ขวางกินรวบปชป. ‘เชาว์’ โต้เดือด ‘เฉลิมชัย’ ไม่เคยทำร้ายพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551917

23 มิ.ย. 2566

ขวางกินรวบปชป. 'เชาว์' โต้เดือด 'เฉลิมชัย' ไม่เคยทำร้ายพรรค

‘เชาว์’ โต้เดือด ‘เฉลิมชัย’ ไม่เคยทำร้ายพรรค ปลุกคน ประชาธิปัตย์ ร่วมกำหนดทิศทาง ขวางกินรวบ จนพรรคตกต่ำ ต้องไม่มีใครทรยศพรรค เพียงเพราะต้องการเป็นรัฐบาล สวน เดชอิศม์ ปฏิรูป 360 องศา คือ การกลับไปสู่จุดเดิม

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง จากใจ ถึงใจ คน ปชป. ขอเสียงกำหนด อยากให้พรรคไปทิศทางไหน มีเนื้อหาระบุว่า หลังจากที่โพสต์ จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์ไปเมื่อสองวันก่อน ปรากฎว่าเป็นที่สนใจของสังคม โดยเฉพาะสมาชิกพรรคเก่าใหม่ที่ห่วงใยอนาคตพรรคได้โทรมาให้กำลังใจและสนับสนุนแนวคิดของผมเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อได้อ่านข่าวที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เตือนคนในพรรคหยุดปล่อยข่าวทำร้ายพรรคว่า “อยากฝากไปถึงคนภายในว่าหยุดทำร้ายพรรคเถอะ อย่าไปกลัวการเปลี่ยนแปลง วันนี้ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะเดินไปข้างหน้า ไม่มีใครทรยศพรรค หลักการและอุดมการณ์ของพรรคยังอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการทำอะไรที่ทำให้พรรคเสียหาย เป็นการทำร้ายพรรค อย่าทำเลย”

ถ้าหมายถึงเนื้อหา ในโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์ของตน ก็อยากให้นายเฉลิมชัยกลับไปอ่านทบทวนข้อคิดเห็นที่ผมเขียนให้ชัดอีกครั้ง

จะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมสื่อออกไปก็เพื่อต้องการให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรค ในสถานการณ์ ที่เรากำลังขาดบุคลากรที่โดดเด่น

บวกกับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไป จำเป็นต้องเฟ้นหาผู้นำทางที่มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ ที่สำคัญต้องมากบารมี

บททดสอบนี้จึงไม่ใช่แค่ สส.เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของพรรค เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ได้เป็นพรรคของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือนายทุนคนใดคนหนึ่ง

นายเชาว์ ระบุด้วยว่า เราจะเห็นว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา บรรดาบ้านใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ ถูกโค่นจนล้มแบบระเนระนาด แต่ที่ผมกังวลคือบรรยากาศในพรรคกลับอยู่ในสภาพบ้านใหญ่ กดรีโมตสั่งการได้โดยคนๆเดียว แบบนี้น่ากลัว

ถึงขนาดมี สส.หลายคนพูดตรงกันว่า สส.จำนวน 20 คน ได้ยินยอมพร้อมใจยกอำนาจการตัดสินใจให้อดีตผู้บริหารท่านหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าตอนนี้ชะตากรรมพรรคประชาธิปัตย์กำลังตกอยู่ในมือคนๆเดียว คิดดี ทำดี ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ นั่นอาจหมายถึงพรรคเสี่ยงต่อการล่มสลาย ซึ่งเป็นภาพที่ผมไม่อยากเห็นเป็นที่สุด

เชื่อว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่อยากเห็นพรรคอันเป็นที่รักของเราตกต่ำเพียงเพราะก้าวข้ามอำนาจไม่ได้ สี่ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าสู่อำนาจ แต่พรรคกลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ความนิยมเสื่อมถอย

จากเดิมเรามีสส. 52 คน ลดเหลือลงเหลือ 25 คน เป็นเครื่องเตือนสติให้ต้องทบทวนถึงแนวทางการบริหารว่ามาถูกทางหรือไม่ ถ้าไม่ต้องรีบเปลี่ยนแปลง ก่อนไม่มีโอกาสให้เปลี่ยน

ผมไม่มีเจตนาโจมตีใครเป็นการส่วนตัว แต่พูดโดยหลักการในฐานะสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่เป็นห่วงพรรค ทุกวิกฤต มีโอกาส แต่ทุกโอกาส ต้องมาจากการไขว่คว้า

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกพรรค จะเล็งเห็นถึงความตั้งใจที่ผมต้องการสื่อสาร ส่วนนายเฉลิมชัยจะมีอคติคิดเห็นอย่างไร ไม่ว่ากัน เพราะไปบังคับกันไม่ได้ สิ่งที่อยากฝากไปถึงก็มีแค่ว่า ผมเห็นด้วยว่าคนภายในต้องไม่ทำร้ายพรรค อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง” 

วันนี้ถ้าพรรคจะเดินไปข้างหน้า ต้องไม่มีใครทรยศพรรค เพียงเพราะต้องการเป็นรัฐบาล โดยใช้อุดมการณ์ และประชาชนมาเป็นข้ออ้าง เพราะนั่นคือพฤติกรรมที่จะทำให้พรรคเสียหาย เป็นการทำร้ายพรรค

“อย่าทำเลยครับ พรรคต้องเปลี่ยนแปลง และไม่ใช่เปลี่ยน 360 องศา เหมือนที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา ออกมาระบุ เพราะนั่นหมายถึงว่ากลับมาสู่จุดเดิม คือไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย” นายเชาว์ ระบุทิ้งท้าย

สรุป 4 วัน สส.รายตัว 257 คน – 4 ก.ค. นี้ จับตาศึกชิง ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551911

23 มิ.ย. 2566

สรุป 4 วัน สส.รายตัว 257 คน - 4 ก.ค. นี้ จับตาศึกชิง ‘ประธานสภา’

สส.รายงานตัว 4 วัน 257 คน เหลือ 243 คน สำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจ้งสส.เตรียมพร้อมรัฐพิธี 3 ก.ค. ก่อนประชุมนัดแรก 4 ก.ค.จับตา! ศึกชิง ‘ประธานสภา’

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ ถึงภาพรวมการรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)ชุดที่ 26 เป็นวันที่ 4 ที่บริเวณห้องสัมมนาชั้น บี1 ตั้งแต่เวลา 08.30น. – 16.30 น.ของวันที่ 23 มิ.ย. 2566 

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่าย มี สส.ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทยอยเดินทางมารายงานตัวต่อเนื่อง

สำหรับ สส.ที่มารายงานตัวจาก พรรคเพื่อไทย 4 คน ประกอบด้วย

1.น.ส.ประวีณ์นุช เลิศจิตสุทธิ์ บัญชีรายชื่อ

2.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล บัญชีรายชื่อ

3.นายนิกร โสมกลาง เขต 8 จ.นครราชสีมา

4.นายอภิชา เลิศพชรกมล เขต 10 จ.นครราชสีมา

พรรครวมไทยสร้างชาติ 6 คน ประกอบด้วย

1.นายสุชาติ ชมกลิ่น บัญชีรายชื่อ

2.นายชัชวาลล์ คงอุดม บัญชีรายชื่อ

3.นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เขต 4 จังหวัดชลบุรี

4.นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เขต 1 จังหวัดเพชรบุรี

5.นางสาวกุลวลี นพอมรบดี เขต 1 จังหวัดราชบุรี

6.จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล เขต 3 จังหวัดเพชรบุรี

พรรคพลังประชารัฐ 1 คน คือ นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ จังหวัดสิงห์บุรี

พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน คือ นายชวน หลีกภัย บัญชีรายชื่อ

พรรคภูมิใจไทย 1 คน คือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เขต 2 จังหวัดอุทัยธานี

พรรคเป็นธรรม 1 คน คือ นายกัณวีร์ สืบแสง บัญชีรายชื่อ

4 วัน สส.รายงานตัว 257 คน เหลือ 243 คน

สรุปยอดส.ส.มารายงานตัวตลอดทั้งวัน รวมทั้งสิ้นเพียง 14 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน พรรคพลังประชารัฐ 1 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 6 คน พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และพรรคเป็นธรรม 1 คน

รวม 4 วัน (20-23 มิ.ย.) มี สส.มารายงานตัวแล้ว รวมทั้งสิ้น 257 คน ยังคงเหลือ สส.ที่ยังไม่มารายงานตัวอีก 243 คน

ทั้งนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยังเปิดให้ สส.มารายงานตัวในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ (24-25 มิ.ย. 2566) ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น. อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บรรดา สส.ได้รับแจ้งในเบื้องต้น ให้เตรียมเข้าร่วมรัฐพิธีในวันที่ 3 ก.ค. และประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ วันที่ 4 ก.ค. 2566 นี้

ทั้งนี้  เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า โควตาประธานสภา ระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยจะได้ข้อยุติก่อนวันที่ 3 ก.ค. 2566 

สส.เข้ามารับหนังสือรับรองบางตา ‘ภูมิใจไทย’ จ่อเข้าเช็กอินพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551910

23 มิ.ย. 2566

สส.เข้ามารับหนังสือรับรองบางตา 'ภูมิใจไทย' จ่อเข้าเช็กอินพรุ่งนี้

ใกล้ครบจำนวน!! สส.เข้ารับหนังสือรับรองบางตา ด้าน ‘อนุทิน’ และ ‘ทีมภูมิใจไทย’ เตรียมเข้าเช็กอินปิดท้ายพรุ่งนี้

วันที่ 23 มิ.ย. สำหรับการเดินทางมารับหนังสือรับรองของ ส.ส. เพื่อไปรายงานตัวที่รัฐสภาซึ่งเป็นวันที่ 4 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  ยังคงมี สส.ทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งเป็นการมารับหนังสือด้วยตัวเอง ไม่ได้มอบหมายให้พรรคส่งคนมารับให้ เช่น น.ส.จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย และ นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์สส.ชัยภูมิ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย, นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สส.สิงห์บุรี เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ขณะที่บางส่วนมอบหมายให้ตัวแทนมารับ เช่น ตัวแทน นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ

โดยบรรยากาศไม่คึกคักเหมือนช่วง 3 วันที่ผ่านมา ประกอบกับมี สส.รับหนังสือรับรองไปแล้วทั้งสิ้น 444 คนแบ่งเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น 92 คน สส.แบบแบ่งเขต 352 คน จากทั้งหมด 500 คน จึงยังเหลือ สส.ที่ไม่มารับหนังสือรับรองอีกเพียง 56 คนเท่านั้น ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และสส.ของพรรคจะมารับหนังสือรับรองในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สส.ที่มารับหนังสือ วันแรก 20 มิ.ย. จำนวน 92 คน เป็น สส.แบ่งเขต 78 คน, สส.บัญชีรายชื่อ14 คน 

วันที่สอง 21 มิ.ย. จำนวน 170 คน เป็น ส.ส.แบ่งเขต 136 คน, สส.บัญชีรายชื่อ 34 คน 

วันที่สาม 22 มิ.ย. จำนวน 182 คน เป็น สส.แบ่งเขต 138 คน, สส.บัญชีรายชื่อ 44 คน

ไม่เปลี่ยนใจ ‘สว.พีระศักดิ์’ ยันหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ เพราะเป็น พรรคอันดับ1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551903

23 มิ.ย. 2566

ไม่เปลี่ยนใจ ‘สว.พีระศักดิ์’ ยันหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ เพราะเป็น พรรคอันดับ1

‘สว.พีระศักดิ์’ ยันหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ เพราะเป็น พรรคอันดับ1 แต่ไม่การันตีแทน สว.คนอื่น เพราะยังเสียงแตก เชื่อทุกคนใช้ดุลยพินิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นายพีระศักดิ์ พอจิต สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมวุฒิสภาเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ ถึงกรณีพรรคก้าวไกลระบุมีสัญญาณดี จาก สว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ตนเชื่อว่าทุกคนมีวิจารณญาณ และส่วนตัวยืนยันชัดเจนว่าจะสนับสนุนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงเป็น พรรคอันดับ1 เป็นนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งขณะนี้คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ส่วน สว.คนอื่น มีความเห็นที่หลากหลาย ซึ่งมีความเป็นอิสระในแต่ละบุคคล

สำหรับกรณีที่มี สว.บางคนกังวลเรื่องคุณสมบัติของนายพิธานั้น นายพีระศักดิ์ บอกว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำตัดสินอะไรออกมา ก็ต้องสันนิษฐานว่า ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติครบก่อน

ส่วนที่มี สว.บางคนระบุว่าพรรคเสียงข้างมากอาจไม่ได้ตั้งรัฐบาล และเสียงข้างน้อยอาจจะได้เป็นรัฐบาลนั้น นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาในวันเลือกนายกรัฐมนตรี จึงยังบอกอะไรไม่ได้ แต่เชื่อว่าทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจ และใช้ดุลยพินิจที่มีประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และคำนึงถึงความเป็นประชาธิปไตยให้เดินหน้าต่อไป และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติโดยรวม

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่าเป็นคำถามที่ยาก แต่ส่วนตัวอยากให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปตามกติกา และเกิดประโยชน์กับส่วนรวม

เมื่อถามย้ำว่า สว.ขณะนี้มีความเห็นอย่างไร นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ความเห็นในเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรีแบ่งออกเป็นหลายทาง แม้นั่งรับประทานอาหารด้วยกันยังคิดไม่ตรงกัน ซึ่งก็ต้องเคารพดุลยพินิจของ สว.แต่ละคน ทั้งนี้ไม่กล้าพูดแทนใครว่าเสียงส่วนใหญ่เป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะมีขึ้นต่อเมื่อมีการเลือกประธานสภาฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว 

เพื่อไทย กระทุ้ง พล.อ.ประยุทธ์ คืน ‘บ้านพักหลวง’ – ลุงตู่ แจงต้องแก้กฎกระทรวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551900

23 มิ.ย. 2566

เพื่อไทย กระทุ้ง  พล.อ.ประยุทธ์  คืน 'บ้านพักหลวง' -  ลุงตู่  แจงต้องแก้กฎกระทรวง

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดประเด็น กดดันนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ถึงเวลาแสดงสปิริต เมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้นำ ควรคืน “บ้านพักหลวง” ชี้ด้วยบทบาทข้าราชการการเมืองไม่ควรนำเอาระเบียบกองทัพมาใช้ ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ เป็นเรื่องของกติกาเดิม ถ้าจะแก้ไขต้องไปแก้กฎกระทรวง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า   การที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ยืนยันจะไม่ย้ายออกจากบ้านพักรับรอง  “บ้านพักหลวง ”   ตั้งอยู่ในกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ที่ 1  แขวงสามเสนใน เขตพญาไท​ กรุงเทพฯ  โดยอ้างถึงระเบียบของกองทัพบก  เนื่องจากตนเป็นคนอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์  ซึ่งในกรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการอยู่บ้านพักหลวงถูกต้อง โดยใช้ระเบียบบังคับ ว่าด้วยการพักอาศัย ข้าราชการกองทัพบก

ซึ่งครั้งที่ตนยื่นเรื่องต่อศาลไป ว่าพล.อ. ประยุทธ์ เป็นนักการเมือง เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง ต้องใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับ เนื่องจากประโยชน์ขัดกัน ไม่ควรเอาระเบียบกองทัพบกมาพิจารณา  และครั้งนี้ตนเห็นว่า พล.อ.
ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยวุฒิภาวะควรแสดงสปิริต ว่าไม่ควรอยู่ใน  “บ้านพักหลวง”  เพราะหากจะนับว่าเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก ต้องไปดูว่ามีข้าราชการที่เป็นผู้บัญชาการเกษียณอายุมีหลายคน ไม่เช่นนั้นก็ต้องมาอยู่เหมือนกัน   ดังนั้นควรแสดงสปิริต 

อนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่อง “บ้านพักหลวง”  ว่า  เป็นเรื่องของกติกาเดิม ถ้าวันหน้าจะแก้ไข ก็ต้องไปแก้กฎกระทรวง เป็นระเบียบของกองทัพบกอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะดูแลผู้บังคับบัญชาเป็นกติกาเดิม แต่ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ก็พร้อมออก   ผู้สื่อข่าวถามว่า   อยู่ได้ในฐานะ อดีตผบ.ทบ. ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า  อดีตผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายประเทศก็ดูแลกันอยู่   “มีหลายประเทศเขาไล่คนเก่าไหมล่ะ เขาก็มีรปภ.ดูแลตลอด แต่ประเทศไทยไม่ได้เลย ต้องเท่าเทียม ผมก็เคารพกติกา วันนี้ผมอยู่เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เข้าใจไหมเล่า บ้านผมก็มี แต่มันไม่ปลอดภัย “

ผู้สื่อข่าวถามว่า  ห่วงว่าใครจะมาทำอะไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า  “ไม่ใช่ห่วง โธ่ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นสากลเข้าใจไหม ผมก็มีแรงดูแลตัวเองอยู่เหมือนกันแหละ ผมจะต้องไปอะไรกับคนอื่นเขาเล่า” เมื่อถามย้ำว่าทำไมคิดว่า ตัวเองจะไม่ปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  “ไม่ เขาพูดถึงหลักการ ผู้นำ อดีตผู้นำ วันนี้ถ้าทุกคนเท่าเทียมกันหมด วันนี้ผมมาก็ไม่ต้องมีใครมากับผม  ทำได้ไหม ไปไหนคนเดียว เดินอยู่คนเดียวได้ไหม เขาก็ต้องให้เกียรติ คุ้มครอง ดูแล เป็นหน้าที่ของเขา  รัฐบาลหน้ามาเขาก็ได้รับการดูแลเหมือนกันแหละ แต่เขาไม่ใช่ทหารแบบผมเท่านั้นเอง”   พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ 

เศรษฐา ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าดึงเศรษฐกิจซบเซา – ย้ำจุดยืนโหวต ‘พิธา’ เป็นนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551886

23 มิ.ย. 2566

เศรษฐา ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าดึงเศรษฐกิจซบเซา - ย้ำจุดยืนโหวต 'พิธา' เป็นนายก

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน วิพากษ์การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า ทำให้การลงทุนที่ควรจะเกิดขึ้นชะลอตัวออกไป ภาคการค้าซบเซา ระบุแนวทางของพรรคเห็นควรปรับขึ้นค่าแรง โดย 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย และก้าวไกลต้องไปหารือกัน เพื่อหาความเหมาะสม

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเหมือนจะล่าช้าออกไป  ทำให้การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประชาชนล่าช้าตามไปด้วย  ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะทำให้การลงทุนชะลอ นโยบายหลักที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ถูกพักไป  ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่  ตนเรียกร้องมาตลอดว่าอยากให้รีบจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ตนได้คุยกับคนในวงการธุรกิจทราบว่ายอดขายหลายอย่างซบเชา 

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะหารือกันว่า  เมื่อร่วมรัฐบาลอะไรบ้างที่พร้อมจะเดินหน้าเลย เช่น การขึ้นค่าแรง ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะเป็นรายได้พื้นฐานของประชาชนทุกคน แต่จะขึ้นเท่าไหร่อย่างไร เชื่อว่าคณะทำงานทั้ง 2 พรรค    คือก้าวไกล และเพื่อไทย  คงเป็นคนกำหนด โดยพรรคเพื่อไทยต้องเตรียมการเรื่องนี้ให้ดี แต่คณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นตนไม่ทราบรายละเอียด ทั้งนี้ตนเป็นห่วงประชาชน เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องรอง แต่ทุกวันนี้มีแต่เรื่องการเมืองทั้งนั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว 

ผู้สื่อข่าว  ถามว่ามองอย่างไรกับการที่มีความพยายามบอกว่า สว. ที่พรรคก้าวไกล พยายามเจรจาด้วยเปลี่ยนใจจะไม่เลือกหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่อยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และอยากให้มีการโหวตให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี  “วันนี้จุดยืนของผมชัดเจน อยากให้มีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ วันนี้เศรษฐกิจบอบช้ำเยอะมาก ต้องพักเรื่องการเมืองไปก่อน เอาเรื่องประชาชนดีกว่า  ” นายเศรษฐา ระบุ

สายข่าวตร.ไว รายงานรมว.กลาโหม ม็อบมาแน่กดดัน สว. ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551824

22 มิ.ย. 2566

สายข่าวตร.ไว รายงานรมว.กลาโหม ม็อบมาแน่กดดัน สว. 'โหวตนายกรัฐมนตรี' 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานต่อที่ประชุมสภากลาโหม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ฟันธงมวลชนมาแน่ “โหวตนายกรัฐมนตรี” 15 ก.ค. เป้าหมายกดดันสว. ให้เทเสียงหนุนฝ่ายที่ต้องการ ส่วนบรรยากาศหารือในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกลาโหม กำชับให้ตระหนักลดอัตรากำลังพล

ในการประชุมกระทรวงกลาโหม  โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  เป็นประธาน    ในที่ประชุมสภากลาโหม พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รายงานแผนรักษาความสงบเรียบร้อยอาคารรัฐสภา และพื้นที่โดยรอบช่วงการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่า การ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  ที่จะอยู่ในรอยต่อคือวันที่   15 ก.ค. 
จะมีมวลชนมาชุมนุมเพื่อกดดันให้สมาชิกวุฒิสภา  ( สว.) เลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน   โดยในส่วนของการดูแลจะมีการจัดพื้นที่ไว้รองรับ ซึ่งเป็นแผนเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลข่าวสารในขณะนั้นด้วย เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถรับมือได้ 


พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของมวลชน   ที่จะมากดดันระหว่างมีการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง   ซึ่งมีกระบวนการอยู่แล้ว ถ้าชุมนุมโดยสงบก็ไม่ขัดข้อง  แต่ถ้าใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเข้าไปในเขตที่หวงห้าม ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย   ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดบรรยากาศแบบนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า  ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ  โดยมีพล.ประยุทธ์ เป็นประธาน  ที่ประชุมหารือถึงการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม ตามแผนการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหมระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน และนําไปสู่การมีโครงสร้างอัตราการจัดหน่วยที่มีขนาดกะทัดรัดอย่างสมดุล มีจํานวนกําลังพลที่เหมาะสม รวมทั้งมียุทโธปกรณ์เทคโนโลยีที่เพียงพอและทันสมัย สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย รองรับภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ตลอดจนพิจารณาปรับ ลด ยุบเลิก หน่วยที่มีความซ้ำซ้อนหรือหมดความจําเป็น ทั้งนี้การดําเนินการดังกล่าวให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอัตราของหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ ที่กําหนดอย่างเคร่งครัด

‘ประยุทธ์’ เผยเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบฯ’ แล้ว แต่ขออยู่ ‘บ้านหลวง’ ต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551823

22 มิ.ย. 2566

‘ประยุทธ์’ เผยเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบฯ’ แล้ว แต่ขออยู่ 'บ้านหลวง' ต่อ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’นายกฯ ยอมรับเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบรัฐบาล’ แล้ว แต่ขออยู่ ‘บ้านหลวง’ ต่อ พน้อมให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัย

ตลอดสัปดาห์ มีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย ได้ขนย้ายสิ่งของออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ประกาศรับรองสส.ครบ 100 % ทั้ง 500 คน แล้ว ล่าสุดมีความเคลื่อนไหนจากนายกฯ แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภา ว่าอย่าเอาผมไปเกี่ยวข้อง ยืนยันไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น 

ยืนยันว่าผมยังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ และไม่ได้เจรจาอะไรกับใคร ไม่ได้ดีลกับใคร อยู่รวมไทยสร้างขาติในเวลานี้ยังไม่ได้ไปไหน 

ผมไม่ได้เจรจากับใคร ไม่ได้ไปดีลกับใครทั้งสิ้น เรื่องนี้เราต้องเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ขบวนการทางการเมือง รวมพรรครวมกลุ่ม รวมฝ่ายอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ยุ่ง ตรงนี้นะจ้ะ

เมื่อถามว่า เรื่องการเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า อ้าว ทำไม ไม่เก็บไม่ได้เหรอ สนใจแต่เรื่องเก็บไม่เก็บ ก่อนจะยอมรับว่าทยอยเก็บของไปบ้างแล้วเพราะต้องทำตามระยะเวลาที่ควรจะทำ ห้องเรามันก็รกเพราะเอกสารเยอะมาก อยากจะรื้อตั้งนานแล้ว เดินยังสะดุด เอกสารก็เยอะเพราะอยู่มาหลายปี

เมื่อถามว่ากองทัพแสดงความเป็นห่วงหรือไม่ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็น นายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่าห่วงเรื่องอะไร เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่า ห่วงจะมีการลงถนน พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงเขาจะดำเนินการมีกระบวนการอยู่แล้ว ถ้าชุมนุมโดยสงบก็ว่าไป แต่ถ้าใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเข้าไปในเขตที่หวงห้ามก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเลย

เลือก‘ประธานสภา’หัวหน้า รทสช. ดูแลอยู่

เมื่อถามว่าจะมีการประชุมเพื่อเลือกประธานสภา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ จะกำหนดให้พรรคเลือกอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่ยุ่ง ผมไม่ตอบ เพราะผมไม่ได้ยุ่ง ก็จบแล้วว่าไม่ยุ่งสักอย่าง จบไหมล่ะ ดังนั้นการออกมาพูดว่านายกฯเห็นชอบตรงนั้น ตรงนี้ ผมไม่เห็นชอบกับใครสักคน ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติจะโหวตให้ใครเดี๋ยวเขาก็หารือกันเอง ตนมอบหมายให้หัวหน้าพรรคดูแลตรงนี้อยู่ ไม่จำเป็นต้องสั่งเขา ส่วนจะฟรีโหวตหรือเป็นมติพรรคแต่ละพรรคก็มีมติของเขา

ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ของนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ออกมาโพสต์ว่าจะอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จนวินาทีสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ดูกฎหมายแล้วมันทำได้

เมื่อถามว่า มีความสุ่มเสี่ยงหากมีคนร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะไม่เคยมี แต่เรื่องนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีบอก ว่าไม่มีปัญหาอะไรได้ตรวจสอบแล้วก็สามารถทำหน้าที่ได้จนถึงวันปฏิญาณตน

ปัดไม่เกี่ยว ‘ประวิตร’ อาจจะนายกฯ คนต่อไป

ส่วนกระแสข่าวมีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น นายกรัฐมนตรีคนต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่ทราบ เห็นในข่าววันนี้ แล้วเอาผมไปเกี่ยวพันด้วย ผมไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเป็นพี่น้องกัน อาจจะอ่านใจกันได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ามาถามผมทำไม คงไม่ถึงกับอ่านใจกันได้ขนาดนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองก็ให้กลไกการเมืองว่ากันไป 

เมื่อถามย้ำว่า คิดว่าพล.อ.ประวิตรเป็นได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเสียงสูงว่า “ไม่เอา ผมไม่ตอบตรงนี้ เป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียง เรื่องของกลไก ว่าใครจะรวมกับใคร ผมยังไม่รู้เลย ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่ามีพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 อันดับ 2 ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามนี้ อย่าไปสงสัยกันมากนักเลย ผมก็ทำแบบนี้มาตลอด”

ไม่ก้าวล่วงรัฐบาลใหม่

เมื่อถามย้ำว่า ถ้ามีนายกฯมาใหม่จริงๆ จะใจหายหรือไม่เพราะอยู่ตรงนี้มา 8 ปีพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าไม่หรอก เพราะผมถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ถึงจะไม่ 100% แต่ผมก็ทำไว้เยอะ ซึ่งถ้าได้รับการสานต่อก็จะแก้ปัญหาได้ บางอย่างไม่ได้แก้ภายในปี 2 ปีอยู่แล้ว จะเห็นว่าเราใช้เวลาถึง 8-9 ปีที่ผ่านมา ก็ทำได้เยอะพอสมควร แต่ก็ต้องทำต่อ

เมื่อถามว่าอยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายอะไรทันที พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายอย่างเป็นโครงการที่วางไว้แล้ว ตามแผนงานที่มีอยู่แล้วตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทุกอย่างทำให้เกิดความต่อเนื่อง ถ้าหยุดมันก็จะไม่ยั่งยืน ผมเข้าใจพี่น้องประชาชนต้องการแต่เราต้องมองในภาพใหญ่ นี่คือหลักการในการทำงานของตน รัฐบาลใหม่ผมไม่ไปก้าวล่วง

เมื่อถามว่า ท่านยังไม่ประกาศวางมืออย่างชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ถึงเวลาผมก็ว่าของผมเองผม ไม่จำเป็นต้องไปตอบใคร ทำไมอยากรู้มากมายนักเหรอ ทำไมต้องชัด แต่ชัดอย่างเดียว ว่าตนไม่ไปยุ่งกับเขา

เมื่อถามว่า เมื่อพ้นจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องย้ายออกจากบ้านพักใน ร.1 รอ.หรือไม่พลเอกประยุทธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของกติกาเดิม ถ้าวันหน้าจะแก้ไขก็ต้องไปแก้กฎกระทรวง มันเป็นระเบียบของกองทัพบกอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะดูแลผู้บังคับบัญชามันเป็นกติกาเดิม แต่ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ผมก็พร้อมออก

ขออยู่บ้านหลวงต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่าอยู่ได้ในฐานะ อดีต ผบ.ทบ. ใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอดีตผบ.ทบ.และนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายประเทศก็ดูแลกันอยู่ มีหลายประเทศเขาไล่คนเก่าไหมล่ะ เขาก็มี รปภ.ดูแลตลอดแต่ประเทศไทยไม่ได้เลยต้องเท่าเทียม ผมก็เคารพกติกา“วันนี้ผมอยู่เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เข้าใจไหมเล่า บ้านผมก็มี แต่มันไม่ปลอดภัย”

เมื่อถามว่าเขาไม่เข้าใจในเรื่องความมั่นคง พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า “ไม่รู้เขา ก็เรื่องของเขา” เมื่อถามต่อว่าห่วงว่าใครจะมาทำอะไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่ใช่ห่วง โธ่ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นสากลเข้าใจไหม ก่อนจะบอกว่า “ผมก็มีแรงดูแลตัวเองอยู่เหมือนกันแหละ ผมจะต้องไปอะไรกับคนอื่นเขาเล่า”

เมื่อถามย้ำว่าทำไมคิดว่า ตัวเองจะไม่ปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่ เขาพูดถึงหลักการ ผู้นำ อดีตผู้นำ วันนี้ถ้าทุกคนเท่าเทียมกันหมด วันนี้ผมมาก็ไม่ต้องมีใครมากับผมสิ ทำได้ไหม ไปไหนคนเดียว เดินอยู่คนเดียวได้ไหม เขาก็ต้องให้เกียรติ คุ้มครอง ดูแล เป็นหน้าที่ของเขา เดี๋ยวรัฐบาลหน้าเขาก็ได้รับการดูแลเหมือนกันแหละ แต่เขาไม่ใช่ทหารแบบผมเท่านั้นเอง”

เมื่อถามว่ากลัวจะโดยเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “กลัวอะไรเล่า เออ ผมกลัวอะไรล่ะ”

เมื่อบอกว่าพรรคเพื่อไทย บอกว่าจะมีการดำเนินคดีย้อนหลังเรื่องการทำรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เรื่องของเขา ก็สู้ตามกฎหมายเอา ก็แจ้งไป มันจบไปตั้งนานแล้ว เมื่อบอกว่าเขาจะดำเนินการเอาผิดย้อนหลังพล.อ.ประยุทธ์บอกว่ามันย้อนได้ไหม เขาพยายามแต่มันทำได้หรือไม่ มันผิดหลักการทางกฎหมายหรือเปล่า แก้รัฐธรรมนูญมีผลย้อนหลังได้หรือไม่

เมื่อถามว่ามั่นใจ จะไม่โดนเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ ก่อนจะเดินขึ้นรถ และบอกว่าข่าวลือคือข่าวลือ ไม่ฟังขี้เกียจฟัง

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไร พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ฝาก เมื่อถามอีกว่า ถ้าพล.อ.ประวิตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ จะให้กำลังใจอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ทราบรวมถึงเมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะไปร่วมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ โบกมือไล่ บอกไปเลือกประธานสภาให้ได้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน กระแสเลือกประธานสภา ระหว่างพรรคก้าวไกล ที่เป็นพรรคอันดับ1 และพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคอันดับ2 ว่าควรจะเป็นโควตาพรรคไหน ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง

แต่ท่าทีของพรรคก้าวไกลสงบนิ่ง ส่วนเพื่อไทย มีสส.รุนเก๋าออกมาขย่มพรรคก้าวไกล อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกสติขอให้ยึดหลักการ ประธานสภา ควรเป็นของพรรคที่มีเสียงอันดับ1 อย่างพรรคก้าวไกล

พิราบขาว 2006 รุก กกต. บี้ ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อไอทีวี เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551812

22 มิ.ย. 2566

พิราบขาว 2006  รุก กกต. บี้  'พิธา'  ถือหุ้นสื่อไอทีวี  เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  “นพรุจ วรชิตวุฒิกุล” เดินหน้าต่อกับการตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ด้วยตัวเรื่องครบองค์ประกอบ ที่กกต. จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ระบุหากกกต.ไม่ดำเนินการ จะขอให้ฝั่งสว.รับไม่ต่อ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006   ได้ยื่นเรื่องใหม่ต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท tiv จำกัด (มหาชน) และการโอนหุ้นหลังการเลือกตั้ง “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  เพื่อให้กกต.ตรวจสอบ ซึ่งมีองค์ประกอบครบในการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรม ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องใหม่อีกครั้งหลังกกต.รับรองเป็น สส. โดยจะให้กกต.ดำเนินการภายในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ ในการพิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากยังไม่ดำเนินการจะไปใช้ช่องทางให้สว. และส.ส. เข้าชื่อ 

นายนพรุจ กล่าวว่า  ประเด็น  “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”    ข้อสังเกตุคือ   การถือหุ้น 42,000   การบอกว่าหุ้นน้อย หุ้นมาก ก็ต้องไปถามคนอื่นที่ถือหุ้น   อีกทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันแล้วว่า ยังไม่เลิกกิจการ ยังดำเนินธุรกิจอยู่ มีการส่งงบการเงิน ส่วนที่จอดำ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีและบริษัท itv ซึ่งไม่ใช้การฟื้นไอทีวี  และนายพิธาต้องถือหุ้น ถึงโอนหุ้นได้ จึงขอให้นายพิธาเปิดเผยข้อมูลมา    เพื่อให้สังคมรับรู้ว่าตนเองเป็นผู้จัดการมรดก เป็นการตกลงภายใน หรือเป็นผู้จัดการโดยศาล  

ตามกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1732 กำหนดให้โอนหุ้นภายใน 1 ปี แต่ที่สำคัญนายพิธาโอนหลังการเลือกตั้งก็ชัดเจนว่าหากไม่ถือหุ้นก็โอนไม่ได้ หากกิจการเลิกแล้วก็จะไม่มีการถือหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว  ทั้งนี้อยากให้กรณีนี้สิ้นสุด เพราะหากส่งแคนดิเดตนายกฯ ที่มีปัญหาไม่จบ นำขึ้นทูลเกล้า  ย่อมไม่เหาะสม เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นสว. จึงต้องทำหน้าที่ โดยตนได้นัดหมายกับนายสมชาย แสวงการ และนายเสรี สุวรรณภานนท์   สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เพื่อมอบเรื่องและหลักฐานให้สว. ให้เข้าชื่อเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และจะส่งเอกสารไปยังรัฐบาลเก่า โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเปิดสภา 

“ขณะนี้องค์ประกอบการส่งศาลรัฐธรรมนูญครบแล้ว กกต.ไม่ใช่ศาล การมานั่งรอ เหมือนเป็นการประวิงเวลาให้ใคร วันนี้เลยมาร้องใหม่  หากภายในวันที่ 28 มิ.ย.  ยังไม่ได้ดำเนินการ  ก็จะส่งสว.ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป   การต่อสู้ของผม  เพื่อต้องการให้รู้ว่าทุกคนเสมอภาคกัน นายพิธาไม่สามารถได้อภิสิทธิ์ใด ๆ จากรัฐธรรมนูญเหนือคนอื่น ”  เขา กล่าว

พิราบขาว 2006  รุก กกต. บี้  'พิธา'  ถือหุ้นสื่อไอทีวี  เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006   ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท tiv จำกัด (มหาชน) และการโอนหุ้นหลังการเลือกตั้ง “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ’ ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551799

22 มิ.ย. 2566

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ' ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

‘ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ’ หนึ่งในทัพใหญ่สู้ศึกเลือกตั้ง66 ดึงสติ ‘เพื่อไทย’ เป็น ‘พรรคอันดับ2’ อาจได้หรือไม่ได้เก้าอี้สักตัว แต่ต้องไม่สูญเสียเก้าอี้ ในหัวใจประชาชน แนะ 2 พรรคต้องหาข้อยุติก่อนวันเลือก ‘ประธานสภา’ ถ้าฟรีโหวตฝ่ายรัฐบาลเดิมแทรกเข้ามาแน่!!

เก้าอี้ ‘ประธานสภา’ วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล มีทั้งหนุนและต้าน ‘พรรคอันดับ2’ อย่างพรรคเพื่อไทย ควรจะได้โควตาตำแหน่งนี้ไปครอง เช่นเดียวกับพลพรรครุ่นเก๋าของพรรคเพื่อไทย เรียงหน้ากันมาอัดพรรคก้าวไกลที่เป็น พรรคอันดับ1 ชนิดที่เรียกได้ว่า 2 พรรคการเมืองนี้ เหมือนไม่เคยทำ MOU เป็นหนึ่งใน 8 พรรคร่วมจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากขุนพลร่วมรบขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงทั่วประเทศ แต่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.เพื่อไทย

เต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีต่อตำแหน่ง ประธานสภา ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สื่อมวลชนถามาทุกทิศทาง ขอตอบตรงนี้ เรื่องประธานสภา ผมเห็นด้วยกับหลักการของทีมเจรจาพรรรคเพื่อไทย คือประธานเป็นของพรรคอันดับ 1 หลักคิดคือ คะแนนน้อยกว่า แต่ใจไม่ได้เล็กกว่า แพ้ให้คม แล้วสร้างชัยชนะขึ้นใหม่

แต่จะให้วิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทย หรือพี่น้องในพรรคที่เห็นต่าง ผมไม่ทำ เพราะเราเพิ่งผ่านศึกสำคัญ บาดเจ็บมาด้วยกัน และผมเป็นคนหนึ่งในทัพใหญ่ ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ' ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

เป้าหมายใหญ่อยู่ที่การตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย และจะตั้งได้ 2 พรรคหลักต้องจับมือกัน จะด้วยเหตุใดก็ตามหากนำมาสู่การแตกหักแยกทางถือว่าผิด ซึ่งประชาชนจะตัดสินในที่สุด

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้ง2566 ของพรรคเพื่อไทยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้ง2566 ของพรรคเพื่อไทย

คณะเจรจา 2 พรรคต้องหาข้อยุติกันให้ได้ก่อนวันเลือกประธานสภา ถ้าฟรีโหวตฝ่ายรัฐบาลเดิมจะแทรกเข้ามา แต่ละก้าวเต็มไปด้วยกับดัก ฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่ถ้าแพ้ทางการเมือง โดยเพื่อไทย ก้าวไกลไม่ได้ตั้งรัฐบาล หรือ 2 พรรคแตกกัน ชัยชนะของประชาชนจะลับหาย

ผมคงขัดตา ขัดใจเพื่อนมิตรหลายคนในเรื่องนี้ แต่ด้วยความปรารถนาดี เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันรุ่งเรือง ทุกครั้งพรรคมีเรื่องผมก็ไม่เคยถอยหนี

เพื่อไทยอาจได้หรือไม่ได้เก้าอี้ตัวใด แต่ต้องไม่สูญเสียเก้าอี้ในหัวใจประชาชน

Cr:ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ