‘พปชร.’ ชี้ 3 สาเหตุ ‘ค่าไฟแพง’ เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547609

25 เม.ย. 2566

'พปชร.' ชี้ 3 สาเหตุ 'ค่าไฟแพง' เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

เลือกตั้ง66 : “พปชร.” ชี้ 3 เหตุ ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง “ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูง-ล้มเหลวบริหารบงกช-เอราวัณ-เอื้อโรงไฟฟ้า LNG” เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

พรรคพลังประชารัฐ ชี้ 3 สาเหตุ ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง “ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูง-ล้มเหลวบริหารบงกช-เอราวัณ- เอื้อโรงไฟฟ้า LNG พร้อมเสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน 

วันนี้ (25 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมืองพรรค พร้อมด้วยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษากรรมการนโยบายพรรค และ มล. กรกสิวัฒน์      เกษมศรี ทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรค แถลงข่าวประเด็น “ปัญหาไฟฟ้าของประเทศไทย” 
โดย มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวสรุปถึงที่มาและปัญหาค่าไฟฟ้าแพงว่า มาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่        

'พปชร.' ชี้ 3 สาเหตุ 'ค่าไฟแพง' เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

1. การสร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น ไฟฟ้าสำรองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โรงไฟฟ้าแม้ไม่ผลิตไฟ ประชาชนก็ต้องจ่ายเงิน เรียกว่า ค่าความพร้อมจ่าย (AP)

2.โรงไฟฟ้าใหม่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง แต่ปัญหาการจัดการแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณในอ่าวไทยของรัฐบาล ทำให้ปริมาณก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลงกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้ต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่ามาทดแทน


และ 3. การปิดโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ เพื่อเปิดทางให้โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ LNG มีราคาแพงเข้ามาในระบบ หากเป็นเอกชนก็ต้องจ่ายค่า AP เป็นก้อนใหญ่ชดเชยให้ ทั้งที่บางแห่งผลิตไฟได้ถูกกว่า ทั้งนี้ ตนขอแจกแจงให้เห็นชัดๆ ถึงปัญหาในแต่ละส่วน ดังนี้

1 ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น

1.1 ไฟฟ้าสำรองปี 2557 ที่ประยุทธ์ปฏิวัติ 30% ปี 2565 หลังจากประยุทธ์เป็นนายกฯ มาแปดปี ขึ้นเป็น 70%
 

1.2 รัฐทำสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบบ  Take or Pay คือ แม้ไม่ใช้ไฟประชาชนก็ต้องจ่าย เรียกว่า       ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าจ้างคน นำมารวมเป็นค่าไฟฐาน รัฐควรจะใช้เงื่อนไขนี้เฉพาะแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เงื่อนไขนี้ผิดพลาดมาหลายรัฐบาล แต่พลเอกประยุทธ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไม่แก้ไข

2. ปัญหาการจัดการแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณในอ่าวไทย

2.1 การเปลี่ยนสัญญาสัมปทานในแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต เกิดความผิดพลาดล่าช้า ทำให้ปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยลดลงกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้ต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่ามาทดแทน ส่งผลกระทบต่อค่าไฟโดยตรง

2.2 กำหนดเงื่อนให้บริษัทผูกขาดท่อก๊าซกลางอ่าวไทยเป็นผู้ได้สิทธิ์รับซื้อก๊าซของชาติที่ปากหลุมผลิตแต่ผู้เดียวเพื่อบวกกำไรแล้วจึงขายให้ กฟผ ทั้งที่บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในตลาดหลักทรพย์ที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย ดังนั้น ควรจัดตั้งองค์กรก๊าซแห่งชาติเพื่อเป็นผู้ใช้สิทธิ์รับซื้อก๊าซที่ผลิตจากอ่าวไทยแต่ผู้เดียวเพื่อขายก๊าซถูกให้ กฟผ

3 เลือกซื้อไฟที่ต้นทุนแพงโดยไม่จำเป็น

3.1 กฟผ. เข้าไปรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่มีต้นทุนแพงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ กฟผ. อย่างมาก ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น เพราะใกล้เลือกตั้งจึงไม่กล้าขึ้นค่าไฟจึงให้ กฟผ. แบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นแทนประชาชนไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากประชาชนผ่านค่า ft ในภายหลัง ขณะนี้ กฟผ. มีหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดอยู่ในระดับ 150,000 ล้านบาท

3.2 รัฐบาลประยุทธ์ควรจะสั่งให้ กฟผ. เลิกซื้อไฟที่ต้นทุนแพงจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่ใช้ก๊าซ LNG เป็นเชื้อเพลิง เปลี่ยนไปรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของประชาชนแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงมาก 

ด้าน นายธีระชัย  กล่าวว่า อีกหนึ่งสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศแพง เนื่องจากปัจจุบันการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงของรัฐบาลไม่ได้แก้แบบบูรณาการ และยังเป็นการแก้ไม่ตรงจุด ขณะที่ แนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าของนายกฯ ประยุทธ์ในปัจจุบัน เป็นการแก้ไขแบบเอื้อต่อนายทุนมากกว่าการมองผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาสะสมอย่างต่อเนื่องกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

ซึ่งตนจะขอชี้ให้เห็นปัญหาและความล้มเหลว ดังนี้

1.กำหนดราคาค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือเกษตรกร เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้า ดังนั้น การกำหนดเพดานราคาค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือเกษตรกร ก็ย่อมจะต้องควักกระเป๋าออกมาจากฝ่ายรัฐเท่านั้น จึงเป็นนโยบายที่เน้นการปกป้องผลกำไรของนายทุนพลังงานเป็นหลัก

2.ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสำหรับผลิตไฟฟ้า และขายเข้าระบบเพื่อสร้างรายได้ ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง เพราะการติดตั้งบังคับให้ต้องขออนุญาตถึงสามหน่วยงาน มีการกำหนดปริมาณที่จะรับซื้อไฟฟ้าแบบนี้ไว้จำกัดมาก และรับซื้อในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าราคาที่ครัวเรือนซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลมาก 

“รัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้งเปิดให้มีการประมูลไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เอกชนรายใหญ่อีกถึง 3,660 เมกะวัตต์ ทั้งที่ควรรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อลกรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน” นายธีระชัย กล่าว 

นอกจากนี้ นายธีระชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลกรณีที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ มีการอนุมัติผลการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน 175 ราย 5,203 เมกะวัตต์ ในรูปแบบ Feed-in Tariff ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งตนมีข้อสงสัยต่อกรณีดังกล่าว คือ

1. การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลรักษาการพึงกระทำหรือไม่

2. เป็นการประมูลที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบมาไม่ถือเป็นการประมูลแต่เป็นการคัดเลือกจากรายชื่อที่ยื่นเข้ามา

และ3.เป็นการทิ้งทวนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนหรือไม่ ซึ่งตนมีความเห็นว่าทั้งพลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการและนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรักษาการจะต้องมีคำตอบให้กับประชาชน
ขณะที่นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงแบบบูรณาการและตอบโจทย์

ซึ่งพรรคมองว่าแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุม 4 แนวทาง เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ได้แก่ 

1. ยุติปัญหาโรงไฟฟ้าล้นเกิน 

1.1 ไม่ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ทุกรายจนกว่าไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับ 15%

1.2 ตรวจสอบการประมูลที่ผ่านมาว่า มีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เช่น การล๊อคสเปกในการประมูล เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

2. ลดการใช้ LNG เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า 

2.1 เร่งกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยโดยเฉพาะแหล่งบงกชและเอราวัณ ให้กลับมาเป็นปกติ จะช่วยลดการนำเข้า LNG ได้ 1000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ 70%

2.2 เจรจาชอยืมก๊าซในแหล่งพัฒนาร่วมไทย มาเลเซีย ที่แบ่งกันคนละครึ่ง ให้ไทยเป็นผู้ใช้ก๊าซเป็นเวลา 1-2 ปี ในช่วงปรับโครงสร้างพลังงานไทยทั้งระบบ ลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ 20-30%

2.3 ห้ามมิให้ กฟผ. รับซื้อไฟจากเอกชนในราคาสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ กฟผ. บวกอีก 10% โดยโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ LNG เป็นเชื้อเพลิงโดยจะได้รับเพียงเงินค่าความพร้อมจ่ายเท่านั้น โดยให้ กฟผ ซื้อจากแหล่งที่มีราคาถูก เช่น โรงไฟฟ้าจากชุมชนและโซล่าร์ประชาชนที่มีราคาถูกกว่าแทน 

2.4 จัดตั้งองค์กรก๊าซแห่งชาติที่รัฐถือหุ้น 100% ทำหน้าที่จัดการแหล่งก๊าซในอ่าวไทยที่จะทยอยหมดอายุสัมปทาน และต้องตกเป็นของรัฐ โดยให้องค์กรเป็นผู้ทรงสิทธิ์ซื้อก๊าซที่ผลิตจากอ่าวไทยแต่ผู้เดียวและเป็นผู้จัดสรรสิทธิ์การใช้ก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทย

โดยกำหนดราคาขายเป็นขั้นบันได ราคาต่ำสุดจะให้สิทธิ์แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการผลิตก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชน ราคาบันไดขึ้นต่อไปหากมีก๊าซเหลือจึงจะให้สิทธิ์แก่ภาคธุรกิจทั้งปิโตรเคมี และการผลิตไฟฟ้าของเอกชน 

3. เพิ่มไฟฟ้าภาคประชาชนเข้ามาในระบบแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG

3.1 สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง โดยให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าได้ในราคาเดียวกันกับราคาที่ซื้อไฟฟ้า ตามหลักของการหักกลบลบหน่วย Net Metering ค่าไฟต่ำสุดเหลือ 0 บาท

3.2 ให้ อบต. และเทศบาล ร่วมกับ กฟผ กฟภ หรือเอกชน ทำโซล่าฟาร์ม โดยผลกำไรส่วนหนึ่งเป็นของ อบต. และอีกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งจะนำมาเฉลี่ยให้กับครัวเรือนแต่ละหลังเพื่อหักออกจากค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ ช่วยลดผลกระทบจากค่าไฟที่สูงขึ้น

3.3 ให้กระทรวงการคลังประสานกับธนาคารของรัฐเพื่อให้เป็นผู้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ บนหลังคาบ้านและโครงการโซล่าร์ชุมชน

4. ยุติปัญหาค่า ft แพง 

4.1 การปรับลดค่า ft ให้นำหนี้สินของ กฟผ ที่จะเรียกเก็บผ่านค่า ft มาออกเป็นพันธบัตร “ไฟฟ้าประชารัฐ” อายุ 5-15 ปี จะทำให้ภาระหนี้สินที่ต้องเรียกจากประชาชนลดลงจาก 1.5 แสนล้านบาทเหลือปีละ 1.5 หมื่นล้าน  

โดยค่า ft ในส่วนหนี้สินนี้จะเหลือต่ำกว่า 10 สต โดยรักษาให้ ft รวมอยู่ในระดับ 25 สต.แต่มีเพดาน     ไม่เกิน 50 สต.ในภาวะที่ราคาเขื้อเพลิงผันผวน ซึ่งลดลงจากเป้าหมายที่ กฟผ เสนอค่า ft ในเดือน พ.ค.66         ที่ 293.60 สต.โดยจะต้องทำพร้อมปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าข้างต้นเพื่อไม่ให้หนี้สินกลับมาเป็นภาระอีก

เพื่อไทยจัดทัพหาเสียงภาคใต้ อ้อนคนภูเก็ต ขอโอกาสดันท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547603

25 เม.ย. 2566

เพื่อไทยจัดทัพหาเสียงภาคใต้ อ้อนคนภูเก็ต ขอโอกาสดันท่องเที่ยว

พรรคเพื่อไทย เปิดปราศรัยที่ภูเก็ต ฝันดันท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง พร้อมดูแลความปลอดภัย ขอโอกาสคนใต้ ทำตามนโยบายให้สำเร็จ

แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ย้ำนโยบายที่เคยประกาศไว้กับคนภูเก็ต ทำสถานที่ท่องเที่ยวเปิดได้ตลอด 24 ชม. ไม่จำกัดเวลา พร้อมสอดรับกับการจัดสรรงบประมาณให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลความปลอดภัยตามไปด้วย ขอโอกาสเข้ามาผลักดันนโยบายให้สำเร็จ ประกอบไปด้วย

นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายใน 4 ปี – จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 25,000 บาท – รายได้ต่อเดือนต่อครัวเรือนอย่างต่ำ 20,000 บาท – กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้กับทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป – ปราบปรามยาเสพติดสิ้นซาก

โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร คนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ได้วิดีโอคอล มายังเวทีปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อาคารยิมเนเซียม (สะพานหิน) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยบอกว่าคิดถึงทุกคน วันนี้ไม่สามารถไปหาด้วยตัวเองได้ แต่ฝากทีมงานพรรคเพื่อไทยไปหาก่อน 

แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย

ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่ทำเงินเข้าประเทศได้มากแต่ยังคงมีหลายๆอย่างหลายๆ กฎ หลายๆข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถทำมาหากินได้มากกว่านี้ ทำเงินและรายได้ให้ได้มากกว่านี้ พรรคเพื่อไทยทราบถึงปัญหาดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสนามบิน ที่จะทำอย่างไรให้มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติเข้ามาได้มากขึ้น ต้องมีบริการและ service ต่างๆที่ดี เพื่อให้ชาวต่างชาติมาถึงและประทับใจแล้วอยากมาอีก

เราต้องการเงินตรงนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้พี่น้องมีรายได้ มีอาชีพมากขึ้น ขณะที่ก่อนโควิดทุกคนก็ยังคงพอที่จะหารายได้ พอเกิดโควิดขึ้นก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่เท่าเดิม เรามีมาตรการหลายข้อที่จะเร่งรัด ให้ทุกคนกลับมามีรายได้มากเท่าเดิม สิ่งที่เราจะทำคือการท่องเที่ยวจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 4 เท่า ภายใน 4 ปี ขอพี่น้องชาวภูเก็ตอย่าแบ่งใจ กาพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ  

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอีกราย ปราศรัยว่า จังหวัดภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เก็บภาษีเข้าประเทศได้ปีละกว่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ขณะที่การเจริญเติบโตในจังหวัดภูเก็ตกลับยังมีไม่มากเท่าที่ควร ยังสามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้ เช่น สนามบินที่ยังขยายรองรับนักท่องเที่ยวได้อีก – การจราจรบางจุดยังมีความคับแคบ ติดขัด

ทุกเรื่องถือเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคเพื่อไทยอยากจะเข้ามาแก้ไขปัญหา พัฒนาให้ดีกว่าเดิม ผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นสถานที่ระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา รวมถึงการพัฒนาสาธาณูปโภคพื้นฐานให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีตามไปด้วย ขณะเดียวกันในทางการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่เคยปักธงในภาคใต้ได้เลยถึงเคยมีก็น้อยมาก

วันนี้พรรคเพื่อไทยเราพร้อมใจกันมาพูดคุยกับพี่น้องชาวภูเก็ต เพราะเรามุ่งมั่นที่จะมาขยายนโยบายที่ดี ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน

‘เพจลุงตู่ตูน’ ขุดคลิปทวนความจำ ‘เหตุการณ์ปี53 – พิษจำนำข้าว – รถคันแรก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547602

25 เม.ย. 2566

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

‘แฟนเพจลุงตู่ตูน’ ขุดเหตุการณ์ปี 2553 เผาบ้านเผาเมือง พร้อม 2 นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ‘จำนำข้าว-รถคันแรก’ ปลุกถึงเวลาคนไทยต้องเลือก อย่ายอมให้คนโกงชาติกลับมามีอำนาจ

แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์คลิปวิดีโอโดยบรรยายว่า ‘ถึงเวลาที่คนไทยต้องเลือกอีกครั้ง’

โดยเนื้อหาในคลิป ระบุว่า บ้านเมืองเราสุขสงบมาหลายปี เราจะกลับไปสู่วันเศร้า คืนทุกข์ กันอีกไหม เราจะยอมให้เกิดสงครามเสื้อสีอีกหรือไม่ เราจะยอมให้คนโกงชาติกลับมีอำนาจ เพื่อคดโกงอีกหรือไม่

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

ทุกอย่างอยู่ในมือคนไทยทุกคน อย่าให้วันเศร้า คืนทุกข์ กลับมาอีกเลย”

ทั้งนี้คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการประมวลเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ซึ่งมีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง”ในวันสุดท้ายของการชุมนุม

โดยมีช่วงที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ณ ขณะนั้น ประกาศบนเวทีให้พี่น้องคนเสื้อแดงเตรียมตัวขั้นสูงสุดเพื่อแสดงให้ดูว่าของจริงเป็นอย่างไรด้วย

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

นอกจากนี้ยังได้ประมวลผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชาวนาได้รับความเดือดร้อนจนบางรายต้องฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่ได้รับเงินจากโครงการ พร้อมระบุข้อความว่า “ทุจริตจนประเทศทรุด” และ ติดหนี้ 557,157 ล้านบาท

รวมไปถึงโครงการรถยนต์คันแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์เช่นกันว่า ทำให้รัฐสูญเงินคืนภาษีจำนวน 9 หมื่นล้านบาท และทำประชาชนติดหนี้

คลิปวิดีโอเดียวกันยังได้ระบุข้อความในช่วงท้ายด้วยว่า “ถึงเวลาคนไทยต้องเลือก เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หรือเสี่ยงกับนโยบายพิษของบางพรรคการเมือง”.

‘ชาติไทยพัฒนา’ เบอร์ 18 ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547593

25 เม.ย. 2566

'ชาติไทยพัฒนา' เบอร์ 18  ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่

อุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหาร ‘ชาติไทยพัฒนา’ ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่ มั่นใจ กระแสพรรคเบอร์ 18 จุดติด จะเร่งทำงานให้หนักในจุดที่อ่อน เพื่อทำให้เสียงชนะขาดจากคู่แข่งให้ได้

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ในฐานะกำกับดูแลผู้สมัคร สส.ยโสธรของชทพ.กล่าวถึงการช่วยรณรงค์หาเสียงในพื้นที่จ.ยโสธรในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ว่า จากการลงช่วยพื้นที่ ยโสธร เขต 1 นายวีระศักดิ์ โคตรสมบัติ เบอร์ 4 และ เขต 3 นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ เบอร์ 10 นั้น

“ขณะนี้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ กระแสตอบรับดีและมีโอกาสค่อนข้างสูง”

ชาติไทยพัฒนา ประกาศ ปักธง สส.ยโสธร

เพียงแต่ตอนนี้เราต้องตรึงและรักษาจุดสำคัญๆ พร้อมกับเสริมสร้างจุดที่เราอ่อนอยู่ไม่กี่จุดว่าทำอย่างไรที่อ่อนอยู่นี้ต้องทำให้แข็งขึ้นมา ตนมั่นใจพื้นที่ยโสธร เขต1 และ เขต3 ดูแล้วเราไม่ผิดหวัง เพราะดูจากการลงพื้นที่และโพลที่ทำเองมั่นใจว่าเรานำขาด

“จุดที่เราว่าอ่อนนั้น คือเราต้องยอมรับความจริงว่า มีบางเบอร์เขาเปิดตัวในพื้นที่มายาวนาน ส่วนของเราเปิดตัวมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 6-7 เดือนเอง เพราะฉะนั้นการที่แกนนำในบางพื้นที่ที่เราไม่สามารถไปดึงกลับมาได้ก็เป็นเรื่องปกติ 

เราก็เน้นเรื่องการเข้าหาพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด โดยเราได้ปราศรัยไปเกือบครบพื้นที่แล้ว ดังนั้นเรามั่นใจว่าผู้สมัครของเรา เป็นคนที่พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่รู้จักเป็นอย่างดีและให้การตอบรับ เพราะตอนนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เป็น สส.แล้ว และในพื้นที่ที่เราคิดว่าอ่อนแอ เราก็จะเร่งทำงานให้หนักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อทำให้เสียงชนะขาดจากคู่แข่งให้ได้”นายอุดม กล่าว

มวลชน พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18มวลชน พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนานายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา

‘อุดม โปร่งฟ้า’ เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี

นายอุดม กล่าวว่า คิดว่าเวลาที่เหลือยังพอมี เรายังคิดเลยว่าวันที่ 14 พฤษภาคม ที่เป็นวันเลือกตั้ง2566 นั้นเป็นวันที่ยาวไกลเกินไปกับกระแสที่เราได้รับขณะนี้ เพราะถ้าเลือกตั้งวันนี้พรุ่งนี้ มั่นใจเลยว่ายโสธรเราปักธงได้อย่างแน่นอน ตนเองอยู่ในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนรู้นิสัยดีว่าตนเป็นคนอย่างไร 

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปีนายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี

และเมื่อเราเสนอตัวเป็นความหวังใหม่ เป็นที่พึ่ง ที่พี่น้องประชาชนคาดหวังมาตั้งแต่ต้น ก็เหมือนเป็นการกระตุ้นกระแสให้ดีขึ้น ดังนั้นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะเปลี่ยนใจไปเลือกคนอื่นตนมั่นใจว่าคงยาก เราตรึงกำลังไว้สุดฤทธิ์สุดเดชไม่ให้ใครเข้ามาในกล่องหัวใจของเราอยู่แล้ว

นายอุดม กล่าวว่า ทางด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าชทพ.ก็ไม่ต้องมาเปิดเวทีปราศรัยกันอีกรอบแล้วเพราะตนในฐานะกรรมการบริหารชทพ. และน.ส.สุจิตรา ทรงมัจฉา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคฯ ก็ได้ลงพื้นที่ไปกราบขอคะแนนให้กับชทพ.ไว้เรียบร้อยแล้ว ตนเชื่อมั่นว่าหากตรวจสอบเสียง ก็จะมีกระแสตอบรับชทพ. เบอร์ 18 เกิดขึ้นแล้ว 

นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ ผู้สมัคร สส.ยโสธร ขต 3 เบอร์ 10 พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18 นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ ผู้สมัคร สส.ยโสธร ขต 3 เบอร์ 10 พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

อีกทั้งผู้สมัครของพรรคทั้ง 2 เขตก็เป็นบุคคลที่ไม่มีอะไรเสื่อมเสีย ด่างพร้อย เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ทุกส่วน จึงไม่จำเป็นต้องให้หัวหน้าพรรค ลงพื้นที่อีก และตนก็จะเฝ้าอยู่ในพื้นที่ เพราะเรามีโอกาสได้ทั้ง 2 เขต ทั้งเขต1 เขต3 ตนมั่นใจอย่างยิ่งว่าชทพ.จะสามารถปักธง 2 เขตในยโสธรได้อย่างแน่นอน

แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมทีมเศรษฐกิจพลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547587

25 เม.ย. 2566

อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมทีมเศรษฐกิจพลังประชารัฐ

พรรคพลังประชารัฐ มอบหมาย อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ในฐานะทีมเศรษฐกิจ ดูแลเขตพัฒนาพิเศษ 14 จังหวัด ชายแดนใต้

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดตัว ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษชายแดนใต้ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคั่ง ให้กับพี่น้องทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา มีประสบการณ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน, กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการธนาคารพาณิชย์ และ กรรมการการบินไทย

โดย ดร.คณิศ นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เป็นเวลากว่า 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุน

ดร. คณิศ กล่าวว่า หลายเดือนก่อน พล.อ.ประวิตร ได้พบปะกับ นายอันวาร์ อิมราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่กรุงเทพฯ ได้มีการหารือกันเรื่องชายแดนภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย  เป็นที่มาของโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ

เป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการอาศัยความเป็นผู้นำที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งเรื่องการระหว่างประเทศ สร้างความปรองดอง และความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จ

สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ มุ่งหวังให้เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศ จะมีการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ในฝั่งไทย โครงการดังกล่าว จะเชื่อมต่อ 5 จังหวัด คือ สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส รวมเป็นเขตพัฒนาพิเศษแบบ EEC

โครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐโครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ

โดยมีอย่างน้อย 6 โครงการเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เช่น ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการแปรรูปพืชเกษตรให้มีคุณภาพ อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มุ่งสู่ตลาดโลก   

พัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งฝั่งอ่าวไทย ทำตากใบโมเดล ฝั่งอันดามัน ทำสตูลโมเดล ผ่านโครงข่ายเรือและเครื่องบินท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้สู่พื้นที่ 

โครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐโครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ

มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น Motorway และ Landbridge เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งทะเล

สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดข้างทางของ Motorway เช่นศูนย์กลางอาหารระดับนานาชาติ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยา โลจิสติกส์

ขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ และ ใช้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารหลักของเขตพัฒนาพิเศษ

‘ช่อ พรรณิการ์’ ก้าวไกล31 ตอบคำถาม ‘แก้ม.112’ ให้คนโคราชแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547572

25 เม.ย. 2566

'ช่อ พรรณิการ์' ก้าวไกล31 ตอบคำถาม 'แก้ม.112' ให้คนโคราชแบบนี้

‘ช่อ พรรณิการ์’ ก้าวไกล31 ลุยตลาดปักธงชัย เคลียร์คำถามชาวบ้านมารุมล้อมคาใจนโยบาย ‘แก้ม.112’ แจงที่แก้เพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้ละเมิดเสรีภาพประชาชน หรือเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ยืนยันไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบัน

น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัคร สส.นครราชสีมา 4 เขต เริ่มจากตลาดเช้าปักธงชัย กับ ชรินทร์ ทำดี ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 12 (เบอร์ 7) ต่อด้วยการเดินหาเสียงกับข้าราชการท้องถิ่นสำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา กับฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 1 (เบอร์ 3) ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดี มีข้าราชการมาขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก 

โดยพรรณิการ์ ระบุว่านโยบายของพรรคก้าวไกล คือการเพิ่มงบประมาณ และอำนาจให้กับท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละพื้นที่ดูแลบำบัดแก้ไขปัญหาของประชาชนได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอราชการส่วนกลาง เทศบาลก็จะสามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น

หลังจากนั้น น.ส.พรรณิการ์ได้เดินตลาดสระครก ตลาดไนท์บ้านเกาะ ตลาด RN yard ต่อด้วยตลาดเซฟวัน กับศุภชาติ รุจิพรวศิน ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 2 (เบอร์ 1) และศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 3 (เบอร์ 11) ซึ่งตลาดเซฟวันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองโคราช ตลอดการเดินมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปทักทายอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่ระบุว่าพร้อมกาให้ก้าวไกลทั้งบ้าน

‘ช่อ พรรณิการ์’ แจงแก้ม.112 ไม่กระทบสถาบัน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่เดินตลาด มีประชาชนรายหนึ่งเดินเข้ามาสอบถามพรรณิการ์ เรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งพรรณิการ์ยืนยันว่า พรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ไข ม.112 ไม่ให้ถูกนำมาใช้ละเมิดเสรีภาพประชาชน และถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง และการแก้ไข ม.112 จะไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบัน 

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

“ประเทศยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุข โดยได้รับการปรับปรุงให้มีโทษที่ได้สัดส่วน กำหนดผู้ฟ้องชัดเจน และวางขอบเขตการบังคับใช้ รวมถึงไม่ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างแน่นอน” น.ส.พรรณิการ์ ระบุ 

โดยระหว่างตอบคำถามดังกล่าว ประชาชนที่จับจ่ายในตลาดได้มาร่วมฟังและเชียร์อย่างหนาแน่น และเมื่อ น.ส.พรรณิการ์ตอบคำถามจบ ก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างคึกคัก มีประชาชนมาต่อคิวขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก

'ช่อ พรรณิการ์' ก้าวไกล31 ตอบคำถาม 'แก้ม.112' ให้คนโคราชแบบนี้

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบ ปล่อยค่าไฟแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547568

25 เม.ย. 2566

ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบ ปล่อยค่าไฟแพง

ไทยสร้างไทย ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ สำรองไฟฟ้า เกินเพดาน เอื้อเอกชน จนส่งผลกระทบ ประชาชนเดือดร้อน จากปัญหาค่าไฟแพง

ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดำเนินการกำหนดกรอบ หรือ เพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนเกินความจำเป็นและสูงกว่าการบริโภค หรือความจำเป็นด้านความมั่นคงด้านพลังงาน

จนส่งผลต่อกระทบอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนสูงเกินความเป็นจริง  เป็นข้อกล่าวหาที่พรรคไทยสร้างไทยฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 

พรรคไทยสร้างไทย ได้ยื่นฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดความมั่นคงและเชื่อถือเกี่ยวกับไฟฟ้า  โดยต้องกำหนดปริมาณให้สอดคล้อง และใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศในแต่ละช่วงเวลา

เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ดำเนินการกำหนดกรอบ หรือ เพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนเกินความจำเป็นและสูงกว่าการบริโภค หรือความจำเป็นด้านความมั่นคงด้านพลังงาน

ส่งผลต่อกระทบอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนสูงเกินความเป็นจริงและยังมีไฟฟ้าสำรองเหลือการบริโภคที่เอื้อประโยชน์หรือส่อไปทางทุจริตหรือประพฤติมิชอบให้เอกชนที่เป็นคู่สัญญาได้ประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินหรือเงินของประชาชน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการสำนัก ปราบโกงพรรคไทยสร้างไทย มอบหมายให้ นายปริเยศ  อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์และทีมกฎหมาย ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีส่วนทำให้ ค่าไฟแพงต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

หลังจากที่พรรคไทยสร้างไทยได้รับฟังผลกระทบ ของประชาชน ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง จากราคาค่าไฟฟ้า ที่แพงขึ้นเกือบ 30 % ประกอบกับการติดตาม ตรวจสอบข้อมูล มาระยะหนึ่งพบว่า การขึ้นค่าไฟฟ้า ไม่ได้มาจาก ความต้องการในการบริโภคไฟฟ้ามากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารนโยบายด้านพลังงานของผู้มีอำนาจ และพฤติการณ์ ที่ส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ ให้กับเอกชนหลายราย ในการอนุมัติสัญญาสัมปทานและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เกินความต้องการของประเทศ

การกระทำของผู้ถูกฟ้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของ กฟผ.ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่โจทก์ รัฐและประชาชน หรือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือรัฐและประชาชน หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนคู่สัญญาให้ได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft)

ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้โจทก์และประชาชนหรือรัฐเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157  จึงขอศาลได้โปรดพิจารณารับฟ้องและไต่สวนมูลฟ้องเรียกพยานหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของผู้เกี่ยวข้องเพื่อเอาผิดต่อไปด้วย

วัดใจกกต. ครม.เคาะขอใช้งบฯ 1.1 หมื่นล้าน ‘ลดค่าไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547567

25 เม.ย. 2566

วัดใจกกต. ครม.เคาะขอใช้งบฯ 1.1 หมื่นล้าน 'ลดค่าไฟฟ้า'

มติที่ประชุมครม. เตรียมขอ กกต.อนุมัติวงเงิน  11,112 ล้านบาท หลังเห็นชอบมาตรการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

ครม.มีมติเห็นชอบวงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท ในการดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน แต่เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในห้วงการยุบสภา ครม.จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะได้นำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งกกต.พิจารณา ให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณ

โดยเรื่องนี้  นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี วันนี้ (25 เมษายน 2566) รับทราบ รายงานสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยในช่วงฤดูร้อนปี 2566  

และเห็นว่ามีความจำเป็นสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วนในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น  ซึ่งจะได้นำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) กำหนด 

แนวทางการช่วยเหลือ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น  ดังนี้

1. มาตรการต่อเนื่องของกระทรวงพลังงานที่ได้ดำเนินการอยู่ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2566  (การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มเปราะบาง)   เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

รวมถึงสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ขัดแย้งในภูมิภาคยุโรป  แม้ราคาพลังงานโลกเริ่มมีการปรับตัวลดลงจากช่วงปี 2565  โดยมีแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน

โดยให้ส่วนลดแบบขั้นบันได แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริการของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม  2566  (4 เดือน)

โดยกำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราส่วนลดเดียวกันกับช่วงเดือน มกราคม – เมษายน 2566

(1)  ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 92.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้า ตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 1.39 สตางค์ต่อหน่วย 

(2) ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 67.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 26.39 สตางค์ต่อหน่วย) 

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับการช่วยเหลือรวมทั้งสิ้นประมาณ 18.36 ล้านราย ใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 7,602 ล้านบาท สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2566 (4 เดือน) จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.  2566 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

2. มาตรการช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วน  เป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของประเทศ

ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ  6 โดยให้ส่วนลดแก่ผู้ใช้ฟ้าบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริการของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ จำนวน 150 บาทต่อราย 

โดยกำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในรอบบิลเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่มีสถิติความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศและจะเริ่มลดลงในเดือนมิถุนายน         

ทั้งนี้ เพื่อเป็นลดภาระของประชาชนซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน  500 หน่วยต่อเดือน จำนวน 23.40 ล้านราย โดยใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 3,510 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

“เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในห้วงการยุบสภา  คณะรัฐมนตรี จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะได้นำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) กำหนด” นายอนุชา กล่าว 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรียืนยันถึงความพยายามของรัฐบาล ในแก้ไขปัญหาไฟฟ้าแพงเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลดูแลลดภาระให้แก่กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้า 1-300 หน่วย ครอบคลุมกว่า ร้อยละ 80 ครัวเรือน  

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เดินหน้าเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศ  โรงไฟฟ้าสีเขียว สำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นคาร์บอน เครดิต ของประเทศ  ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า  ในอนาคตเชื่อว่า การใช้พลังงานสะอาดของไทยจะมีสัดส่วนที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพลังงานที่มาจาก fossil  สอดคล้องกับทิศทางและแนวโน้มโลกในการใช้พลังงานสีเขียว

สส.เพื่อไทย ชู ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’ พลิกเกมโกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547561

25 เม.ย. 2566

สส.เพื่อไทย ชู 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' พลิกเกมโกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66

‘ดร.ศิลปวิชญ์ น้อยสมมิตร สส.เพื่อไทย’ ปรับกลยุทธ์โกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66 พบคนรุ่นใหม่อยากยกเลิกเกณฑ์หาร ชี้ตรงกับนโยบายพรรค ยืนยันทุกนโยบายทำได้จริง เพราะพิสูจน์ฝีมือมาแล้ว

สส.กทม. พรรคเพื่อไทย เริ่มปรับกลยุทธ์การหาเสียง ด้วยการชูนโยบาย ‘ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร’ หาเสียงเลือกตั้ง ในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อดึงคะแนนจากกลุ่มวัยรุ่น

สส.เพื่อไทย ชู 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' พลิกเกมโกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66

ล่าสุด นายศิลปวิชญ์ น้อยสมมิตร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เบอร์ 8 เขตธนบุรี คลองสาน บางปะกอก ก็ใช้แนวทางหาเสียงนี้ในการลงหาเสียงที่ตลาดวงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน 

นายศิลป์วิชญ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ พบว่ามีเสียงสะท้อนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อยากให้ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เนื่องจากหลายคนคนยังมีภาระต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ 

“ซึ่งตรงกับนโยบายของพรรค ที่มีเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้เป็นไปโดยสมัครใจทันที เปิดกว้างให้การสมัครทหารออนไลน์ ไม่กำหนดเป้าหมายการรับ 

สส.เพื่อไทย ชู 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' พลิกเกมโกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66

นอกจากนี้ ผู้สมัครสส.รายนี้ของพรรคเพื่อไทย ยังได้ทักทายพ่อค้า แม่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่ยังได้รับเสียงสะท้อนเรื่องปากท้อง และค้าขายลำบากอยู่

พร้อมกับสะท้อนว่า จากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ทำให้ต้องทำงานเชิงรุกและลงพื้นที่ให้มากกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องจากบางพื้นที่เป็นพื้นที่ใหม่ จึงต้องหาเสียงทุกรูปแบบทั้งเดินตลาดช่วงเช้ามืด ส่งคนไปทำงาน เดินเท้าหาเสียงแบบเคาะประตูบ้านในตอนกลางวันจนถึงตอนเย็น  

สส.เพื่อไทย ชู 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' พลิกเกมโกยแต้มกทม. ศึกเลือกตั้ง66

นอกจากนี้ยังได้รับฟังปัญหาต่างๆจากคนทุกช่วงวัย โดยพบว่าค่าครองชีพในปัจจุบันยังเป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบอยู่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพรรคเพื่อไทยคือ ความหวังของพ่อค้าแม่ค้า 

“ยืนยันว่านโยบายของพรรคที่นำมาเสนอให้กับประชาชน ผ่านการพิจารณามาแล้วว่าสามารถทำได้จริงเมื่อได้เป็นรัฐบาล เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยได้พิสูจน์ฝีมือให้เห็นแล้วในสมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะเสียงของประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ”

นอท ย้ำเลือกพรรคเปลี่ยน ไม่ผิดหวังเดินหน้าลุยแก้ปัญหาท้นทีหากได้เข้าสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547558

25 เม.ย. 2566

นอท ย้ำเลือกพรรคเปลี่ยน ไม่ผิดหวังเดินหน้าลุยแก้ปัญหาท้นทีหากได้เข้าสภา

“นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเทศบาลนครศรีธรรมราช ย้ำเลือกพรรคเปลี่ยนจะไม่ผิดหวังเดินหน้าลุยแก้ หวย บ่อน ซ่อง ทันทีหากได้เข้าสภา

นายพันธ์ธวัช  นาควิสุทธ์  หรือ “นอท”  หัวหน้าพรรคเปลี่ยน พร้อมด้วยนายณัฐชนน อาภาศรีรัตน์ โฆษกพรรค  ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลนครศรีธรรมราช หรือตลาดคูขวาง พบปะประชาชน ผู้ค้าในตลาด ประชาสัมพันธ์นโยบายพรรคเปลี่ยนพร้อมขอคะแนนชาวนครศรีธรรมราชในวันที่ 14 พ.ค. เข้าคูหากาหมายเลข 20 บัตรเขียว  ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองผู้ค้าและประชาชนต่างเข้ามาถ่ายรูป มอบดอกกุหลาบแดงให้ 
 

ขณะที่ “นอท พันธ์ธวัช” เดินติดสติ๊กเกอร์พรรคหมายเลข 20 ขอคะแนนชาวนครศรีธรรมราช ได้มีประชาชนสอบถามว่า ทำไมพรรคเปลี่ยนมีผู้สมัครน้อยไม่กี่คน “นอท พันธ์ธวัช” ชี้แจงว่าทางพรรคมีเวลาเตรียมตัวเพียง 5 วันก่อนประกาศยุบสภา  แม้จะมีผู้สมัครน้อยไม่เหมือนพรรคการเมืองอื่นแต่มั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเปลี่ยนจะได้คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างท่วมท้นเกิน 3 ล้านเสียงอย่างแน่นอน

“นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน “นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน

พรรคเปลี่ยนส่งผู้สมัคร 13 คน มีความหวังจะได้เก้าอี้ สส. 7 คน และมั่นใจว่ากระแสความนิยมของพรรคเปลี่ยนจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากการลงพื้นที่พบปะกับประชาชนมาแล้วในหลายจังหวัด ต่างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงอยากฝากพ่อแม่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชสนับสนุนและเทคะแนนให้พรรคเปลี่ยน บัตรสีเขียวให้กาหมายเลข 20 
 

หัวหน้าพรรคเปลี่ยน ยังตอบคำถามกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่หยุดไม่ขายลอตเตอรี่ว่า  “จะสู้และจะบอกว่าลอตเตอรี่เกินราคามีอยู่เต็มประเทศเช่นเดียวกับ บ่อน พนันและซ่องที่มีอยู่เกลื่อนเต็มประเทศ หากเราได้เป็นรัฐบาลจะเข้ามาแก้ และขอยืนยันว่าเลือกพรรคเปลี่ยนแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน”  

“นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน “นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน


นายณัฐชนน กล่าวว่า ดีใจที่วันนี้มาตลาดเทศบาลนครศรีธรรมราช มีประชาชนมาให้กำลังใจและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีถือเป็นกำลังใจให้กับพรรคเปลี่ยน แม้พรรคเปลี่ยนจะไม่ได้ส่งผู้สมัครลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแต่ภาคใต้มีผู้สมัครอยู่ 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ตรัง และปัตตานี ส่วนจังหวัดอื่นที่ไม่ได้ส่งพ่อ-แม่ พี่น้องสามารถเลือกหมายเลข 20 ที่บัตรสีเขียวได้
 
  
จากนั้นหัวหน้าพรรคได้นั่งจิบกาแฟสนทนาสรุปปัญหาลงพื้นที่ซึ่งประชาชนสะท้อนปัญหาตำรวจ จับกุมเอาผิดเรื่องจอดรถกับประชาชนมากที่สุด 

“นอท พันธ์ธวัช” กล่าวว่า นี่คือส่วนหนึ่งของปัญหานโยบายของเปลี่ยนคือหยุดส่วย วันนี้ควรเลิกโกหกประชาชนและพูดความจริงได้แล้วว่า ลอตเตอรี่แพง โสเภณีมีอยู่จริง พรรคเปลี่ยนจึงต้องหยิบเรื่องนี้มาคุยบนโต๊ะว่าประเทศไทยมีหวยแพง ขายเกินราคาจริง เช่นเดียวกับบ่อนการพนัน ซ่อง โสเภณี ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เราจะเอาทั้งหมดมาถกกันบนโต๊ะทำให้ถูกต้องเข้าระบบเอามาขึ้นมาขึ้นทะเบียนให้เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อสวัสดิการต่างๆ กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพนี้ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง การรักษาพยาบาลด้วย

“นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน “นอท พันธ์ธวัช ” หัวหน้าพรรคเปลี่ยน


ส่วนเรื่องบ่อนพนันออนไลน์ปัญหาเหล่านี้มีมานานแล้วแต่ไม่ยอมรับ ผลประโยชน์ตกไปอยู่ไนมือกลุ่มคนมีอำนาจ คนใหญ่คนโตหมด จึงเป็นเหตุผลที่พรรคเปลี่ยนต้องเสนอนโยบายเหล่านี้ เพราะเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนี้มีเยอะแต่กลับไปอยู่ในมือของกลุ่มคนมีอำนาจไนประเทศไม่กี่คน พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าเปิดปัญหาและชี้แจงนโยบายของพรรคไปจนกว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข เพราะภาษีจาก หวย-บ่อน-ซ่อง สามแหล่งนี้ในหนึ่งปีทำรายได้สูงกว่า 100,000 ล้านบาท นั่นเพราะประเทศไทยคือเมืองหลวงของ หวย บ่อน และซ่อง