‘หญิงไก่’แจ้งความกลับลูกเลี้ยงและสามี พร้อมเตรียมฟ้องหย่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543067

15 ก.พ. 2566

'หญิงไก่'แจ้งความกลับลูกเลี้ยงและสามี พร้อมเตรียมฟ้องหย่า

‘หญิงไก่’แจ้งความกลับลูกเลี้ยงและสามี หลังถูกกล่าวหาลวงเงิน50ล้านบาท ขณะเดียวกันเตรียมฟ้องหย่า ทนไม่ไหว เห็นสาวอื่นตามประกบ

ความคืบหน้าลูกชายของเสี่ยสุรชัย นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม ให้ตรวจสอบการจดทะเบียนสมรส ระหว่าง “หญิงไก่” น.ส.ศรัญญา อุปปาตะสันติ และเสี่ยสุรชัย เนื่องจากสงสัยถึงก่อนการโอนทรัพย์สินไปรวม 50 ล้านบาท

ล่าสุด หญิงไก่ พร้อมด้วยทนายกัญญา พุ่มชื่น และทนายโป้ง นายกิตติคุณ ต้นยาง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความกลับคู่กรณี เนื่องจากสร้างความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมกับประสงค์ฟ้องหย่า 

หญิงไก่ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้(14 ก.พ.) ตนซึ่งเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และในฐานะนายประกันในคดีที่สามี มีนัดจะต้องไปขึ้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ปรากฎว่าก่อนเวลา 08.30 น. แต่ไม่ได้เจอหรือพูดคุยกัน เนื่องจากถูกการ์ดที่คอยควบคุมดูแลล้อมหน้าล้อมหลังจำนวน 5-6 คน รวมทั้งลูกชายและผู้หญิงอีกสองคน เดินประกบนายสุรชัยตลอดเวลา

ซึ่งผู้หญิงที่ไปด้วยนั้น แสดงตนว่าเป็นภรรยาของนายสุรชัย อันเป็นเหตุที่ตนสามารถฟ้องหย่านายสุรชัย เบื้องต้นพนักงานสอบสวนนัดมาให้ปากคำอีกครั้งเวลา 09.00 น. ของวันที่ 21 ก.พ.นี้

น.ส.ศรัญญา อุปปาตะสันติ หรือ หญิงไก่น.ส.ศรัญญา อุปปาตะสันติ หรือ หญิงไก่

‘นายกฯ’ขอฝ่ายค้าน’อภิปราย’ไม่หาเสียงให้ตัวเอง มีมารยาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543058

15 ก.พ. 2566

'นายกฯ'ขอฝ่ายค้าน'อภิปราย'ไม่หาเสียงให้ตัวเอง มีมารยาท

‘นายกฯ’ขอฝ่ายค้าน’อภิปราย’ไม่หาเสียงให้ตัวเอง มีมารยาท พร้อศึกษาผลงานรัฐบาล ยืนยัน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวคนที่ฝ่ายค้านอ้าง

วันแรกของการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงติ (15 ก.พ. 2566) เวลาประมาณ 15.54 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกชี้แจงตอบกลับฝ่ายค้าน โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า

นายกรัฐมนตรีขอให้การอภิปรายอยู่ในกรอบ ไม่ใช้โอกาสในการหาเสียงให้กับพรรคตนเอง ขอให้เป็นไปตามกติกา มารยาทของสภาผู้แทนราษฎร จากการเริ่มรับฟังมาตั้งแต่ต้น มีการแสดงความคิดเห็น กล่าวตักเตือน กล่าวหา หลายเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ตั้งแต่ในระดับฐานราก SMEs วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย แก้ปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้า เป็นต้น ขอให้ศึกษาและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลด้วย 

สำหรับการทุจริต นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกันบุคคลต่างๆ ที่ฝ่ายค้านกล่าวถึง ย้ำว่าไม่เคยเอื้อประโยชน์ หรือละเว้นการตรวจสอบให้กับใคร สามารถตรวจสอบได้ เรื่องดีๆ รัฐบาลจะรับไว้ ส่วนประเด็นใดที่ไม่ถูกต้อง จะให้ส่วนที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อไป

ยืนยันรัฐบาลทำงานตามหลักการหลักเกณฑ์ ไม่เคยปล่อยปะละเว้น เป็นไปตามกฎหมาย ขอให้เคารพกระบวนการยุติธรรม นายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้อำนาจนิติบัญญัติเข้ามายุ่งกับฝ่ายบริหารมากเกินไป บางเรื่องที่เป็นเรื่องการบริหารแผ่นดิน ก็ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารได้จัดการ หากไม่ดีขอให้ไปร้องทุกข์ตามกระบวนการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกชี้แจงในที่ประชุมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกชี้แจงในที่ประชุม

แนะพล.อ. ‘ประยุทธ์’ แก้ปัญหาการ ‘ทุจริต’ เริ่มที่ครอบครัวก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543051

15 ก.พ. 2566

แนะพล.อ. 'ประยุทธ์' แก้ปัญหาการ 'ทุจริต' เริ่มที่ครอบครัวก่อน

สส.เพื่อไทย อภิปราย ยกบริษัทหลานพล.อ. ‘ประยุทธ์’ สะท้อนถึงประสิทธิภาพการแก้ปัญหา ‘ทุจริต’ คอรัปชั่นของรัฐบาล ได้เป็นอย่างดี

นางสาวจิราพร   สินธุไพร  ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปราย พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ช่วงหนึ่งว่า มีหลานซึ่งเปรียบเสมือน ลูกไม้หล่นไม่ไกลค่าย  จากการอาศัยค่ายทหาร เปิดบริษัทส่วนตัว ในชื่อคอมเทมโพรารี  และยังได้รับงานประมูลของรัฐที่มูลค่าสูง แม้ย้ายออกจากค่ายในปี2559  แต่ยังดำเนินการประมูลงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของบริษัทดังกล่าวพบข้อสงสัยหลายประการ โดยในปี 2555-2556 มีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ปี 2557 กลับได้รับการประมูลโครงการรัฐที่มีมูลค่าถึง 3 โครงการ มูลค่ารวม 28 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 โครงการเป็นโครงการของกองทัพ หลังพลเอกประยุทธ์ทำการรัฐประหาร และตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ยังได้รับงานจากโครงการรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับงานประมูลในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง

บริษัทหลานพลเอกประยุทธ์มีทุนจดทะเบียนเพียง 1.5 ล้านบาท แต่ได้รับงานประมูลที่มีมูลค่าสูง ทั้งที่เพิ่งเปิดบริษัท ซึ่งปกติแล้วทุนจดทะเบียนจะเป็นหลักประกันแสดงถึงสถานะทางการเงินและความน่าเชื่อถือของบริษัท หากเกิดการฟ้องร้อง ทุนจดทะเบียนที่สูงย่อมแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ แต่หากจะใช้วิธีแบงก์การันตี ต้องถามกลับว่า หลานพลเอกประยุทธ์เอาเงินที่ไหนไปทำแบงก์การันตี แต่หากพลเอกประยุทธ์ตอบไม่ได้ก็แสดงว่าการได้งานในครั้งนั้น เป็นเพราะนามสกุล จันทร์โอชา มากกว่าศักยภาพของบริษัท

ในปี 2557 บริษัทดังกล่าวก็ยังได้รับการประมูลงานของรัฐหลายสิบล้านบาท แต่จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าว มีเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้างเพียง 13 รายการ โดยที่ไม่มีรายการเครื่องจักรกลหนักแม้แต่รายการเดียว ซึ่งหากอ้างว่าใช้วิธีการเช่าเครื่องจักร ก็มองว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะรับงานมาตลอด 8 ปี จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพียงนายหน้ารับประมูลงานเพื่อขาย แม้ไม่มีเครื่องจักรหนัก แต่มีเครื่องจัดหนัก คืออำนาจลุงและพ่อ ที่คอยจัดหนักให้หลานหรือไม่ ส่วนตำแหน่งที่ตั้งบริษัทดังกล่าว ก็เป็นเพียงบ้านหลังขนาดเล็ก ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทขนาดใหญ่ มีอาชีพหลักในการรับเหมาก่อสร้าง ประมูลงานรัฐนับพันล้าน

นางสาวจิราพร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคนมักจับตาไปที่ 3 ป. ที่อยู่ในรัฐบาล แต่ยังมีอีก 3 ป. ที่ยังได้ผลประโยชน์ไม่แพ้กันคือ ป.ประยุทธ์ ป.ปรีชา และป.ปฐมพล 3 ป.ในรัฐบาล แยกกันเดินแล้ว แต่ 3 ป.นี้ ยังรวมกันเดิน ป.ประยุทธ์รัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรี ป.ปรีชา ก็เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ส.ว. เป็นบอร์ดบริหารต่างๆ และคอยป้อนงานให้ ป.ปฐมพล

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการตกแต่งบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี บริษัทดังกล่าวรับงานรัฐมาแล้วนับพันล้านบาท แต่พบว่าบริษัทยังมีสถานะขาดทุน โดยยกตัวอย่างค่าน้ำค่าไฟ ขณะตั้งอยู่ในค่ายทหารสูงกว่า 2 แสนบาท แต่เมื่อย้ายออกมาอยู่ข้างนอกค่ายทหาร พบว่าค่าน้ำค่าไฟลดเหลือเพียงหลักพันบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดปกติ จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่าพฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายตกแต่งบัญชี เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างโจ่งแจ้ง เข้าข่ายทุจริตอย่างร้ายแรงหรือไม่

พลเอกประยุทธ์ในฐานะลุงและเป็นนายกรัฐมนตรีที่เคยประกาศปราบปรามการทุจริตระดับชาติ จากวันนี้เหลือเวลาดำรงตำแหน่งอีก 37 วันจะครบวาระ จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ เพราะการปราบปรามการทุจริตต้องเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุดคือครอบครัวก่อน

กลุ่มเพื่อนหมอสุภัทรฯ จี้สอบ’อนุทิน’ใช้อำนาจทางการเมืองย้าย’หมอสุภัทร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543036

15 ก.พ. 2566

กลุ่มเพื่อนหมอสุภัทรฯ จี้สอบ'อนุทิน'ใช้อำนาจทางการเมืองย้าย'หมอสุภัทร'

กลุ่มเพื่อนหมอสุภัทรฯ บุกรัฐสภา ยื่นหนังสือตรวจสอบ’อนุทิน’ใช้อำนาจทางการเมืองย้าย’หมอสุภัทร’ ด้าน’รังสิมันต์’เชื่อใช้เป็นเครื่องมือจำกัดฝ่ายเห็นต่าง

15 ก.พ.2566 กลุ่มเพื่อนหมอสุภัทรฯ นำโดยนายสมบูรณ์ คำแหง ยื่นหนังสือถึงนายชวนหลีกภัย ประธานสภา และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ขอให้ตรวจสอบนาย อนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประเด็น สั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ไปโรงพยาบาลสะบ้าย้อย 

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า มีข้อกังขาไม่ยุติธรรม โดยเชื่อว่า นายอนุทินชาญ ใช้อำนาจอิทธิพลในการดำเนินการย้าย ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 185 วรรค 3 ได้พูดถึงเรื่องของฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงอำนาจการบริหารงานข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข อาจเข้าข่ายผิด อาจจะต้องถูกถอดถอนตามมาตรา 101 ด้วย

เราต้องอาศัยอำนาจของรัฐสภาพร้อมฝากประสานไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค ให้ช่วยดำเนินการใช้ระบบรัฐสภาตรวจสอบพฤติกรรมของนายอนุทิน เข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวหรือไม่ แม้รัฐสภาจะมีอายุที่จะทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้อีกไม่นาน แต่ตนเชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเพียงพอที่จะจัดการปัญหานี้ ซึ่งจะได้เป็นบรรทัดฐานไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจของตัวเองเพื่อพวกพ้อง

นายสมบูรณ์ คำแหง นายสมบูรณ์ คำแหง

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับกรณีย้ายหมอสุภัทรอย่างไม่เป็นธรรม และสาเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง ที่สำคัญจุดประสงค์หลักๆคือการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในวงการหมอ วงการสาธารณสุข หรือใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นหมออย่างเดียว แต่ออกมาขับเคลื่อนทางสังคมเรียกร้องความเป็นธรรม ก็จะโดนแบบเดียวกันเหมือนหมอสุภัทร นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่นายอนุทินพยายามส่งออกไปถึงหมอทุกคนว่า ถ้าพวกคุณไม่เชื่อฟัง พวกคุณก็จะถูกย้าย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเห็นภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลแบบนี้

ตนค่อนข้างผิดหวังที่เราเห็นฝ่ายการเมืองมาทำอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมอสุภัทร ไม่แน่ใจว่า การทำแบบนี้เป็นอำนาจเผด็จการ นายอนุทินอยู่กับพลเอกประยุทธ์มากเกินไป อาจจะทำให้สุดท้ายใช้วิธีเผด็จการ การรังแกหมอดีๆ รังแกคนที่ต้องการปกป้องชุมชน ต้องการปกป้องประชาชน เราต้องชื่นชมที่หมอสุภัทรไม่ได้ทำหน้าที่หมออย่างเดียว แต่พยายามใช้เครดิตในสังคมในความเป็นหมอเพื่อต่อสู้ร่วมไปกับประชาชน 

หลายเรื่องที่อ.จะนะ ต้องให้เครดิตหมอสุภัทร การย้ายเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้การยื่นหนังสือครั้งนี้จะยื่นต่อกรรมาธิการกฎหมาย โดยมีนายศุภชัย ใจสมุทร เป็นประธาน และส่วนตัวคิดว่ารู้จักนายอนุทินเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากนี้จะต้องไปคุยกับนายศุภชัยอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่เรานิ่งเฉยไม่ได้ ต้องผลักดัน 

ขอให้กำลังใจการต่อสู้ของประชาชน และยืนยันว่าต่อสู้ครั้งนี้ต่อสู้กับความอยุติธรรม ดังนั้นเราต้องสร้างมาตรฐานหยุดความหวาดกลัวหยุดความรังแกข้าราชการน้ำดีเหล่านี้

ส่วนกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขแจ้งความขอให้ปิดเพจ “ชมรมแพทย์ชนบท” จะถือว่าเป็นการปิดกั้นข่าวสารหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า โดยหลักแล้วเป็นเสรีภาพในการที่จะมีเพจ facebook หากมีคำสั่งก็อาจจะกระทบต่อเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งตนคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงที่สุดที่รับรองเสรีภาพเอาไว้ หลักการอันหนึ่งที่เราถือปฏิบัติมาโดยตลอด คือ การเป็นข้าราชการไม่ได้หมายความว่า คุณไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกเลย ดังนั้นคุณยังมีเสรีและแสดงออกได้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะต้องตรวจสอบหากมีการบรรจุเรื่องนี้สู่ในกรรมาธิการก็จะนำมาพิจารณา

ส่วนก่อนหน้านี้ นายอนุทิน บอกว่า อำนาจในการย้ายเป็นของผู้ตรวจราชการ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายอนุทินจะชี้แจ้งแบบนี้ทำไม ทุกคนรู้ว่าคำสั่งมาจากไหน การเคลื่อนไหวของหมอสุภัทร ตนประเมินว่านายอนุทินรุ้สึกได้รับผลกระทบ จึงใช้อำนาจย้าย และโยนว่าคนอื่นเป็นผู้กระทำ คือเรารู้ดีว่าใครเป็นคนเริ่ม ดังนั้นอย่ามาอธิบายแบบนี้ ผู้นำที่ดีไม่ใช่แอบอยู่ข้างหลังข้าราชการ การเอาข้าราชการประจำมาอยู่ด้านหน้า และให้เค้ารับกระสุน รับการปะทะจากประชาชน ก็ไม่ใช่ผู้นำที่ดี นายอนุทินทำอย่างนี้ต่อไปก็ไม่ส่งผลดี 

ขณะที่ชาวบ้านอ.จะนะ เล่าถึงเหตุการณ์พี่ไปยื่นหนังสือที่กระทรวงสาธารณสุข ทั้งที่แจ้งล่วงหน้าแล้ว แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มองเราเป็นประชาชน ปิดประตูใส่ ไม่มีตำรวจมาคอยดูแล ปล่อยไว้ตามลำพัง หากมีมือที่3 จะเกิดอะไรขึ้น สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจช้ำสำหรับประชาชนอย่างพวกเราเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านอ.จะนะ ยื่นหนังสือตรวจสอบนายอนุทินชาวบ้านอ.จะนะ ยื่นหนังสือตรวจสอบนายอนุทินนายรังสิมันต์ โรม รับหนังสือจากชาวบ้านอ.จะนะนายรังสิมันต์ โรม รับหนังสือจากชาวบ้านอ.จะนะ

เต้ ‘มงคลกิตติ์’ ประกาศลาออกหลังอภิปรายพล.อ.ประยุทธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543037

15 ก.พ. 2566

เต้ 'มงคลกิตติ์' ประกาศลาออกหลังอภิปรายพล.อ.ประยุทธ์

ขอทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายในสภา เต้ ‘มงคลกิตติ์’ ประกาศลาออกวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หลังการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา152

การอภิปราย ทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์  ประกาศว่าจะทำหน้าที่เป็นวันสุดท้ายในสภาผู้แทนราษฎร หลังอภิปรายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไร้ปัญญาในการ บริหารเศรษฐกิจ หาเงินไม่เป็นเก่งสร้างหนี้สินให้ประเทศ สร้างหนี้สินให้ประชาชนปล่อยลูกสมุนทุจริตทุกรูปแบบ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ  ทำให้เศรษฐกิจพังประชาชนเป็นหนี้ไร้ซึ่งอนาคต ปล่อยให้มียาเสพติดทุกประเภทเต็มเมือง การพัวพัน การทุจริต e-bidding ภาครัฐ และเงินส่วยพนันออนไลน์เพื่อเอาเงินเหล่านี้ไปใช้ในการเลือกตั้ง รวมถึงการขายแผ่นดินบรรพบุรุษหรือที่เรียกว่าขายชาติ

หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ถามประชาชนเชื่อหรือไม่ที่ พลเอกประยุทธ์ บอกว่าไม่เคยทุจริตแม้แต่วันเดียว ไม่เคยปล่อย ลูกน้องและญาติใกล้ชิดทุจริตทุกรูปแบบ โดยการทุจริตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการทุจริตอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นการทุจริตที่ได้มา ซึ่งอำนาจในการปลดของประเทศคือใช้อำนาจปืนและรถถัง

การอภิปรายของนายมงคลกิตติ์ ทำให้นางบุญญาพร  นาตะธนภัทร ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ  ลุกขึ้นประท้วง ว่า นายมงคลกิตติ์ อภิปราย เป็นการใส่ร้ายป้ายสีพลเอกประยุทธ์นายกรัฐมนตรีมาโดยตลอดและขอถามว่ามีคำตัดสิน หรือไม่ว่าพลเอกประยุทธ์เคยทุจริตขอให้ถอนคำว่าทุจริตเดี๋ยวนี้ ขณะที่ นาย ศุภชัย โพสุ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้น ขอไม่ให้ย้อนกลับไปสมัยที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจเพราะนอกเหนือการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายมงคลกิตติ์ ยืนยันว่าจะยื่นใบลาออก จากการเป็น สส. ต่อ ประธานสภาฯในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 09.09 น.

ภาคีเพื่อน ‘หมอสุภัทร’ ยื่นนายกฯตรวจสอบคำสั่งย้ายไม่เป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543033

15 ก.พ. 2566

ภาคีเพื่อน 'หมอสุภัทร' ยื่นนายกฯตรวจสอบคำสั่งย้ายไม่เป็นธรรม

ย้าย ‘หมอสุภัทร’ อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา185 ภาคีเพื่อนหมอสุภัทร ยื่นนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบคำสั่งลุแก่อำนาจหรือไม่

นาย รุ่งเรือง ระหมันยะ ​​ผู้ประสานงานภาคีเพื่อนหมอสุภัทรและผู้รักความเป็นธรรม  ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ตรวรจสอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและปลัดกระทรวง กรณีสั่งย้ายหมอสุภัทรผ่าน รังสิมันต์ โรม  โฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาว่า

ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งที่ 125/2566 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566 สั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะและให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งลงนามโดยนายสวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งในเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

แม้พยายามออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงสาเหตุของการย้าย หมอสุภัทร ว่าเป็นเรื่องการบริหารงานภายในของกระทรวงสาธารณสุข ที่ดำเนินไปตามระเบียบขั้นตอนปกติของระบบราชการ ทั้งยังอ้างว่าต้องการได้ความรู้ความสามารถของ หมอสุภัทร ไปช่วยในการแก้ไขปัญหาของโรงพยาบาลอำเภอสะบ้าย้อย เท่านั้น

หากข้อเท็จจริงเบื้องลึกภายในกลับย้อนแย้งกับสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวอ้าง ด้วยพบว่ามีคลิปภาพและเสียงที่ท่านได้กล่าวไว้ต่อหน้าข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ในคราวที่เดินทางไปปฏิบัติงานที่จังหวัดสุโขทัย

มีการพูดถึงสาเหตุของการย้าย นพ.สุภัทร ด้วยความอัดอั้นว่าเป็นเพราะมีการกระทำความผิดอย่างมหันต์ต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นข้อกล่าวหาอันร้ายแรงที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท ออกมาการวิพากษ์นโยบายและแนวทางปฏิบัติงานของนายอนุทินหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมถึงนโยบายกัญชาเสรี ที่กำลังกลายเป็นช่องว่างของกฏหมายที่ไม่สามารถควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เคยมีการวิวาทะกันไปมาผ่านสื่อสาธารณะอีกหลาย

ภาคีเพื่อนหมอสุภัทร ค้านคำสั่งย้าย หมสุภัทร ภาคีเพื่อนหมอสุภัทร ค้านคำสั่งย้าย หมสุภัทร

ภาคีเพื่อนหมอสุภัทรและผู้รักความเป็นธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ขอยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่ต้องกำกับการบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ว่ามีการใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการประจำด้วยการใช้อิทธิพลภายในสร้างระเบียบปฏิบัติอันมิชอบเพื่อทำการย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อันเป็นกำลังทำลายความยุติธรรมและธรรมาภิบาลของกระทรวงสาธารณสุขอย่างร้ายแรง ในขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังแสดงอำนาจกดทับข้าราชการด้วยการประกาศว่า ตนจะกลับมาบริหารกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเองอีกครั้ง

พฤติกรรมดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 185 ที่บัญญัติไว้ว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทําการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม”

ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามตามวงเล็บ 3 ที่มีรายละเอียดว่า “การรบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตําแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตําแหน่ง ของข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งจะมีผลต่อความผิดตามมาตรา 101 ที่หากพบว่ามีความผิดตามมาตรา 185 จะต้องถอนสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในทันที

ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว เชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อการบริหารประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง จึงขอเสนอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านว่าได้กระทำความผิดตามที่นำเรียนไว้เบื้องต้นหรือไม่ อันจะเป็นการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและธรรมาภิบาลของการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม ทั้งยังเป็นการป้องปรามนักการเมืองที่ลุแกอำนาจมิให้มีการหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องได้โดยง่าย

มติกก.บห.ประชาธิปัตย์เสนอ’จุรินทร์’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543027

15 ก.พ. 2566

มติกก.บห.ประชาธิปัตย์เสนอ'จุรินทร์' แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว

มติกก.บห.ประชาธิปัตย์เสนอ’จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว ‘ราเมศ’เผยคุณสมบัติเพียบพร้อมทั้งการเมือง บริหาร นิติบัญญัติ

มติของกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงผู้เดียว

วันที่ 15 ก.พ. 2565 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ เป็นบุคคลที่พรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เป็นผู้เสนอ 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค (ซ้าย) และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค(ขวา)นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค (ซ้าย) และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค(ขวา)

เนื่องจากมีความรู้ความสามารถ ทำงานการเมืองมายาวนาน มีประสบการณ์ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านตำแหน่งที่สำคัญมาแล้วมากมาย และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ มีความเป็นเอกภาพในการส่งผู้สมัครจำนวน 400 เขต และ เสนอตัวบุคคลเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมั่นใจในศักยภาพและความสามารถที่ไม่แพ้ใคร ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจให้ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”ไปทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ประชุมกก.บห.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมกก.บห.พรรคประชาธิปัตย์

พล.ต.ต.ดร.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัครส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า หลังจากที่มีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับนายจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยิ่งทำให้ตนมีความเชื่อมั่นในตัวของนายจุรินทร์ว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพครบถ้วน

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทางด้านการเมืองที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ประสบการณ์ด้านการบริหารกระทรวงต่าง ๆ หลายกระทรวง และที่สำคัญคือปัจจุบันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์มีความโดดเด่น ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทยและในเวทีสากลระดับโลก

ล่าสุดจากการที่นายจุรินทร์ไปเยือนกรุงบรัสเซลส์  ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อเจรจาการค้าแบบทวิภาคี (FTA) กับ H.E. Mr. Valdis Dombrovskis (นายวัลดิส โดมโบรฟสกิส) รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจและกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า หรือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหภาพยุโรป ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ถือเป็นประวัติศาสตร์และจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปขึ้น 

สหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยรองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยสัดส่วนการค้าที่ไทยค้ากับสหภาพยุโรป ประมาณ 7% ของการค้ากับโลก ถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญ โดยภายใต้ FTA นี้ประเทศไทยจะมีตลาดการค้าที่ได้เปรียบคู่แข่งขันจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้น 27 ประเทศ จึงเป็นแต้มต่อต่อไปในอนาคต เพราะเป็นการสร้างเงิน สร้างอนาคตให้กับประเทศต่อไป

ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีว่า วานนี้ในที่ประชุม ครม.ได้ให้ความเห็นชอบ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งจากนี้ไปทาง EU จะดำเนินการขอความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อเตรียมนับหนึ่งในการเดินหน้าเจราจา FTA ระหว่างทั้งสองฝ่ายต่อไป
 

“ภายหลังสถานการณ์โควิดระบาดส่งผลกระทบทั่วโลก แต่ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ อีกทั้งมีการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้นายจุรินทร์ได้ฉายภาพให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น มีศักยภาพสูง กล้าตัดสินใจ ทั้งในเรื่องการผลักดันด้านการส่งออกที่มีตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งการเจรจาทางการค้าก็สามารถเปิด FTA ให้กับประเทศช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันการไปเยือนประเทศต่าง ๆ ของนายจุรินทร์เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับสากล ซึ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติของผู้นำประเทศในยุคนี้ที่จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกด้านทั้งการเป็นนักการบริหาร นักการค้า ซึ่งจะพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตด้านเศรษฐกิจไปได้ และที่สำคัญเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ผมจึงเชื่อมั่นว่านายจุรินทร์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป”พล.ต.ต.ดร.วิชัย  กล่าว

‘โรม’เตรียมอภิปรายนอกสภาฯ หากองค์ประชุมไม่ครบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543019

15 ก.พ. 2566

'โรม'เตรียมอภิปรายนอกสภาฯ หากองค์ประชุมไม่ครบ

‘โรม’เตรียมอภิปรายนอกสภาฯ หากองค์ประชุมไม่ครบ ชี้เป็นโอกาสฝ่านค้านถาม-รัฐบาลตอบ ซัดฝ่ายกล่าวหาพูดแต่ข้อมูลเก่า แต่ทุกครั้งหน้าชากลับไป

วันแรกของการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา152 จากฝ่ายค้าน ในส่วนของพรรคก้าวไกล ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้​ 9 คน​ โดยจะเริ่มต้นจากหัวหน้าพรรคนายพิธา​ ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้อภิปรายคนแรก จากนั้นจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจ​ ก่อนจะเป็นประเด็นการเมืองและประเด็นทุจริต​ จะครอบคลุมในทุกมิติ​ 

นายรังสิมันต์​ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล​ ยืนยัน แม้จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย​ เพื่อให้รัฐบาลตอบ​ แต่จะยกระดับเหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะขุดคุ้ยข้อมูล คนที่ฝ่ายค้านนำมาซักฟอกเป็นคนที่มั่นใจว่าเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่เหมาะสมที่จะบริหารประเทศ

ในส่วนของนายรังสิมันต์ มีเวลาอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง มุ่งเน้นเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น การบริหารงานโดยไม่ชอบ

ซึ่งได้เตรียมแผนสำรองในกรณีที่องค์ประชุมไม่ครบ และไม่สามารถอภิปรายได้ ก็จะมีการจัดอภิปรายนอกสภาฯ หากสุดท้ายถูกดำเนินคดีก็เพราะทำหน้าที่ ตนไม่ได้อยากจะถูกติดคุกหรือดำเนินคดี แต่ในเมื่อไม่สามารถทำหน้าที่ในสภาฯได้ ก็คงต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ส่วนที่รัฐบาลเสนอให้นับองค์ประชุม ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำเช่นนั้นไปทำไม ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่า รัฐบาลมีแผลเหวอะหวะ​ และกลัวว่าประชาชนจะรู้จึงพยายามปิดปาก 

ซึ่งวันนี้ควรจะเป็นเวทีได้เป็นโอกาส ให้ฝ่ายค้านได้ซักถาม รัฐบาลมีโอกาสได้ตอบ​ รัฐบาลชี้แจงได้ดีประชาชนก็จะเลือกคุณ

แต่หากฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ไม่ดี คนก็ไม่เลือก จึงขอย้ำว่าอย่าให้เป็นเวทีในการปิดปาก​ 

นายรังสิมันต์ ขอใผ้จับตา รอดูได้เลย ที่บอกว่าฝ่ายค้านชอบนำข้อมูลเก่ามาพูด ตนเห็นรัฐบาลพูดแบบนี้มาทุกครั้ง แต่ไม่เห็นเคยตอบอะไรได้ ทุกครั้งมีการปรามาสฝ่ายค้าน แต่สุดท้ายก็หน้าชากันไป

ไม่มีปัญหาเปิด ‘ประชุมสภา’ อภิปรายตามมาตรา152 ได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543014

15 ก.พ. 2566

ไม่มีปัญหาเปิด 'ประชุมสภา' อภิปรายตามมาตรา152 ได้แล้ว

‘ประชุมสภา’ ไร้ปัญหาองค์ประชุม นายกรัฐมนตรี ร่วมฟังฝ่ายค้าน กระชากหน้ากากคนดี อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา152

เปิดประชุมสภา อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา152 เริ่มขึ้นแล้วนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงเปิดญัตติสอบถามข้อเท็จจริง การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน 12 ประการ ซึ่งมีข้อเท็จจริงปรากฎว่าไม่สามารถดำเนินการตามนโยบาย ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน มีธุรกิจสีเทา ภัยด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี การทุจริตคอร์รัปชันโดยเฉพาะที่กรมอุทยานฯมีการโยกย้ายอธิบดีมาอยู่สำนักนายกฯ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นกลไกการเมืองที่เอื้อประโยชน์พวกพ้อง นอกจากนี้ ปัญหายาเสพติด ยังปรากฏมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

ยุทธการกระชากหน้ากากคนดี มาจากสื่อมวลชนmujตั้งฉายาให้รัฐบาลหน้ากากคนดี เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้ว่า หน้ากากคนดีที่แท้จริงเป็นอย่างไร

8 ปีที่แปดเปื้อน ใช้ ม.44 ปิดเหมืองทองอัคราจนบริษัทแม่ฟ้องร้อง และยังใช้งบประมาณมหาศาลกว่า 24.5 ล้านล้านบาท แต่ผลงานต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ประชุมสภา อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เริ่มแล้วประชุมสภา อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เริ่มแล้ว

หลังจากผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายเปิดญัตติแล้ว ลำดับต่อไป จะเป็นกลุ่มของหัวหน้าพรรค คนแรกคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล จบแล้วเป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายเรื่องใหญ่ที่ทุกคนควรติดตาม เน้นเศรษฐกิจก่อน แล้วตามด้วยเรื่องพลังงาน การต่างประเทศ ส่วนเรื่องของยาเสพติด ปัญหาการทุจริต จะอภิปรายในวันพรุ่งนี้ และอภิปรายสรุปโดย นาย สุทินคลังแสง ประธานวิปรัฐบาล

ฝ่ายค้านกังวลเรื่ององค์ประชุมทำ ‘สภาล่ม’ อดกระชากหน้ากากคนดีในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/543007

15 ก.พ. 2566

ฝ่ายค้านกังวลเรื่ององค์ประชุมทำ 'สภาล่ม' อดกระชากหน้ากากคนดีในสภา

ประชาธิปัตย์ – ชาติไทยพัฒนา หนุนอภิปรายทั่วไปเพื่อชี้แจงในสภา ฝ่ายค้าน กังวลปัญหาเรื่ององค์ประชุมทำ ‘สภาล่ม’

การประชุมสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ หากเปิดประชุมได้ ในวันนี้จะเริ่มโดยผู้นำฝ่ายค้านแถลงญัตติ แล้วขยายความภาพรวมการอภิปราย จากนั้นเป็นกลุ่มของหัวหน้าพรรค คนแรกคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถ้าพรรคก้าวไกล จบแล้ว   น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.เพื่อไทย อภิปรายเรื่องใหญ่ที่ทุกคนควรติดตาม เน้นเศรษฐกิจก่อนแล้วตามด้วยเรื่องพลังงาน การต่างประเทศ ส่วนพรุ่งนี้เป็นเรื่องของยาเสพติด ปัญหาการทุจริต

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่าสภาจะเปิดประชุมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แม้ฝ่ายค้านจะมากันครบ และมีพรรคประชาธิปัตย์แสดงเจตจำนงค์ ให้มีการเปิดอภิปราย แต่ก็ยังต้องลุ้นเพราะพลังประชารัฐและพรคภูมิใจไทยยังไม่มีความชัดเจน  ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับวิปรัฐบาลแล้วว่า ขอให้ช่วยรักษาระบบสภา เพราะการอภิปรายใหญ่ๆ แล้วองค์ประชุมไม่ครบ สภาล่ม จะไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ แต่ฝ่ายค้านก็เตรียมแผนไว้ ว่าถ้าวันนี้ล่ม พรุ่งนี้ก็ประชุมต่อ แต่ถ้าพรุ่งนี้ล่มอีก ก็จะอภิปรายนอกสภาที่นี่

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีการล่มองค์ประชุม เพราะที่ผ่านมาสนับสนุน ให้มีการอภิปราย ซึ่งเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยและอีกอย่างว่าจะร่วมประชุมตั้งแต่แรกแต่อย่างไรก็ตามต้องอาศัยความร่วมมือหลายพรรค โดยตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กำชับลูกพรรคให้เข้าร่วมประชุมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทุกท่านเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในช่วงท้าย ก่อนหมดวาระ เรื่องล็อบบี้สภาล่มประชาธิปัตย์ไมทำล้านเปอร์เซ็นต์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

การอภิปรายครั้งนี้จะเกิดผลกระทบอะไรเพราะเป็นการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาล  ซึ่งการอภิปรายครั้งนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านย่อมสอบถามข้อสงสัยต่อรัฐบาลได้

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุถึงแนวทางการเข้าร่วมการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ของพรรคชาติไทยพัฒนาว่า ส่วนตัวในการทำงานเมื่อมีข้อสงสัยก็ต้องตอบ แต่บางทีการตั้งข้อสงสัยอาจดุเด็ดเผ็ดมันตามสไตล์ฝ่ายค้าน แต่ก็ต้องดำเนินการตามกรอบ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัย ก็พร้อมชี้แจง วันนี้จึงเป็นเวทีที่ใช้ถามตอบ จึงเห็นด้วยที่จะมีการอภิปรายเกิดขึ้น