ยุทธศาสตร์แข่ง ‘แลนด์สไลด์’ ก้าวไกลใช้เมืองล้อมป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540948

15 ม.ค. 2566

ยุทธศาสตร์แข่ง 'แลนด์สไลด์' ก้าวไกลใช้เมืองล้อมป่า

การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ยุทธศาสตร์ เมืองล้อมป่า ก้าวไกล ขอแบ่ง แลนด์สไลด์ จากเพื่อไทย พร้อมแข่ง’เลือกตั้ง’กับทุกพรรคการเมือง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล ขยายความนโยบาย “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” กับสื่อเครือเนชั่นว่า

“การเมืองดี” จะทำประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที, กระจายอำนาจโดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด, ปฏิรูปกองทัพด้วยการยกเลิกเกณฑ์ทหาร, ยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวงและระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมกับผลักดันกฎหมายจำเป็นเร่งด่วนทันที ทั้งสองส่วนนี้รวมๆ เรียกว่าพ.ร.บ. จั๊มสตาร์ทประเทศไทย  (Jump Start) ที่จะมีประมาณ 25-40 ฉบับ

นโยบาย “ปากท้องดี” จะปฏิรูปที่ดินซึ่งอยู่ในมือรัฐถึง 62% ให้เกษตรกรถือครองเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 1 ล้านราย เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ, ผลักดันหวยเอสเอ็มอีโดยผู้ซื้อสินค้าร้านเอสเอ็มอีหรือโชว์ห่วยมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล ซึ่งสามารถจูงใจธุรกิจขนาดเล็กเข้าสู่ระบบ ฯลฯ


นโยบาย “มีอนาคต” คือ สวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ ตกหล่น และไม่ทั่วถึง, การสร้างงานใหม่โดยปรับค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทและปรับทุกปี, ผลักดันเค้าโครงเศรษฐกิจใหม่สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจ, การศึกษาแนวใหม่ทั้งร่างหลักสูตรและแพลตฟอร์ม, การปฏิรูปสีเขียวหรือกรีนดีล เช่น การลดคาร์บอน, ขยายนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ฯลฯ

พิธา เผยความพร้อมการเลือกตั้งปี 66 จะใช้กลยุทธ์ “เมืองล้อมป่า” เป็นจุดแข็งเพื่อกระจายโอกาสคนจากล่างขึ้นบน ซึ่งพรรคได้ว่าที่ผู้สมัครดีมีประสิทธิภาพกว่าครั้งที่ผ่านมา เป็นการเมืองมาจากประชาชนไม่ได้มาจากทุนใหญ่ ซึ่งพรรคมียุทธศาสตร์รักษาเขตเดิมเพิ่มเติมเขตใหม่


สำหรับการย้ายพรรคอาจเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมืองไทยที่พรรคไหนจ่ายมากก็เปลี่ยนใจย้ายไปสังกัดซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นกับทุกพรรค ปรากฎการณ์นี้พิธามั่นใจว่าอาจเป็นโอกาสของผู้สมัครของพรรคมากกว่าได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นระบบนิเวศการเมืองไทยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดงูเห่า และยังบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า Banana Democracy หรือประชาธิปไตยแบบกล้วยๆ

ค้านแก้รัฐธรรมนูญปลดล็อค ‘วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540947

15 ม.ค. 2566

ค้านแก้รัฐธรรมนูญปลดล็อค 'วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ'

เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์ ค้าน’แก้รัฐธรรมนูญ’ ปลดล็อควาระดำรงจำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิน 8 ปีอาจก่อวิกฤติการเมืองอีก

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย แสดงความกังวลต่อความพยายามของ ส.ว.จำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจผลักดันแก้ รธน.ในมาตราว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่กำหนดไว้ 8 ปี ว่า

กติกาที่ห้ามนายกฯอยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปีนี้ คนที่เขียนกติกาคงจะต้องการเขียนขึ้นเพื่อป้องกันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วไม่ตรงกับปัญหาที่เป็นจริงของประเทศไทยเลยเพราะไม่มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนใดอยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปีแม้แต่คนเดียว

การเคลื่อนไหวเพื่อแก้รัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีสามารถอยู่ในตำแหน่งได้เกิน 8 ปีเป็นความพยายามที่จะทำให้พลเอกประยุทธ์สืบทอดอำนาจต่อไปให้ยาวที่สุด ไม่ได้คำนึงถึงหลักการอะไรทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าทั้งพลเอกประยุทธ์และพวกที่เสวยอำนาจมาด้วยกันจากการรัฐประหารไม่เคยมีความคิดที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนและเป็นพวก ไม่รู้จักพอ


การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุให้พลเอกประยุทธ์ครั้งนี้อาจทำให้บ้านเมืองวิกฤตและหากทำสำเร็จขึ้นมาพลเอกประยุทธ์กับพวกก็จะบริหารประเทศแบบไร้ประสิทธิภาพและทำให้ประเทศก้าวสู่หายนะยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

องอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค เชื่อว่าการที่สมาชิกวุฒิสภา  ส่วนหนึ่งมีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 เพื่อให้ไม่มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ 8 ปีว่า แม้แก้ไขไม่ทันในสภาชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระลงเร็วๆ นี้  ก็ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขไม่ให้จำกัดวาระนายกฯ แค่ 8 ปีในช่วงเวลานี้

การเสนอแก้โดย ส.ว. ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นการแก้เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมี ส.ว. คนหนึ่งระบุว่า ไม่ควรจำกัดวาระนายกฯ ไว้ 8 ปี เพราะนายกฯ เป็นคนดี ไม่ควรจะกำหนดวาระการทำงาน คนดีอยู่เกิน 8 ปีไม่เป็นไร


การที่รัฐธรรมนูญของไทย กำหนดให้นายกฯ มีวาระอยู่ 8 ปี เป็นเหตุผลของเราที่ไม่ต้องการให้ใครก็ตามเป็นนายกฯ ผูกขาดอำนาจนานเกินไป เพราะระยะเวลา 8 ปี ก็มากพอที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองตามสมควรอยู่แล้ว

ไม่ยกเลิก’แบล็คลิสต์’ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540942

15 ม.ค. 2566

ไม่ยกเลิก'แบล็คลิสต์' แก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้

‘พรรคชาติพัฒนากล้า’ ตอกย้ำแคมเปญ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวจากการทำธุรกิจ

ใบปลิวเงินกู้นอกระบบ ถูกแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อสื่อให้เห็นถึงดอกเบี้ยมหาโหด และแนวทางที่ประชาชนจะเข้าสู่ระบบเงินกู้ในระบบได้ โดยรัฐบาลต้องยกเลิกระบบสินเชื่อ ด้วยการใช้เกณฑ์แบล็กลิสต์บูโร และใช้ระบบเครดิตสกอร์จากดาต้าแทน


ตัวอย่างใบปลิวพรรคชาติพัฒนากล้าตัวอย่างใบปลิวพรรคชาติพัฒนากล้า

ด้านหน้าของใบปลิว เป็นข้อความที่เห็นจนชิน คือ เงินกู้ด่วน แต่เพิ่มเนื้อหา สำหรับคนติดแบล็กลิสต์ ส่วนด้านหลังเป็นรายละเอียดนโยบายว่า มีคนไทยติดแบล็กลิสต์กว่า 5.5 ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิดมีคนติดเพิ่มขึ้นหลายล้าน

บางคนติดเพราะส่งค่างวดช้าไปไม่กี่วัน บางคนใช้หนี้หมดแล้วแต่ก็ยังติดอยู่ ทำให้กู้ในระบบไม่ได้ เพื่อนำเงินมาหมุนหรือต่อยอดในการทำธุรกิจ สร้างความเดือดร้อนให้คนเป็นจำนวนมาก เพราะการกู้นอกระบบอย่างที่รู้กันว่าเจอดอกเบี้ยโหดแค่ไหน เงินที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยทั้งนั้น ยากที่จะลดต้นได้

นโยบาย ยกเลิกแบล็กลิสต์แล้วใช้ระบบ Credit Score แทน ของพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นระบบที่ใช้ข้อมูลในการชำระหนี้ประจำวันต่างๆ มาเป็นเกณฑ์ตัดสิน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ ใครมีประวัติดีก็ได้เครดิตดี สามารถกู้ได้มาก ใครเครดิตไม่ดีก็กู้ได้น้อย ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยและตอบโจทย์มากกว่าการติดแบล็กลิสต์ ซึ่งใครที่ติดแล้วเหมือนตกเหว ยากที่จะขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า นี่เป็นนโยบายแรกที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือด้านการเงินให้ประชาชนคนไทย โดยนโยบายจะทยอยออกมาทีละเรื่อง เพื่อให้คนไทยมี งานดี มีเงิน ของไม่แพง ซึ่งเป็นหัวใจของทุกเรื่อง เงินในกระเป๋าเขาต้องมีก่อน เรื่องอื่น ๆ ถึงจะตามมาได้

พรรคชาติพัฒนากล้าให้ความสำคัญกับตรงนี้ที่สุด ในทุกกลุ่มของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน คนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า SME หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสในการสร้างตัว

“วันพรุ่งนี้ (16 มกราคม) เวลา 10.00 น.จะนำคนที่ติดแบล็กลิสต์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยว่า การติดแบล็กลิสต์ มันเหมือนตกนรกทั้งเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นการสะท้อนว่าคนอีก 5.5 ล้านคน ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ถึงเวลาแล้วครับที่ การแก้ปัญหาต้องเปลี่ยนวิธี และรัฐบาลจะต้องกล้าที่จะทำ” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้ากล่าว 

โพลหนุนพรรคเล็ก’ควบรวมพรรค’ สู้เลือกตั้งบัตร2ใบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540930

15 ม.ค. 2566

โพลหนุนพรรคเล็ก'ควบรวมพรรค' สู้เลือกตั้งบัตร2ใบ

ผลสำรวจชี้ ควบรวมพรรค ไม่ใช่เรื่องเสียหาย นิด้าโพลหนุนจับคู่เหมาะสม มีโอกาสสูงสู้ศึก’เลือกตั้ง’แบบบัตรสองใบ

ผลสำรวจพรรคการเมืองขนาดเล็กและการควบรวมพรรค ของนิด้าโพล ทำการสำรวจระหว่าง วันที่ 9-12 มกราคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่องการตัดสินใจของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ในการเลือกตั้งภายใต้กติกาบัตร 2 ใบพบว่า

  • กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 46.26 ระบุว่า ควรเดินหน้าต่อด้วยการไปควบรวมกับพรรคการเมืองอื่น
  • ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ควรเดินหน้าต่อไปในนามพรรคการเมืองเดิม
  • ร้อยละ 15.34 ระบุว่า ควรยุติบทบาททางการเมือง

โดยในการควบรวมกับพรรคการเมืองอื่นนั้น   

  • ร้อยละ 61.55 (606คน)ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มจะเป็นพรรคขนาดใหญ่
  • ร้อยละ 27.39 ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มจะเป็นพรรคขนาดกลาง
  • และร้อยละ 11.06 ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กเหมือนกัน      


ส่วนการควบรวมทางการเมืองระหว่างกรณ์ จาติกวณิช กับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นพรรคชาติพัฒนากล้า พบว่า

  • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่เหมาะสมมาก
  • ร้อยละ 30.99 ระบุว่า การควบรวม ทำให้มีโอกาสได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า เป็นการควบรวมชั่วคราว เฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 14.50 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่ไม่เหมาะสมเลย

โดยกลุ่มตัวอย่าง ประมาณร้อยละ 5 ยังเห็นว่า ทั้งกรณ์ และสุวัจน์ ได้ประโยชน์ร่วมกัน จากการควบรวมพรรคการเมืองครั้งนี้

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อข่าวแนวโน้มการควบรวมทางการเมืองระหว่างพรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  กับ พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พบว่า

  • ร้อยละ 50.15 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่เหมาะสมมาก  ร้อยละ 31.76 ระบุว่า การควบรวมทำให้มีโอกาสได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 20.08 ระบุว่า เป็นการควบรวมชั่วคราว เฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เป็นการควบรวมพรรคที่ไม่เหมาะสมเลย

กลุ่มตัวอย่างยังมองว่าหากมีการควบรวมกันจริง จะเป็นการควบรวมที่พรรคไทยสร้างไทย และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ประโยชน์มากกว่า เล็กน้อย

ผลสำรวจเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองของนิด้าโพลผลสำรวจเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองของนิด้าโพล

หาเสียงอย่างเป็นทางการ เพื่อไทยลุย’ภาคอีสาน’วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540928

15 ม.ค. 2566

หาเสียงอย่างเป็นทางการ เพื่อไทยลุย'ภาคอีสาน'วันนี้

อุ๊งอิ๊ง เบิกฤกษ์ แคนดิเดตนายกฯ ขึ้นเวทีหาเสียง ที่เมืองหลวง’เพื่อไทย’ ภาคอีสาน เย็นวันนี้ ไม่สนยุบสภาหรือไม่

กิจกรรม ครอบครัวเพื่อไทย  : อีสานยามใด๋ เพื่อไทยทอนั่น  ที่ อุดรธานีวันนี้  ก่อนปราศรัยใหญ่เวลา 16.30 น. ที่ทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง ทีมครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ที่ อำเภอบ้านดุง และ อำเภอเพ็ญ  เพื่อนำเสนอนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศเอาไว้  รวมทั้งรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนก่อน

ส่วนการปราศรัยใหญ่เย็นนี้นอกจากแกนนำอย่าง ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  สุทิน คลังแสง  รองหัวหน้าพรรค และอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏรแล้ว  ยังถือเป็นการปราศรัย บนเวทีกลางแจ้งครั้งแรก ของแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย  เป็นการเตรียมการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของ ประเทศไทย หลังจากโพลยกให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ

กำหนดการปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อุดรธานีกำหนดการปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อุดรธานี

แม้หลายฝ่ายจะมองว่า อุดรธานี เป็นเมืองหลวงทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน เพราะชนะเลือกตั้งยกจังหวัดหลายสมัย แต่พรรคเพื่อไทย ไม่รู้สึกว่าพื้นที่ใดหรือจังหวัดใดสำคัญมากหรือน้อยกว่า  ทุกจังหวัดมีความสำคัญสำหรับการทำงานทางการเมืองของพรรคเท่าเทียมกัน  

หลังการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ที่อุดรธานี แล้วจะมีการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคกลาง อีสานใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนกว่าจะมีการยุบสภา

เมื่อมีการยุบสภาแล้ว พรรคเพื่อไทยจะจัดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศคิกออฟนโยบายชุดใหญ่ เป็นนโยบายในโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 

เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือการมุ่งเป้าที่การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์  เพื่อเอาชนะกติกาที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  วางไว้ให้ได้ 

“สุวัจน์” เผยชาติพัฒนากล้า เปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540922

14 ม.ค. 2566

"สุวัจน์" เผยชาติพัฒนากล้า เปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน

“สุวัจน์” เผยชาติพัฒนากล้า เตรียมเปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน เน้นทุกคนมีงาน มีเงิน ของไม่แพง สร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

วันที่ 14 มกราคม 2566 ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเปิดงานวันเด็กแห่งชาติของจังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวกับการจัดทำนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ว่าได้มีการมีการพูดคุยแล้วปรับปรุงนโยบายพรรคให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยได้มีการหารือกับนักวิชาการ ภาคธุรกิจ พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ร่างนโยบายเสร็จแล้ว แต่ว่าขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจําจังหวัด ตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วก็ตามคําแนะนําของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

ฉะนั้น พรรคเตรียมที่จะจัดงานในการที่จะรับฟังความคิดเห็นสําหรับร่างนโยบายแล้วก็เปิดสู่สาธารณะ คาดว่าฤกษ์ตรุษจีนน่าที่จะเป็นฤกษ์ดี ตรุษจีนเป็นอะไรที่สะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอย การกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นหลังตรุษจีน พรรคชาติพัฒนากล้าก็จะนําเสนอร่างนโยบายที่แล้วเสร็จ ซึ่งนโยบายหลักของชาติพัฒนากล้า เราก็พูดมานานแล้วว่าต้องการที่จะจัดทํานโยบาย ที่นําไปสู่ความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไปคลายทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน 

ดังนั้น ถ้าถามว่าวันนี้ สถานการณ์การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึง ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง ที่อยู่ในความต้องการของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าผลกระทบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากโควิดและสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเรื่องของรายได้ ในเรื่องของสินค้าราคาแพง ในเรื่องของงานของแต่ละบุคคล หรืองานของผู้ประกอบการแต่ละท่าน ซึ่งได้รับผลกระทบมาก

“พรรคมีความมุ่งมั่นที่จะจัดการในการแก้ไขปัญหา ถ้าได้รับโอกาสในเมื่อมีการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคได้ทํานโยบายที่เน้นเศรษฐกิจ ที่จะนําไปสู่การมีเงิน การมีงาน และของต้องไม่แพง ฉะนั้น หัวใจ ของนโยบายเศรษฐกิจของชาติพัฒนากล้า คือ ทุกคนมีงานทำ ทุกคนมีเงิน และทุกคนไม่ได้รับผลกระทบจากสินค้าที่มีราคาราคาแพง คือ ของต้องไม่แพง”

“แนวคิดของนโยบายที่จะนําเสนอ เราบอกว่าทุกคนต้องมีงานทํา เราก็จะนําเสนอนโยบายในการที่จะสร้างแพลตฟอร์ม พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เราเรียกว่า spectrum economy แบ่งเศรษฐกิจตามเฉดสี เช่นนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว หรือยานยนต์ไฟฟ้า รถไฟฟ้า คาร์บอนเครดิต ที่จะมาสร้างงานใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย

ต้องครอบคลุมผลประโยชน์ของทุกอาชีพที่จะได้รับแล้วก็ครอบคลุมทรัพยากรวัตถุดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ที่เป็นจุดแข็ง รวมในเรื่องของสินค้าเกษตร สินค้าสีเขียว ซึ่งเรายังมีรายได้ไม่เพียงพอ พี่น้องเกษตรกรยังยากจน สินค้าเกษตรราคายังไม่ดีนัก จะทำอย่างไรที่จะนําในเรื่องของการแปรรูปอุตสาหกรรม เทคโนโลยีมาใช้ แล้วเปลี่ยนสินค้าเกษตร แทนที่เราจะส่งเป็นวัตถุดิบอย่างเดี่ยว แต่เปลี่ยนส่งออกให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี อุตสาหกรรมเข้ามา และทำให้มีผู้ประกอบและคนมีงานทำมากขึ้น อย่างนี้ถือว่าเป็นเศรษฐกิจสีเขียว Green Economy เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้า เป็นเรื่องของนโยบายทางด้านการเกษตร ฉะนั้น ในนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า จะมีความหลากหลายของเศรษฐกิจ”นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่าขณะเดี่ยวกันเรามีจุดแข็งของประเทศไทยคือ เรื่องของ Soft power วัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว อันนี้จะเป็นเศรษฐกิจอีกสีหนึ่งที่จะเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ โดยการใช้พื้นฐานทางด้าน soft power ต่างๆ มาสร้างให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างให้เกิดงานใหม่ๆ ในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ให้ทุกคนมีเงินนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทุกคนมีหนี้ 

ทําอย่างไรที่จะจัดการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ทุกคนชะลอการชําระหนี้แล้วก็มีฐานที่จะนําเงินใหม่ๆ เข้ามาเพื่อที่จะได้ไปสร้างอาชีพแล้วก็นํารายได้ใหม่ๆ เข้ามาและเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความเหมาะสม ที่ไม่ไปกระทบภาพรวมของรายได้ของประเทศ แต่ว่าทุกคนจะมีภาระในการจ่ายภาษีน้อยลงคือ การมีเงินมากขึ้น ตอนนี้ทุกท่านประสบปัญหาในเรื่องของสินเชื่อ ที่ผ่านมามีวิกฤตเศรษฐกิจ จ่ายหนี้ไม่ตรงเวลาอะไรบ้างก็คือ ถูกติดแบล็คลิสต์ (Blacklist) ที่เรียกว่า Blacklist บูโร ทําให้โอกาสในการที่จะได้สินเชื่อหรือโอกาสที่จะได้เงินก้อนใหม่มาต่อยอดไม่ได้ เราก็คิดว่าควรที่จะต้องปรับระบบของ Blacklist บูโร ให้เป็น Credit Score (เครดิตสกอริ่ง) หมายความว่ายังมีสินเชื่อตามกําลังเครดิตของคุณที่มีอยู่

และในเรื่องของการที่จะสร้างโอกาส ในการที่ทุกคนจะกลายเป็นนักธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น คือ การสร้างเถ้าแก่ การสร้างโอกาสในการเป็นนักธุรกิจ ใครอยากเป็นลูกจ้าง ใครอยากทํางานก็ทํา แต่ถ้าเกิดคุณอยากจะเป็นนักธุรกิจ เราจะมีโครงสร้างทางธุรกิจ โครงสร้างเรื่องของเงินทุนในการที่จะทําให้ท่านได้ขึ้นมาเป็นนักธุรกิจ และมีงานทำ

และในเรื่องนโยบายของไม่แพงนั้น ตัวหลักที่สําคัญ ที่นําไปสู่ของแพง คือ เรื่องของพลังงาน เพราะพอพลังงานแพง แก๊สแพง แก๊สหุงต้มแพง น้ํามันแพง ก็ทําให้ค่าขนส่งแพง ทําให้วัตถุดิบแพง เป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ฉะนั้น ของจึงแพง ต้องถือว่าพลังงาน คือ ต้นทุนของสินค้า ถ้าทำให้ราคาพลังงานถูก สินค้าก็ราคาถูก ถ้าพลังงานแพง สินค้าก็ราคาแพง

“ผมคิดว่านโยบายของพรรคชาติกล้า จะสามารถตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน และหลังตรุษจีนจะเปิดตัว”นายสุวัจน์ กล่าว

“ปชป.” จัด ‘ฟัง- คิด-ทำ’ เวิร์คช้อป คนรุ่นใหม่กับโซเชียลมีเดียเพื่อการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540918

14 ม.ค. 2566

“ปชป.” จัด ‘ฟัง- คิด-ทำ’  เวิร์คช้อป คนรุ่นใหม่กับโซเชียลมีเดียเพื่อการเมือง

ยุทธศาสตร์ กทม. ปชป. จัด ฟัง-คิด-ทำ เวิร์คช้อป คนรุ่นใหม่กับโซเชียลมีเดียเพื่อการเมือง เน้นเสนอนโยบาย สร้างสรรค์ ไม่ปั้นข่าวลวง

วันที่ 14 ม.ค.2566 ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน ฟัง-คิด-ทำ : เวิร์คช้อป “เยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่กับโซเชียลมีเดียเพื่อการเมือง” ที่ ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์

โดยมีเยาวชน หนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมกันเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการสื่อสารทางการเมือง สำหรับสร้างความเข้าใจและเผยแพร่นโยบายของพรรคให้กับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคปชป. กทม. ได้กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเราทุกคน เมื่อมันมาเกี่ยวข้องกับเราแล้ว เราจะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเรา ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เชื่อว่ายังคงมีต่อไปในอนาคตด้วย เพราะจะมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นกิจกรรมในวันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับการทำงานทางการเมืองและงานอื่น ๆ ด้วย เพราะนอกจากนำไปใช้เพื่องานทางการเมืองแล้วยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เพราะโซเชียลมีเดียในปัจจุบันกลายเป็นสื่อที่สำคัญสำหรับสร้างความรู้ความเข้าใจ และนำไปสู่การสร้างแนวร่วมทางการเมืองได้ หากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ขณะนี้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หรือจะรณรงค์เรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ขับรถอย่างปลอดภัย เราไม่ได้นำเอกสารไปเดินแจกคนขับรถ แต่ทุกวันนี้ได้ทะลุทะลวงมายังโทรศัพท์ของคนจำนวนมาก ซึ่งโซเชียลมีเดียก็ถือว่าสื่อที่ให้ประโยชน์และมีความสำคัญกับชีวิตเรา

แต่ทุกเรื่องเมื่อมีคุณก็มีโทษ มีมิจฉาชีพเข้ามาอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน ดังนั้นการได้มาสัมผัสความรอบรู้ใหม่ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราทุกคน” นายองอาจ กล่าว

“ปชป.” จัด ‘ฟัง- คิด-ทำ’  เวิร์คช้อป คนรุ่นใหม่กับโซเชียลมีเดียเพื่อการเมือง

“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540915

14 ม.ค. 2566

“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง

“สุวัจน์” ร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ขอให้มุ่งมั่นเรียน มีกีฬาในหัวใจ และมีคุณธรรม ฝากผู้ใหญ่ช่วยกันสร้างภาวะแวดล้อมที่ดีให้เยาวชนเพื่อสร้างจินตนาการที่ถูกต้อง

วันที่ 14 มกราคม 2565 เวลา 10.30 น. ณ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ภายใต้คอนเซ็ปท์ THE MALL KORAT KIDS FUNTASIA จัดโดยเทศบาลนครนครราชสีมา ร่วมกับเดอะมอลล์โคราช,มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, korat Free Play ,สถานบันการศึกษา,หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อสร้างความสุข ความสนุนสนาน ส่งเสริมการเรียนรู้ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาด้านต่างๆ

โดยมี นายภูมิสิทธิ์ วังคีรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ผู้อำนวยการศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเดอะมอลล์ราชสีมา จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารส.ทและส.จ.พรรคชาติพัฒนากล้า

นายสุวัจน์ กล่าวว่า วันนี้บรรยากาศคึกคัก มีผู้ใหญ่ใจดีส่วนราชการ ภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดงานวันเด็ก ซึ่งเป็นวันที่มีความสําคัญ เพราะว่าเด็กๆ ทุกคนคือ อนาคตของประเทศ อนาคตของจังหวัด อนาคตของครอบครัว ในวันเด็กนั้นนอกเหนือจากหน้าที่ของเด็กๆ แล้ว ก็มีหน้าที่ของผู้ใหญ่ เพราะว่าเด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีก็ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง

“ฉะนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ใหญ่ก็ควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดี ในการที่จะทําให้เด็กๆ มีจินตนาการ มีความใฝ่ฝัน มีชีวิตเขาว่าเขาอยากจะเป็นอะไร อาทิ อยากจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อยากเป็นครู อยากเป็นนักกีฬาดัง ๆ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ทุกคนมีความฝันที่แตกต่างกัน แต่ขอให้เป็นความฝันที่ถูกต้อง เป็นความฝันที่ดี ซึ่งผู้ใหญ่ต้องช่วยกันสร้างสภาวะแวดล้อมดีๆ เพื่อให้เด็กๆมีจินตนาการที่ถูกต้อง มีความใฝ่ฝันที่ดี”

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่าง เมื่อเช้าตนเห็นข่าว น้องกุ๊บกิ๊บตื่นตั้งแต่ตีห้าไปเข้าคิวหกโมง แล้วก็ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ที่เป็นเก้าอี้จริงๆ ก็ทําให้เด็กเขามีความใฝ่ฝัน ต่อไปถ้าเขาจะต้องเติบโตต่อไป เพื่อทําอะไรต่อไปให้กับบ้านเมือง

วันเด็กแห่งชาติก็อยากจะให้เป็นวันที่ผู้ใหญ่ได้ช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้บรรยากาศของประเทศ บรรยากาศของจังหวัด บรรยากาศของครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ทําให้เด็กมีจินตนาการ มีความฝันที่เขาอยากจะเติบโต

ขณะเดียวเด็กๆ ก็มีหน้าที่อยู่ 3 ประการ คือ

  1. ต้องเรียนหนังสือเพราะเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความสําเร็จ
  2.  สุขภาพต้องแข็งแรง ต้องเล่นกีฬา มีกีฬาในหัวใจ มีจิตใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะให้อภัยกัน 
  3. มีคุณธรรม เพราะคุณธรรมจะทําให้นําร่างกายดีๆ บวกกับความรู้ดีๆ ไปสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่าถ้าเด็กฝันอยากเป็นนักการเมือง ต้องทำอย่างไร คือ ตอนนั้นนักการเมืองก็ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ สร้างการทํางาน สร้างคุณภาพที่ถูกต้อง เพื่อให้ความใฝ่ฝันของเด็กนั้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และให้เด็กๆ เห็นภาพของนักการเมืองที่ควรจะเป็น นักการเมืองที่จะต้องทําทั่วประเทศ นักการเมืองที่ต้องเสียสละ นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ แล้วเด็กๆ ก็จะมีจินตนาการของเขา แล้วสักวันหนึ่งเมื่อเขาไปเป็นนักการเมืองตามจินตนาการแล้วเขาก็จะเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ

ฉะนั้น ถ้าเด็กอยากเป็นนักการเมือง ถ้าผู้ใหญ่ได้ช่วยกันสร้างบรรยากาศของการเมือง บรรยากาศของเป็นนักการเมืองที่ดีให้แก่เด็กๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี คือ ทุกอาชีพที่เด็กๆ อยากเป็น อาทิ อยากเป็นครู เป็นนักกีฬา เป็นนักฟุตบอล เป็นนักเทนนิส เป็นนักวอลเลย์บอล ผู้ใหญ่เราสามารถช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับเด็กๆ และเมื่อเด็กเขาไปถึงเป้าหมายแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานวันเด็กแห่งชาติในปี 2566 มีกิจกรรมสนุกๆมากมาย สำหรับน้องๆ หนูๆ ฟรีตลอดงาน อาทิ บ้านลิงลมยักษ์ ถ่ายภาพกับบรรดาเหล่าฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ การวาดภาพระบายสี กิจกรรม Family Club การแสดงโชว์ของเด็กและเยาวชน ฯลฯ พร้อมของขวัญแด่หนูๆ มากมาย

“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง
“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง
“สุวัจน์” ฝาก “ผู้ใหญ่”ในบ้านเมือง ช่วยสานฝันให้ของเด็กๆให้เป็นจริง

เบื้องลึกจม.บิ๊กป้อม ถึง บิ๊กตู่ เผยฝ่าย เสธ. แย้งแล้วผิดแนวทางชายชาติทหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540913

14 ม.ค. 2566

เบื้องลึกจม.บิ๊กป้อม ถึง บิ๊กตู่ เผยฝ่าย เสธ. แย้งแล้วผิดแนวทางชายชาติทหาร

เบื้องลึกปม “ประวิตร” โพสต์ จม.เปิดใจกระทบ “ประยุทธ์” ทั้งที่ “ฝ่าย เสธ.” แย้ง หวั่นผิดแนวทาง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ของชายชาติทหาร คาด “อันวาร์-นิพิฏฐ์” เบื้องหลังร่าง จม.หวังดิสเครดิต “บิ๊กตู่”

รายงานจากพรรคพลังประชารัฐ แจ้งถึงกรณีจดหมายเปิดใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ภายในพรรคพลังประชารัฐมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงจดหมายเปิดใจดังกล่าวพอสมควร เนื่องจากไม่เชื่อว่า ข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร ที่โดยปกติจะพยายามยืนยันในความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และพี่น้อง 3 ป.

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2FGen.PrawitWongsuwon%2Fposts%2Fpfbid09HAtmjvXzn2vjJFZuJiTrzPDY2agrX5wJbEVULShUQHhZ8WGwg9G63WHda7EwkwXl&width=500&show_text=true&height=814&appId

แม้ในช่วงที่มีกระแสข่าวขัดแย้งกันก็ตาม จึงคาดว่าเป็นฝีมือของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใหม่ๆที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ มากกว่าจะเป็นทีมงานเก่าที่อยู่กับพรรค และทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับแฟนเพจเฟซบุ๊ก “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่ลงข้อความกระทบไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ นั้นอยู่ในความดูแลของทีมประชาสัมพันธ์พรรคพลังประชารัฐ ที่ผ่านมา ก็ผลิตคอนเทนท์เกี่ยวกับผลงานของ พล.อ.ประวิตร เท่านั้น เพิ่งมีการโพสต์เกี่ยวกับประเด็นการเมืองเป็นครั้งแรก

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาจากทีม นายอันวาร์ สาและ อดีต ส.ส.ปัตตานี หรือ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เพราะที่ผ่านมา นายอันวาร์ และนายนิพิฏฐ์ มีทัศนคติอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน รวมทั้งมีเป้าหมายให้การลดความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีคะแนนนิยมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของทั้งคู่ด้วย

“ก่อนจะเผยแพร่ข้อความใดๆ ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” ต้องมีการขออนุมัติจาก พล.อ.ประวิตร ทุกครั้ง ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร จะมอบให้ ฝ่าย เสธ.เป็นผู้พิจารณา แต่สำหรับจดหมายเปิดใจดังกล่าวมีฝ่าย เสธ.ของ พล.อ.ประวิตร ทักท้วงว่าจะผิดแนวทางชายชาติทหาร ที่ปลูกฝังกันว่า ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน จึงได้แสดงความไม่เห็นด้วย แต่สุดท้าย พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้ทัดทาน และปล่อยให้เผยแพร่ จนเป็นประเด็นขึ้นมา” แหล่งข่าว ระบุ

ทั้งนี้ในส่วนของทีมงานด้านประชาสัมพันธ์ของพล.อ.ประวิตร ที่ที่งในส่วนของฝ่ายการเมืองที่มีหลายกลุ่ม และยังมีในส่วนของฝ่าย เสธ.ที่มีทั้งอดีตนายทหาร และนายทหารในราชการช่วยดูแลอยู่ ส่งผลให้ไม่สามารถกำกีลการสื่อสารในทิศทางเดียวกันได้ทั้งหมด เห็นได้ชัดจากกรณีจดหมายเปิดใจที่เผยแพร่ผ่านแฟนเพจ “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่ พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหนึ่งในฝ่าย เสธ.ของ พล.อ.ประวิตร ออกมาระบุว่า เพจปลอม ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงในภายหลังเมื่อได้ตรวจสอบแล้วว่าออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากทีมฝ่ายการเมืองไม่ได้แจ้งมาก่อน และเพจดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความดูของฝ่าย เสธ.

รายงานข่าวแจ้งต่อไปว่า ขณะนี้บรรยากาศภายในพรรคพลังประชารัฐ มีการแข่งขันในระดับแกนนำพรรคค่อนข้างสูง เพราะมีทีมฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มที่พยายามสร้างผลงานทั้งด้านการทำพื้นที่ และด้านการประชาสัมพันธ์งานของพรรคให้เข้าตา พล.อ.ประวิตร เพื่อให้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานมากขึ้น ซึ่งก็จะได้รับงบประมาณตามภารกิจเพิ่มขึ้นด้วย

โดยเฉพาะงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ ที่ตามปกติพรรคพลังประชารัฐตั้งงบประมาณไว้ค่อนข้างสูง และเชื่อว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นหลายเท่าตัว จึงทำให้ทุกกลุ่มการต้องการแย่งชิงงบประมาณดังกล่าวมาบริหารจัดการ เพราะถือเป็นงบประมาณในทางลับที่ตรวจสอบได้ยาก

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เดิมทีผู้ที่ดูแลงานด้านประชาสัมพันธ์เป็นหลักให้กับพรรค เป็นทีมของของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ที่ดูแลในส่วนกลาง รวมถึง นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ดูแลในระดับพื้นที่

แต่ปรากฎว่า ผลงานไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร ทำให้กลุ่มอื่นมองว่า เป็นจุดอ่อน จึงเสนอให้พล.อ.ประวิตร เปลี่ยนผู้รับผิดชอบใหม่ โดยมีทีมของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ที่สนับสนุนในส่วนของสื่อโซเชี่ยลมีเดียมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีทีมของ นายอันวาร์ และนายนิพิฏฐ์ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวมาร่วมงานกับพรรคได้ร่วมเสนอแผนการประชาสัมพันธ์พรรคให้ พล.อ.ประวิตรรับฟัง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ก็ได้เปิดโอกาสให้ นายอันวาร์ และนายนิพิฏฐ์ ได้แสดงผลงานก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง.

‘ก้าวไกล’ พร้อมจับมือ ‘เพื่อไทย’ ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540911

14 ม.ค. 2566

'ก้าวไกล' พร้อมจับมือ 'เพื่อไทย' ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

“พิธา” เผยกับสื่อเครือเนชั่นพรรคก้าวไกลพร้อมร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรฝ่ายค้านเดิม มั่นใจเสียงรวมกันเกิน 375 แน่นอน และยืนยันไม่ขอสังฆกรรมพลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ

พรรคก้าวไกลพร้อมร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรฝ่ายค้านเดิม โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล บอกเหตุผลกับสื่อเครือเนชั่นว่า สามารถแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างด้านนโยบายกับเพื่อไทยได้ มั่นใจเสียงรวมกันเกิน 375 แน่นอน

'ก้าวไกล' พร้อมจับมือ 'เพื่อไทย' ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

และยืนยันไม่ขอสังฆกรรมกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติตั้งรัฐบาล

นายพิธาระบุว่า เป้าหมายประมาณการที่พรรคก้าวไกลหวังผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้รับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตจากทุกภาค ประมาณ 112 เขต กรุงเทพมหานคร (กทม.) อีก 33 เขต รวมทั่วประเทศ 145 เขต

'ก้าวไกล' พร้อมจับมือ 'เพื่อไทย' ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

ยกตัวอย่างรายภาค เช่น ภาคเหนือ 27 ที่นั่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40 ที่นั่ง ภาคกลางและตะวันออก 36 ที่นั่ง กทม.และปริมณฑล 19 ที่นั่ง เฉพาะ จ.สมุทรปราการคาดว่าจะได้ 7 ที่จาก 8 เขต และภาคใต้ 10 ที่นั่ง 

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงเป้าหมาย แต่ตัวเลขจริงพรรคก้าวไกลคงได้ สส.ต่ำกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานนั้นถือเป็นสนามหิน เนื่องจากเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยที่หวังคะแนนเสียงจาก 132 เขตเลือกตั้ง ให้เกิดแลนด์สไลด์ หรือชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ขณะเดียวกันยังมีภูมิใจไทยที่จะเป็นตัวแบ่ง สส.ที่สำคัญอีกพรรค

'ก้าวไกล' พร้อมจับมือ 'เพื่อไทย' ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

สำหรับการเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคก้าวไกลได้วางยุทธศาสตร์ไว้ 2 ระดับ คือ ระดับชาติและระดับพื้นที่ ซึ่ง ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยสื่อเครือเนชั่นว่า ก้าวไกลมุ่งทำงานระดับพื้นที่เพื่อให้เข้าเป้ามากที่สุดซึ่งช่วงที่ผ่านมาว่าที่ผู้สมัครและคณะทำงานได้ลงพื้นที่ขายนโยบายให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ เช่น นโยบายปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ สวัสดิการถ้วนหน้า การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กแรกเกิด ฯลฯ  

จากการเกาะติดพื้นที่ทำให้พรรคก้าวไกลมั่นใจว่าคะแนน สส.แบบแบ่งเขตจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้ง โดยที่ Money Politics หรือการใช้เงินในทุกรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ ไม่ว่าการดูดผู้สมัคร หรือการใช้กระสุนทางการเมืองในการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยบวกต่อพรรค เนื่องจากในการลงพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัครของพรรคและทีมงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 พบว่าความนิยมของพรรคก้าวไกลเป็นบวก โดยเฉพาะจากการทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้ สก. ถึง 14 ที่นั่ง  

'ก้าวไกล' พร้อมจับมือ 'เพื่อไทย' ตั้งรัฐบาล หวังสูงชนะ 145 เขต

“พรรคไม่กังวลเรื่องบัตร 2 ใบ บางเขตถือเป็นโอกาสมากกว่าวิกฤต มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ สส.เขตเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยมีปัจจัยหลัก คือ ความนิยมต่อพรรค ทั้งการทำงานที่เป็นจริงและนโยบายจับต้องได้” เลขาธิการพรรคก้าวไกลระบุ

แน่นอนว่าการเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคฝั่งประชาธิปไตยอย่างก้าวไกลจะต้องแข่งเดือดกับพรรคเพื่อไทยที่หวังผลแบบแลนด์สไลด์หรือผลชนะอย่างถล่มทลายเพื่อคว้าโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงคาดการณ์กันว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือโหวตเตอร์จำนวนไม่น้อยอาจตัดสินใจเลือกผู้แทนฯ แบบยุทธศาสตร์ หรือเทคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาด โดยเฉพาะเพื่อไทยซึ่งหวังฐานเสียงจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เอือมระอากับการบริหารประเทศของพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมอย่างพลังประชารัฐและพันมิตรในปัจจุบัน

ประเด็นนี้ พิธาอธิบายว่า ประชาชนจะตัดสินใจเลือกตั้งอย่างมีความหวัง คงไม่เลือกเพราะความกลัว จึงมั่นใจว่าประชาชนจะให้น้ำหนักในการเลือกผู้นำประเทศมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าพิธาจะเป็นผู้ถูกเสนอชื่อในนามก้าวไกลเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หรือ “นิด้าโพล” ครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2565 ซึ่งเป็นการสำรวจรายไตรมาสพบว่าบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ร้อยละ 34 เป็น “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย 

ขณะที่อันดับ 2 ร้อยละ 14 เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เพิ่งประกาศตัวในนามพรรครวมไทยสร้างชาติขอพาประเทศไปต่อ และอันดับ 3 ร้อยละ 13 เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยส่วนหนึ่งของผลสำรวจในครั้งนี้ประชาชนระบุความต้องการให้โอกาส “คนรุ่นใหม่” ที่มีวิสัยทัศน์เข้ามาบริหารประเทศ

ทั้งนี้ กกต.ประกาศเขตเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศรวม 400 เขต จำนวน สส. 400 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 39 คน จากเดิม 33 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 132 คน จากเดิม 116 คน ภาคกลาง 122 คน จากเดิม 106 คน (รวม กทม. 33 คน) ภาคตะวันออก 29 คน จากเดิม 26 คน ภาคตะวันตก 20 คน จากเดิม 19 คน ภาคใต้ 58 คน จากเดิม 50 คน