ GISTDA สามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

‘ทักษิณ’ กลับบ้านได้แต่ไม่เข้าข่าย ‘House Arrest’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553327

11 ก.ค. 2566

'ทักษิณ' กลับบ้านได้แต่ไม่เข้าข่าย 'House Arrest'

รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ยืนยัน ‘House Arrest’ ต้องรับโทษก่อนตามเงื่อนไข ‘ทักษิณ’ กลับบ้านได้ แต่ไม่เข้าข่ายพักโทษ

นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ากรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากจะเดินทางกลับประเทศไทยไม่อยู่ในข่าย House Arrest  เพราะยังไม่ได้รับโทษ ตามเงื่อนไข สำหรับผู้ต้องโทษจำคุก อายุเกินกำหนด 

House Arrest ไม่ต้องจำคุกในเรือนจำ ใช้ได้กับความผิดบางประเภทเท่านั้นคือ

1.ผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการเป็นผู้ต้องหา ซึ่งต้องไม่ใช่ศาลตัดสินแล้ว หรือเป็นนักโทษ

2.คนที่ได้รับโทษจำคุกแล้ว และยังเหลือระยะเวลาอีกไม่มาก

3.คนที่ถูกศาลสั่งประหารชีวิต แต่อยู่ระหว่างการเจ็บป่วย ตั้งครรภ์ กลุ่มเหล่านี้สามารถเข้า House Arrest ได้ โดยมีคณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้พิจารณา

จากการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน ร่วมกับรัฐมนตรียุติธรรม G7 ต่างชาติยังแสดงความกังวลในเรื่องของนักโทษล้นคุกในประเทศไทยที่มีจำนวนมาก และกังวลว่าหากโควิด-19 กลับมาระบาดจะเกิดปัญหา อยากให้รัฐบาลไทยช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ดี

นอกจาก House Arrest  แล้วรองนายกฯ วิษณุ บอกว่าการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก  มีการอภัยโทษบ้าง ปล่อยนักโทษบ้าง ส่วนการกักขังแทนจ่ายค่าปรับนั้น ครม. ให้กฤษฎีกาไปพิจารณาใหม่ โดยใช้วิธีลงโทษอื่นที่ไม่ใช่การกักขัง

ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานสาธารณะ เป็นจราจร หรือสอนหนังสือแทนก็ได้ เพราะถ้ากักขังก็จะทำให้เกิดการล้นคุก

‘พิธา’ โพสต์โซเชียล ขอสส. – สว. โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก พาประเทศไทยเดินหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553328

11 ก.ค. 2566

'พิธา'  โพสต์โซเชียล   ขอสส. - สว.  โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก พาประเทศไทยเดินหน้า

นับถอยหลัง “โหวตนายกรัฐมนตรี” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ใช้พื้นที่บนสื่อสังคมออนไลน์ ซัดประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนถูกล้มล้าง ,ความไม่ปกติอันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ขอสส.-สว. โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก นำประเทศไทยก้าวข้าม .

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 4.33 นาที ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

.

โดยระบุข้อความว่า  “จากพิธาถึงทุกคน ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี 13 กรกฎาคมนี้ ให้โอกาสประเทศไทยได้มีรัฐบาลเสียงข้างมากตามเจตจำนงของประชาชน เดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตย คืนความปกติสู่การเมือง”

.

โดยในคลิปนายพิธากล่าวว่า   “สวัสดีประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศทุกท่าน 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่เจตจำนงของประชาชนคนไทยแสดงออกอย่างชัดเจน ผ่านบัตรเลือกตั้งเลือกพรรคก้าวไกลมากถึง 14,438,851 เสียง ส่งให้เรากลายเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรและมีผู้แทนราษฎร 152 คนนี่คือเสียงที่ดังพร้อมกันทั้งประเทศว่าทุกท่านต้องการประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม”

.

“ผมและพรรคก้าวไกลได้น้อมรับมติจากประชาชนเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล เราได้รวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค หรือ 72% ของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในการเมือง ปกติพวกเรารัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกล คงได้เข้าไปบริหารประเทศแก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว แต่จนถึงวันนี้เกือบ 2 เดือน หลังการเลือกตั้ง การโหวตนายกรัฐมนตรีเพิ่งจะมาถึง และเรายังต้องรอการตัดสินใจของ สว. ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ “

.

“วันนี้ชัดเจนว่าประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ถูกล้มล้างครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการรัฐประหาร นิติสงคราม และการยุบพรรค ความไม่ปกตินี้เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในวันนี้ยังคงอยู่กับเราอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่พวกเราจะคืนความปกติกลับสู่การเมืองไทยอีกครั้ง “

.

.

“ให้โอกาสประเทศไทยได้กลับมามีรัฐบาลที่ชอบธรรม เดินหน้าซ่อมแซมแก้ไขประเทศไทยตามที่ประชาชนคาดหวัง ให้โอกาสประเทศไทยกลับสู่ครรลองของการเมืองรัฐสภา ที่ประชาชนเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ได้ ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินหน้าไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้าและเป็นธรรม มีนวัตกรรมของตัวเองลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่เห็นคนเท่ากัน โดยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่กดปราบลิดรอนสิทธิประชาชน   “

.


” การโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ไม่ใช่การเลือกพิธา ไม่ใช่การเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก คือการเลือกเพื่อยืนยันว่าแม้เราจะยังอยู่กับรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเมืองที่ไม่ปกติ แต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถร่วมกันใช้เสียงของตัวเอง สานต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเลือกตั้งให้ลุล่วง จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากให้สำเร็จ ภารกิจนี้คือภารกิจร่วมกันของเราทุกคน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้ถืออำนาจแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ “

.

“โอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปถึง สส.และ สว. ทุกท่านท่านอาจไม่ชอบแนวทางการเมืองของพวกเราในระบบการเมืองปกติ แต่พวกท่านตรวจสอบผมได้ โจมตีผมได้ โหวตผมออกจากตำแหน่งก็ยังทำได้ แต่การโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมาก คือการให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าในแบบที่ควรจะเป็น “

.

โอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปถึงประชาชน เราผ่านวันเลือกตั้งมาแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีรัฐบาลเสียงข้างมากที่จะนำพาประเทศไปสู่ข้างหน้า 

.

“ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองอย่างไร มีความปรารถนาถึงสังคมแบบไหน ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ ที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้ หากนี่คือสิ่งที่ท่านอยากเห็น ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้า โดยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “
.

ขอขอบคุณภาพประกอบจากพรรคก้าวไกล

หัวหน้า’พรรคไทยภักดี’ชนะคดีช่อ ‘พรรณิการ์ วาณิช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553309

11 ก.ค. 2566

หัวหน้า'พรรคไทยภักดี'ชนะคดีช่อ 'พรรณิการ์ วาณิช'

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า’พรรคไทยภักดี’ ชนะคดี ‘พรรณิการ์ วาณิช’ ฟ้องหมิ่นประมาท โครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ เรียกค่าเสียหาย 1ล้านบาท

ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายเลขดำที่  อ.1853/2563 กรณี พรรณิการ์ วาณิช  แกนนำคณะก้าว ฟ้อง นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ข้อหาหมิ่นประมาท กล่าวหาอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ ช่วยเหลือนักร้องช่วงโควิด

โพสต์ของ นพ. วรงค์ มีเนื้อหาว่า #ผมชนะอีกแล้ว
ศาลอุทธรณ์พิพากษา คดีเมย์เดย์เมย์เดย์ ที่พวกยกเลิกม.112(ช่อพรรณิการ์)ฟ้องและเรียกค่าเสียหาย 1ล้านบาท ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง เพราะถือว่าผมวิจารณ์ด้วยความสุจริตและเป็นธรรม

ที่สำคัญรายชื่อผู้รับเงิน ที่ต้องการให้เขาแสดง 15รายชื่อ มี11รายชื่อที่ไม่มีในทะเบียนราษฎร์ แต่เขาอ้างว่ารายชื่อการโอนเป็นภาษางกฤษ ทำให้สะกดไม่ตรงกันมีข้อเท็จจริง ที่เราทราบ
ในระหว่างการสืบพยานคือ เขาไม่ได้จ่ายเงินตามที่ประกาศว่า ใครมาก่อนได้ก่อน

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดีนพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี

คดีนี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ฟ้องนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา

กรณีที่ นพ.วรงค์เปิดโปงข้อมูลว่าคณะก้าวหน้ามีการอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ เมย์เดย์ที่จัดระดมทุนช่วยเหลือนักดนตรีช่วงโควิด-19

เล็ง ‘เปิดพื้นที่ชุมนุม’ รอบรัฐสภารองรับ 13 ก.ค. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553273

10 ก.ค. 2566

เล็ง ‘เปิดพื้นที่ชุมนุม’ รอบรัฐสภารองรับ 13 ก.ค. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เล็ง ‘เปิดพื้นที่ชุมนุม’ สาธารณะตามระบอบประชาธิปไตยเพิ่มแถวรัฐสภา ในวันที่ 13 ก.ค. 2566 รับมวลชนรอลุ้นโหวตนายกรัฐมนตรี

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเลือกนายกรัฐมนตรี  ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 ก.ค. 2566 ว่า ได้มีการประสานความร่วมมือกับทางตำรวจนครบาล โดยอาจประกาศ “พื้นที่ชุมนุม” บริเวณแถวรัฐสภา ซึ่งมีพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอยู่ เป็นศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 4-5 ไร่ เพื่อให้เป็นพื้นที่ชุมนุมสาธารณะ 

สำหรับผู้ไปให้กำลังใจหรือผู้ที่จะชุมนุม ให้เป็นจุดแก้มลิงไว้รองรับประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้การจัดการบริหารพื้นที่ได้ดีขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คาดว่าจะสามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 500 – 600 คน อย่างไรก็ตาม จะมีการดูรายละเอียดอีกครั้งก่อนจะมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ 

นอกจากนี้ วันที่ 14 ก.ค. 2566 จะมีการเปิดงาน BMA Expo 2023 ในเวลา 13.00 น. ซึ่งเราจัดอย่างประหยัด ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค. 2566 ธีมงานคือสร้างความหวังให้คนกรุงเทพฯ เชื่อว่าอนาคตกรุงเทพฯจะดีขึ้น โดยจะเล่าเรื่องเทคโนโลยี ตลอดจนแผนต่าง ๆ ใน 9 ด้าน 9 ดี ณ อาคารพิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ (โรงงานผลิตยาสูบ 5) สวนเบญจกิติ หากมีเวลาอยากชวนให้ไปเยี่ยมชมกัน

กกต.เผยที่ประชุมยังไม่มีมติชงศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘พิธา’ ปมถือหุ้นสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553266

10 ก.ค. 2566

กกต.เผยที่ประชุมยังไม่มีมติชงศาลรัฐธรรมนูญฟัน 'พิธา' ปมถือหุ้นสื่อ

ประธาน กกต.เผย ที่ประชุมยังไม่มีมติชงศาลรัฐธรรมนูญฟัน’พิธา’ ปมหุ้นสื่อ เป็นเพียงการติดตามความคืบหน้า จับตาการประชุมนัดถัดไป

วันที่ 10 ก.ค. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการ​การเลือกตั้ง​ (กกต.)​ กล่าวว่า ว่าที่ประชุมกกต.ยังไม่มีการลงมติกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เป็นเพียงการติดตามความคืบหน้าของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ได้รายงานให้ที่ประชุม กกต.รับทราบ เท่านั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าที่ประชุม กกต.เริ่มประชุมในเวลา 13.00 น. และเลิกประชุมเวลา 16.00 น. และ จะนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 11 ก.ค.66 เวลา 10.00 น.  และวันที่ 13 ก.ค.66 เวลา  09.00 น.ต่อไป

‘พิธา’ ขอความเป็นธรรม ชี้แจง กกต. ปมหุ้นสื่อITV ก่อนยื่นศาล รธน. วินิจฉัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553263

10 ก.ค. 2566

'พิธา' ขอความเป็นธรรม ชี้แจง กกต. ปมหุ้นสื่อITV ก่อนยื่นศาล รธน. วินิจฉัย

‘พิธา’ ยังไม่ได้หนังสือจาก กกต. เรียกชี้แจงปมหุ้นสื่อITV ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ ยืนยันภารกิจลงพื้นที่ถี่ ไม่ใช่ปลุกระดมมวลชน แต่แสดงให้เห็น พร้อมเป็นนายกฯของทุกคน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกระแสคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นสื่อ ITV ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะเอกสารที่ได้ยื่นไปมีระบบ ระเบียบ ตามขั้นตอนอยู่แล้ว จึงขอความเป็นธรรมจาก กกต. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงและยังไม่ได้หนังสือจาก กกต. 

ส่วนการจับผิดมูลค่านาฬิกาที่แจ้งกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจมีมูลค่าราคาต่ำกว่าราคาจริง นายพิธา กล่าวว่า ได้ชี้แจงไปที่ ป.ป.ช แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในปี 62 หรือตอนออกจากสมาชิกปี 66 และตอนเข้ารับตำแหน่งอีกรอบก็ต้องยื่นอีกรอบหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มาที่ไป 

เมื่อถามถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ นายพิธา ระบุ ยังคงมีแนวโน้มที่ดีอยู่และยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องตั้งสมมติฐานอะไร ตนเองจะทำให้เต็มที่กับเวลาที่เหลืออยู่จนถึงวันนั้น หวังว่าจะได้มีโอกาสที่จะได้คืนความปกติให้กับการเมืองตามรัฐบาลเสียงข้างมากที่ผลเลือกตั้งออกมาแล้ว 

ส่วนการลงพื้นที่ถี่ในช่วงนี้ ยืนยันเป็นการเดินสายพบประชาชนไม่ใช่การปลุกระดม แต่เป็นการขอบคุณประชาชนแต่ละพื้นที่ ที่ให้ความไว้วางใจพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 25 ล้านเสียง เพื่อให้ประชาชนได้อุ่นใจว่าตัวเองพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกตนเองก็ตาม

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘ทนายอั๋น’ ยื่นสอบ สว.เร่งรัด กกต.ส่งศาลฟัน ‘พิธา’ ปมหุ้นสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553258

10 ก.ค. 2566

‘ทนายอั๋น’ ยื่นสอบ สว.เร่งรัด กกต.ส่งศาลฟัน ‘พิธา’ ปมหุ้นสื่อ

‘ทนายอั๋น’ ยื่นสอบพฤติกรรม สว. ชี้ กกต.อาจทำผิดกฎหมายหากชงศาลวินิจฉัยปมถือหุ้นสื่อ ลั่นหากเป็นทนาย ‘พิธา’ พร้อมชนทุกคน

วันที่ 10 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของวุฒิสภา กรณีเร่งรัดให้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปมถือหุ้นไอทีวี 

โดย ทนายอั๋นกล่าวว่า ขณะนี้ กกต.มีเพียงข้อเท็จจริงจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายเสรีสุวรรณภานนท์ และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นคนที่อยู่ตรงข้ามกับนายพิธาทั้งสิ้น เหตุใดกกต.จึงยังกล้าประชุม และส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ทั้งที่ข้อมูลมีความผิดเพี้ยน เรื่องนี้พี่น้องประชาชนติดตามอยู่ทั่วประเทศ แต่ กกต.ทำผิดขั้นตอน สุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157  ถ้าตนเองเป็นทนายความของนายพิธา จะจัดการเรียงตัวพร้อมจะชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ส.ว. ตนเองเป็นตัวแทนของคนที่รักความถูกต้อง และอยากทำให้บ้านเมืองเป็นไปตามครรลองได้ตามอิสระ ตนเองจะสู้ยิบตา หาก กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตนเองก็จะติดตามเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องที่ ส.ว. โดดมาเล่นประเด็นนี้ พร้อมฝากถึงนายเสรีออกมาให้สัมภาษณ์เก่งมาก แต่เมื่อท้าให้มาดีเบต นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงกลับไม่กล้าทำ 

 ทนายอั๋นกล่าวต่อว่า ความจริงไม่รู้ว่า กกต. จะส่งหรือไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะอยู่ในขั้นตอนการประชุมกันอยู่  แต่อย่างไรก็ไม่มีสิทธิจะประชุม เพราะมันไม่มีกฎหมาย ไม่มีระเบียบ ไม่มีอำนาจใด ๆ เปรียบเหมือนละครน้ำเน่าหลังสองทุ่ม  เมื่อครั้งก่อนผมมาขอเข้าพบประธาน กกต. แต่กลับไม่ให้เข้าพบ แต่ให้ ส.ว. เข้าพบ โดยไม่ต้องมีการนัดหมาย ท่านประธาน กกต. อย่านึกว่าตยเองเป็นเทวดา ท่านก็เป็นเพียงแค่ข้าราชการรับใช้ประชาชน

“ผมได้รับข่าววงในมาว่าตอนนี้เสียงของ ส.ว. เพียงพอต่อการโหวตนายพิธา เป็นนายกฯ แล้ว จึงทำให้ กกต.ต้องใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญจัดการ ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าใครโง่กว่ากัน รู้แค่ว่า กกต. โง่กว่า ส.ว.” ทนายอั๋นกล่าว