‘ธนกร’ ปฏิเสธ รทสช. หนุนหลัง ‘ชูวิทย์’ แฉปมรถไฟฟ้าสายสีส้ม-กัญชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543859

28 ก.พ. 2566

'ธนกร' ปฏิเสธ รทสช. หนุนหลัง 'ชูวิทย์' แฉปมรถไฟฟ้าสายสีส้ม-กัญชา

‘รมต.สำนักนายกฯ’ ยืนยัน พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่อยู่เบื้องหลัง ‘ชูวิทย์’ เปิดโปงทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม-กัญชา ย้ำสัมพันธ์ ‘บิ๊กตู่’ และ ‘อนุทิน’ ยังดี

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ที่ออกมาโจมตีพรรคภูมิใจไทย ย้ำชัดความสัมพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหากัน ให้เกียรติกัน ซึ่งต้องแยกแยะ

มองย้อนกลับไปว่า ที่ผ่านมานายชูวิทย์ก็วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีตลอดเช่นกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ตนไม่สามารถตอบได้ ขอประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ 

ส่วนพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียน ในฐานะดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายธนกร ชี้แจงว่า เมื่อมีผู้มายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ก็ต้องมอบหมายเลขาธิการฯเป็นตัวแทนไปรับ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีเจตนาอะไร ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ หากตนไม่ติดภารกิจก็จะไปรับหนังสือด้วยตัวเองเช่นกันไม่ว่า ประชาชน คนธรรมดา สส. ทุกคนเสมอภาค และไม่ 2 มาตรฐานที่นายชูวิทย์ได้เข้ามาถึงภายในทำเนียบรัฐบาล 

มติ ‘วิปรัฐบาล’ ส่ง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความ พ.ร.ก.อุ้มหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543860

28 ก.พ. 2566

มติ 'วิปรัฐบาล' ส่ง 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความ พ.ร.ก.อุ้มหาย

‘วิปรัฐบาล’ ยันไม่ได้ยื้อเวลาลงมติ พ.ร.ก.อุ้มหาย ฯ ส่ง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความให้รอบคอบ และรัฐบาลจะรับผิดชอบตามความเหมาะสม

วิปรัฐบาล เตรียมเสนอศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.อุ้มหาย ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประธานวิปรัฐบาล ให้เหตุผลว่าคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความกฎหมาย อุ้มหายของวิปรัฐบาล ไม่ถือเป็นการยื้อการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ออกไป แต่ถือเป็นการให้หน่วยงานตาม พ.ร.บ. เดินหน้าได้ เพราะเห็นว่า พ.ร.ก. น่าจะออกโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หลังวิปรัฐบาล ได้เชิญตำรวจเข้าร่วมประชุมด้วย หากจะลงมติคว่ำไปเลยจะเดินหน้าลำบาก เพราะผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในชนบทด้วย

นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 ว่า

เหตุที่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญติความ เพราะส่วนตัวเห็นว่า ไม่น่าจะชอบ หรือน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดเงื่อนไขความเร่งด่วนจำเป็น รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะหน่วงให้ล่าช้า แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องดูแลความเรียบร้อยของหน่วยงานกับประชาชนไม่ให้เกิดความผิดพลาด จึงขอขยายระยะเวลาในส่วนนี้

ดังนั้น เพื่อเป็นความรอบคอบและไม่ให้สภาฯ เกิดความเสียหาย จึงคิดว่าเรื่องนี้ควรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าออก พ.ร.ก. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่  ซึ่งคำร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้น ขณะนี้การเข้าชื่อน่าจะครบเรียบร้อย อาจยื่นก่อนหรือระหว่างการประชุมสภาฯ ก็ได้ เพื่อเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 173

แต่หากฝ่ายค้านเรียกร้องให้ลงมตินั้น มองว่า สภาฯ มีอำนาจก็จริง แต่หลายครั้งโหวตแล้วก็มีการตีความในศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง จนสภาฯ เกิดความเสียหาย 

สำหรับแนวทางที่เคยปฏิบัติมาหากคว่ำ พ.ร.ก. คือ ลาออกหรือยุบสภาฯ หรือไม่รับผิดชอบ ไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่คิดว่ารัฐบาลต้องเลือกยุบสภาฯ เพราะอย่างไรเขาก็เลือกจะยุบสภาฯ อยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ประเทศและหน่วยงานเดินหน้าได้ เราจึงควรเลือกทางที่ดีที่สุดให้ประชาชน

จับตา ประชุมครม. อนุมัติทิ้งทวน ‘รถไฟฟ้าสายสีม่วง’ และ ‘ประกันราคายางพารา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543854

28 ก.พ. 2566

จับตา ประชุมครม. อนุมัติทิ้งทวน 'รถไฟฟ้าสายสีม่วง' และ 'ประกันราคายางพารา'

สองพรรคร่วมรัฐบาล เสนอที่ประชุมครม. พิจารณาอภิมหาโปรเจค ทั้ง ‘รถไฟฟ้าสายสีม่วง’ ‘ประกันราคายางพารา’ ทิ้งทวนก่อน เลือกตั้ง66

โค้งสุดท้าย ประชุมครม. จัดเต็ม 44 วาระ ทั้งขออนุมัติรถไฟฟ้าสายสีม่วงประกันราคายางพารา การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นอกจากวาระเพื่อทราบ ทั้งรายงานการประชุม รายงานผลการปฏิบัติและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแล้ว ยังมีวาระเพื่อพิจารณาที่น่าสนใจ ที่กำลังถูกจับตาในห้วงสุดท้าย ของคณะรัฐมนตรี ก่อนจะมีการเลือกตั้งในราวกลางเดือนพฤษภาคม ที่น่าสนใจ หลายรายการ

โดยในส่วนความรับผิดชอบของ นาย จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี มีวาระน่าจับตา เช่น

  • ขออนุมัติจัดสรรเงินจากองทุนสงเคราะห์เกษตรกรโครงการโคบาลชายแดนใต้ กรมปศุสัตว์
  • ขอความเห็นชอบกู้ยืมเงินเพื่อสำรองเผื่อสภาพคล่องขององค์การกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
  • ขออนุมัติการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2566เสนอโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 หรือ ประกันราคายางพารา วงเงิน 7,643 ล้านบาท
  • ขออนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จังหวัดเชียงราย

ในส่วนความรับผิดชอบของ นายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมตรี มีวาระที่น่าสนใจคือ

  • ขออนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 เรื่อง อนุมัติให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ดำเนินงานก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฏร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)
  • ขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ เพื่อดำเนินการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 101 สายน่าน – อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตอนบ้านปอน – อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

วาระที่น่าสนใจซึ่งเสนอเข้ามายังที่ประชุมครม.ครั้งนี้ กำลังถูกจับตาว่าเป็นการทิ้งทวนการพิจารณาโครงการสำคัญของหน่วยงานต่าง ๆ ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี ประกาศออกมาแล้วว่า จะมีการประกาศยุบสภาภายในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 นี้

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ได้ลงนามเสนอเรื่องให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบเพิ่มค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 2,000 บาท โดยใช้จ่ายจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ปฏิบัติงาน ตามที่สัญญาไว้กับ อสม. แล้ว

‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ประชานิยม 6 ปี สู่การ ‘เลือกตั้ง66’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543850

28 ก.พ. 2566

'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ประชานิยม 6 ปี สู่การ 'เลือกตั้ง66'

ย้อนที่มา ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ 6 ปี ประชานิยม สู่การ ‘เลือกตั้ง66’ สองพรรคการเมือง เติมงบประมาณ แย่งชิง 14.5 ล้านเสียง

เส้นทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

1. กระทรวงการคลังเริ่มเปิดให้มีการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งแรกในปี 2559 มีผู้ลงทะเบียน 8 ล้านคน

2. 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2560 ลงทะเบียนเพิ่มเติม มีผู้ลงทะเบียนเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ 11.4 ล้านคน

3. เริ่มดำเนินโครงการ ดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560

4. ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงิน 300 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้มีรายได้ 30,001 – 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงิน 200 บาทต่อเดือน

5. 9 มกราคม 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือระยะที่2เพิ่มเงินในบัตรจาก 300 บาท เป็น 500 บาท แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีและจาก 200 บาท เป็น 300 บาท สำหรับผู้มีรายได้ 30,001-100,000 บาทต่อปี

6. 21 มีนาคม 2561 ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

7. รัฐบาลได้ประกาศมาตรการขยายสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่กลุ่มผู้พิการผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนในครั้งแรกได้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงเพิ่มขึ้นจาก 11.4 ล้านคน เป็น 14.5 ล้านคน


8. ปลายปี 2561เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง รัฐบาล คสช. ได้ทุ่มวงเงินอนุมัติดำเนิน โครงการลงไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 81,979 ล้านบาท

9. ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โคยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์ โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แถลงยืนยันว่ามาตรการช่วยเหลือผู้มีร้ายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล

10. ปี 2563 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบพบว่าเป็นโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ถูกมองว่าเป็น นโยบายประชานิยม

11. 2564-2565 รัฐบาลยังคงจ่ายเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามวงรอบ

12. 17 มกราคม 2566 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสนอนโยบาย เพิ่มเงินบัตรคนจน เป็น 700 บาท

13. 25 กุมภาพันธ์ 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอเพิ่มเงินบัตรคนจนเป็น1,000บาทต่อเดือน

14. จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2566

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543847

28 ก.พ. 2566

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้

ตรวจการบ้านพรรคการเมือง การสื่อสารในช่วงหาเสียง นักวิชาการการตลาด ชี้ ต้องนำเสนอนโยบายที่ทำได้จริง ด้านนักวิชาการรัฐศาสตร์มองเกม 2 ลุง 2 ป. เกทับทางการเมือง

ศึกเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ การต่อสู้เข้มข้นตั้งแต่ก่อนเสียงกลองรบจะลั่นสัญญาณ พรรคการเมืองต่างระดมนโยบาย แนวคิด และทิศทาง นำเสนอต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการโจมตีระหว่างพรรค เรียกว่าร้อนแรง ถึงพริกถึงขิง ซึ่งรวมถึงการต่อสู้กันของฝ่ายที่เรียกว่า เสรีนิยม และ อนุรักษ์นิยม 

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้


รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันในประเด็น “ป้อม 700” VS “ตู่ 1,000” ชิงฐานอนุรักษ์นิยม และในช่วงต้นของรายการ มีการหยิบยกข้อความ จาก แฟนเพจส่วนตัว ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หัวข้อ ทำไมต้อง “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” มาพูดคุยถึงนัยยะ และการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ 

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้


รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ได้กล่าวว่า การสื่อสารของ พล.อ.ประวิตร ต้องการสื่อว่าแม้ว่าตนจะเคยอยู่ในกลุ่มรัฐประหาร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าการแก้ไขปัญหาต้องด้วยวิธีการประชาธิปไตย และต้องการจะบอกเป็นใจความสำคัญว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ใช่คนที่เป็นอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง แต่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นอนุรักษ์นิยม แบบปานกลาง และแตกต่างกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรครวมไทยสร้างชาติ แบบสิ้นเชิง 
 

“ เพราะถ้าเรามองตำแหน่งทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนอยู่ข้างอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง และไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรม และจะไม่ก้าวข้ามตรงนี้ไปเด็ดขาด ขณะที่ลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร) กำลังบอกว่าตรงนี้มันพ้นไปแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องมาประนีประนอม และต้องมีความจำเป็น ที่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนี้นจึงต้องทำตัวให้แยกออกมาอย่างชัดเจนจาก ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์) ถ้าเป็นสินค้าก็ไม่เหมือนกัน ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันแล้ว ต้องการที่จะแตกต่าง และต้องการที่จะเปิดทางที่จะร่วมกับพรรคอื่น ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต” 

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้


รวมทั้งเป็นการส่งสารถึงคนที่เรียกว่ากลาง ๆ ในสายตาของ อ.นันทนา ว่า เขาไม่ใช่อนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง เขาไม่ใช่คนที่สนับสนุนการรัฐประหารอีกต่อไป ถ้าเลือกพลังประชารัฐ ก็มีโอกาสก้าวไปพร้อมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ และจะก้าวข้ามความขัดแย้ง และการแสดงตัวตนแยกกันให้ชัดเจน เป็นเพราะก่อนหน้านี้ ฐานเสียงเป็นกลุ่มเดียวกัน และจะไม่สามารถข้ามพ้น พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีภาพอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและได้รับความนิยมจากฐานเสียง 


แต่ทั้งนี้ อ.นันทนา มองว่าภาพความเป็น 3 ป. นั้น จะไม่สามารถแยกออกมาได้ทั้งหมด ในความรู้สึกของคนจากจดหมายที่ออกมา 2 ฉบับ หรือการแสดงออกในการแยกตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะทำให้ภาพของ พล.อ.ประวิตร พลิกเป็นเสรีนิยม เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้คนรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง  ต้องเป้นในแง่ของแนวทางนโยบาย จุดยืน อุดมการณ์ และทิศทางที่นำพาประเทศไป ตรงนี้เป็นสิ่งที่ถูกจับตามองอยู่ 

ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้ส่อง นโยบาย ในศึกเลือกตั้ง 2566 นักวิชาการวิเคราะห์ เสนอแล้วต้องทำได้

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า ในปัจจุบันการเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแบบของการแบ่งขั้ว แบบที่สองเป็นการแบ่งขั้วทางอารมณ์ความรู้สึก การจะสลัดภาพ 3 ป.ออกไปไม่ได้ง่าย และในประเด็นการแตกของ 3 ป. คงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะถ้าแตกคอกันเท่ากับ ระบอบ คสช.จะสิ้นสุดลง แต่มรดกคสช. ก็ยังมีอยู่ ถึง คสช.จะไม่มีแล้วตามกฎหมาย รธน.ปี 2560 เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ทั้ง 250 ส.ว. กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 

ภาพรวมของศึกเลือกตั้งครั้งนี้ การต่อสู้กันด้วยนโยบาย ต่าง ๆ อ.นันทนา กล่าวว่า มีการใช้การตลาดทางการเมืองสูงมาก เป็นการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจคนให้มาเลือกตั้ง พรรคการเมืองเสนอขายนโยบาย ประชาชนเป็นคนเลือก แต่ปัญหาคือการโฆษณาเกินจริง ซึ่งมันชวนเชื่อที่จะเป็นไปได้ พลังประชารัฐ เป็นประชานิยมแบบสุดขั้วมาก เช่น เบี้ยผูสูงอายุแบบขั้นบันได ซึ่งมีมูลค่าสูงเกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน ถามว่าทำได้จริงหรือไม่ ในการเลือกตั้งปี 2562 ก็โฆษณาลักษณะเดียวกัน ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ ประกันราคาสินค้าพืชผล ปริญญาตรี 2 หมื่นบาท นี่คือปัญหาในการโฆษณาเกินจริง ใช้การตลาดแบบผิด 

ต่อเรื่องการหาเสียงเกินจริง อ.ยุทธพร มองว่า สะท้อนไปถึงการท้าทายต่อ กกต. ด้วย ว่ากระบวนการที่กกต.จะตัดสินกิจกรรมทางการเมืองจะเสมอภาคหรือไม่ แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้ง ทำได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง ที่ปผ่านมาในปีเลือกตั้ง 2562 มีพรรคการเมืองเข้าสภา 27 พรรค นโยบายประมาณ 200 กว่านโยบาย แต่ทำได้จริงแค่ 8 เรื่อง ใน 4 ปีที่ผ่านมา 

“มันสะท้อนว่า มันไม่ใช่การเมืองเชิงนโยบายแล้ว สังคมไม่ได้คาดหวังแล้ว ไม่เหมือนกับช่วงปี 2540 ที่เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ทำให้คนเห็นว่าประชาธิปไตยมันเกี่ยวกับปากท้อง การเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีผลต่อเรา แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว การเมืองในทศวรรษ 2560 เป็นเรื่องขอวการเมืองเรื่องการแบ่งขั้ว การเมืองเชิงนโยบายแล้ว เรื่องนโยบายเป็นอันดับรอง”

เรื่องของ 2 ลุง 2 ป. แข่งกันเสนอนโยบาย อัดฉีดบัตรคนจน ลุงป้อมเสนอ 700 บาท ลุงตู่ให้อีกเป็น 1000 บาท อ.นันทนา บอกว่า กกต.มีระเบียบในการตรวจสอบนโยบาย และแหล่งที่มาของเงินด้วยหรือไม่ เพราะอย่างที่ผ่านมาของ พลังประชารัฐ มีนโยบายประชานิยมจำนวนมากในปี 2562 พอได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้ทำ มีคนทวงถามก็เงียบ กกต. ก็ไม่ได้ทำอะไร ถ้าครั้งนี้ยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ กกต.ก็คงจะมีปัญหา การที่พรรคการเมืองจะเสนอเรื่องประชานิยม ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องเป็นสิ่งที่ตัวเองนำไปเป็นนโยบายสาธารณะ และประเทศไม่ล่มจม 

ส่วนกลยุทธ์ ของ รวมไทยสร้างชาติ อ.ยุทธพร มองว่า เป็นพรรคที่ตั้งใหม่ ผลงานที่ผ่านมาไม่มี เมื่อที่ผ่านมายังไม่มีผลงาน จึงเสนอสิ่งที่ไปข้างหน้า จะมีอะไรใหม่ที่มากกว่าเดิม พอแกนหลักอย่างพลังประชารัฐ เสนอนโยบายมา บวกกับชูบทบาทพล.อ.ประวิตร จึงต้องเสนอให้มากกว่า เป็นการเกทับทางการเมือง อีกประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องงปัญหาเศรษฐกิจ การลดแลกแจกแถม จะมาช่วยปิดภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนคืออีกเรื่องหนึ่ง 

‘บิ๊กตู่’ ปฏิเสธพรรคเฉพาะกิจ มั่นใจเลือกตั้งได้ สส.ถล่มทลาย อ้อนขออันดับ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543835

27 ก.พ. 2566

'บิ๊กตู่' ปฏิเสธพรรคเฉพาะกิจ มั่นใจเลือกตั้งได้ สส.ถล่มทลาย อ้อนขออันดับ 1

‘บิ๊กตู่’ เปิดตัว สส. สังกัด รทสช. ยืนยันไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เลือกตั้ง66 มั่นใจได้ สส.เยอะแน่นอน อ้อนขอคะแนนเสียง ขอติดอันดับ 1

ครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางที่ทำการพรรค เพื่อประชุมยุทธศาสตร์พร้อมกับเปิดตัวและสวมเสื้อพรรคให้กับว่าที่ผู้สมัคร สส. จำนวน 18 คน 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า หลังวันที่ 1 มี.ค. จะมี สส.จากพรรคอื่นย้ายเข้ามาอีกเกือบ 10 คน สะท้อนให้เห็นว่า เป็นพรรคที่ทำงานมาตลอด ไม่เคยไปคุยโอ้อวด จนกกต.ประกาศว่า เป็นพรรคที่พร้อม ซึ่งเราเป็นพรรคเดียวที่จะส่ง สส. ครบทุกเขต จัดตั้งพรรคสาขาทั้งประเทศ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในห้วงการเลือกตั้งคาดหวัง ทุกคนจะได้รับความสำเร็จและต้องสำเร็จด้วย นี่คือเป้าหมายของพรรค ทำให้ทุกอย่างสำเร็จและเดินหน้าทำให้ประเทศไทยในอนาคตที่ดีงามต่อไป พวกเราเข้าใจตรงกัน คือ “ทำแล้ว ทำอยู่ และทำต่อ” นี่คือหัวใจของพวกเรา ยอมรับว่า ไม่ใช่งานที่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่งานที่ยากเกินไปสำหรับรทสช. ถ้าเราร่วมมือกัน ขอกำลังใจจากสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชน ใจถึงใจอยู่แล้ว 


ถ้าใครอยู่กับตนมาหลายปีจะรู้ว่า ใจเป็นอย่างไร ตนก็เป็นอย่างนั้น เป็นแบบเดิม ทุกอย่างทุกประการ คือ ความรักความห่วงใยที่ให้กับประชาชน ซึ่งตนได้คุยกับหัวหน้าพรรคและสมาชิกทุกคนว่า เราจะต้องร่วมรักสามัคคีกัน เพื่อขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า ให้เป็นพรรคที่มีคุณภาพ เป็น สส. ที่ทุกคนมีความเชื่อมั่น ทุกพื้นที่เราจะเป็นพรรคที่สร้างอนาคตต่อไปให้กับคนไทยทุกคนและประเทศชาติ ต้องทำวันนี้เพื่อวันหน้าและวันต่อๆไป

พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด สุดแล้วแต่ประชาชนเลือกเข้ามาให้ประชาชนตัดสินใจ ต้องมองด้วยตาว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ตนไม่อยากก้าวถึงใครทั้งสิ้น เราเป็นพรรคสุภาพบุรุษ ที่นี่จะทะเลาะกันไม่ได้แล้ว เพราะคือประเทศไทย และ รทสช. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง มั่นใจว่า ต้องได้ สส. และได้เยอะแน่นอน ขณะนี้มี สส. มารวมกันเกินจำนวนแล้ว เกิน 500 คน เราขอเป็นอันดับ 1 ใน 500 ก็แล้วกัน ขอความรักความเข้าใจจากประชาชนทั้งประเทศไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ส่งใจให้ทุกคนทั้งประเทศ

สำหรับการเปิดตัวในวันนี้ ประกอบด้วย 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สส.ชลบุรี
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ
นายสายัณ ยุติธรรม สส.นครศรีธรรมราช 
น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.กทม.
นายฐนภัทร กิตติวงศา สส.จันทบุรี 
นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.ฉะเชิงเทรา
นายรณเทพ อนุวัฒน์ สส.ชลบุรี
นายสาธิต อุ๋ยตระกูล สส.เพชรบุรี
นายสมพงษ์ โสภณ สส.ระยอง
น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ จขสส.สมุทรปราการ
นายสมบัติ อำนาคะ สส.สระบุรี
นายประสิทธิ์ มะหะหมัด สส.กทม.
นายอนุมัติ ซูสารอ สส.ปัตตานี (ส่งตัวแทน นายอริญชัย ซูสารอ) 
นายสมัคร ป้อมวงษ์ สส.สมุทรสาคร
นายพยม พรหมเพชร สส.สงขลา เขต3
ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี สส.สงขลา เขต4
นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต2
นายสายัณ ยุติธรรม สส.นครศรีธรรมราช 

สวมเสื้อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน สส.ชลบุรี สวมเสื้อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน สส.ชลบุรี 
 นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อนายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ

‘บิ๊กป้อม’ เฉลยทำไมต้อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ เผยสาเหตุไปต่อสนามการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543816

27 ก.พ. 2566

'บิ๊กป้อม' เฉลยทำไมต้อง 'ก้าวข้ามความขัดแย้ง' เผยสาเหตุไปต่อสนามการเมือง

‘บิ๊กป้อม’ เผยทำไมต้อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ สังคมศรัทธา ‘นักการเมือง’ มากกว่า ‘กลุ่มลัทธิ’ จนแตกแยก ระหว่าง ‘อำนาจนิยม’ กับ ‘เสรีนิยม’

คำว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ไม่เพียงคำติดปากของหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นตำยอดฮิตของสมาชิกพรรคด้วย 

โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดใจ ทำไมต้อง “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” บางช่วงระบุ เพราะแม้จะมีเหตุผลมากมายที่หลายคนเห็นว่า ควรจะหยุดเล่นการเมือง และกลับไปใช้ชีวิตสบาย ๆ เพราะชีวิตไม่ได้รู้สึกขาดแคลนอะไรแล้ว แต่สาเหตุที่ตัดสินใจที่จะทำงานต่อ เหตุผลหนึ่งคือ ผูกพันกับคนที่ร่วมสร้าง พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมาเกือบครบ 4  ปีเต็ม ๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผล ที่เกิดจากการทบทวนครั้งแล้ว ครั้งเล่า ถึงทางออกของชาติบ้านเมืองว่า ควรจะทำอย่างไรกันดี เป็นการทบทวนที่มองผ่านเข้าไปในประสบการณ์ชีวิตของผมทั้งหมด แล้วหาข้อสรุปว่าเกิดอะไรกับประเทศ

พล.อ.ประวิตร เล่ายาวถึงประสบการณ์ที่สุดท้ายตัดสินใจทำงานการเมืองต่อ ด้วยความคิดว่า ตัวเองจะทำประโยชน์ด้วยการคลี่คลายปัญหาให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความสดใส เริ่มจากการเล่าให้เห็นประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ “นายทหารผู้น้อย” ค่อย ๆ เติบโตมาถึง “ผู้บัญชาการกองทัพ” ได้รับการหล่อหลอมให้ “จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาทั้งชีวิต

จนผลึกความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา เป็น “จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีของผม” อย่างมั่นคง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ในห้วงเวลาเกือบทั้งชีวิตในราชการทหาร ด้วยจิตสำนึกดังกล่าว ผมได้รับรู้ความห่วงใยของคนในวงการต่าง ๆ ที่มีต่อความเป็นไปทางการเมืองของประเทศ  อาจจะเป็นเพราะผมเป็น “ผู้บังคับบัญชากองทัพ” เสียงความห่วงใยส่วนใหญ่จึงมีเป้าหมายไปที่ “นักการเมือง”
 

คนกลุ่มหนึ่ง ซี่งมีบทบาทสูงต่อความเป็นไปของประเทศ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายว่า “กลุ่มอิลิท” ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการกำหนดความเป็นไปของประเทศ มอง “ความเป็นมาและพฤติกรรมของนักการเมือง ด้วยความไม่เชื่อถือ” และความไม่เชื่อมั่นลามไปสู่ความข้องใจใน “ประชาธิปไตย” และ “ความรู้ความสามารถของประชาชน ในการเลือกนักการเมืองเข้ามาครอบครองอำนาจบริหารประเทศ” ความไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง และการเลือกของประชาชนนั้น ทำให้ผู้มีบทบาทกำหนดความเป็นไปของประเทศเหล่านี้ เห็นดีเห็นงามกับการ “หยุดประชาธิปไตย” เพื่อ “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ” กันใหม่ หวังแก้ไขให้ดีขึ้น

คนในกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่หวังดี อยากเห็นประเทศพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง เป็นผู้มีประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความรู้ความสามารถ หากสามารถชักชวนเข้ามาทำงานให้กับประเทศได้จะเป็นประโยชน์  แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งว่า คนที่ประสบความสำเร็จในการใช้ความรู้ ความสามารถเหล่านี้ ไม่มีโอกาสเข้ามาช่วยประเทศชาติในช่วงที่ “ระบบการเมือง” จัดสรรผู้เข้ามามีอำนาจบริหารตามโควต้าจำนวน สส. ที่ประชาชนเลือกเข้ามา  โอกาสที่จะเข้ามาช่วยประเทศชาติ มีเพียงช่วงที่ “รัฐบาลมาจากอำนาจพิเศษ” หรือการปฏิวัติ รัฐประหารเท่านั้น การรับราชการทหารมาเกือบทั้งชีวิต ทำให้ผมรู้จัก เข้าใจ และแทบจะมีความคิดในทางเดียวกับคนที่หวังดีต่อประเทศชาติเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นความคิดในช่วงแรก แม้จะครอบคลุมเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต แต่หลังจากเข้ามาทำงานร่วมกับนักการเมือง และตั้งพรรคการเมือง ทั้งในช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็น “ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ” จนมาเป็น “หัวหน้าพรรค” ผมได้รับประสบการณ์อีกด้าน อันทำให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องนำพาประเทศไปด้วย “ระบอบประชาธิปไตย”

เพราะในความเป็นจริงทางการเมือง ไม่ว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่สุดแล้วอำนาจการบริหารประเทศต้องกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ที่อำนาจตัดสินว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ก็คือ “ประชาชน” มีความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ แม้ในการเลือกตั้งทุกครั้ง “ผู้ยึดครองอำนาจด้วยวิธีพิเศษ” จะตั้ง “พรรคการเมือง” ขึ้นมาสู้ ซึ่งแม้จะหาทางได้เปรียบในกลไกการเลือกตั้ง แต่ผลที่ออกมา “ฝ่ายอำนาจนิยม” จะพ่ายแพ้ต่อ “ฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม” ทุกคราว

ความรู้ ความสามารถของ “กลุ่มอิลิท” ทำให้ประชาชนศรัทธาได้ไม่เท่ากับนักการเมือง ที่คลุกคลีกับชาวบ้านจนได้รับความรัก ความเชื่อถือมากกว่า นี่คือต้นตอของปัญหาที่สร้างความขัดแย้ง ขยายเป็นความแตกแยก ระหว่าง “ฝ่ายอำนาจนิยม” กับ “ฝ่ายเสรีนิยม” ที่หาจุดลงตัวร่วมกันไม่ได้ เพราะพยายามหาทางให้ฝ่ายตัวเอง “ชนะอย่างเด็ดขาด-ทำลายอีกฝ่ายให้สิ้นสูญ” กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ กระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ

ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่ผ่านการเห็น การรู้ การฟังทั้งชีวิต อย่างเข้าถึง “จิตวิญญาณอนุรักษ์นิยม” และเข้าใจ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” ที่มีผลต่อโครงสร้างอำนาจของประเทศ  ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังถึงรายละเอียดในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้ได้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และจะชี้ให้เห็นถึง “ความจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง”

จากนั้นจะบอกให้รู้ว่า ทำไมผมถึงเชื่อมั่นว่า “ผมทำได้” และ “จะทำอย่างไร” หากประชาชนให้โอกาสผม

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยืนยัน จดหมายทุกฉบับ ที่จะเกิดขึ้นผ่านการตรวจทานจากแล้วและตนขอรับผิดชอบทุกตัวอักษรด้วย (อ่านฉบับเต็ม)

พล.อ.ประวิตร โพสต์เฟซบุ๊กพล.อ.ประวิตร โพสต์เฟซบุ๊ก

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงเก้าอี้ 9 เขต ‘เลือกตั้ง66’ ‘สงขลา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543812

27 ก.พ. 2566

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงเก้าอี้ 9 เขต 'เลือกตั้ง66'  'สงขลา'

‘เลือกตั้ง66’ ‘สงขลา’ เดือด หลายพรรคการเมือง หวังปักธง 9 เขตเลือกตั้ง จากคนคุ้นเคย กลายเป็นคู่แข่งขัน ห้ำหั่นกันชนิดสนามแตก

ควันหลงการเมืองหลังประชาธิปัตย์ยกทัพเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา ครบแบบจัดเต็มทั้ง 9 เขต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้พื่นที่นี้กลายสมรภูมิเลือกตั้ง66 ที่ดุเดือดไม่แพ้พื้นที่อื่นๆ

1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวผู้สมัครฯ ไปแล้ว 8 เขต โดยมีอดีตขุนพลประชาธิปัตย์ไปร่วมทีมด้วย ขณะที่พรรคชาติพัฒนากล้า ก็เปิดตัวดาวติ๊กต็อก ขวัญใจคนใต้ จุรี นุ่มแก้ว ไว้เรียกคะแนนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว  โดยมีรวมไทยสร้างชาติรับ คนอกหักจากบ้านประชาธิปัตย์อย่าง เจือ ราชสีห์ อดีต สส. 4 สมัย ไปอยู่ด้วย 

หากย้อนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยของสงขลา หลายคนต้องนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์เพราะถือเป็นที่มั่นสำคัญทางการเมืองมาหลายทศวรรษ กวาด สส. ยกจังหวัดตั้งแต่ปี 35 กระทั่งการเลือกตั้งปี 62 ประชาธิปัตย์กลับคว้าได้เพียง 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 8 ที่นั่งโดยถูกพลังประชารัฐแย่งไปถึง 4 และเสียให้ภูมิใจไทยไปอีก 1 เก้าอี้

การเลือกตั้ง66 สงขลา มีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เขต รวมเป็น 9 เขต สนามนี้จึงเป็นศึก ช้างชนช้าง ที่คอการเมืองต่างโฟกัส

โดยเฉพาะพื้นที่เขต 6 แม้พื้นที่ดังกล่าว แชมป์เก่าจะเป็นของ มาดามน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยานายกชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค และแม่ทัพภาคใต้ชองประชาธิปัตย์ ที่เอาชนะศึกเลือกตั้งซ่อมแทน ถาวร เสนเนียม อดีต รมช.คมนาคม ซึ่งถูกพิษคดี กปปส.เล่นงาน ทำให้พ้นจากเก้าอี้เสนาบดีและ สส.

ก่อนที่ ถาวร จะลาออกจากประชาธิปัตย์ และย้ายไปสังกัดพรรคไทยภักดี ภายใต้การนำของ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งการเลือกตั้งซ่อม เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 65 มาดามน้ำหอม เอาชนะคู่แข่งจากพลังประชารัฐ ที่ส่งคนรุ่นใหม่ อย่างโบ๊ต อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ไปได้แค่ 5 พันคะแนน  

แต่ในการเลือกตั้ง 66 รอบนี้ ถาวร เสนเนียม อดีตขุนพลเก่าค่ายประชาธิปัตย์ ประกาศจะไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคไทยภักดี แต่ขอสนับสนุนหลานชาย อั๋น ภูวดล วงษ์โสภณากุล เลขานุการนายก อบจ.สงขลา ซึ่งลาออกมาสวมเสื้อรวมไทยสร้างชาติลงแข่ง

พื้นที่เขต 6 นับเป็นฐานเสียงสำคัญของถาวร อดีต สส. 7 สมัย พ่วงดีกรีรัฐมนตรี 2 รัฐบาล คือ รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรมช.คมนาคม สมัยรัฐบาลลุงตู่  มาวันนี้เมื่อประกาศสนับสนุนเลือดเนื้อเชื้อไข ทำให้ นายกชาย แม่ทัพภาคใต้ของประชาธิปัตย์ ต้องเจองานหินและโหด

เพราะหากประชาธิปัตย์เสียพื้นที่นี้ไป ก็เท่ากับ มาดามน้ำหอม สอบตก ย่อมส่งผลให้บัลลังก์ แม่ทัพปักษ์ใต้ต้องสั่นคลอน จึงถือเป็นเดิมพันหนักอึ้งที่แบกไว้บนบ่า

ยังไม่นับรวมพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังแปรสภาพมาเป็นคู่แข่งเลือกตั้ง66 เช่น พลังประชารัฐ ที่คาดว่าจะส่ง โบ๊ต อนุกูล เจ้าเก่ากลับมาแก้มืออีกรอบ อีกทั้งภูมิใจไทย ภายใต้การนำของบ้านใหญ่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ ทีก็กำลังเดินเครื่องแผ่ขยายอาณาเขต

ศึกชนช้าง ที่สงขลา ต้องรอวัดกันวันเปิดหีบหย่อนบัตรลงคะแนนว่า พรรคไหนจะโกยชัยเก็บแต้มไปครองได้มากกว่ากัน

‘เพื่อไทย’ ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ ‘ยุบพรรคติดเทอร์โบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543809

27 ก.พ. 2566

'เพื่อไทย' ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ 'ยุบพรรคติดเทอร์โบ'

‘เพื่อไทย’ ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจออกระเบียบ ‘ยุบพรรคติดเทอร์โบ’ ไม่มีผลย้อนหลัง จี้ให้สำคัญ ‘เลือกตั้งปี66’ ก่อน

นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ไม่มีอำนาจออกระเบียบใหม่ 3 ฉบับ โดยเฉพาะ “ยุบพรรคติดเทอร์โบ” ที่ระบุระยะเวลากระบวนการยุบพรรคการเมืองเพียง 67 วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา 

จากการตรวจข้อกฎหมายลำดับศักดิ์ของกฎหมายแล้ว พบว่า แม้ กกต.จะอ้าง อาศัยอำนาจตามมาตราต่างๆในรัฐธรรมนูญ 60 และ พรป.กกต. และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท รวมถึง พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 แต่นายชุมสายเห็นว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและ พรป.กกต.ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ออกระเบียบในลักษณะนี้ได้ 

ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของ กกต.อาจเป็นการออกระเบียบโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจ ระเบียบดังกล่าวจึงอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกอบกับการยุบพรรคเป็นโทษกับพรรคการเมือง กกต.จึง ไม่มีอำนาจออกระเบียบได้ และระเบียบดังกล่าวไม่สามารถมีผลย้อนหลังในคดีความที่นักร้องต่างๆ ได้ยื่นยุบพรรคการเมืองในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย 

กรณีกระทำจนไปสู่การยุบพรรคนั้น ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมืองโดยเฉพาะอยู่แล้ว กกต.จะออกระเบียบเพิ่มอำนาจและเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองให้ต่างไปจากกฎหมายแม่บทไม่ได้ และแม้ว่าฐานอำนาจในการออกระเบียบ กับกระบวนการจะชอบด้วยกฎหมาย แต่ในเนื้อหาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงต้องดูเป็นกรณีๆไป  

นายชุมสายเรียกร้องให้ กกต.ใช้อำนาจตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย ของการกระทำทางปกครองและหลักความได้สัดส่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้มากเกินสมควร เพราะขณะนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ ที่ผ่านมาบางหน่วยราชการภายใต้ระบอบประยุทธ์มักมีตรรกะในการใช้อำนาจมากกว่ากฎหมาย และตั้งข้อคำถามสังเกตสังคมต้องการเลือกตั้งมากกว่าการหาเหตุยุบพรรค ถ้ามีกรณียุบพรรคการเมืองโดยไม่สมเหตุสมผลหรือไร้ความผิด บ้านเมืองจะยุ่งเหยิงขนาดไหน จึงฝากให้รัฐบาลและ กกต.ได้ตระหนักในเรื่องนี้ด้วย

 นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ความหวังของพรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ที่ สงขลา เขต 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543800

27 ก.พ. 2566

'จูรี นุ่มแก้ว' ความหวังของพรรค 'ชาติพัฒนากล้า' ที่ สงขลา เขต 2

พรรค ‘ชาติพัฒนากล้า’ ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุด ควงดาวติ๊กต็อก ‘จูรี นุ่มแก้ว’ ลง สงขลา ชูธงต้านซื้อเสียงปลดแอกหาดใหญ่ จากการเมืองแบบเก่า

การลงพื้นที่ เขต 2 สงขลา ของ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยนายจูรี นุ่มแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร สส. สงขลา เขต2  ได้รับความสนใจจากชาวบ้านอย่างมาก

หัวหน้าพรรคพรรคชาติพัฒนากล้า บอกว่า ประชาชนในตัวเมืองหาดใหญ่ตื่นตัว และให้การยอมรับในตัวจูรีเป็นอย่างมาก โดยจูรีเองพร้อมสร้างโอกาสให้คนหาดใหญ่ คนสงขลา และคนใต้ทุกคน จูรีเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้มาทั้งชีวิตจนวันนี้มีชื่อเสียง จึงอยากจะใช้ชื่อเสียงสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการอาสามาเป็นผู้สมัคร

พรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่หาเสียงที่หาดใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่หาเสียงที่หาดใหญ่

โจทย์สำคัญของวันนี้คือ ทำอย่างไรให้หาดใหญ่พัฒนาต่อไปได้ ทุกอย่างต้องไม่อยู่กับที่ เราต้องมีบทเรียนจากความเจ็บปวดในช่วง 2 ปีที่ผ่านจากวิกฤตโควิด เพื่อไม่ให้ใครสามารถพูดได้ว่าหาดใหญ่ตายแล้ว ดังนั้นจุดเริ่มต้นคือต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก่อน

ด้านผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา กล่าวว่า อุดมคติของคนใต้แต่ดั้งเดิมคือ เงินซื้อไม่ได้ วันนี้มีคนเอาเงินมาให้มากมาย เราต้องรักษาอุดมคติไว้ให้มั่น ใครเอามาให้เราก็รับไว้ แต่ให้กาพรรคที่ไม่ให้เงิน โดยส่วนตัวไม่เคยคิดที่จะเอาเงินไปซื้อพี่น้องประชาชน ให้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต เพราะเขาซื้อเสียงวันนี้ สส. เขาก็จะไม่สนใจเรา เพราะเขาถือว่าเขาซื้อขาดแล้วตั้งแต่วันที่เข้าคูหา

นายจูรี ยังบอกอีกว่า  ตอนนี้ มีบางพรรคเก็บบัตรประชาชนกันแล้ว  ขอให้ทุกคนรักษาบัตรให้แข็งแรง อย่าให้ใครเอาไปได้  จิตใจพี่น้องต้องมั่นคง นักการเมือง มองพวกเราเป็นปลา เขาจึงเหวี่ยงเบ็ดมา แต่ถ้าจิตใจเด็ดเดี่ยว เราเลือกได้ที่จะกินแค่เหยื่อไม่กินเบ็ด หากเราทำได้ครั้งนี้จะเป็นปรากฎการณ์ว่าพลังบริสุทธิ์อยู่เหนือพวกคนซื้อเสียง พวกเราทำได้ เพื่อไม่ให้ สส. มาประมูลคนบ้านเราด้วยเงินลงทุน 40-50 ล้าน จ่ายชาวบ้านหัวละพันบาท หาร 365 วัน ค่าตัวเราตกวันละ 2.70 บาท และถ้า 4 ปี เราจะเหลือค่าตัวกันแค่วันละ 68 สตางค์เท่านั้น