รู้จัก ‘รธน. มาตรา 121 122 175’ กับ รัฐพิธีสำคัญ ‘เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552046

26 มิ.ย. 2566

รู้จัก ‘รธน. มาตรา 121 122  175’ กับ รัฐพิธีสำคัญ 'เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก'

ทำความรู้จัก ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 121 122 และ 175’  กับ 1 ในรัฐพิธีสำคัญใน ‘การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งแรก’

หลังจากวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ “พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566” ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2566 เป็นต้นไป 

ซึ่งเนื้อหาโดยสรุประบุว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๖

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

คมชัดลึก พาไปทำความรู้จักรัฐธรรมนูญมาตรา 121  มาตรา 122 และมาตรา 175 ในการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกว่ามีวิธีการและขั้นตอนอย่างไร 

รัฐธรรมนูญมาตรา 121

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้

การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันจะกระทำได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา

วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดแต่ในกรณีที่การประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่เพียงพอที่จะจัดให้มีการประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปีนั้นก็ได้

รัฐธรรมนูญ มาตรา 122

พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม

พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญก็ได้

ภายใต้บังคับมาตรา 123 และมาตรา 126 การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

รัฐธรรมนูญ มาตรา 175

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ความเป็นมารัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทย

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทย เป็นพิธีที่รัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดขึ้นหลังมีการเลือกตั้งและสรรหาสมาชิกสภาเสร็จสิ้นลงและมีการเรียกประชุมสภาสมัยสามัญขึ้นครั้งแรก ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 122 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทํารัฐพิธีก็ได้

เดิมที่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงพระพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรีขึ้น และมีการประชุมขึ้นครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสให้เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ อัญเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมในครั้งนั้น โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

…ท่านย่อมทราบแล้วว่าตำนานของกรุงสยามตั้งแต่โบราณกาลมาการปกครองประเทศย่อมอยู่ในพระราชอำนาจอันสิทธิ์ขาดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่เมื่อบ้านเมือง เจริญขึ้น มีราชการมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงตั้งแต่งผู้ที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นเสนาบดี ให้บังคับบัญชากระทรวง ทบวงการต่าง ๆ เพื่อปลดเปลื้องพระราชภาระ…

กระทั่งเกิดการการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งใช้เป็นธรรมนูญปกครองแผ่นดินชั่คราวในขณะนั้นมิได้บัญญัติในเรื่องดังกล่าว กระนั้นก็ตาม จึงได้อาศัยประเพณีข้างต้นมาปฏบัติโดยอนุโลม เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขึ้นครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาขึ้นชั่วคราว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อัญเชิญพระราชดำรัสไปอ่านเปิดการประชุม ความว่า

วันนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นการสำคัญอันหนึ่งในประวัติการณ์ของประเทศอันเป็นที่รักของเรา ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านทั้งหลายคงจะตั้งใจที่จะช่วยกันปรึกษาการงานเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศสยามสืบไป และเพื่อรักษาความอิสรภาพของไทยไว้ชั่วฟ้าและดิน ข้าพเจ้าขออำนวยพร แก่บรรดาผู้แทนราษฎรทั้งหลายให้บริบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา เพื่อจะได้ช่วยกันทำการให้สำเร็จตามความประสงค์ของเราและของท่านซึ่งมีจุดมุ่งหมาย อันเดียวกันทุกประการเทอญ

กระทั่งมีการกำหนดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 มาตรา 30 วรรคสอง ว่า “พิธีเปิดประชุม จะทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนิรมาทรงทำ หรือจะโปรดเกล้าฯ ให้รัชชทายาทที่บรรลุนีติภาวะแล้วหรือนายกรัฐมนตรีกระทำพิธีแทนพระองค์ก็ได้” นับเป็นครั้งแรกที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับพิธีนี้

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อมีการเรียกประชุมรัฐสภาหรือสภาอันใดที่มีความหมายเดียวกันขึ้นเป็นสมัยแรกของสภานั้น พระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธี หรืออาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดเกล้ากระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์ไปในพิธีดังกล่าวเสมอ

แม้ต่อมาจะมีการสร้างอาคารรัฐสภาขึ้นใหม่ทดแทนการใช้โถงพิธีพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว แต่ยังคงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ โถงพิธีพระที่นั่งอนันตสมาคมเช่นเดิม เว้นแต่จะกำหนดเป็นที่อื่นเป็นครั้้ง ๆ ไป

ตัวอย่างรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา

รัฐพิธีเปิดประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2519 ภาพจากสำนักข่าวเอพี

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ภาพจากสำนักข่าวเอพี

รัฐพิธีเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 ถ่ายทอดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ภาพจากไทยพีบีเอส)

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ถ่ายทอดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ภาพจากช่อง 9 MCOT HD)

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552021

25 มิ.ย. 2566

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม โพสต์ล่าสุด ถูก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถูก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟ้องร้องความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

โดยโพสต์ล่าสุด นพ.วรงค์ เผยว่า ก้าวไกลโดยพิธา ฟ้องผมหมิ่นเรื่องล้มล้างเรียก 24 ล้าน ฟังพิพากษา 28 มิ.ย.นี้ เวลา9.00น. ที่ศาลรัชดา #นิติสงคราม

ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ ได้โพสต์เผยว่าผู้มีอำนาจตื่นได้แล้วทำไมประเทศไทยของเรา จึงปล่อยเรื่องสิทธิเสรีภาพ มากเสียจนสร้างปัญหา ก่อนหน้านี้ก็มีการจัดที่ภาคใต้ ถึงขนาดจะทำประชามติ แยกเอกราชที่ปัตตานี และมีแผนจะไปทำต่อที่ล้านนาล่าสุดก็ปล่อยให้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดค่าย Why we reform? ปฏิรูปอย่างไรที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ยืนได้อย่างสง่า

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

ที่สำคัญเขารับสมัครเยาวชนไปเข้าค่ายนี้ ฟรีทั้งหมด ในเวลา 3 คืน 4 วัน วันที่ 6-9 ก.ค.นี้ ที่เขาใหญ่ ทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า การปฏิรูป เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองฯ ขอย้ำว่ากิจกรรมแบบนี้ ไม่ใช่สิทธิหรือเสรีภาพ แต่นี่คือการปลุกปั่นเยาวชน เพื่อไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ ผู้รับผิดชอบมัวทำอะไรอยู่ หรือจะรอให้เกิดสงครามกลางเมืองเสียก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเซียลได้มีการเผยแพร่คลิปการจัดอบรมเยาวชน ในหลายพื้นที่และมีนักการเมืองปรากฏในภาพด้วย ทำให้คนที่เสพข่าวคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่ล่าสุดยังไม่มีใคร หรือหน่วยงานไหนออกมายืนยันว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือไม่

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ ไปไม่รอดรอวันตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552018

25 มิ.ย. 2566

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย' ไปไม่รอดรอวันตาย

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตูรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่น่ารอด-รอวันตาย ย้ำยุคนี้ไม่มีงูเห่าแล้ว ทำการเมืองแบบเก่าคงลำบาก ยันไม่ร่วมงานพรรคแก้ม.112 ยอมยุบพรรคดีกว่า ท่องคาถา 3 ข้อ ‘อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้’

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังจัดประชุม สส.พรรคครั้งแรก โดยมี สส. หน้าใหม่ 27 คน จาก 71 คน แต่ขาดบางส่วนที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้แค่ละลายพฤติกรรม ทำความรู้จักกัน ทำความเข้าใจการทำงานของพรรค เพื่อความเป็นเอกภาพ และพร้อมเข้าไปทำงานในฐานะ สส. ตั้งแต่ 3 ก.ค. นี้ ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และปฏิทินการเมืองหลังจากนั้น คิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลอง

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย' ไปไม่รอดรอวันตาย

โดยยังไม่ได้หารือทิศทางการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกันนี้ ยังขอฉันทามติให้หัวหน้าพรรคและเลขาฯพรรค ตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ที่จะขับเคลื่อนงานทางการเมืองหลังจากนี้ และยังไม่ได้ประชุมถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คงต้องรอหลังตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว
 

รวมทั้งยังไม่ได้คุยแนวคิดที่จะให้ 50 สส. ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายอนุทิน ย้ำอีกว่า ไม่ได้หารือเรื่องการเลือกประธานสภาฯ เพราะภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับ 3 ดังนั้นเป็นเรื่องที่พรรคอันดับ1 จะนำเสนอรายชื่อประธานและจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อคนของพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานสภาฯ นั้น ยืนยันว่า จะไม่ทำอะไรที่จะบล็อก หรือเป็นอุปสรรคทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านจัดตั้งรัฐบาล คงเป็นข่าวลือ

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาดูว่าใครเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานและรองประธาน โดยจะไม่เปิดฟรีโหวต คงต้องหารือกันก่อน แม้จะเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่พรรคจะมีการหารือ ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่สถานการณ์

ส่วนกระแสข่าวสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พลังประชารัฐ นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า เป็นสูตรของผู้สื่อข่าว ไม่ใช่สูตรของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้พรรคต้องท่อง 3 บท คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” แต่ไม่ได้รอส้มหล่น อาจจะรอเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ได้ 

“แต่สิ่งสำคัญคือการเป็นผู้แทนราษฎร อะไรที่นอกเหนือจากนี้คือบริบทการเมือง ซึ่งพรรคอยู่บทบาทไหนก็ได้หมด เพราะเคยเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าจะฉีกแถลงการณ์พรรค ที่ระบุว่าจะไม่ร่วมงานทางการเมืองกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจุดยืนดังกล่าวเพราะถือเป็นธรรมนูญของพรรค ถ้าจะเปลี่ยนแปลง ยุบพรรคดีกว่า ไม่เช่นนั้นตนและเลขาธิการพรรค ก็ไม่สามารถอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเราเป็นพรรคการเมือง จะทำอะไรลับๆ ล่อๆ ไม่ได้ ยิ่งออกแถลงการณ์ไปแล้วก็ต้องทำ เหมือนนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้

ส่วนกรณีที่มี สว. พร้อมสนับสนุน พรรครัฐบาลเดิม 181 เสียงนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า การตั้งรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่น่ารอด ต้องรอวันตาย ใครจะไปทำสิ่งเหล่านั้น ทำเพื่อสะใจใคร ทำอะไรต้องยั่งยืน เพราะเป็นเรื่องบ้านเมือง ไม่สนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และยุคสมัยนี้ไม่มีงูเห่าแล้ว ทำการเมืองแบบเก่า คงลำบาก

เมื่อถามย้ำว่าสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย-พรรคพลังประชารัฐ-พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มี

ถามต่อว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาแสดงว่าสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยได้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน บอกว่า ทุกพรรคก็มีแฟนคลับของตัวเอง และต้องขอบคุณแฟนคลับพรรคภูมิใจไทยที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด เราไม่สูญเสียกำลังใจ เราแพ้เพียง 10% ซึ่งมีเหตุผลหลายๆอย่าง เราจะต้องทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งที่ดีใจคือเรามี สส.เขตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก นี่คือจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด สส.เหล่านี้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย เป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่สส.อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าดีใจหรือไม่ ที่ได้เป็นพรรคอันดับ3 นายอนุทิน กล่าวว่า “ดีใจสิ” ก่อนบอกว่า “นึกว่าจะได้เป็นพรรคอันดับ2”

‘สหายแสง’ ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ไม่เกี่ยวอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552006

25 มิ.ย. 2566

‘สหายแสง’ ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ไม่เกี่ยวอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ

‘สหายแสง’ ศุภชัย โพธิ์สุ บอกคุณสมบัติประธานสภาฯ ไม่เกี่ยวกับอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ และไม่ทราบพรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเข้าชิงหรือไม่

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและ สส.นครพนม ปฏิเสธตอบถึงความเหมาะสมของอายุ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการเลือกในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้ ว่าตนไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่สส. และเพื่อน ๆ ยอมรับก็ถือว่าโอเค

ส่วนการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในสถานการณ์การเมืองนี้ จะหนักขึ้นหรือไม่ นายศุภชัย ระบุว่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของประธานสภาและรองประธานสภา

สหายแสง หรือ นายศุภชัย โพธิ์สุ

เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกล ที่มีความเห็นจุดยืนชัดเจน หากได้เป็นประธานสภา จะเป็นอย่างไรนั้น นายศุภชัย ระบุ สส. เก่งทุกคน พร้อมย้ำปฏิเสธตอบคำถาม เรื่องอายุของประธานสภา ว่าไม่ขอออกความเห็น เพราะตนสอบตก ไม่ได้เป็น สส.ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ ตนไม่ทราบ

ชีวิต ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ต้องล้มลุก? ในวัย 59 ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551997

25 มิ.ย. 2566

ชีวิต 'กรณ์ จาติกวณิช' ต้องล้มลุก? ในวัย 59 ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าความล้มเหลวจากศึกเลือกตั้ง หรือเพราะถูกถล่มในโซเชียล ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ในวัย 59 ก็ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ‘กรณ์’ จะเอาอย่างไรต่อบนเส้นทางการเมือง ไปย้อนทำความรู้จักนักการเมืองที่โดดเด่นด้วยส่วนสูง 193 ซม. คนนี้กันอีกรอบ

1) ชื่อ “กรณ์ จาติกวณิช” ฮือฮาและถูกกล่าวถึงกันค่อนประเทศ หลังจากแฮชแท็ก #มีกรณ์ไม่มีกู ติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ ภายหลังมีข่าวแกนนำพรรคก้าวไกลทาบทาม 2 เสียงจากพรรคชาติพัฒนากล้าเข้าร่วมรัฐบาลด้วย จากนั้นมาดูเหมือน “กรณ์” จะไม่จอยกับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก เพราะเจ้าตัวบอกไม่รู้เรื่องด้วย และดีลนั้นก็มีอันล่มไป แต่ที่น่าปวดใจกว่าคงเป็นผลการเลือกตั้ง เมื่อ 14 พ.ค. 2566 เนื่องจากพรรคใหม่ที่เขาไปสังกัดล้มเหลวไม่เป็นท่า 

2) “กรณ์” มีชื่อเล่นว่า “ดอน” แต่มักไม่ค่อยมีคนเรียกชื่อนี้ นอกจากคนใกล้ชิด เขาออกมาดูโลกเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2507 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ “กรณ์” เป็นบุตรของ “ไกรศรี จาติกวณิช” อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กับ “รัมภา จาติกวณิช” หรือนามสกุลเดิม “พรหโมบล” บุตรีพระยาบุเรศผดุงกิจ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

3) ย้อนไปดูเทือกเถาเหล่ากอของเขาเพิ่ม “กรณ์ จาติกวณิช” เป็นบุตรชายคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน พี่ชายคือ อธิไกร และน้องชายคือ อนุตร ซึ่งว่ากันว่ารูปร่างหน้าตาคล้ายกับกรณ์มาก หากย้อนไปมากกว่านั้น “กรณ์” โตมาในครอบครัวข้าราชการ อาทิ คุณปู่ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช หรือ ซอเทียนหลุย) เป็นอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 2 ของไทย และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี ในสภากรรมการองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ 7 คุณตา คือ พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งต่อจากพระยาอธิกรณ์ประกาศ

4) คุณลุง ศ.นพ.กษาน จาติกวณิช เป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (สมรสกับท่านผู้หญิงสุมาลี (ยุกตะเสวี) จาติกวณิช มีบุตรสาวคือ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมี คุณลุง เกษม จาติกวณิช หรือเจ้าของฉายา “ซูเปอร์เค” ผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเคยเป็นประธานกรรมการบริษัท BTSC สมรสกับ คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช (ล่ำซำ) ผู้บริหารกลุ่ม “ล็อกซเล่ย์”

5) สำหรับชีวิตครอบครัว “กรณ์” สมรสกับ “วรกร จาติกวณิช” (สกุลเดิมสูตะบุตร) มีบุตรธิดาด้วยกัน คือ กานต์ จาติกวณิช (แจม) และไกรสิริ จาติกวณิช (จอม) นอกจากนี้ยังมีลูกจากการสมรสครั้งก่อนอีก 2 คนของ “วรกร” คือ พงศกร มหาเปารยะ (แต๊งค์) และพันธมิตร มหาเปารยะ (ติ๊งค์) ในแง่ฐาะความร่ำรวย “กรณ์” คือเศรษฐีพันล้าน!

พิจารณาจากทรัพย์สินที่ “กรณ์” เคยยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2563 เขามีทรัพย์สิน 674,865,893 บาท ด้าน “วรกร จาติกวณิช” คู่สมรสมีทรัพย์สิน 388,013,166 บาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 1,062,879,060 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 6,526,198 บาท

6) ในวัยเด็ก “กรณ์” เรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสมถวิล และต่อประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ปทุมวัน) จากนั้นไปเรียนต่อมัธยมฯ ที่วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) ประเทศอังกฤษ และจบปริญญาตรี สาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ประเทศอังกฤษ

7) “กรณ์” เข้าสู่สนามการเมืองจากการชักชวนของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เพื่อนสมัยเรียนด้วยกันที่อังกฤษ โดยลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ครั้งแรก ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2548 และก็ชนะได้เป็น สส. เขต 7 (ยานนาวา) กรุงเทพมหานคร ในวัย 41 ปี หลังจากนั้น “กรณ์” ได้เป็น สส.ต่อเนื่องอีก 4 สมัย (2548, 2550, 2554, 2562)

8) “กรณ์” เข้าสภาฯ ไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนฯ 2 สมัย และขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค ปชป. ต่อมาปี 2551 รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกทำคลอด “กรณ์” ได้นั่ง รมว.คลัง ซึ่งไทยกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจจากวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” ซึ่งเขาสามารถนำพาไทยผ่านพ้นวิกฤตการเงินโลกมาได้รวดเร็วอันดับ 2 ของโลก กระทั่งปลายปี 2553 มาตรการไทยเข้มแข็งที่กรณ์ริเริ่มไว้ก็ประสบความสำเร็จ 

9) ความโดเด่นของ “กรณ์” ทำให้ The Banker นิตยสารชั้นนำของอังกฤษ คัดเลือกให้ “กรณ์ จาติกวณิช” เป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” ปี 2010 และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี 2010” เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2553 ซึ่งคัดเลือกจากรัฐมนตรีคลังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 5 ภูมิภาค ได้แก่ อเมริกา ยุโรป เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง จึงถือเป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” คนแรกของประเทศไทย 

10) ก่อนเข้าสู่การเมือง “กรณ์” เป็นวานิชธนกิจ เขาเคยเป็นประธาน บริษัท เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ปี 2544 – 2547 ประธานบริษัท หลักทรัพย์เจเอฟ ธนาคม ปี 2531 – 2543 (นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้วยวัย 28 ปี ช่วงปี 2535-2543) ปี 2528 เริ่มงานด้วยตำแหน่งผู้จัดการกองทุน บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (2528-2530) 

11) ต่อมาปี 2544 “กรณ์” ขายหุ้น เจเอฟ ธนาคม ในมือทั้งหมดให้กับ JP Morgan Chase และตั้งใจจะวางมือ ก่อนตัดสินใจรับข้อเสนอเป็นประธาน บริษัทเจพี มอร์แกน ประเทศไทย โดยทำงานในฐานะผู้บริหารมืออาชีพแบบเต็มตัว (ปี 2544-2548) จากนั้นในปี 2548 ได้ลาออกจาก JP Morgan กระโดดเข้าสู่สนามการเมืองในวัย 40 ปี

12) เส้นทางของ “กรณ์ จาติกวณิช” ถือเป็นนักการเมืองดาวรุ่งที่มีความมั่นใจสูง ว่ากันว่าถ้าเขาไม่ใจร้อนรีบตัดสินใจออกจาก ปชป. เมื่อปี 2563 เพื่อไปตั้งพรรคกล้ากับ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ที่รับเป็นเลขาธิการพรรค เขามีโอกาสเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรืออาจจะรับไม้ต่อจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ยังได้ และอาจได้ลุ้นหากการตัดสินใจเส้นทางชีวิตรอบนี้ เขาจะหันหัวมุ่งหน้าเข้า ปชป. อีกครั้ง

13) แต่ตอนนั้นเขาเลือกออกไปตั้งพรรคกล้าได้เพียง 2 ปี แต่เป็นได้แค่พรรคขนาดเล็ก ในเดือน ก.ย. 2565 “กรณ์” จึงได้ตัดสินใจแถลงยกทีมไปรวมกับพรรคชาติพัฒนา จากการประสานเบื้องหลังโดย “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” อดีตแกนนำ ปชป.ที่สนิทสนมกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในฐานะ “ทายาททางการเมืองซอยราชครู” ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และนั่นเป็นที่เป็นที่มาของ “พรรคชาติพัฒนากล้า” พรรคชื่อแปลกๆ ที่ไม่เหมือนคนอื่น

14) เดือนถัดมา วันที่ 16 ต.ค. 2565 “กรณ์” ได้รับเลือกด้วยมติเอกฉันท์ให้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เขาประกาศจะนำพาพรรคลงลุยสนามเลือกตั้ง โดยตั้งใจขายความเป็นขุนพลเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน เช่น นโยบายยกเลิกแบล็กลิสต์บูโร รวมถึงนโยบายอื่นๆ ที่โดดเด่น ทำให้ผู้สมัครระบบเขตที่เขาไปช่วยลงพื้นที่หาเสียงมีความฮึกเหิม ด้วยมั่นใจว่ามีโอกาสเบียดคู่แข่งเข้าสู่สภาได้

15) ทว่าถึงวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง กลับไม่มีชื่อ “กรณ์” ซึ่งเดิมตั้งใจจะลงสมัครระบบเขตในกรุงเทพฯ ทั้งที่มีฐานเสียงแน่นหนามาก่อน ท้ายที่สุดผลโพลภายในทำให้พรรคชาติพัฒนากล้าปรับทัพ เพราะมีแต่ชื่อพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลใน กทม. ชื่อ “กรณ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า แทนที่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ก็ไม่ถูกเลือก ได้แค่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเท่านั้น ซึ่งพอเข้าใจได้เนื่องจาก “กรณ์” เป็นเพียงผู้ขออาศัย 

เป้าหมายที่ “กรณ์” หมายมั่นจะเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะมือเศรษฐกิจผู้มากความสำเร็จ จึงสวนทางกับความเป็นจริง สุดท้ายเขาตัดสินใจแบกความล้มเหลวเดินคอตกออกจากพรรคชาติพัฒนากล้า เพื่อไปหาเส้นทางใหม่ในวัย 59 

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/thai/thailand-51116235
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1069443
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2536741

‘พิธา’ หายจากโควิด ดีแล้ว 27 มิ.ย. นี้รายงานตัวสภา – เดินสาย 2 เมืองสมุทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551990

25 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ หายจากโควิด ดีแล้ว 27 มิ.ย. นี้รายงานตัวสภา - เดินสาย 2 เมืองสมุทร

‘พิธา’ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล หายป่วยจากโควิดดีแล้ว ชวนคนไทยมากินกุ้งช่วยเกษตรกร เผย 27 มิ.ย.นี้ รายงานตัวสภา เดินสายขอบคุณทุกคะแนนเสียง ที่สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ติดโควิดต้องพักรักษาตัวมานาน ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก นายพิธา แล้ว

โดยนายพิธา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ มีข้อความดังนี้ว่า เพื่อนๆ ก้าวไกลเอากุ้งซอสมะขามและกุ้งอบวุ้นเส้นมาฝากจากร้านจรินทร์ บางแสน อร่อยมาก ขอบคุณครับ

ช่วงนี้ขอชวนทุกคนมากินกุ้ง ได้ช่วยเพิ่มอุปสงค์ในตลาดกุ้งไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงกุ้งไทยกันครับ เพราะตอนนี้ราคากุ้งตกต่ำมาก แต่ต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งราคาแพง

ทิม พิธา และ น้องพิพิม บุตรสาว ทิม พิธา และ น้องพิพิม บุตรสาว

ใครอยากกินกุ้งแบบจัดเต็มราคาถูกกว่าท้องตลาดตอนนี้ทราบมาว่ามีเทศกาลกินกุ้งที่ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร งานมีวันที่ 22-25 มิถุนายน 2566 ครับ

ส่วนทางผม หายจากโควิดแล้ว เดี๋ยวจะไปรายงานตัวที่สภา และไปขอบคุณพี่น้องประชาชน จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม วันอังคารที่ 27 มิถุนายน 2566 แล้วเจอกันนะครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯคนที่ 30 ติดโควิดเมื่อครั้งเดินสายขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่จ.ลำพูน จ.ลำปาง และจ.เชียงใหม่ ติดต่อกันหลายวัน และหลังจากนั้น นายพิธา ไม่เดินทางเข้าที่ทำการพรรคก้าวไกลอีกเลย มีเพียงการประชุมทางออนไลน์เท่านั้น

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองอันดับ1 และพรรคการเมืองอันดับ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ จะเป็นโควตาของก้าวไกล หรือเพื่อไทย ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะประชุมหารือในพรรค 28 มิ.ย.นี้ และ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่าต้องได้ข้อยุติตำแหน่งประธานสภา ก่อนวันที่ 3 ก.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภานักแรก และคาดว่าจะมีการโหวตลับ เลือกประธานสภา ในวันที่ 4 ก.ค.2566 นี้

CR: Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ไขก๊อก ทิ้ง ตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551986

25 มิ.ย. 2566

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ไขก๊อก ทิ้ง ตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า’

‘กรณ์’ เผย ยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า’ กับ ‘สุวัจน์’ ประธานพรรคแล้ว ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนแนวคิด ขอเป็นกำลังใจเพื่อนนักการเมืองทุกพรรค แก้ปัญหาบ้านเมือง

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ‘กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij’  ระบุว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมได้เข้าพบและยื่นจดหมายถึงประธานพรรคคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เพื่อขอบคุณในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ผมพร้อมกับแจ้งลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกคะแนนเสียงที่ได้สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของพวกเรา ผมจะสนับสนุนนโยบายทั้งหมดที่เราได้นำเสนอในสถานะประชาชนคนหนึ่งต่อไป

ตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรับใช้ประชาชนและประเทศที่ผมรักในฐานะนักการเมืองคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง

ผมขอขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยผมทำภารกิจนี้มานับแต่ปี 48

บ้านเมืองเรายังมีปัญหาอีกมากมายรอการแก้ไข ผมขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนนักการเมืองจากทุกพรรค และขอให้กำลังใจเป็นพิเศษแก่นักการเมืองที่กำลังจะเริ่มทำงานในสภาเป็นครั้งแรก

อย่าให้ความต้องการเอาชนะครอบงำจิตใจและการแสดงออกของท่านจนเกินไป ทำงานด้วยการสร้างพลังบวกร่วมกันในสังคมให้ได้ ผมจะคอยเป็นกำลังใจ

ช่วงนี้ผมขอพาครอบครัวไปพักผ่อน ติดหนี้ที่บ้านไว้เยอะครับ

ขอบคุณทุกๆ คนจากใจ

CR: กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

‘อดิศร’ จับมือ ก.ก.โชว์ลดกระแสทัวร์ลง ‘รังสิมันต์’ มั่นใจ ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551970

24 มิ.ย. 2566

'อดิศร' จับมือ ก.ก.โชว์ลดกระแสทัวร์ลง 'รังสิมันต์' มั่นใจ 'พิธา' นั่งนายกฯ

‘อดิศร’ จับมือ ‘พรรคก้าวไกล’ โชว์กลางเวทีเสวนาครบรอบ 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองหวังลดกระแสทัวร์ลง หลังต่อรองเก้าอี้ประธานสภาฯ ‘รังสิมันต์ โรม’ มั่นใจเสียงสวรรค์จากประชาชนจะช่วยดัน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ปูดขณะนี้มีกระบวนการบางอย่างพยายามเตะตัดขาเจตนารมณ์ของประชาชน

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลได้ขึ้นเวทีร่วมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อร่วมอภิปรายในเสวนาหัวข้อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” เนื่องในวันการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ครบรอบ 91 ปี โดยนายอดิศร กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า ช่วงนี้ทัวร์ลงน้อยๆ หน่อยก็ได้ ความเห็นต่างจะได้เป็นจริง ขณะที่รังสิมันต์มั่นใจ “พิธา” นั่งนายกฯ

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

ระหว่างการอภิปรายในช่วงท้ายของการเสวนานายอดิศร เพียงเกษ ยังได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือไปจับกับนายรังสิมันต์ เพื่อเป็นการยืนยันว่า แม้จะมีความเห็นต่าง แต่พร้อมร่วมกับพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาล “ให้ความมั่นใจว่า เราทั้งสองพรรคเรายังรักกัน จับมือเป็นพยาน (ลุกขึ้นยืนกลางเวทีและขอจับมือนายรังสิมันต์)

แกนนำรุ่นใหญ่จากพรรคเพื่อไทยรายนี้ได้ออกมาขอเก้าอี้ประธานสภาฯ จากพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้ โดย “อดิศร” เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่า การจับมือกับนายรังสิมันต์ในวันนี้ก็เพื่อยืนยันจะเป็นรัฐบาลด้วยกัน ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน

“โรมเขาเป็นรุ่นน้องผม รักกัน แต่ว่าความเห็นของพรรคแต่ละพรรคมันไม่เหมือนกัน ผมเพื่อไทย เขาก้าวไกล จะให้ผมเห็นเหมือนก้าวไกลได้อย่างไร ก้าวไกลจะเห็นเหมือนผมได้อย่างไร ต่างคนต่างกันเอฟซี (แฟนคลับ) เพราะฉะนั้นเราไม่ตื่นเต้น”

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับมือ รังสิมัน โรม สส.ก้าวไกล งานเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับมือ รังสิมัน โรม สส.ก้าวไกล งานเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์อดิศร เพียงเกษ สส.เพื่อไทย จับสือ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล บนเวทีเสวนา 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ภาพ-พิเชษฐ์ ชูรักษ์

ถามต่อ วันเลือกประธานสภาฯ ล่ะ “ผมพูดไปหลายช่องทาง สภาเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็โหวตกัน นี่คือเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติของสภาถ้าตกลงกันไม่ได้มันก็โหวตเท่านั้นเอง  

ถามอีกว่า ทำไมเพื่อไทยต้องได้ประธานสภาฯ นายอดิศรย้อนถามว่า ทำไมก้าวไกลต้องได้ (พร้อมหัวเราะ) ถามย้ำกับนายอดิศรว่า ก็เพราะเขาต้องได้นายกฯ นายอดิศรตอบ (เป็นภาษาอีสาน) ว่า “เอาแต่ผู้เดียวดิ กินเบิ่ดผู้เดียวตายบ่”…“ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเอาไหมล่ะ มันเป็นไม่ได้” และจากนั้นก็เดินออกจากอาคารห้องประชุมศรีบูรพาไป

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งว่า เวลานี้เชื่อมั่นว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จะได้เป็นนายกฯ แน่นอน “ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้ารอบนี้มีความพยายามเตะตัดขาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ผมมั่นใจว่ารอบหน้าพรรคก้าวไกลได้เกิน 20 ล้านแน่อน ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการวางอนาคต ข้อเสนอและนโยบายต่างๆ ของพรรคก้าวไกลเป็นข้อเสนอที่ต้องการทำให้สังคมเป็นปกติ 

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

“เราบอกว่าคนรุ่นใหม่ออกไปชุมชนต้องไม่ติดคุก พรรคก้าวไกลต้องการคืนความปกติด้วยการนิรโทษกรรม ไม่ต้องการให้คนที่เห็นต่างต้องติดคุก ซึ่งข้อเสนอของพรรคก้าวไกลไม่สุดโต่ง แต่เป็นข้อเสนอขั้นต่ำที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ หรือจะพาสังคมเดินไปข้างหน้าได้ เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดที่จะดึงประชาชนที่อาจเห็นไม่ตรงกันมาร่วมโต๊ะพูดคุยเพื่อจะบอกว่าประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเชื่อว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้มากที่สุด

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กลุ่มอำนาจใดก็ตามพยามใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรม คุณกำลังล้มโต๊ะเจรจา คุณกำลังทำให้ประเทศนี้ไม่สามารถยอมรับข้อเสนอขั้นต่ำได้ แล้วสุดท้ายข้อเสนอที่มากกว่า ที่บอกว่าต้องทำให้ประเทศไทยไปไกลกว่า มันไม่เกิดขึ้น จึงควรใช้โอกาสของการเลือกตั้งนี้ อย่าทำวิธีนอกรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นนายรังสิมันต์ เชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถหยุดสังคมที่เป็นอยู่ได้ ซึ่งพิสูจน์แล้วจากการยุบพรรคไทยรักไทยก็เกิดพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยที่เสียงไม่ได้น้อยลง ไม่ว่าจะมีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง จนมาถึงการชุมนุมของเพนกวิ้น หรือการยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่เวลานั้นมี 6 ล้านเสียง แต่วันนี้มี 14 ล้านเสียง 

“มันพิสูจน์แล้ว การหยุดเจตจำนงของประชาชนมันไม่มีทางทำได้ เมื่อพลังประชาชนเกิดขึ้นแล้วประเทศนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง รอบนี้พอได้แล้ว ถ้ามีความพยายามเตะตัดขาด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรม รอบหน้าก้าวไกลมี 20 ล้านอย่างแน่นอน” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีกระบวนการบางอย่างพยายามเตะตัดขาเจตนารมณ์ของประชาชน ที่จะโหวตเลือก “พิธา” เป็นนายกฯ ในวันที่ 14 ก.ค.นี้ แต่มั่นใจได้จัดตั้งรัฐบาล แน่นอน “เสียงโหวตคงไม่ใช่เพราะพวกเขารักพวกเราหรือ สว.ชอบนโยบายพรรคก้าวไกล แต่เกิดจากเสียงของประชาชนที่เป็นพิเศษ มันไม่มีทางเลือก และต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของประชาชน เชื่อว่าเสียงของประชาชนจะสำคัญที่สุดและเป็นเสียงสวรรค์ที่จะทำให้พวกเราจัดตั้งรัฐบาลได้”

ข้อเสนอที่พรรคก้าวไกลต้องการผลักดันอีกก็คือการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการถามประชาชนอีกรอบและจัดตั้ง สสร. แต่อย่าให้มีการขัดขวางการทำประชามติอีก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยออกจากรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐประหารได้ นอกจากนั้นพรรคก้าวไกลเสนอก้าวแรกที่จะออกจากรัฐประหารคือ การปฏิรูปกองทัพ เพื่อไม่ให้เกิดการทำรัฐประหารอีก ถ้าทำสำเร็จเราจะมาเฉลิมฉลองวันที่ 24 มิ.ย. อย่างเต็มภาคภูมิ

อภิสิทธิ์ ออกตัวฟื้น ‘พรรคประชาธิปัตย์’ กระดูกชิ้นโต ความเป็นเอกภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551966

24 มิ.ย. 2566

อภิสิทธิ์  ออกตัวฟื้น  'พรรคประชาธิปัตย์'  กระดูกชิ้นโต ความเป็นเอกภาพ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนอย่างตรงไปตรงมา โอกาสที่จะฟื้น “พรรคประชาธิปัตย์” ปัญหาแรกที่ต้องทำให้ได้ก่อน คือสร้างความเป็นเอกภาพ ระบุภาระกิจจากนี้ฝากความหวังไว้กับเหล่าสส. ที่ได้รับเลือกเข้า ต้องแสดงบทบทบาทในสภาเพือเรียกความเชื่อมั่น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า   สถานการณ์ของ “พรรคประชาธิปัตย์” หลังผ่านการเลือกตั้ง  คือการอยู่ในบรรยากาศที่ถดถอย  และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นฟูพรรค  เชื่อว่าสมาชิกส่วนหนึ่งในขณะนี้   จะมองเห็นปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  การที่จะเดินหน้าได้ ต้องมีความเป็นเอกภาพ  และอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ดั้งเดิมของพรรค   ต้องสร้างจุดยืนทางการเมืองเพื่อที่จะฟื้นฟูพรรคขึ้นมา อยากให้บรรดาสส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา รวมไปถึงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการณ์ต้องช่วยกันในเรื่องนี้  คือช่วยกันสร้างเอกภาพ 

การที่พรรคจะฟื้นได้  พรรคต้องชัดเจน จากการตกผลึกร่วมกัน เมื่อเลือกทิศทางใดก็ตาม ถึงจะมีคำตอบว่าบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นใคร หากเดินไปในทิศทางนี้ก็มีโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมา ขณะนี้ภาระหนักตกอยู่ที่ บรรดา สส. เพราะถือเป็นองค์ประชุมที่สำคัญ บุคคลเหล่านี้จะขับเคลื่อนพรรคในบทบาทสภาต่อไป  ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมัน  “พรรคประชาธิปัตย์” จะต้องเดินอย่างมีเอกภาพ และตัดสินใจในการเลือกแนวทางที่จะเดิน ขณะนี้อยากให้ถอยออกมาจากเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคล และการแข่งขัน เพราะสิ่งที่พรรคต้องการขณะนี้คือความเป็นเอกภาพ และความชัดเจนในการกำหนดแนวทางทางการเมืองต่อไป มองว่า เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง เรื่องนี้คือเรื่องหลักในการฟื้นฟูพรรค

“ขอพูดตรง ๆ ว่าหากไม่มีเอกภาพ ใครก็ฟื้นพรรคไม่ได้ เพราะฉะนั้นสมควรที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกันว่าจะต้องเดินไปในทิศทางใด   ผมไม่เคยสนใจว่าใครจะอยู่ขั้วใคร ใครจะชิงอะไร  ไม่เคยสนใจไปคุยเรื่องนั้น สนใจเพียงแต่ทิศทางทางการเมือง ของพรรคที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน  และชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อมีความเป็นเอกภาพ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551951

24 มิ.ย. 2566

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป

 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. เป็นต้นไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี