‘พิธา’ ลั่น ผมพร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ปลุก 14 ล้านเสียงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550448

06 มิ.ย. 2566

'พิธา' ลั่น ผมพร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ปลุก 14 ล้านเสียงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก แจกยิบไทม์ไลน์ปมถือหุ้น ITV ลั่นพร้อมสู้ พร้อมปลุก 14 ล้านเสียง เดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ปลุก 14 ล้านเสียง และพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา ยืนยันจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุด

โดยการโพสต์เฟซบุ๊กครั้งนี้ของนายพิธา ระบุชื่อเรื่องว่า “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” โดยเนื้อหารายละเอียดระบุว่า 

ตามที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ส่งผลให้สัญญาร่วมงานฯ สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ได้นับแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน

โดยผลของการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในคลื่นความถี่กลับมาเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ

โดยผลของมาตรา 57 ส่งผลให้คลื่นความถี่ดังกล่าวตกเป็นของ TPBS กรณีดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่าง ITV กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากการบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

เห็นได้ว่า นับแต่ ITV ถูกยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ส่งผลให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม สถานะความเป็นสื่อมวลชนจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 นับแต่นั้นมา มูลค่าหุ้น ITV ก็ต่ำลงจนแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ต่อมา วันที่ 16 มีนาคม 2550 ศาลแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ และผมได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อ ให้รับโอนหลักทรัพย์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หุ้น ITV อันเป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทเรื่อยมา โดยที่หุ้น ITV ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และต่อมาปี 2557 หุ้น ITV ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นผลให้ไม่สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป

สำหรับหุ้นตัวนี้ เป็นหนึ่งในหุ้นอันเป็นกองมรดกของคุณพ่อที่ผมถือครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่ถูกเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ผมได้รับมอบหมายจากทายาทให้ถือครองหุ้นไว้แทนทายาทอื่น

จนเมื่อผมเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกประการ

จนเมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผมและเพื่อ ส.ส. พรรคก้าวไกล ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งล่าสุดนี้ ผมได้ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรคก้าวไกล นำพาพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จนได้ความไว้วางใจจากประชาชนสูงที่สุด กว่า 14 ล้านเสียง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวทางการใช้การตีความเรื่องการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะเดียวกันในทางข้อเท็จจริง เป็นที่ประจักษ์ว่า ITV ไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญาวันที่ 7 มีนาคม 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ในช่วงเวลาปัจจุบันกลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ ITV กลายเป็นสื่อมวลชนเพื่อนำมาใช้เล่นงานผม

ผมจะยกข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของ ITV เช่น ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”

ส่วนในปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งนี้ เนื้อหาในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจไว้แต่อย่างใด โดยงบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งงบการเงินต่อ DBD ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 (ก่อนวันเลือกตั้ง เพียง 4 วัน)

แสดงให้เห็นว่า การจัดทำแบบนำส่งงบการเงินและข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินมีความไม่สอดคล้องกัน และเป็นข้อพิรุธที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความที่ระบุในแบบนำส่งงบการเงิน จากเดิม “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แก้เป็น “สื่อโทรทัศน์” ทั้งๆ ที่ประกอบกิจการไม่ได้ และปีล่าสุดแก้เป็น “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งๆ ที่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุรายได้จากดอกเบี้ยและการลงทุนในตราสารหนี้

และในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า “บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่ขอให้ทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมพิจารณาว่า เป็นคำถามมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ และให้ท่านตอบตัวท่านเอง ว่านี่คือพฤติการณ์ความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน ใช่หรือไม่?

ด้วยข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจหารือทายาทที่มอบหมายให้ผมถือครองหุ้น ITV ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อไว้แทนทายาทอื่น จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ผมจัดการแบ่งมรดกหุ้น ITV ให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น

ผมขอเรียนทุกท่านว่า การต่อสู้คดีนี้ เมื่อพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี การพิจารณาว่าบริษัทใดประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ และบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามในการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายองค์ประกอบด้วยกัน

ในชั้นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเดินตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา และรักษาความเป็นเอกภาพในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนี้ ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ผมไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

สำหรับข้อพิจารณาว่า บรรทัดฐานตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 (คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์) และคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี อาจไม่ก่อผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยตามบรรทัดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นเครื่องค้ำจุนความยุติธรรมของนิติรัฐ เพื่อมิให้การใช้การตีความก่อให้เกิดผลประหลาดในระบบกฎหมาย กล่าวคือ หากปรากฏว่า ผู้ร้องในคดีตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (3) แล้ว

ปรากฏว่า ต่อมา ผู้ร้องดังกล่าวได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยังคงถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่ และมีผู้ร้องเสนอเป็นคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายดังบรรทัดฐานคำสั่งศาลฎีกาข้างต้น กรณีย่อมก่อให้เกิดผลประหลาดและกระทบกระเทือนต่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อันก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายต่อระบบบรรทัดฐานทางกฎหมายของไทย

ฉะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความแน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายและรักษาครรลองการใช้การตีความกฎหมายให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน อันเป็นมาตรฐานของระบบกฎหมายในอารยประเทศที่เป็นที่ยอมรับในสากล

และด้วยเหตุดังกล่าว ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่า บริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด

กระบวนการถัดจากนี้ ผมขอยืนยันทุกท่านว่า ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด

หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุดไม่มีใครหรืออำนาจไหน มาสกัดกั้นฉันทานุมัติของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปเมื่อการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ถึงกว่า 14 ล้านเสียง ได้อีกแล้ว

ขอให้ทุกท่านสบายใจ และเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกันครับ

ร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ คลอด พรก.’อุ้มหาย’ ขัด’รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550441

06 มิ.ย. 2566

ร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ คลอด พรก.'อุ้มหาย' ขัด'รัฐธรรมนูญ'

เปิดขั้นตอนยื่นคำร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ กรณี ออก พรก.’อุ้มหาย’ ขัด’รัฐธรรมนูญ’ ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต หากศาลชี้ว่าผิดจริง

คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ยื่นฟ้องรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในการประวิงเวลาการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทรมาน/อุ้มหาย ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบการการทุจริต หรือ ปปช.

กล่าวหาว่ารัฐบาลจงใจที่จะฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะ ม.53 จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่สามารถทำได้

การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรม  พรก.ที่มีเนื้อหาเลื่อนใช้กฎหมายอุ้มหาย ของรัฐบาลประยุทธ์ มีขั้นตอนการฟ้องร้องอย่างไร ความผิดและต้องรับโทษอย่างไรบ้าง หากศาลมีคำพิพากถึงที่สุด

ข้อกล่าวหาและความผิดรัฐบาลประยุทธ์ กรณี พรก.อุ้มหาย ประกอบไปด้วย

  1. ฝ่าฝืน รธน. ม.172 (ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้ออก พรก. ตามรัฐธรรมนูญ )
     
  2. ปปช.ต้องส่งศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองหาก ปปช. มีมติเกินกึ่งหนึ่ง เห็นว่าคำร้องมีมูล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
     
  3. ผู้ถูกร้องต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิการเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี  หากศาลตัดสินว่ามีความผิด
     
  4. ไม่มีสิทธ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ หากถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

เลขา ‘ก้าวไกล’ มั่นใจ กกต.เด็ดหัว 20 ว่าที่สส. ไม่ระคาย สถานะพรรคอันดับหนึ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550416

05 มิ.ย. 2566

เลขา 'ก้าวไกล' มั่นใจ กกต.เด็ดหัว  20 ว่าที่สส. ไม่ระคาย สถานะพรรคอันดับหนึ่ง

เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” มองโลกในแง่ดี ลิสต์บัญชีดำจากกกต. ที่จะเล่นงานเหล่าว่าที่ สส. ขั้นต่ำ 20 ราย ท้ายที่สุดพรรคก้าวไกลจะอยู่ในสถานะแคล้วคลาด ท่องบทสวดไว้ในใจ “ชนะเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม” กัดฟันเผยบรรยากาศพูดคุยกับสว. เพื่อดึงเสียงโหวตมีทิศทางที่ดี

 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ กกต. คาดหมายว่า   อาจจะมีการให้ใบแดงกับว่าที่สส. โดยมีตัวเลขจำนวนผู้ที่อยู่ในข่ายดังกล่าว หรือไม่ได้รับการรับรองให้เป็นสส. รวม 20  คน  ประเด็นดังกล่าว “ก้าวไกล” ไม่กังวล  เพราะพรรคมั่นใจว่า  จำนวนว่าที่สส.ของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เป็นการชนะการเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม  จะไม่มีผลต่อสถานะของพรรค  อย่างไรก็ตามในภาพรวมคิดไว้ว่า ถ้าเกิดจำนวนสส.ของฝ่ายที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันลดลง ในวันที่จะโหวตนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องเตรียมการไว้ว่า จะต้องใช้เสียงจากสมาชิกวุฒิภา (สว.)  เข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งตอนนี้การพูดคุยกับสว. ก็เป็นไปด้วยดี

หากจำนวนว่าที่สส. 20 คน  อยู่ในฝั่งของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะมีผลต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่  ยอมรับว่ากระทบแน่นอน ซึ่งได้คิดไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะรับมือ   สำหรับความเป็นไปได้ ที่จะมีสส.จากพรรคอื่น  นอกเหนือจาก 8 พรรค ที่ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลมาร่วมโหวตให้  หากมีท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้น  ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ออกไปจากความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตามในส่วนของ “ก้าวไกล”  จะไม่มีการไปเจรจาพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น  ขอให้เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่จะตัดสินใจ หรือมีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างเป็นอิสระ

‘พีมูฟ’ ทุบโต๊ะ พรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล สอนนักการเมืองรู้จักฉันทามติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550397

05 มิ.ย. 2566

'พีมูฟ' ทุบโต๊ะ พรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล สอนนักการเมืองรู้จักฉันทามติ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ  “พีมูฟ”  ร่วมขบวนเรียกร้องให้ทุกฝ่าย เคารพต่อพรรคเสียงข้างมากที่จะเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ย้ำ 312 เสียง คือมิติใหม่ในการสร้างมาตรฐานทางการเมือง สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ สู่ความเป็นประชาธิปไตย


ที่พรรคก้าวไกล กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ  “พีมูฟ”  นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานคณะกรรมการบริหารพีมูฟ และนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) นำคณะเข้ายื่นหนังสือกับพรรคก้าวไกล เพื่อสนับสนุนให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ก้าวไกล-เพื่อไทย  โดยมีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค , นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ  , นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ,  น.ส. รักชนก ศรีนอก ว่าที่ สส.ของพรรคก้าวไกล มารับหนังสือ


นายจำนงค์ ระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มได้นำเสนอนโนบายหลายประเด็นให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ หลังผ่านการเลือกตั้งก็มาติดตามนโยบาย และในฐานะที่ก้าวไกลได้อันดับ 1 เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงอยากเห็นโยบายของ “พีมูฟ” ว่าถูกบรรจุเข้าไปในนโยบายของพรรคก้าวไกลขนาดไหน และเป็นจริงได้ขนาดไหน    ยืนยันว่าพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้ จะต้องตั้งรัฐบาลเท่านั้น  เพื่อให้ปัญหาของประชาชนต้องได้รับการแก้ไข

กลุ่มพีมูฟ ยังได้ทำแถลงการณ์ ระบุว่า  พีมูฟ ขอสนับสนุนการจัดทำบันทึกข้อตกลง ของ 8 พรรค ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมาก 312 เสียง อันถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ สู่ความเป็นประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งมีทั้งวาระความหลากหลายทางเพศ /แก้ไขรัฐธรรมนูญ /การทลายการรวมศูนย์ผูกขาดทางเศรษฐกิจ /การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น/ การปฏิรูปที่ดิน  การปฏิรูปกองทัพ /การสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า /การปรับปรุงค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าครองชีพ /การยกระดับสิทธิแรงงาน /การยกระดับมาตรฐานสาธารณสุข /การปฏิรูประบบการศึกษา /รวมทั้งการจัดงบประมาณแบบฐานศูนย์ อันจะนำมาสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม และความยุติธรรมทางสังคม เป็นต้น

.
วอนเคารพเสียงประชาชน เลี่ยงความขัดแย้ง

.

พีมูฟ ต้องการเห็น การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียมและสงบสุข นักการเมืองต้องเคารพฉันทามติของประชาชน สร้างการเมืองให้ถูกต้องตามครรลองระบอบประชาธิปไตย  พีมูฟ ได้เคยเรียกร้องไปยัง สว. และพรรคการเมืองมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์การเมืองยังอึมครึมจนประชาชนเกิดความสับสน และมีแนวโน้มอาจนำสู่ความขัดแย้ง รวมถึงปรากฎการณ์สุญญากาศทางการเมือง ที่ส่งผลให้กลไกอำนาจรัฐชะลอ และเพิกเฉยต่อกระบวนแก้ไขปัญหาของประชาชน
   

ดังนั้นจึงขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ดังกล่าว 3 ข้อ

.
 1.เรียกร้องต่อพรรคการเมืองทั้งหมด ให้โหวตรับรองนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมกันสร้างหลักการประชาธิปไตยที่ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

.
 
2. ต่อกรณี คุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เราขอเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ ควรพิจารณาประเด็นปมถือหุ้น ด้วยการเคารพเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และแนวทางการวินิจฉัยที่มุ่งสร้างหลักการประชาธิปไตยของประชาชน

.
 
3. ต่อกรณีการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ 8 เครือข่ายทุกภูมิภาค ต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง อำนาจการบริหารรวมศูนย์ ดังนั้น ต้องมีการเร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาและจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีที่มีความเข้าใจในปัญหา ไม่มีอคติต่อภาคประชาชน ดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ทำงานร่วมกันกับภาคประชาชนเพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือ อีกทั้ง พีมูฟ พร้อมมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้อง    และหวังว่า พรรคการเมืองทุกพรรค รวมถึงว่าที่ ส.ส.ทุกคน จะร่วมกันสร้างการเมืองที่ถูกต้อง  “เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน”

.

“ก้าวไกล” ให้คำมั่นเดินหน้าตั้งรัฐบาล

.


นายชัยธวัช  ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า   ในฐานะตัวแทนพรรคก้าวไกล ขอขอบคุณพีมูฟ และก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลได้รับข้อเสนอในเชิงนโยบายของพีมูฟ เข้ามาเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกลด้วย โดยมีการสะท้อนผ่านเอ็มโอยู พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงหลายส่วนเป็นส่วนหนึ่งในกว่า 300 นโยบายด้วย  ขอบคุณพีมูฟที่มาติดตามการบ้านที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้งด้วย


ความคิดเห็นของพีมูฟ ที่มายื่นหนังสือวันนี้ก็เป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนหลังการเลือกตั้ง ที่อยากเห็นความชัดเจนทางการเมือง เมื่อประชาชนแสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ก็ไม่อยากให้มีปัญหา เพราะกระบวนการเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่หาข้อยุติในความเห็นต่างอย่างสันติวิธีและประชาชนจำนวนมาก ก็รอคอยรัฐบาลชุดใหม่เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลชุดเดิม โดยเฉพาะหลังรัฐประหารเป็นต้นมา และการแก้ไขปัญหาให้คนยากคนจน ทั้งนี้พรรคก้าวไกลจะพยายามจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความมั่นคง สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ได้รับส่วนแบ่งทางสังคมอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

 จากนั้นกลุ่มพีมูฟ ได้มอบเสื้อที่สกรีนข้อความว่า “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน”  ให้กับนายชัยธวัช ได้สวมใส่
 

'พีมูฟ' ทุบโต๊ะ พรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล สอนนักการเมืองรู้จักฉันทามติ

กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ  “พีมูฟ”  นำโดย จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานคณะกรรมการบริหารพีมูฟ และนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) นำคณะเข้ายื่นหนังสือกับพรรคก้าวไกล  สนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี 

.

ข่าว – ภาพ  : ทีมข่าว  NATIONTV 

เปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำงานแบบไม่มีวันหยุด ‘ก้าวไกล’ ลุยต่อวาระปัญหา พลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550358

04 มิ.ย. 2566

เปลี่ยนผ่านรัฐบาล   ทำงานแบบไม่มีวันหยุด 'ก้าวไกล' ลุยต่อวาระปัญหา พลังงาน

เปลี่ยนผ่านรัฐบาล ท่องไว้อย่างเดียว “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกฯแห่งพรรคก้าวไกล เคาะไทม์ไลน์การทำงานของคณะก่อตั้งรัฐบาล วันอังคาร ประชุมคณะทำงานชุดเล็ก ลุ้นอาจจะมีคณะทำงานเพิ่มขึ้นมาอีก มองปัญหาที่ต้องไฮไลท์ในขณะนี้คือเรื่องของ”พลังงาน”

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า   ในการจัดตั้งรัฐบาล ถือว่ามีความคืบหน้าตามลำดับ   ทั้งนี้ในวันอังคารที่ 6  มิ.ย.  จะมีการประชุมของคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  และมีประเด็นที่จะดำเนินการต่อ คือการแก้ไขในเรื่องของปัญหาพลังงานที่เป็นต้นทุนทางด้านต่าง ๆ   ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกันอาจจะมีการ
ตั้งคณะทำงานเพิ่ม   ส่วนวันพุธที่ 8  จะเป็นการประชุมหัวหน้าพรรค ซึ่งทั้ง 8 พรรค คาดว่าจะจบลงด้วยดี   จะไม่เสียสมาธิในการแก้ปัญหาประชาชน 

“ประเด็นการถือหุ้นสื่อ ผมพร้อมชี้แจงในเรื่องหลักฐานและกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือเชิญจากสำคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากมีเอกสารมาก็จะชี้แจงกลับไป  พยายามทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องบริสุทธิ์ และไม่มีอะไรที่จะทำให้การตั้งรัฐบาลสะดุดลงได้  ” นายพิธา กล่าว 

‘พิธา’ ร่วมงาน Bangkok Pride ประกาศชัดพร้อมดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550354

04 มิ.ย. 2566

'พิธา' ร่วมงาน Bangkok Pride ประกาศชัดพร้อมดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทันที

Bangkok Pride 2023 : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บอกยินดีที่ได้มาร่วมงาน มองเป็นนิมิตหมายดี ลบคำครหาไทยมีอคติทางเพศสภาพ เปลี่ยนให้เป็นจุดแข็งของประเทศ พร้อมดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทันที

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เปิดเผยก่อนเข้าร่วมขบวนพาเหรด Bangkok Pride Month 2023 ว่า ดีใจที่ได้มาร่วมงาน Pride ในวันนี้

ถือเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลกในการแสดงความรักทุกรูปแบบของสังคมไทย สามารถเป็นไปได้ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงโลกว่า ความรักจะชนะหลายเรื่อง 

การที่มาฉลองกันในวันนี้ ไม่ใช่แค่พาเหรดหรือสัญลักษณ์ และเมื่อรัฐบาลจัดตั้งได้เมื่อไหร่จะสนับสนุนสมรสเท่าเทียมและอัตลักษณ์ทางเพศ รวมไปถึงสวัสดิการ ซึ่งหากทำได้จะเป็นการสนับสนุน Pride month ให้เป็น Pride Always จริงๆ

เมื่อถึงตอนนั้น คนจะมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่เปิดเผยได้ ปลอดภัยและอิสระ ที่จะให้คนเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดและลบคำครหาบางอย่างที่กำหนดสังคมจากเพศสภาพบางคนอยากเป็นครูก็เป็นไม่ได้ บางคนอยากวางแผนครอบครัวก็ทำไม่ได้เพราะเพศสภาพ บางคนอยากจะวางแผนภาษีซื้อประกันให้คนที่รักก็ทำไม่ได้

“และหวังว่าปี 2028 กรุงเทพฯ จะได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน world pride ซึ่งผลพวงที่ตามมาเช่นนผลพวงทางเศรษฐกิจ “นายพิธากล่าว

'พิธา' ร่วมงาน Bangkok Pride ประกาศชัดพร้อมดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทันที

นายพิธา ยังยืนยันว่า แน่นอน ร่างพ ร.บ.สมรสเท่าเทียม ก็ยังอยู่ในสภาฯ สามารถผลักดันต่อได้เลย ซึ่งหากไปดูแล้ว วิปรัฐบาลในขณะนั้นก็ให้ผ่านกฎหมาย ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วยเพราะไม่ใช่เรื่องปฏิบัติทางเพศ ทำให้คนสามารถเลือกระดับชีวิตได้ว่าจะเป็นแบบไหนจะเป็นระดับคนรักหรือว่าระดับสมรส เพื่อมีไว้ให้คนไม่จำกัดเพศสภาพ

'พิธา' ร่วมงาน Bangkok Pride ประกาศชัดพร้อมดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทันที

“คิดว่าเป็นการสร้างนิมิตรใหม่ให้สังคมไทย ซึ่งต้องทำให้ได้ใน 100 วันแรก เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วยและจะผ่านสภาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเราก็แสดงให้โลกเห็นความหลากหลายไม่ได้เป็นจุดอ่อนของประเทศนี้แต่เป็นจุดแข็ง” นายพิธา กล่าว

‘สุพันธ์” พร้อมดัน ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ ตามเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550331

04 มิ.ย. 2566

'สุพันธ์" พร้อมดัน 'พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม' ตามเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล 

‘สุพันธุ์ มงคลสุธี’ ยืนยันเดินตามเอ็มโอยูต้ังรัฐบาล ต้อนรับ Pride Month 2023 พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม 

Pride Month 2023 นอกจากเดือนแห่งการรณรงค์ความหลากหลายทางเพศแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลของไทย ที่พรรคร่วมรัฐบาลแสดงจุดยืนในการเดินหน้าตาม MOU ที่มีการตกลงกันเอาไว้ โดยหนึ่งในนั้นคือประเด็นนโยบาย “สมรสเท่าเทียม”

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลตามเอ็มโอยูที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ เปิดเผยว่า เนื่องในเดือน Pride Month เห็นว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาถึงจะต้องผลักดัน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพื่อเป็นการประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนตามเอ็มโอยูที่ได้ประกาศแก่พี่น้องประชาชน

'สุพันธ์" พร้อมดัน 'พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม' ตามเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล 

นายสุพันธุ์ ระบุว่าเดือนมิถุนายน ที่ถูกถือกันว่าเป็น Pride Month เป็นเดือนที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากว่า 50 ปี และจนมาถึงวันนี้ตนไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องกีดกันหรือแบ่งแยกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย สิทธิในการไม่ถูกแบ่งแยกในที่ทำงาน และที่สำคัญคือสิทธิในการสมรส 

สิทธิในการสมรสนั้น ในมุมหนึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพราะนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่ง การรับมรดก การทำธุรกรรมทางการเงิน ถ้าหากกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้เหมือนคู่ชายหญิง จะทำให้เกิการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เช่นการซื้อบ้าน หรือ อสังหาริมทรัพย์ต่างๆร่วมกัน รวมถึงการวางแผนที่จะทำธุรกิจร่วมกัน เพราะปัจจุบันมีคู่รักจำนวนมากที่ไม่ก้าทำธุรกิจ่วมกันเพราะหากใครคนหนึ่งเป็นอะไรไป เกรงว่าสิ่งที่ทำด้วยกันมาตนจะไม่ได้รับอะไรเลยเพราะไม่มีสิทธิรับมรดก 

ดังนั้นการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะช่วยให้ประชาชนคนตัวเล็กกลุ่มที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ สามารถลงทุนร่วมกัน กู้ร่วมกันเพื่อไปสร้างเศรษฐกิจต่อได้ รวมถึงเศรษฐกิจที่จะได้จากการผลักดันการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับผู้มีความหลากหลายทางเพศก็จะทำได้มากขึ้นและจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ 

นายสุพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีชื่อเสียงที่ดีกับชุมชน LGBT ทั่วโลก เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวรวมถึงสถานบันเทิงที่เป็นมิตรต่อกลุ่ม LGBT อยู่เยอะมาก เราได้เม็ดเงินมหาศาลจากตรงนี้ แต่ในทางหนึ่งเราจะเป็นสวรรค์ของ LGBT ทั่วโลกอย่างแท้จริงไม่ได้เลย ถ้าเรายังไม่ให้สิทธิที่ทุกคนพึงได้ไม่ว่าจะเพศใดก็ตามแก่คนในชุมชนเหล่านี้ ดังนั้นตนหวังว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ตามที่ได้ประกาศไว้ใน MOU ให้ได้โดยเร็ว

‘พรรคไทยสร้างไทย’ ดัน 7 นโยบายเพศเท่าเทียม ชี้กฎหมายยังล้าหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550312

03 มิ.ย. 2566

'พรรคไทยสร้างไทย' ดัน 7 นโยบายเพศเท่าเทียม ชี้กฎหมายยังล้าหลัง

‘พรรคไทยสร้างไทย’ เตรียมผลักดัน 7 นโยบายเพศเท่าเทียม เผยประเทศไทยสวรรค์กลุ่มLGBTQ+ แต่กฎหมายยังล้าหลัง พร้อมเชิญชวนร่วมงาน ‘บางกอกไพรด์ 2023’ แสดงจุดยืนหนุนความหลากหลายทางเพศแ หยุดเเลือกปฏิบัติ

พรรคไทยสร้างไทยสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ นำโดยทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล รองโฆษกพรรคและคณะทำงานด้านความหลากหลายทางเพศ มุ่งมั่นต่อสู้เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

ตามหลักการใหญ่ของพรรคที่ว่าด้วยการ Liberate & Empower เพื่อไม่ให้ Pride Month ในสังคมไทยเป็นเพียงอุตสาหกรรมสีรุ้งที่ไร้การเหลียวแลอย่างจริงจังต่อไป คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย มีแนวคิดที่จะผลักดันงานไพรด์ให้ไปสู่งานระดับโลก World Pride  

สำหรับนโยบายพรรคไทยสร้างไทย ประกอบด้วย 

1.พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม 

2.พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ

3.พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล 

4.สวัสดิการด้านฮอร์โมน เพิ่มวันลาและสิทธิการผ่าตัดข้ามเพศ 

5.ปรับหลักสูตรการศึกษาให้เป็น Gender inclusive เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาเรื่องเพศที่สนับสนุนความเท่าเทียม และเสริมความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจในครอบครัว ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับ LGBT ในครอบครัว 

6.Sex toy ถูกกฎหมาย

7.Sex Worker ไม่ผิดกฎหมาย เป็นแรงงานที่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ 

ทวีชัย เชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกเพศทุกวัยที่รักความเท่าเทียม รักสิทธิเสรีภาพ สนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ในกิจกรรม “บางกอกไพรด์2023” ที่จะจัดขึ้น วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2566 โดยขบวนของพรรค จะเริ่มตั้งที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อแสดงจุดยืนว่า เราเคารพและสนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศ และขอรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติจากเพศสภาพ เพื่อให้สังคมได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อทุกคนอย่างแท้จริง 

ทวีชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้ แม้สังคมจะแง้มประตูโอบรับความแตกต่างหลากหลายบ้าง แต่ยังคงไม่มากพอที่จะโอบรับในทุกมิติ ตามที่หลายคนเรียกประเทศไทยของเราว่า เป็น สวรรค์ของชาว LGBTQ+ หลายองค์กรหลายหน่วยงานหันมาโบกสะบัดธงรุ้งในเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ แต่ในตัวบทกฎหมายสำคัญหลายมาตรา ยังไม่ก้าวหน้าไปไหน และยังไม่ได้ยอมรับความเท่าเทียมอย่างแท้จริง เช่น สมรสเท่าเทียมยังคงต้องถูกพิจารณาในวาระถัดไป 

‘LGBTQ’ ก็เป็น ‘นักการเมือง’ ได้ สังคมยอมรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550307

03 มิ.ย. 2566

'LGBTQ' ก็เป็น 'นักการเมือง' ได้ สังคมยอมรับ

‘มิถุนายน’ เดือน ‘Pride Month’ เฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ ปัจจุบัน ‘นักการเมือง’ เป็นอีก 1 อาชีพ กล้าเปิดเผยความเป็นตัวตนมากขึ้น

ทุกวันนี้สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับกลุ่ม “LGBTQ” สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น ครู นักธุรกิจ แพทย์ พยาบาล เป็นต้น แม้กระทั่ง ตำรวจ ทหาร อดีตคิดแค่ว่าต้องเป็นเพศชายเท่านั้น เพราะมีความแข็งแรง แข็งแกร่ง

“นักการเมือง” ก็เช่นกัน อดีต นายกรัฐมนตรี สส.  รัฐมนตรี ล้วนเป็นผู้ชาย แต่ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประกอบกับนโยบายของแต่ละพรรคทันสมัยมากขึ้น รณรงค์ความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ  โดยเราได้รวบรวมนักการเมืองกลุ่ม LGBTQ บางส่วน เช่น 
 

พรรคก้าวไกล 
ครูธัญ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส. ผู้ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมและผลักดันเข้าสภา และเคยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชายสองคนจูบปากกันกลางสภา สร้างความฮือฮาให้สังคมไทยอย่างมาก

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์


พรรคไทยสร้างไทย
ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย คณะทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศและเสมอภาคทางสังคม เคยแต่งกาย Drag Queen ขณะหาเสียงพื้นที่บางซื่อ ตอกย้ำ LGBTQ+ แต่งลุคไหนก็ทำงานได้

ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล

พรรคเพื่อไทย
ปกป้อง ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้ดูแลนโยบายความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ หรือประชาธิปไตยเชิงอัตลักษณ์พรรคเพื่อไทย เป็น 1 ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต กับ ร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม หากเพื่อไทยเป็นรัฐ ปกป้อง จะยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่ม LGBTQIA+ ให้ได้รับการยอมรับ มีศักดิ์ศรี คุณค่าเท่าเทียมกับชาย-หญิง 

ชานันท์ ยอดหงษ์ ชานันท์ ยอดหงษ์

พรรคชาติพัฒนากล้า
เทมส์ ไกรทัศน์ ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยและเป็นผู้ผลักดันนโยบาย Rainbow Economy เศรษฐกิจสีรุ้ง ร่วมกับ กรณ์ จาติกวณิช

เทมส์ ไกรทัศน์เทมส์ ไกรทัศน์


พรรคประชาธิปัตย์
ชมพูนุท นาครทรรพ เลขาคณะกรรมการ LGBTQs และประธานคณะทำงานด้าน LGBTQs ของ รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขับเคลื่อน เป็นอนุกรรมการฝ่ายร่างนโยบาย พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ 

ชมพูนุท นาครทรรพชมพูนุท นาครทรรพ


พรรคเพื่อชาติ
แซม รณกฤต หะมิชาติ ผู้สมัคร สส. “ชาย” ที่มีคำนำหน้าว่า “นางสาว” หากไม่บอกดูไม่รู้เลยว่าเคยเป็นหญิงมาก่อน รูปร่าง หน้าตา หนวดเครา ไม่แพ้ชาย

 รณกฤต หะมิชาติรณกฤต หะมิชาติ

‘ธนกร’ ขอว่าที่รัฐบาลเลิกแซะ ให้เกียรติกันและกัน ซึ้ง ลุงตู่ ไม่เคยราวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550306

03 มิ.ย. 2566

'ธนกร' ขอว่าที่รัฐบาลเลิกแซะ  ให้เกียรติกันและกัน ซึ้ง ลุงตู่ ไม่เคยราวี

รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ธนกร วังบุญคงชนะ ” เรียกร้องให้คณะร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือว่าที่รัฐบาลใหม่ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เคยไปพูดจาพาดพิง มีแต่อีกฝ่ายที่ตามขย่ม ยืนยันเคารพหลักการพรรคเสียงข้างมาก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ   เปิดเผยว่า อยากเรียกร้องให้คณะร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือว่าที่รัฐบาลใหม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และแคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ และตนไม่เคยไปก้าวล่วง พาดพิง หรือให้ความเห็นในการจัดตั้งรัฐบาลพาดพิงไปถึงอีกฝ่าย  เข้าใจระบอบประชาธิปไตย แต่ข่าวที่ออกมา ก็มาจากอีกฝ่ายคือว่าที่รัฐบาลที่เปิดประเด็น บางครั้งก็พูดจาในทำนองไม่ค่อยดีกับฝ่ายตน

“ตลอดระยะเวลา 7 – 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้สร้างคุณูปการให้กับประเทศมากมาย มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้านทั้งเศรษฐกิจ คมนาคม การท่องเที่ยว  ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ เข้าใจว่าทุกฝ่ายก็ห่วงใยประเทศ เพราะมีการเคลื่อนไหวขู่ชุมนุม คิดว่าตรงนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งอีก ซึ่งนายกฯ ก็ห่วงในเรื่องเหล่านี้ไม่อยากให้มีความขัดแย้งแบบเดิม  เราเดินมาไกลแล้ว   ต้องปล่อยให้กลไกเดินหน้าไป และทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกาบ้านเมือง  อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย พรรคที่ได้อันดับ 1 อันดับ 2 ก็จัดตั้งรัฐบาลไป แล้วเราก็มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ ส่วนใครจะเป็นฝ่ายค้าน  ฝ่ายรัฐบาลก็ว่ากันไป ” นายธนกร  ระบุ

“เศรษฐา” สับรมว.พลังงานพูดไม่รับผิดชอบ  

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้ทวีตข้อความ ( ทวิตเตอร์ : สื่อสังคมออนไลน์  ) ถึงกรณีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงเกินกว่า 80% เกิดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น  “ผมเชื่อว่าท่านรองนายกฯพูดแบบไม่มีความรับผิดชอบ อัตราหนี้ครัวเรือนพุ่ง เพราะตลอดสี่ปีที่ท่านเป็นรัฐบาลมา จีดีพีขยายตัวต่ำมากทำให้อัตราส่วนขึ้นมามาก เกิดจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาลท่าน ผมมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะทำได้ดีกว่าแน่นอน เลิกโยนบาปที่ท่านก่อไว้ใช้กับคนอื่นเถอะครับ”