จำคุก อดีต สส.เพื่อไทย 6 ปี ปมเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547559

25 เม.ย. 2566

จำคุก อดีต สส.เพื่อไทย 6 ปี ปมเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก อดีต สส.มุกดาหารพรรคเพื่อไทย เรียกรับเงินกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมาก ลงโทษ จำคุก 6 ปี ในความผิดกรณีที่ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย กรณีเรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาท จากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแลกกับการผ่านงบประมาณ

ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/5 ส่งอัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้องคดีอาญาไปก่อนหน้านี้

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 8 ก.พ.66 สรุปว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่ง สส. ,กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2564 และอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2ในคณะกมธ.วิสามัญดังกล่าว วันที่ 4 ส.ค.63 จำเลยได้เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจาก นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน5 ล้านบาท

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า โจทก์มีนายศักดาเป็นประจักษ์พยานผู้รู้เห็น เรื่องที่จําเลยโทรศัพท์มาพูดเรียกรับเงินและของานจากนายศักดิ์ดา แต่จําเลยเบิกความปฏิเสธ คำเบิกความของ นายศักดิ์ดาและคำเบิกความของจำเลยมีลักษณะโต้แย้งยันกันอยู่ จึงต้องพิจารณาพยานพฤติเหตุแวดล้อม ประกอบกัน จำเลยไม่ได้ซักถามเรื่องงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในฐานะอนุกรรมาธิการ

องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากเห็นว่า โจทก์มีนายศักดิ์ดาเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็น ตามปกติทั่วไป จำเลยเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 คนที่หนึ่ง    หากจําเลยต้องการเอกสารแบบแปลนและประมาณราคา สามารถมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการ ดำาเนินการให้ได้ ไม่มีความจําเป็นต้องโทรศัพท์ติดต่อกับนายศักดิ์ดาด้วยตนเองโดยไม่มีบุคคลอื่นได้ยิน ข้อความสนทนา

ทั้งถ้อยคำที่จำเลยพูดคุยกับนายศักดิ์ดายังเกี่ยวพันไปถึงการขอเข้าเป็นผู้รับจ้างงานก่อสร้าง ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลย   การที่จําเลยโทรศัพท์ไปเรียกเงินและของานจากนายศักดิ์ดา ย่อมเป็นการกระทําในตำแหน่งและอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยโดยตรง

การกระทำ ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับจําเลยโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งของจำเลย ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ความผิดตาม พรป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 น้ำบาดาล และราชการ มาตรา 173และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จําต้องปรับบทความผิด  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง

อนึ่ง เมื่อการกระทำของจำเลยเป็น ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ย่อมมีผลให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุด ปฏิบัติหน้าที่ และต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป

โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับ เลือกเป็น สส., ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มี สิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 81วรรคหนึ่งและวรรคสอง กับให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน10 ด้วยหรือไม่ก็ได้

แต่เนื่องจากในคดีหมายเลขแดงที่ คมจ. 1/2566ของศาลฎีกา ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน (จำเลยคดีนี้) มีกำหนดเวลา 10ปี นับแต่วันที่ 6 ม.ค.66 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ซึ่งการกระทำในคดีดังกล่าวเป็นการ กระทำเดียวกันกับคดีนี้ จึงเห็นสมควรไม่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยในคดีนี้อีก

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149อันเป็นกฎหมาย บทที่มีโทษหนักที่สุด

องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ลงโทษ จำคุก 6 ปี กับให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 19 เม.ย.65 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้จำเลย หยุดปฏิบัติหน้าที่ในคดีนี้ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับ เลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นตลอดไป

และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตาม พรป.ว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 81วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยภายหลังศาลมีคำพิพากษ์นายอนุรักษ์ ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์

‘เพื่อไทย’ สวน ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ ประจานรัฐบาลล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547545

25 เม.ย. 2566

'เพื่อไทย' สวน 'ค่าไฟฟ้าแพง' ประจานรัฐบาลล้มเหลว

‘พิชัย’ สวน ค่าไฟฟ้าแพง ประจานรัฐบาลล้มเหลว ชี้ ไฟฟ้าล้นเพราะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ แถมให้ใบอนุญาตเพิ่ม อีก 5,000 เมกกะวัตต์ ลั่น ‘เพื่อไทย’ เป็นรัฐบาล จ่อลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และ ก๊าซหุงต้ม ทันที-ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ ปัจจุบันราคา “ค่าไฟฟ้าแพง” สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้โฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจงสับสนโดยขาดความรู้ความเข้าใจและโทษรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 8-9 ปีก่อน 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์เศรษฐกิจโต 7.2%

“ทั้งที่ความจริงเป็นความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจและการจัดการเรื่องไฟฟ้าเรื่องพลังงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มาตลอด 8-9 ปี แต่กลับมาโทษรัฐบาลในอดีตที่ผ่านล่วงเลยมากว่า 8 ปีแล้ว”

ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ การบริหารเศรษฐกิจไปได้ดีเยี่ยม เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูง ในปี2555 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 7.2% และ ในปี2556 เศรษฐกิจไทยจะขยายได้ 4.2% และมีแนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ปีละ 5% ไปอีกหลายปี 

ดังนั้นการต้องมีแผนงานการขยายการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอเพียงรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตจึงมีความสำคัญและจำเป็น เพราะขณะนั้นกำล้งสำรองไฟฟ้ามีอยู่ประมาณ 15% ซึ่งเป็นการสำรองขั้นต่ำ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทย

ต่อมาเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เข้ามาบริหารประเทศ ได้บริหารเศรษฐกิจไทยล้มเหลว เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยตลอด 8 ปีเพียง 1% กว่าๆเท่านั้น จึงทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าล้นเกิน ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทยขยายได้ปีละ 5% ตามที่คาดการณ์ กำลังผลิตไฟฟ้าจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำ 

ควรเจรจาชะลอการผลิตไฟฟ้าลงแต่ไม่ทำ

ทั้งนี้ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวก็ควรจะต้องเจรจาชะลอการผลิตไฟฟ้าลง ซึ่งสามารถเจรจาชะลอการผลิตได้ แต่กลับไม่ทำ ซึ่งความจริงการเซ็นสัญญา 5,000 เมกกะวัตต์ เกิดในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสามารถเจรจาต่อรองได้

อย่างไรก็ดี ทั้งๆที่ประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าผลิตล้นเกิน นอกจากพล.อ.ประยุทธ์จะไม่เจรจาต่อรองแล้ว พล.อ.ประยุทธห์ยังออกใบอนุญาติผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก 

โดยล่าสุดก่อนยุบสภา พล.อ.ประยุทธ์ ยังอนุมัติใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกเกือบ 5,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งยิ่งทำให้กำลังไฟฟ้าที่ล้นอยู่แล้วต้องล้นมากขึ้น และจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอีก ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์น่าจะต้องชี้แจงว่าอนุมัติไปได้อย่างไร ทั้งที่กำลังผลิตไฟฟ้าล้นแล้ว

พรรคเพื่อไทย โดย นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลดราคาไฟฟ้าทันทีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยจะเข้าไปแก้ไขโครงสร้างราคาไฟฟ้า เพื่อปรับให้ลดลงได้ โดยเฉพาะ การปรับค่า FT การปรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถทำได้ทันที 

“โดยจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศแล้วว่าราคาน้ำมันดีเซลจะต่ำกว่าลิตรละ 30 บาท เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ขอให้มั่นใจและช่วยกันเลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปกันมากๆเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน”นายพิชัย กล่าวสรุป

'เพื่อไทย' สวน 'ค่าไฟฟ้าแพง' ประจานรัฐบาลล้มเหลว

จี้ กฟผ.เปิดสัญญา ซื้อ-ขายไฟฟ้า เอกชน ต้นเหตุ ค่าไฟแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547540

25 เม.ย. 2566

จี้ กฟผ.เปิดสัญญา ซื้อ-ขายไฟฟ้า เอกชน ต้นเหตุ ค่าไฟแพง

เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เชื่อว่า สัญญา ซื้อ-ขาย ไฟฟ้าเอกชน เป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพง จี้ กฟผ. เปิดข่้อมูล

กำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีมากกว่า 53,659 เมกกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการใช้สูงสุดเมื่อปี 2565 มีเพียง 33,177.3 เมกกะวัตต์เท่านั้น ทำให้มีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงมากกว่า 60% ทำให้มีเสียงครหาเกิดขึ้นอย่างมากว่าสัญญาที่ กฟผ.ไปทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชนแต่ละรายนั้น มีเงื่อนไขค่าพร้อมจ่าย

ส่งผลทำให้แม้จะหยุดเดินเครื่องไม่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้ กฟผ.ก็ต้องจ่ายเงินให้เอกชนตามสัญญา เป็นข้อสังเกตว่า คือสาเหตที่ทำให้ค่าไฟแพง หรือไม่ 

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทำหนังสือส่งไปถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เพื่อขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายข้อมูลข่าวสารในการขอสำเนาเอกสารหนังสือสัญญาที่ กฟผ.ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของเอกชน ซึ่งสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าเอฟที (FT) พุ่งและทำให้ค่าไฟแพงนั้น ต้นเหตุอาจมาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนแพงเกินไป

ศรีสุวรรณ อธิบายว่านโยบายของรัฐบาลตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าขายให้กับ กฟผ.ได้ จึงทำให้มีบริษัทเอกชนจำนวนมากประมูลขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ซึ่งมีสัญญาซื้อขายกันแล้ว 12 บริษัทรวม 17 โรงไฟฟ้า มีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 17,023.50 เมกกะวัตต์

และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกันรวม 50 โรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติ มีใช้ถ่านหินเพียง 4 โรงเท่านั้นมีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 9,331.08  เมกกะวัตต์

ที่ผ่าน ปัญหาที่ผ่านมา กฟผ.อ้างมาโดยตลอดว่ามีภาระหนี้กว่า 1 แสนล้านจากต้นทุนการผลิตที่ต้องซื้อก๊าซ LNG จากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้าในราคาสูง ซึ่งโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ที่ต้องใช้ก๊าซมีถึง 11 โรง มีปริมาณการผลิตจำนวน 9,086 เมกกะวัตต์  เมื่อก๊าซมีราคาแพง ทำไม กฟผ.ยังต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศในราคาที่แพงมาผลิตอีก

ทั้ง ๆ ที่มีโรงไฟฟ้าของเอกชนที่ทำสัญญาการผลิตป้อนให้ กฟผ.มีมากถึง 67 โรงอยู่แล้ว ส่วนเอกชนจะไปซื้อหาก๊าซมาผลิตไฟฟ้าจากไหนก็เป็นเรื่องของเอกชนที่ต้องรับภาระเอง ไม่ใช่ กฟผ.ต้องไปแบกรับภาระเสียเอง อีกทั้งโรงไฟฟ้าของเอกชนมีปริมาณการผลิตมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซของ กฟผ.เสียอีก หรือว่าการซื้อขายก๊าซดังกล่าวมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย

เชื่อว่า หาก กฟผ.เปิดเผยสัญญาทั้งหมดที่มีการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน จะพบข้อพิรุธมากมายที่จะได้นำมาเปิดเผยให้ประชาชนเจ้าของประเทศได้รับทราบ แต่หาก กฟผ.ไม่ยอมเปิดเผยคลต้องสู้กันถึงศาลปกครองแน่นอน

‘ภูมิใจไทย’ ย้ำจุดยืนอีกครั้ง ไม่สนับสนุนการ ‘ยุบพรรค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547536

25 เม.ย. 2566

'ภูมิใจไทย' ย้ำจุดยืนอีกครั้ง ไม่สนับสนุนการ 'ยุบพรรค'

‘ภูมิใจไทย’ ย้ำจุดยืนอีกครั้ง ไม่สนับสนุนการยุบพรรค ชี้ควรเดินตามระบอบประชาธิปไตย หากผิดก็ลงโทษรายบุคคล ยันพรรคการเมืองเป็นของประชาชน มั่นใจโค้งสุดท้ายโพลภูมิใจไทย ยังดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากากรระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า เป็นภารกิจของหัวหน้าพรรคที่จะต้องลงพื้นที่ ส่วนเมื่อถามว่าตอนนี้เริ่มมีวิธีการหาเสียงใส่ร้ายผู้สมัครจากฝ่ายตรงข้าม นายอนุทิน ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ทำเช่นนั้น

ไม่หนุนยุบพรรคการเมือง

เมื่อถามถึงเรื่องการเปิดประเด็นว่าอาจจะมีการยุบพรรคการเมือง หลังจากนี้นั้น นายอนุทิน ระบุว่า ตนพยายาม ที่จะสื่อสารว่า มีกระแสข่าวจะใช้วิธียุบพรรคการเมือง ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พรรคภูมิใจไทยต้องการแสดงจุดยืนว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชน พรรคไม่มีเจ้าของ การยุบพรรคการเมืองก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรกับใคร

“ผมจึงไม่สนับสนุนให้มีการยุบพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม เพราะเป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ที่ใครทำผิดก็ควรลงโทษที่ตัวบุคคล”

ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. และประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ออกมาระบุว่าพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มจะถูกยุบพรรค มีถึง 4 พรรคการเมืองหลักในขณะนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของนายสมชัย แต่ละคนมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกัน แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ เพราะสิ่งสำคัญกว่า คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนไว้ใจ เชื่อใจ และเลือกภูมิใจไทยมาทำงานในสภา และทำงานให้รัฐบาลถ้าเป็นไปได้

เมื่อถามว่าจะมีวิธีจัดการกับการหาเสียงใต้ดิน ที่บิดเบือนใส่ร้ายอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้ว บ่นไปก็เท่านั้น เพราะมีกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อปฏิบัติอยู่แล้ว เมื่อถามถึงโพลของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้เป็นอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ยังคงดีอยู่ เมื่อถามว่ายังเป็น 3 หลักที่เคยประกาศไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ดีครับ” พร้อมกับหัวเราะ

คะแนนนิยม ‘ประยุทธ์’ ยังดีอยู่ ‘ธนกร’ มั่นใจ กวาด สส.ใต้ 20 ที่นั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547534

25 เม.ย. 2566

คะแนนนิยม 'ประยุทธ์' ยังดีอยู่ 'ธนกร' มั่นใจ กวาด สส.ใต้ 20 ที่นั่ง

‘ธรกร’ ย้ำ คะแนนนิยม ‘ประยุทธ์่’ ยังสูงมาก เหตุประชาชนเชื่อมั่น ซื่อสัตย์สุจริต มั่นใจ แลนด์สไลด์ นครฯ-พัทลุง-สุราษฎร์ โว รทสช. กวาด สส. ใต้ 20 ที่นั่ง -ติงพรรคการเมืองตะโกนสร้างวาทะกรรม หาเสียงไม่สร้างสรรค์

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการจัดกำหนดการหาเสียงและการปราศรัย เปิดเผยว่า วันที่ 28-29 เม.ย. 2566 พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปราศรัยใหญ่ที่จ.พัทลุง และจ.สงขลา

โดยจากการลงพื้นที่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่านมาแม้ผลโพลยังอยู่ในลำดับ 3-4 แต่ถือว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างมาก และเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ รทสช. จะได้ สส.ตามเป้า ซึ่งเป็นการตั้งเป้าตามข้อเท็จจริงไม่ใช่ในลักษณะของการเป็นไปไม่ได้และมั่นใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ส่วนการลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วงเวลาเดียวกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในปลายสัปดาห์นี้ นายธนกร ระบุว่าไม่กังวลเพราะการลงไปเจอกันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะพล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ คุ้นเคยกันอยู่แล้ว และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติก็เคารพ พล.อ.ประวิตรในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ขณะเดียวกันยังได้ฝากถึงบางพรรคว่าในการหาเสียงเป็นเรื่องที่ต้องไปเจอประชาชนไม่ว่าจะไปตามตลาดหรือขึ้นรถแห่เพราะเห็นบางพรรคไปตะโกน หาเสียงไม่สร้างสรรค์ ซึ่งการหาเสียงจะต้องนำเสนอนโยบายและให้เกียรติประชาชนไม่ใช่ว่า นายกฯ ลงพื้นที่ไหนตนก็เห็นผู้สมัครบางพรรคก็ตามไปด้วยย้ำว่ากาดหาเสียงจะต้องเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยไม่ควรโจมตีกันซ้ำซากและสร้างวาทะกรรมที่ไม่เป็นความจริง

ส่วนที่หลายพรรคประกาศจะยกจังหวัดภาคใต้นั้น ตนก็เชื่อว่ากระแสนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ สูงมาก เพราะประชาชนเชื่อมั่น ว่ามีความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดมั่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และในพื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี มั่นใจ ว่ามีโอกาสแลนด์สไลด์อย่างแน่นอนและตั้งเป้าว่าจะได้ 20 ที่นั่งในภาคใต้

สำหรับพรรคเพื่อไทยที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นผู้ดูแลพื้นที่พรรคใต้นั้น ตนก็ไม่กังวลเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวยังคงเหมือนเดิมแต่ในทางการเมืองก็ต้องแข่งขันกันไม่มีการหลบให้ฃ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติสู้ทุกเขต

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547509

25 เม.ย. 2566

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

Exclusive เลือกตั้ง66 : 3 บก. เปิดใจ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แจงข้อกล่าวหา ‘พรรคก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

ศึกเลือกตั้ง 2566 ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษ ‘รายการนชั่นสุดสัปดาห์ โดย 3 บก.’

ต่อไปนี้เป็นคำตอบของพิธาบางส่วนที่อธิบายถึงจุดยืนของพรรค และนโยบายหาเสียงที่มั่นใจจะชนะการเลือกตั้ง

พิธีกร : จะแก้เกมอย่างไรที่เขาบอกว่าไม่เลือกพรรคก้าวไหลเพราะ 1) เลยป้าย 2) ทะลุฟ้า 3) คุมไม่ได้

พิธา : อันที่ 1 คือ ป้ายขยับแล้ว มั่นใจมากว่าปี 62 กับปี 66 ย้อนกลับไปเลย ป้ายขยับมีคนที่ต้องการ หากป้ายนั้นหมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมอนุมานเอานะ ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ แต่เชื่อว่าขณะนี้ทุกพรรค เวลาออกดีเบต และโดนถามมากขึ้น เริ่มมีคำตอบให้เห็นว่า ยอมรับว่า ป้ายมีปัญหา ยอมรับว่า ต้องมีการแก้ไข ไม่ให้มีใครให้โทษรุนแรงขนาดนี้ ไม่ใช่ให้ใครมาบอกว่า ป้ายอยู่นั้นอยู่นี่ จะฟ้องก็ได้

หลายพรรคก็จะบอกว่า หมิ่นประมาทกับอาฆาตมาดร้ายไม่เหมือนกัน บางพรรคบอกว่า ต้องขยับมากขึ้นไปอีก ก็โอเคผ่านกฎหมายผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านการพูดคุยในรัฐสภา ถ้าท่านบอกว่า อยากให้ป้ายใหญ่และหนักกดทับมากขึ้น เราคิดว่าไม่เหมาะสมและไม่เป็นคุณกับใครกับสถาบันไหนในประเทศนี้เหมือนกัน เราคิดว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ ก็ไปหารือกันในสภา ไปโหวตกันในสภา

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : ที่บอกเป็นพรรคสุดโต่ง

พิธา : สุดโต่ง ต้องอธิบายให้ฟังว่า สิ่งที่เราต้องการเป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างอะไรกับท่านผู้ชมที่ดูอยู่ เวลาเราไปต่างประเทศและชอบประเทศเขา นั่นแหละเราต้องการให้ระบบเศรษฐกิจให้คนที่จะเท่ากัน ต้องการให้แต่ละจังหวัดที่เราไปเจริญใกล้เคียงกัน ต้องการให้พลเรือนมีโอกาสทำงาน ไม่ต้องการให้มีการรัฐประหารทุกๆ 5 ปี อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ 

จึงถามกลับว่า ที่มันสุดโต่งอย่างที่บอก ระบบจากกระทรวง ทบวง กรม คนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์รู้อยู่แล้วว่าระบบนี้มีมา 130 ปีที่แล้ว ผมถามความท้าทายของประเทศว่า 130 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ท้าทายหนัก ช่วงล่าอาณานิคมก็หนักพอสมควร กับความท้าทายโควิดที่ต้องรวดเร็ว PM2.5 ที่ต้องกระจายอำนาจในการตัดสินใจ

สรุปแล้วเราใช้ระบบเดิม 130 ปีที่แล้วในการแก้ไขปัญหาในปี 2566 อันนี้ไม่สุดโต่งเหรอ ในระบบเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาศาล ตลาดยิ่งใหญ่มหาศาล แต่ในประเทศไทยมีผู้ผลิต 7 คน ในญี่ปุ่นมีผู้ผลิต 40,000 คน อันนี้ไม่สุดโต่งเหรอ

ในกฎหมายต่างๆ ที่มีเยอะแยะมากมายย้อนหลังไปหลาย 60-70 ปีและยังกลายเป็นโอกาสในการคอร์รัปชันแบบนี้ไม่สุดโต่งเหรอ

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : หากพูดถึงพรรคก้าวไกลนิยามคือซ้ายสุดขั้วจริงหรือไม่

พิธา : ต้องคิดว่าตอนนี้การเมือง ณ ปัจจุบันไม่มีซ้าย ไม่มีขวา เหมือนที่พวกเราเรียนมา อย่างที่ในรัฐสภาฝรั่งเศสบอกว่าใครที่หัวก้าวหน้าอยู่ฝั่งซ้าย ผมคิดว่าตอนนี้เป็นหนึ่งในบน 99% กับล่าง 1% (ที่ตอนนี้กำไรหลังจากโควิดฟื้นตัวมหาศาล) กับอีก 99% ที่โดนกดทับโดยตลอด

เพราะฉะนั้นเวลาคิดหากจะถามเชิงที่จะเป็นการเมืองรัฐศาสตร์แบบคลาสสิคสมัยก่อน ก็คงจะเป็นในเชิงที่เราคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น การรวมตัวของพี่น้องในการต่อรองที่ควรจะมี แล้วจริงๆ วิธีคิดแบบนี้ผมคิดว่า มีมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่โควิดเกิดขึ้น เรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องที่แต่ละประเทศไม่เคยเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นเพราะระบบโลกเปลี่ยนไป

แต่ผมคิดว่าเราเป็นตัวแทนของ 99% ที่โดนกดขี่มาอย่างนั้น แล้วก็ 1% นี้ไม่ได้ตัวเลขที่ผมพูดขึ้นมาสวยหรู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในมุมมองของรายได้ มั่งคั่ง เงินที่อยู่ในบัญชี ที่ดินที่กระจุกตัว ผมว่าทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาเราคิดไม่ได้คิดว่าเขาเป็นขวาแล้วเราไม่สนใจ ผมไม่เอานามสกุลใส่ให้คนอื่น ไม่บอกว่าคนนี้อนุรักษ์นิยม อย่างนั้นไม่ใช่ แต่นี่คือคนที่โดนกดขี่ 

คนที่กดขี่กับคนที่โดนกดขี่ คนที่อยู่ข้างล่าง ทำอย่างไรให้สามเหลี่ยมมันกลับ ตรงกับโลโก้พรรคก้าวไกล (สามเหลี่ยมหัวกลับ)

พิธีกร  : ใครอยู่ซ้ายใครอยู่ขวา แต่สนใจว่า วันนี้กำลังถูกเอาเปรียบ

พิธา : คำว่าใครคืออะไร ถ้าใครเป็นของประชาชน ผมเป็นนักการเมืองเป็นตัวแทนที่รับสมัครลงเลือกตั้ง คนที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าความเชื่อทางการเมืองเขาเป็นแบบไหน ความเชื่อศาสนาเขาเป็นแบบไหน เพศวิถีคืออะไร ผมมีวิธีทำหน้าที่ให้เขากินดีอยู่ดีในประเทศนี้ ส่วนคำว่าใครที่หมายถึงนักการเมือง หรือชนชั้นนำ แน่นอนผมไม่สามารถเข้าร่วมกับชนชั้นอนุรักษ์นิยมแบบนั้นได้

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : ถึงวันนี้คุณพิธาพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง

พิธา : พร้อมครับ ผมพยายามทำงานเต็มที่พร้อมกับทีมงาน ด้วยความร่วมสมัยของผมที่เข้าใจประชาชนที่มาก่อนและประชาชนที่ตามหลังผมมา ด้วยความที่เข้าใจทั้งต่างประเทศและชนบทในต่างจังหวัด ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมาก และการทำงานในภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในรัฐบาล ในกระทรวง จนกระทั่งมาเป็น สส. เริ่มต้นตั้งแต่เป็นเลขานุการ กรรมาธิการ จนมาเป็นประธานกรรมาธิการด้วยตัวเอง ก็คิดว่าสามารถทำได้

ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง มีประสบการณ์ที่ถูกต้องกับประสบการณ์ที่ไม่ถูกต้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด ฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่ไม่มีใครมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เผลอๆ หากคุณเอาประสบการณ์ผิดๆ คุณอาจจะคิดว่าแก้ปัญหาไข้หวัดนกได้สำเร็จและเอาวิธีคิดแบบนั้นมาแก้กับโควิดยิ่งไปกันใหญ่

คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่เด่นในเรื่องความมั่นคง แต่วันนี้ความมั่นคงเป็นเรื่อง Cyber Security (ความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์) เขาทำงานเขาหยุดโรงพยาบาลคุณได้ เขาทำงานเขาจะหยุดโรงไฟฟ้าคุณได้ เขาทำงานเขาจะหยุดแท่นเจาะ ปตท.ได้  คนที่จะทำหรือสู้กับเรื่องนี้ไม่มีใครมีประสบการณ์มาก่อนทั้งนั้น 

พิธีกร : เขา (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) บอกต้องไปต่อ ถ้าไม่ไปต่อ…สะดุด

พิธา : ไปที่ไหนล่ะครับ ไปต่อที่ไหนครับ ไปกับงบประมาณ 28 ล้านล้านที่ใช้ไป แต่คนไทยยังจนเหมือนเดิม หรือการกู้มากขึ้น ที่ทำอะไรไม่ได้ 

พิธีกร : เหลืออีก 3 สัปดาห์ไปสู่การโหวต หาเสียงมาแล้ว เมื่อกี้บอกพร้อม ชาวบ้านบอกจะให้ไหม

พิธา : ให้ครับ เขาว่าให้ทั้ง 2 ใบด้วย มีตั้งหลายแบบการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนคิดว่าพรรคก้าวไกลเสียเปรียบ เราคุยกันครั้งแรกตอนช่วงปีใหม่ ก็ได้วิเคราะห์ถูกเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าครั้งนี้ก้าวไกลได้เปรียบด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • คนเขาเห็นการทำงานของพรรคก้าวไกลมีประสบการณ์ 4 ปี ในสภา เขาเห็นว่า ตรงไปตรงตา ตอบโจทย์ชัดเจน มันคืออะไร ตั๋วช้างก็ดี สว.ทรงเอก็ดี IO ก็ดี เรื่องงบประมาณต่างๆ ที่เราพูดถึงก็ดี และการทำงานในกรรมาธิการทำให้กลายเป็นชนวนได้ด้วย 
  • ในอีกรูปแบบหนึ่งก็อาจจะมีที่บอกว่าไหนๆ คราวนี้มีบัตร 2 ใบเปลี่ยนนามสกุลให้ยังทำใจไม่ได้ แต่ สส.พื้นที่ไม่เคยลงพื้นที่เลย และไม่ค่อยทำงานเลย บอกจะเอา ส.ป.ก.มาเป็นโฉนดตั้ง 4-5 สมัยก็ยังทำไม่ได้ นี่ยังจะเอาลูกมาลงอีก การเมืองเป็นมรดกเหรอ ไม่ใช่ – เอาคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวไกล เพราะฉะนั้น เขตฉันจะให้คุณ 
  • ในทางกลับกัน ยังมีอีกหลายพื้นที่บอกว่า พรรคจะให้ แต่เขตไม่ให้ เพราะเขตเนี่ยเขาอุดหนุนแผงปลาทูฉันมาตลอด ฉันคงต้องขอเลือกคนเดิม แต่เขาย้ายพรรคแล้ว แต่พรรคที่ย้ายไปฉันรับไม่ได้ เขตฉันเลือกเขา แต่พรรคฉันจะเลือกก้าวไกล 
  • เพราะฉะนั้นในเมื่อเกมยุทธศาสตร์เปลี่ยน ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่เห็นด้วย ตอนที่เราอภิปรายในสภา แต่เมื่อมันจบแล้ว เราก็จบ สิ่งที่เราต้องทำคือสิ่งที่เราควบคุมได้คือ การทำยุทธศาสตร์ให้เข้ากับบริบทใหม่ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของพรรคก้าวไกลที่ต้องการให้เป็นพรรคมวลชน ซึ่งการเป็นพรรคมวลชนก็ต้องมี สส.เขตเยอะ 400 เขต และบัญชีรายชื่ออีก 100
Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : การเลือกตั้งปี 62 กับปี 66 ที่จะเกิดขึ้นมีความต่างทั้งในแง่กติกาและบรรยากาศอย่างไร

พิธา : วิเคราะห์ให้เห็นภาพแบบตรงไปตรงมา เอาแบบในสภากับนอกสภา นอกสภาผมคิดว่าสังคมเปลี่ยนไปเยอะมากชัดเจน ภายใน 4 ปีมันแสดงให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภายังสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายๆ

เรื่อง อาทิ สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้าแม้แพ้ไป 2 คะแนน เรื่องพระราชฐานะ พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 62 ไม่ต้องคุย ไม่มีเรื่องนี้ในดีเบตแน่นอน แต่ปี 66 ไม่ว่าจะช่องไหนก็ต้องถามถึงจุดยืนว่า จะทำอย่างไรต่อไปกับทุกพรรค ฉะนั้นนอกสภาผมคิดว่า สังคมเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร 

แต่ในสภา ผมคิดว่าการทำงานโดยเฉพาะของพรรคก้าวไกลเปลี่ยนแปลงไปเยอะโดยเฉพาะ 2-3 ประเด็น คือ ตอนอนาคตใหม่มีเวลา 2 เดือน ตอนนี้มีเวลา 2 ปีในการทำงานและคัดเลือก ตอนนั้นพอมี 2 เดือน คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกุิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ณ เวลานั้น) บอกผมว่า ต้องการเป็นพรรคระดับชาติ ต้องส่งให้ครบ 350 เขตให้ได้ ณ ตอนนั้น 

แต่ตอนนี้เราต้องการที่จะให้ครบ 400 เขตปุ๊บ จะมีประตูขึ้นมา 4 ด่านที่อนาคตใหม่ไม่มี คือ ส่งใบสมัครมา สอบสัมภาษณ์ 7-8 คน ต้องมีหลักสูตรการเมืองแบบพรรคก้าวไกล ซึ่งคุณจะโดนทดสอบทั้งอุดมการณ์และประสิทธิภาพอย่างหนัก และคุณต้องออกไปให้ประชาชนสแกนเอ็กซเรย์เลย และเราก็อยากให้เป็นสถาบันด้วย

ให้เป็นโมเดลด้วยว่า เลือกตั้งคราวต่อไปจะเข้าฝักมากขึ้น ทรัพยากรก็จะมีมากขึ้น ให้มีการบริจาคจากประชาชน ปัจจุบันก็เป็นโมเดลในการสร้างทรัพยากรในการทำการเมือง ทำให้เรามีอิสรภาพในการทำงานและหลีกเลี่ยงการเกรงใจเมื่อเขาขอร้อง แต่ครั้งนี้หากประชาชน (บริจาค) ให้เฉลี่ยคนละ 500 บาท เป็นการทำงานแบบสถาบันมวลชน 


ไม่ใช่แค่มองกลับไปในอดีตและเทียบกับอนาคตใหม่ แต่ผมมองไปในอนาคตด้วยว่า ครั้งนี้ก็ฉุกละหุกพอสมควร เป็นแบบ start up สส.เขตก็ต้องให้เขตตัดสินใจขึ้นมา และหากหัวหน้าวีโต้ แล้วเกิดการปะทะกัน ภาคสถาบันเสียหายนะ ไม่ได้ คุณต้องหาวิธีทำอย่างไรด้วยเหตุผล พอคุณออกไปประชาชนก็ตรวจสอบว่า เคยพูดแบบนี้ ทำแบบนี้มาก่อน จะเปลี่ยนตัวได้ด้วยเงื่อนไขอะไร 

ครั้งนี้พอเป็นระบบขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะยิ่งเข้าฝักมากขึ้น เป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น อีกหน่อยถ้าไม่มีธนาธร ไม่มีพิธาก็ไปต่อได้ และที่สำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นผู้นำขององค์กร ไม่ว่าจะเอกชน สื่อมวลชนหรือพรรคการเมืองต้องสร้าง challenge ใหม่ๆ คุณจะเห็นว่า คนรุ่นใหม่อายุรุ่น 20-30 ที่เพิ่งเข้ามาอาจจะเข้ามาเป็นผู้ช่วย สส.ก่อน คราวนี้เป็น สส. เป็นผู้เขียน speech (ร่างคำปราศรัยหรือภิปราย) อยู่ข้างหลัง ตอนนี้กลายมาเป็นคนดีเบต ตอนนี้คุณก็จะเห็นภาพแบบนี้เข้ามา

พิธีกร : อายุเฉลี่ยผู้สมัครพรรคก้าวไกลทั้งประเทศเท่าไร

พิธา : กทม. 36 เขต 41 บัญชีรายชื่อ 43 

พิธีกร : ลงสนามในระยะที่ผ่านมาคู่แข่งของก้าวไกลเป็นใคร พรรคไหน

พิธา : ในแต่ละพื้นที่คู่แข่งไม่เหมือนกัน หากไปอีสานใต้ก็ต้องแบบหนึ่ง ไปภาคใต้ก็อีกแบบหนึ่ง ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อีกพรรคหนึ่ง

พิธีกร : เหมือนก้าวไกลเป็นคู่แข่งของทุกพรรค เพราะเป็นพรรคที่ใครๆ ก็ไม่รักใครๆ ก็ไม่อยากร่วมงานจริงหรือไม่

พิธา : แต่ผมคิดว่าเป็นจุดเด่น เป็นจุดต่างของพรรคก้าวไกลที่ต่างจากทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคร่วมรัฐบาล

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : เคยได้ยินหรือไม่ที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่รัก

พิธา : ดีใจเลย ดีใจในลักษณะที่แสดงว่า เรามาถูกทางและจะใช้เวลาที่เหลือในการซื้อใจเขาให้ได้ว่า ที่ไม่เหมือนคนอื่น ที่คุณเคยคิดว่าเป็นแกะดำ จริงๆ แล้วเป็นแกะขาว เป็นแกะปกติที่ต้องการทำให้การเมืองปกติ ทำให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไทยปกติ ให้การบริหารจัดการข้าราชการปกติ ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นนักการเมืองต้องพร้อมรับทุกคำวิจารณ์


พิธีกร : ในมิติทางนโยบายเดิมทีก้าวไกลวิพากษ์วิจารณ์คนและพรรคอื่นว่าดีแต่แจก ตอนนี้ทำไมก้าวไกลถึงมาเน้นการแจกเงินด้วย

พิธา : นิยามของคำว่า แจกไม่เหมือนกัน 1) ที่มาของเงิน ถ้าเป็นประชานิยม คือ กู้มาแจกและแจกครั้งเดียวจบ เมื่อจะมีการเลือกตั้งเข้ามา จึงมีการแจกอีกทีหนึ่ง แต่ของเรา คือ แจกแบบรัฐสวัสดิการ ต่างจากประชานิยมตรงที่มีพลวัต ผมอายุ 42 ผมข้างบนมีพ่อแม่ให้ดูแล ข้างล่างมีลูกรักที่จะต้องดูแลอยู่ เงินที่จะมามีที่มาที่ไป คือ การรีดไขมันของกองทัพ ระบบราชการ งบกลาง เพิ่มรายได้จากรัฐวิสาหกิจ เก็บภาษีคนรวย ลดภาษีคนจน หวยขึ้นมาบนดิน

ดังนั้น 6-7 อย่างนี้ไม่ใช่คาดการณ์อนุมานว่าเดี๋ยวเศรษฐกิจจะโต 10% และจะเอาเงินจากอนาคตมาใช้ หรือแม้ต้องการกู้เพิ่มเพื่อที่จะเอามาแจก ไม่ว่าจะเป็นในรูปของพืชผลทางการเกษตรก็ดี เบี้ยก็ดี และอีกอย่างเป็นการแจกแบบไม่พิสูจน์ความจน เพราะหากคุณพิสูจน์ความจน ตกหล่นตลอด เด็กผู้ใหญ่ก็ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิดที่ผมใส่หน้ากากลงไป เบี้ยคนพิการก็ไม่ได้ เบี้ยผู้สูงอายุก็ไม่ได้ เราถึงต้องแจกแบบถ้วนหน้า

พิธีกร : หากได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกบัตรคนจนหรือไม่ 

พิธา : ต้องให้มีอยู่ และก็ให้มีทางเลือกมากขึ้น ทำให้เป็นมากขึ้น ในที่สุดก็ต้องเอาออก เราจะหักแบบนี้ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการแก้กฎหมายก่อน มีการขึ้นภาษีก่อนเพื่อที่จะให้ทำได้ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำได้ทันทีภายใน 100 วันแรก คือ เบี้ยเด็กเล็ก อายุ 0 ถึง 6 ขวบ 1,200 บาทต่อเดือนต่อคนใช้งบประมาณทั้งหมด 32,000 ล้านบาท โดยจ่ายถ้วนหน้า

พิธีกร : หากเป็นรัฐสวัสดิการแนวทางของก้าวไกล อนาคตของประเทศไทยจะไปแบบไหนจะเป็นประเทศที่สวัสดิการทั้งนโยบายเต็ม 100% หรือเป็นประเทศที่เสรีทางการค้า

พิธา : จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตด้วย และความเหลื่อมล้ำลดลง โดยระบบรัฐสวัสดิการอย่าไปมองด้านเหรียญ ต้นทุนคุณอยู่ที่ไหนคุณต้องมองด้านพลวัตของมันด้วย ความเป็นผู้ประกอบการผมอยากจะมีอาชีพมีความฝันของผมเอง อยากจะเปิดร้านของผมเอง แต่ผมไม่กล้า ใครจะดูแลพ่อแม่ ใครจะเลี้ยงลูกหลาน ตอนนี้ผมเป็นลูกจ้างอยู่ เงินเดือนแค่จ่ายค่าเช่า ค่ารถก็หมดแล้ว แต่หากรัฐดูแลตั้งแต่ข้างบนคือพ่อแม่และดูข้างล่างคือลูก ผมมีความรู้สึกมีความกล้าที่จะกล้าทำสตาร์ทอัปอะไรมากๆ มีอิสระมากขึ้นและเงินเก็บเงินออมที่ไม่เคยมีก็จะเริ่มมีแล้ว ไม่ต้องให้พ่อให้แม่ตรงนี้ก็จะเริ่มมีการสะสมทุนมากขึ้น 

ตอนนี้มีหลายประเทศที่ทำ อเมริกาใต้ก็ทำ ไม่ใช่แค่ประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาเก็บภาษีสูงอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกงบประมาณของประเทศไทยทำได้ และต้องถามกลับว่า ทำไมแต่ก่อนซื้อเรือดำน้ำ กระสุนปืนขึ้นมา 15 เท่าไม่เคยมีใครถามว่าเอางบประมาณมาจากไหน พอผมอยากจะลงทุนคนของประเทศไทย อยากจะลงทุนกับประชาชน… แต่ตรงนี้ที่บอกมีตั้งหลายอย่างไม่ได้มาจากภาษีอย่างเดียว ภาษีก็ได้เอางบประมาณนอกระบบ

อย่างเช่น สนามกอล์ฟ 74 แห่งทั่วประเทศไทย โรงแรมรีสอร์ทต่างๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าเอามาเป็นในส่วนของกระทรวงการคลังซะ งบประมาณค่าสนามม้า สนามมวย ก็ยังเข้ามาได้อีกและอีกหลายอย่างที่เราสามารถรีดไขมันได้สามารถ จัดกระดูกได้ คราวนี้พอพรรคก้าวไกลอยู่ในสภา 4 ปี งบประมาณ 33 ล้านล้าน ผมสามารถสแกนได้ เช่น ผ้าม่าน หลอดไฟ ในสถานทูตเท่าไร จัดสัมมนากี่ครั้ง ผมก็จะเห็นว่าไขมันอยู่ตรงไหนบ้าง และทำอะไรให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้บ้าง 

พิธีกร : รองวิษณุ (เครืองาม รองนายกฯ) บอกว่ามีเหลือให้ 200,000 ล้านล้านบาท

พิธา : เราจะเป็นรัฐบาลได้ เราจะต้องรู้ว่าวาระ 100 วันแรกของเราคืออะไร hundred day agenda ของเราคืออะไร ทุกสิ่งทุกอย่างใน 100 วันแรก ต้องไม่เบียดเบียนงบประมาณก่อนและไม่ต้องผ่านกฎหมาย เช่น เรื่องเกี่ยวกับการทลายผูกขาด สุราก้าวหน้า ทำให้เกษตรกรลุกขึ้นมาเปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์

เมื่อวานไปหนองคายมา ถ้าราคาสับปะรดดีขายเป็นสับปะรด หากราคาตก ขายเป็นบรั่นดี อันนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มหรือผ่านสภาทำได้แน่นอน 100 วัน ส่งคุณศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรัฐมนตรีคลัง แก้ปุ๊บทำได้เลย เรื่องเกี่ยวกับหวย SME ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มคือ หวยของรัฐบาลที่มีอยู่แล้ว หากท่านชอบรายย่อย ลุ้นเงินล้าน

เช่น จะซื้อของมีให้เลือก ร้านกาแฟทุนกับร้านกาแฟของเพื่อนที่มีทางสะสมแต้ม ราคาถูก มีอะไรให้ผมเลือกไปซื้อเจ้านายทุน ซึ่งรัฐบาลไต้หวันเขาคิดมาก่อน และผมให้เครดิตลอกเขามาเลย ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม เพราะหมุนจากระบบเศรษฐกิจที่มันเพิ่มขึ้นมาอยู่แล้ว

การเมืองคือแก้รัฐธรรมนูญ 100 วัน, ที่ดินมีหลายประเภท มีอยู่ประเภทหนึ่งที่ชื่อว่า นิคมสหกรณ์กับนิคมสร้างตนเอง เป็นกฎหมายที่มี พ.ร.บ.อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2511 ที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย ขอแค่รัฐบาลมีเจตจำนงผลักดันให้เป็นนิคมสหกรณ์ 14 ป่า 1.5 ล้านไร่ ทำได้เลยภายใน 100 วัน ถ้า ครม.ให้ผ่านก็กระจายได้เลย ส่วนนิคมสร้างตัวเองอีก 5 ล้านไร่ ฉะนั้น 6.5 ล้านไร่ ภายใน 100 วันแรก เราสามารถติดกระดุมเม็ดแรกให้กับประชาชน

ตรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ การเมืองระดับสากล ประธานาธิบดีสหรัฐ นายกฯญี่ปุ่น นายกฯ ในยุโรป ทุกคนเขาก็ประกาศกับพี่น้องประชาชนทั้งนั้นว่า 100 วันแรกเขาทำอะไร ภายใต้เงื่อนไขไม่ต้องเอางบประมาณเพิ่มและไม่ผ่านกฎหมาย

พิธีกร : หากพูดถึงกฎหมายหลายพรรคก็บอกว่ามีกฎหมายกิโยติน (ทบทวนกฎหมาย) ต่างๆ ก้าวไกลมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร

พิธา : เราแตกต่างจากพรรคอื่น เขาถามข้าราชการ แต่เราถามเอกชน หากถามราชการเขาก็จะบอกว่าสำคัญหมด กฎหมายนี้ปี 2494 ก็ยังสำคัญ ส่วนเอกชนก็จะทราบดีว่าบางอันซับซ้อนใช้เวลานานมีต้นทุน ร้ายที่สุดเปิดทางส่วยอีก แต่ของผม ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ จึงตั้งอนุฯ กิโยตินขึ้นมาเลย

คราวนี้อนุฯ นี้ก็เรียกราย sector เอกชนมาและบอก 1,047 ฉบับ ตัดตรงไหนได้บ้าง ศิริกัญญาก็เลยวางแผน แบ่งเป็นครึ่งๆ ครึ่งแรกแทบไม่ได้ใช้ ทิ้งได้เลย 700 กว่า แต่อีก 500 กว่า ต้องมีการเปลี่ยนผ่าน  อาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มในการบริหารจัดการ และผมคิดว่า เรื่องพวกนี้เราทำได้ เพราะเวลาดีเบต พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคจะพูดเหมือนกัน คุณหญิงสุดารัตน์ (เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย) ก็จะมีชุดของเขา เฉพาะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าเอกชนเป็นคนคิด มีสตรีมไลน์ เจตจำนงทางการเมืองก็ทำได้ 

พิธีกร : จะเข้าสู่ 100 วันต้องได้กี่เสียง

พิธา : น้ำหนักทางการเมืองมากที่สุด ตอนนี้เป้าขยับขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะทะลุร้อย คิดว่ามีน้ำหนักทางการเมืองพอที่จะทำให้ฝ่ายค้านร่วมกันตั้งรัฐบาลได้ 

พิธีกร : จำเป็นหรือไม่ว่าจะต้องเป็นพรรคที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล 

พิธา : หวังว่าจะเป็นพรรคที่ 1 แต่หากไม่ได้เป็นพรรคที่ 1 ก็ควรที่จะให้สิทธิ์ที่พรรคเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้มาเป็นที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล และเสนอเขาเป็นนายกรัฐมนตรี

พิธีกร : หากพรรคลุงตู่ (รวมไทยสร้างชาติ) ได้เป็นที่หนึ่ง

พิธา : ผมคิดว่าเป็นการอนุมานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เอาให้ถึง 25 ก่อนเถอะ 

พิธีกร : เขาก็ประเมินเป็น 100 นะ

พิธา : ต่างคนต่างประเมิน แบบนี้ต้องเชิญลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มานั่ง เพราะพิธาก็จะประเมินอีกแบบหนึ่ง 

พิธีกร : ส่วนแนวคิดประชาธิปไตยคิดเห็นอย่างไรกับการที่คนอาสาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ลงทั้งปาร์ตี้ลิสต์ไม่ลงเขต 

พิธา : ในมุมมองของพรรคก้าวไกลเราต้องการที่จะสื่อเจตนารมณ์ตั้งแต่ 2535 พฤษภาทมิฬ มาจาก สส.ยึดโยงทั้งสภาและฝ่ายบริหาร เวลาถามกระทู้ก็ต้องมา เพราะหน้าที่ปกติในการที่จะทำแบบนั้น แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าไม่จำเป็น แต่อย่างน้อยมีแคนดิเดตนายกฯ และได้สัญญากับประชาชนว่าคนคนนี้จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แม้จะนอกสภา แต่ไม่ได้นอกกติกา แต่ที่เรารับไม่ได้ในระบบประชาธิปไตยคือลอยมาพวกที่ลอยมา คนนอกกับคนกลางไม่สนใจ อยู่ๆ เหมือนกับตอนแก้รัฐธรรมนูญปี 60

ตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่ตรงปก ประชาชนเลือกตั้งไปแล้ว และอย่างน้อยไม่ได้เป็นทั้ง สส.และบัญชีรายชื่อ มันจะมีระบบยึดโยงของพรรคการเมืองมันก็จะยากหน่อย และการบริหารก็สำคัญ พอผ่านกฎหมายผ่านงบประมาณ ก็ต้องมี สส.อยู่ในมือ อยู่ในสภา ถึงแม้จะเป็นฝ่ายบริหารถ้าเกิดเป็นนายกฯ ขาลอย ไม่ได้เป็น สส.ด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะคุมสส.ในสภาได้หรือไม่ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาก็ลำบาก พรรคเราก็เลยตัดสินใจแบบนี้ เป็นทางแคนดิเดต และเป็น สส. 

พิธีกร : สู้ระบบอุปถัมภ์ได้หรือไม่เพราะยังไงเมืองไทยก็ยังเป็นสองนครา

พิธา : ได้ เพราะตอนนี้ผมมีหัวคะแนนธรรมชาติ ผมมีบอกเก้าเล่าสิบ เวลาไปหาเสียงในตลาดผมขอบคุณเขา แนะนำเสร็จ บอกเขาว่า ต้องขออภัยจุดอ่อนของพรรคก้าวไกล คือ ทรัพยากร เพราะเราไม่เอาจากทุนใหญ่ ป้ายอาจจะน้อยหน่อย แต่ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปกับพรรคก้าวไกลได้ มีพี่บอกพี่มีพ่อบอกพ่อ มีน้องบอกน้อง ช่วยกันบอกไปเลือกตั้งอย่าไปคนเดียว

ไปให้เหมือนกับไปกินหมูกระทะถึงจะสนุก ไปคนเดียวไม่สนุก เอาพ่อแม่ไปเลือกกันด้วย หรือถ้าท่านถ่ายคลิปถ่ายรูปเราอยู่ ท่านเก่งเรื่อง social อัปใน tiktok ให้ผมหน่อย อัปใน LINE ให้ผมหน่อย 

เพราะหากพูดในภาษานักธุรกิจ การค้ามีทั้งการค้าปลีกและการค้าส่ง ถ้าเป็นแบบหัวคะแนนธรรมชาติ คุณไม่ต้องไปเจอลูกค้า คุณไม่เข้าใจหรอกว่า ตอนนี้ลูกค้าลำบากขนาดไหน ปากกัดตีนถีบ ชักหน้าไม่ถึงหลังขนาดไหน คุณจะไปแค่ระบบหัวคะแนน ระบบอุปถัมภ์ของคุณ พอคุณได้แล้วคุณก็ลืมลูกค้า ของผมไม่ใช่อย่างนั้น ปฏิเสธระบบอุปถัมภ์ตรงหาลูกค้าใช้ดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ใช้ทรัพยากรใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์ อันนี้เกมพลิกการเมืองแบบที่เป็นอยู่

แต่ยังคิดว่ากฎหมายการเลือกตั้งยังต้องแก้อีกเยอะ การหาระดมทุนอะไรสักอย่างยังมีปัญหาเช่น 164 ที่ท่านบริจาคให้ผม 47 ล้าน เป็นอันดับ 1 มา 4 ปีซ้อนเอามาใช้เลือกตั้งไม่ได้ ตอนแรกดูเหมือนมีเงิน กกต.บอกให้เอามาเลือกตั้ง พอเลือกตั้งก็มาระดมทุนกันใหม่ทุกครั้ง แต่เป็นจุดอ่อนของผมที่กลายมาเป็นจุดแข็งตรงที่ทำให้ผมมีอิสระ

การอภิปรายในการเสนอกฎหมายและโอกาสที่ผมจะเข้ามาพลิกคอร์รัปชันทีหลัง เพราะเป็นหนี้บุญคุณใครก็ไม่มี 
 

…..
รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ ดำเนินรายการโดย 3 บก. ประกอบด้วย สมชาย มีเสน รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547522

25 เม.ย. 2566

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

ธนาธร ระบุ ก้าวไกลมีความพร้อมในการเป็นรัฐบาล ผลงาน4ปีในสภาโดดเด่น ชี้หมดเวลาเจียมเนื้อเจียมตัว ย้ำจุดยืน ไม่อ่อนข้อ เป็นแกนนำผลักดันนโยบายเป็นจริง

ก้าวไกลในเวลานี้ ตามโพลและกระแส เรียกได้ว่า ไล่บี้พรรคเพื่อไทย ทำให้คอการเมืองต่างจับตาดูสถานการณ์การเลือกตั้ง2566 อย่างใกล้ชิด 
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล  อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ส่งไม้ต่อให้ก้าวไกล ประเด็น ยุทธศาสตร์ “ก้าวไกล” แก้เกมแลนด์สไลด์

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ธนาธร กล่าวในการเริ่มต้นการสัมภาษณ์ว่า สิ่งที่เห็นจากอนาคตใหม่ถึงก้าวไกล ในปี 2562 ประชาชนมีศรัทธาแต่ยึดติดตัวบุคคลเป็นหลัก แต่ในขณะนี้ ความเปลี่ยนแปลงคือการมองพรรคในฐานะพรรคการเมืองมากขึ้น ประชาชนตอบรับ พรรคก้าวไกลไม่ใช่ธนาธร กลายเป็นปรากฎการณ์การการขยายตัวของความคิด มากกว่าพรรคการเมือง เห็นความเติบโตของเพื่อนพ้องน้องพี่ในก้าวไกล และทำให้พรรคได้รับความนิยมจากประชาชน ไม่ใช่ตัวบุคคล 


ถึงเวลาให้พรรคก้าวไกลไปไกลกว่า ธนาธรและ พิธา มองสส.หลายคน ไม่ว่าจะเป็น รังสิมันต์ โรม สิริกัญญา เป็นต้น ทำให้สิ่งที่กระทำทำให้หลายคตนได้เติบฉโตและได้รับการยอมรับจากสังคม 

ต่อคำถามการโตเร็วของก้าวไกล มีข้อเสียไหม ธนาธร ตอบว่า มีข้อเสียแน่นอน ตอนตั้งอนาคตใหม่ มองว่าต้องเลือกตั้ง 3 รอบ สิ่งที่เราทำฝันใหญ่ สร้างการเมืองไทยที่ดีกว่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งเดียว เป็นการเดินทางที่มีการขับเคลื่อนต้องใช้พลังมหาศาล ในการสร้างประเทศ เรื่องเหล่านี้ใช้เวลา ที่ถามว่าโตเร็วไปไหม การเลือกตั้งครั้งแรกได้รับเสียงล้นหลาม ปัญหาของการเติบโตที่เร็ว เราทำงานความคิดทั้งในเชิงอุดมการณ์ สร้างประชาธิปไตย ทำไมต้องไม่มีรัฐประหารอีก ทำไมต้องต่อสู้กับทุนผูกขาด การเติบโตที่เร็วเกินไปทำให้เราไม่สามารถสร้างฐานความคิดที่รองรับคนที่เข้ามาได้เพียงพอ จึงเกิดปรากฏการณ์งูเห่า ส่วนจะเกิดปรากฏการณ์แบบ 4 ปีที่แล้ว ไม่สามารถตอบได้

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

แต่มองว่าผู้สมัครครั้งนี้หนักแน่นกว่าเดิม และก้าวไกล 2566 พร้อมกว่าอนาคตใหม่ในทุกด้าน 4 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ได้เครือข่ายเยอะขึ้น ทำงานร่วมกับผู้สมัครก่อนเลือกตั้ง 2-3 ปี ผ่านการโจมตีต่างๆ 


การที่ก้าวไกลพร้อมเป็นรัฐบาล เพราะการเข้ามาอยู่ในระบบทำให้มองเห็นอำนาจหรือไม่ ธนาธร บอกว่า ที่ผ่านมาความพร้อมมีอยู่แล้ว ตนพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนนั้น แต่การเป็นพรรคการเมืองใหม่ แล้วชนะเลือกตั้งในครั้งแรกเป็นเรื่องที่ยาก เราจึงไม่เร่ง เพราะถ้าเร่งเกินไป เป้าหมายก็จะผิดพลาด ถ้าเป้าหมายอยู่ที่เพียงการเป็นรัฐบาลอย่างเดียว การประนีประนอมก็จะมีเยอะเกินไป จึงเชื่อว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน 

นอกจากนี้ยังมีคำปรามาสมาจนถึงวันนี้ว่า พวกตนเป็นคนหน้าใหม่ บริหารประเทศไม่เป็น แต่ 4 ปีที่ผ่านมาเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ที่ผ่านมาพรรคไหนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้โดดเด่นที่สุด นั่นคือพรรคก้าวไกล ไม่มีประสบการณ์ยังทำได้ขนาดนี้ สนามเดียวกัน ปอนด์ต่อปอนด์ และพรรคก้าวไกล มีทั้งประสบการณ์ ความพร้อม ความเหนียวแน่นที่มากกว่าเดิม 

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลของก้าวไกล ในมุมมองของธนาธร บอกว่า การตั้งพรรคการเมืองมาเพื่อผลักดันวาระของตนเอง ถ้าไม่สามารถผลักดันแนวทางต่างๆของตัวเอง จะเป็นรัฐบาลทำไม เรามีความฝันที่จะผลักดันประเทศไปในจุดที่คาดหวัง ดังนั้น จึงมีวาระและนโยบาย ที่เราอยากจะเข้าไปผลักดัน ก้าวไกลยืนยันว่าถ้าได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะผลักดันนโยบายที่นำเสนอสังคมไปทำ ถ้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะขอให้นำแนวทางที่เสนอไป นำเข้าไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง  ส่วนเรื่องแก้ไขม.112 ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล 


ในประเด็นการแก้เกมแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย ด้วยการมองว่า ถ้าเลือกก้าวไกล ยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ส่วนเพื่อไทยมองว่าพรรคตนมีศักยภาพมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ธนาธร บอกว่า เรายังไม่เคยเป็นรัฐบาล ไม่มีตัวเปรียบเทียบได้ แต่ถ้าวัดกันปอนด์ต่อปอนด์ในเทวีเดียวกัน เชื่อว่าก้าวไกลก็ไม่แพ้ใคร และเรื่องการจะชนะเลือกตั้ง การเลือกตั้งในปี 2562 หลายเขตที่เพื่อไทยก็ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้ง แต่อนาคตใหม่ก็สามารถชนะมาได้ และกรณีจะหลีกทางให้กันก็เป็นไปไม่ได้ ลงมาเป็นผู้สมัครแล้วก็ต้องทำการแข่งขัน ที่สำคัญการหลีกทางให้กันก็ทำไม่ได้เป็นเรื่องงผิดกฎหมาย 


การเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองก็ต้องเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว เพราะต้องแย่งคะแนนเสียง เมื่อการเลือกตั้งเริ่มขึ้น คนกลับมาสนใจการเมืองมากขึ้น การมองนโยบยาย การดีเบต ผู้สมัคร ของแต่ละพรรค เมื่อคนกลับมาสนใจ ก้าวไกลกำลังเบรกแลนด์สไลด์ฐานเสียงส่วนหนึ่งที่ก้าวไกลดึงมาได้คือคนที่ยังลังเลว่าจะเลือกพรรคไหนดี การทำงานของก้าวไกลในสภา4ปีที่ผ่านมาเป็นความเชื่อมั่นที่ทำให้คนสนับสนุน ส่วนการประกาศไม่จับมือกับรวมไทยสร้างชาติ และ พลังประชารัฐ ของเพื่อไทยเป็นการแก้เกมก้าวไกล หรือไม่ ธนาธร บอกว่า คงไม่สามารถตอบแทนใครได้  และเมื่อถามว่าหากมองศักยภาพของเพื่อไทยมีความพร้อมส่ง 3 ป.กลับบ้านมากกว่า ธนาธร ตอบว่า ยกตัวอย่างเรื่องค่าไฟฟ้าแพง เป็นเพราะการเอื้อประโยชน์นายทุนด้านพลังงาน มีใครที่มีอำนาจแล้วกล้าที่จะแก้ไขตรงนี้บ้าง มีใครกล้าที่จะสู้เพื่อประชาชน เพราะนายทุนเหล่านี้ได้ประโยชน์เป็นแสนล้านบาท การแก้ปัญหาไฟฟ้าแพงไม่ใช่การไปอุ้มราคาค่าไฟ 3 เดือน 6 เดือน ค่าไฟจะลดลงได้ไม่ใช้รัฐบาลนำภาษีไปอุ้มราคา แต่ต้องเป็นการให้รัฐบาลไปแก้ไขนโยบายด้านพลังงานที่ไปเอื้อให้กลุ่มทุน พรรคการเมืองทุกพรรคเคยมีโอกาสเป็นรัฐบาลมีเพียงก้าวไกล ลองให้โอกาส เราจะพาประเทศไปได้ไกลหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่มีหน้าจะไปหาเสียง ที่วันนี้กล้าพูดเพราะมีความมั่นใจ ความรู้ และความมุ่งมั่นตั้งใจ แน่วแน่ 


ภาพหวังที่ตั้งใจในการจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งปี 2570 ในมุมมองธนาธร ที่มีเรื่องของความเป็นแกะดำทางการเมืองของก้าวไกล เขาตอบว่า มีอะไรบ้างที่ก้าวไกลเสนอ ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วทำกัน เรื่องการกระจายอำนาจ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร ไม่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่เมืองหลวง เวลานี้ไม่ใช่การเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่เวลานี้ไม่ใช่การหวาดกลัวอนาคต ไม่ใช่เวลาที่จะชินชากับการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส่ของความอยุติธรรม และอยากให้มองว่าเวลานี้เราเดินช้าเกินไปหรือเปล่า 

เดือด ‘ป๋าเฉลิม’ ปราศรัยชำแหละ ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547520

24 เม.ย. 2566

เดือด 'ป๋าเฉลิม' ปราศรัยชำแหละ 'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์'

‘ร.ต.อ.เฉลิม’ ฝันเห็น ‘พรรคเพื่อไทย’ ชนะเลือกตั้ง ซัดเรียงคน ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์’ ไม่รู้จับมือใคร แต่ไม่เอา 2 ป.

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษากรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง ขึ้นเวทีปราศรัย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ” บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ระบุถึงกรณีเวทีดีเบตของเนชั่นทีวีที่จ.นครสวรรค์ที่ผ่านมา มีเสธคนนึง บอกว่า บิ๊กตู่ปฏิวัติ ขี่ม้าขาวมาช่วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ขี่ม้าขาว ไม่ใช่ แต่นั่งควายเผือกมา เสร็จแล้วควายดำทหารของบิ๊กตู่ ไปรับอีกคนนึงที่เป็นคนก่อกวนชวนให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อขอปิดเป็นความลับ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมถามว่าวันนี้มาติดป้ายทำไม อยู่มา 4 ปี ไม่ทำ จะขอต่ออีก 2 ปี เป็น 10 ปี แต่ไม่มีทางเพราะ แพ้ เมื่อเช้าตนนอนฝันว่า พรรคที่ชนะ คือ พรรคเพื่อไทย ชนะทั้งเขตชนะทั้งเบอร์ผู้สมัคร 

ร.ต.อ.เฉลิม ได้พาดพิงถึงพรรคอื่น เริ่มจาก สงสาร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อยู่ๆมานั่งประชุมแล้วจะจัดตั้งรัฐบาล ถามกลับว่าจะจัดตั้งรัฐบาลทั้งหมดนี้ได้ไม่เกิน 40 ที่นั่งบวกลบ ถ้าออกเป็นร้อยแสดงว่าต้องนัด2 ครั้ง ตนไม่อยากโจมตีรัฐบาลนี้มากแต่ดูแล้ว บอกพี่น้องจริงๆมีตำแหน่งเกินความสามารถ จึงทำอะไรไม่ถูกระหว่าง บิ๊กป้อมไปนครราชสีมากลับมาให้สัมภาษณ์บอกไปนครศรีธรรมราช ก็ดูสิ แล้วแบบนี้ให้มาเป็นรองนายกเอาจริงๆผมเป็นเท่กว่า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) จะได้ไม่เกิน 35 ที่นั่ง 

ตอนนี้พรรคเพื่อไทยปาร์ตี้ลิสต์ได้แล้ว 35 ถ้าพี่น้องช่วยกันอีกไป บอกทุกคนให้เลือก ตนก็จะได้เข้าสภา บางคนไม่เจอกันนาน ถามไปอยู่ไหนมาตนก็อยู่บำรุงไง ส่วนพรรคเพื่อไทยจะจับมือใคร ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรค เป็นไปได้อย่าเอาพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ที่บอกความสงบจบที่ลุงตู่ ตนบอกว่าเศรษฐกิจไทยนิ่งสงบจบที่ลุงตู่ด้วย ยาเสพติดพนันออนไลน์…ก็เพราะลุงตู่ 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

นอกจากนี้ยังพูดอย่างดุเดือด ถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า บอกจะเป็นนายกฯ ตนไม่ได้ดูถูกคน แต่นายจุรินทร์ เป็นได้แค่นายกสมาคม พรรคนี้ได้ 45 บวกลบ ไปบอกว่าประชาธิปไตยทุจริต ประชาธิปไตยวิปริต จุรินทร์จบมาจากไหน ตนเรียนจากท้องพ่อท้องแม่มาไม่มี มีแต่ในระบอบประชาธิปไตย แล้วคนไปทุจริต ตัวหนังสือทุจริตไม่ได้

โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้วไปพูด บอกไม่ร่วมกับบิ๊กตู่ ไม่ร่วมกับบิ๊กป้อม พอเค้าถามร่วมรัฐบาลหรือไม่ เอาครับ พรรคนี้ต้องจำไว้ ปากหวานพูดเพราะ และขอสาปแช่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้น้อยที่สุด ให้อับอาย ให้อย่าได้เข้าสภา ให้ไปไหนคนไม่ชอบ นี่ก็ทะเลาะกัน ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 5 เบอร์ 10 เบอร์ 15 เผลอๆได้มีฆ่ากันตายในพรรคบ้าง

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแครดิเดตนายกรัฐมนตรี มีคนมาบอกตนว่า คุณหญิงสุดารัตน์ ไปบอกชาวบ้านว่าเป็นพรรคพี่ พรรคน้อง ยืนยัน ไม่ใช่ ไม่ได้เป็น ตอนอยู่ก็อยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้เธอไปแล้ว เธอก็ไปบอกชาวบ้าน เป็นพรรคที่พักน้อง เลือกเพื่อไทย เหมือนไทยสร้างไทย จะเหมือนอย่างไร ก็ไทยสร้างไทยได้ยัยหน่อย เพื่อไทยได้เฉลิม

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการปราบปรามยาเสพติดไม่มีใครถนัดเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยาบ้าเม็ดละ 400 ปัจจุบัน 4 เม็ด 100 บาท สมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ มอบให้ตนปราบยาเสพติด เหลือเม็ดละ 300 บาทลดลงมาหน่อย หากมีโอกาสจะทำให้พี่น้องเห็น

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547516

24 เม.ย. 2566

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

ศลต.ตร. เตือนประชาชน ป้องกันการทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เร่งทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจ

รู้ไว้ในข้อกฎหมาย พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกศูนย์รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.และ ผอ.ศลต.ตร. มีความห่วงใยประชาชน ป้องกันการทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. ที่จะถึงนี้  และเลือกตั้งล่วงหน้าในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค.

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )
ได้มีการสั่งการให้ ศลต.ตร.ประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายที่สำคัญ เพื่อเป็นการแจ้งเตือนประชาชนไม่ให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตลอดจนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าใจถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการดูแลรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้งนี้ ซึ่งข้อกฎหมายที่สำคัญๆ มีดังนี้
 

1. การนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง มีโทษจำคุกตั้งแต่1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

2. การนำเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตร เลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. การเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนน หรืองดเว้นไม่ลงคะแนน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

4. จงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสียหรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธัเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 10 ปี

5. กรณีเผา ฉีก ทำลาย ทำให้เสียหาย มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

6. กรณีปลดป้ายหาเสียงไป มีความผิดฐานลักทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวก หรือพบเห็นการกระทำความผิด โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือ1599 หรือ สายด่วน กกต.1444 หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

‘เศรษฐา’ รับประกัน ครม. นัดแรก ‘เพื่อไทย’ ค่าไฟลดแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547515

24 เม.ย. 2566

'เศรษฐา' รับประกัน ครม. นัดแรก 'เพื่อไทย' ค่าไฟลดแน่นอน

‘เศรษฐา’ ปลุกพลังคนฝั่งธนฯ เลือก ‘เพื่อไทย’ ลั่น ครม. นัดแรกโชว์ฝีมือ ‘ค่าไฟ’ ลดแน่นอน ขอ ปชช. อย่าหลงกลพรรคร่วมรัฐบาลประกาศมาตราการลดค่าใช้จ่าย มีเวลา แต่ไม่ทำ

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยปราศรัย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ” ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. ฝั่งธนบุรี นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ,ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษากรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง , นายดนุพร ปุณณกันต์ รองประธานรณรงค์หาเสียงพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายเศรษฐา กล่าวปราศรัยหัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ” ระบุว่า ปัญหาค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าน้ำมัน เป็นปัญหาใหญ่ ของพี่น้องประชาชนขณะนี้ พรรคร่วมรัฐบาลที่มาหาเสียง และสัญญาต่างๆนานาว่าลดค่าไฟ ลดค่าพลังงาน ลดค่าน้ำมัน ขอให้ตั้งข้อสงสัย เป็นรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าทำได้ทำไมไม่ทำไปเลยทำไมต้องมาคอยให้เป็นรัฐบาลใหม่ทำไมต้องคอยวันที่ 14 พ.ค. ที่ต้องไปเลือกตั้งเขาไม่ต้องคอยถ้าทำได้ทำไปนานแล้ว

 นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสินหากพรรคเพื่อไทยได้รับเข้ามาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกค่าไฟลดแน่นอน อยากให้เชื่อในพรรคเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าไฟ ลดค่าเดินทาง รอรถโดยสารที่ไม่มาตรงเวลา จ่ายแพง ต่อหลายต่อ ไม่เป็นเส้นทางเดียวกัน ชัดเจนถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับการไว้วางใจจากประชาชน รถไฟไฟฟ้า 20 บาทตลอดทั้งสาย ถ้าต่อรถเมล์ก็อีก 10 บาท เบ็ดเสร็จ 30 บาทจบเลย เราคำนึงถึงความเดือดร้อน ความไม่สะดวกสบาย เพราะฉะนั้นไว้ใจพรรคเพื่อไทย

ส่วนค่าแรงขั้นต่ำ ภายใน 4 ปีต้องมีอย่างน้อย 600 บาท ปีแรก 400 บาทแน่นอน สำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานจบปริญญาตรีได้ 25,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะจัดสำรวจทันที ครอบครัวไหนมีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาทเราจะเติมเต็มทันที 

ส่วนเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เราไม่ได้ให้ 500 มี 5 คนรับไป 50,000 บาทมี 10 คนรับไป 100,000 บาทต่อครอบครัว ไม่มีอีกแล้วการหยอดน้ำข้าวต้มครั้งละ 500 700 1,000 1,200 บาท ไม่มีแน่นอน เงิน 10,000 บาทสามารถตั้งตัวได้ ร้านค้าเล็กๆ SME ทุกคนก็ได้ผลประโยชน์เพราะประชาชนมีเงินเยอะมีเงินมากขึ้น ร้านค้าก็สามารถค้าขายได้ดีขึ้น ยืนยันจัดสรรหางบประมาณส่วนนี้มาได้แน่นอน ขอประชาชนอย่าเชื่อพรรคพูดกระแนะกระแหนแดกดันว่าจะทำไม่ได้ 

ด้านสาธารณสุขประชาชนต้องเสียเวลาทั้งวัน ไปพบแพทย์ 30 บาทรักษาทุกโรค เรามีนโยบายในการยกระดับขึ้นมาให้ท่านสามารถทำนัดล่วงหน้าได้ บัตรประชาชนใบเดียวไปรักษาที่ไหนก็ได้


“สส.กทม. มี 25 คน เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาครั้งแรก ขอคะแนนเสียงจากประชาชน กระผมในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มาวันนี้ มาที่นี่ มาวินวอน ขอร้อง ขอคะแนนเสียงจากประชาชน ทุกคน เพื่อให้เลือก สส. รุ่นใหม่ที่ขยันทำงาน มีความตั้งใจจริง มารับใช้พี่น้องประชาชน ขอรบกวนให้เลือกทั้งคน ทั้งพรรค ให้พรรคเพื่อไทยเข้าสู่สภา” นายเศรษฐากล่าว

พรรคเพื่อไทยฝั่นธนบุรีพรรคเพื่อไทยฝั่นธนบุรีนายดนุพร ปุณณกันต์ นายดนุพร ปุณณกันต์