มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.’แบ่งเขตเลือกตั้ง’ ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540322

07 ม.ค. 2566

มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.'แบ่งเขตเลือกตั้ง' ได้

ประเทศไทย ขยับเข้าใกล้ ‘เลือกตั้ง’ อีก หลังสำนักทะเบียน ประกาศจำนวนประชากรไทย สิ้นปี 2565 กกต.เดินหน้า แบ่งเขตเลือกตั้งได้แล้ว

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565  ตามมาตรา 45 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร 2534  ประกาศจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร  แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ

โดยพบว่าทั่วประเทศมีจำนวนราษฎร รวมทั้งสิ้น    จำนวน  66,090,475 คน   เป็นสัญชาติไทย  จำนวน 65,106,481 คน  แบ่งเป็นชาย จำนวน      31,755,072 คน  หญิง จำนวน 33,351,449 คน และจำนวนราษฎรไม่ได้สัญชาติไทย  983,994 คน  แบ่งเป็นชาย 515,583 คน หญิง 468,411 คน   โดยกรุงเทพมหานคร  มีจำนวนราษฎรมากที่สุด  5,494,936 คน

ข้อมูลประชากร ณ สิ้นปี 2565ข้อมูลประชากร ณ สิ้นปี 2565มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.'แบ่งเขตเลือกตั้ง' ได้มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.'แบ่งเขตเลือกตั้ง' ได้

แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ที่เคยระบุว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องรอประกาศ จำนวนประชากรจากกระทรวงมหาดไทย  บอกกับคมชัดลึกว่า การคำนวณส.ส.เขตจะคิดจากจำนวนประชากรที่มีสัญชาติไทย หารด้วยจำนวนเขตเลือกตั้ง ตามระบบแบ่งซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีส.ส.เขตทั้งสิ้น 400 เขต คิดเป็นสัดส่วนจำนวนราษฎร162,766คน ต่อ ผู้แทนฯ 1 คน 

โดยมีหลักเกณฑ์อื่นๆดังนี้คือ


-จังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่านี้ ให้มี ส.ส. เลย 1 คน โดยทั้งจังหวัดถือเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง

-จังหวัดที่มีประชากรเกินจำนวนนี้ ให้มี ส.ส. ได้ 1 คน ทุกๆ จำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์

– ถ้าจัดสรรตาม 2 ข้อแรกแล้ว ส.ส. ยังไม่ครบ 400คน จังหวัดที่เหลือเศษจำนวนประชากรมากที่สุดจากข้อ 2 ได้ ส.ส. เพิ่ม 1 คน เรียงลำดับไปเรื่อยๆ

-การแบ่งเขตเลือกตั้งภายในจังหวัด ต้องจัดให้แต่ละเขตมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน

– อยู่ในอำเภอเดียวกัน แต่คนละตำบล อาจอยู่คนละเขตเลือกตั้งก็ได้

ข้อมูลประชากรที่มีสัญชาติไทย ณ สิ้นปี ปฏิทิน ก่อนมีการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้ กรุงเทพมหานครมีผู้แทนราษฎรได้ 33 คน  ระนองมีผู้แทนราษฎรได้ 1 คน  ขณะที่ยังต้องติดตามผลกระทบจากการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ในแต่ละพื้นที่ 

กระชากหน้ากากคนดี รัฐบาลชอบใช้ ‘วิธีเฉพาะเจาะจง’ จัดซื้อจัดจ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540445

07 ม.ค. 2566

กระชากหน้ากากคนดี รัฐบาลชอบใช้ 'วิธีเฉพาะเจาะจง' จัดซื้อจัดจ้าง

อดีตอธิบดีดีเอสไอ เทียบสถิติ ประมูลงานภาครัฐ พบว่ารัฐบาลมีการ ‘จัดซื้อจัดจ้าง’ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงมากเป็นพิเศษ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติอดีตอธิบดีดีเอสไอ โพสเฟสบุคตั้งข้อสังเกต รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีการจัดซื้อจัดจ้างโดย วิธีเฉพาะเจาะจงมากกว่าปกติ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พบว่าใช้วิธีซื้อวิธีเจาะจงมากถึง 97.45 % e-Bidding เพียง 2.55% เท่านั้น 

เช่นเดียวกับกรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มีข่าวฉาวโฉ่ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในปี 2564 รวม 2,207 โครงการ มูลค่า 19,554 ล้านบาท แบ่งเป็นวิธีเฉพาะเจาะจงมากถึง 1,353 โครงการ หรือ 61.30% เปรียบเทียบกับวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือ e-Bidding ที่มีเพียง 305 โครงการ หรือ 15.86%

พระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายออกในยุค รัฐบาลเผด็จการ คสช. ที่การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุอาจกระทําได้ 3 วิธี ได้แก่

  1. วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป
  2. วิธีคัดเลือก และ
  3. วิธีเฉพาะเจาะจงได้แก่ การที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติ ตรงตามเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกําหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอ หรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุกับผู้ประกอบการโดยตรงในวงเงินเล็กน้อยตามที่กําหนดในกฎกระทรวง …

การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ให้หน่วยงานของรัฐเลือกใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปก่อน คือ เจตนารมณ์ต้องการใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือ อีบิดดิ้ง ( e-Bidding ) ส่วนวิธีการคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นข้อยกเว้นต้องใช้ให้น้อยที่สุด  แต่กลับถูกนำมาใช้ในการเปลี่ยนชื่อป้ายสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ที่มีมูลค่า 33 ล้านบาท จากการตั้งงบประมาณราคากลางไว้ 34 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นเรื่องความเร่งด่วน แสดงว่าต่อรองราคาได้มากถึง 1 ล้านบาท

ในการบริหารงานพัสดุภาครัฐ การป้องกันการ ฮั้วประมูล การป้องกันการรวมหัวกัน-สมยอมกันในการเสนอราคาไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์การประกวดราคาประมูลงานระหว่างรัฐกับพ่อค้านำเงินทอนไปแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน รัฐควรจะเลือกใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือ อีบิดดิ้ง ( e-Bidding ) จึงจะทำให้ประชาชนสบายใจมากกว่า



ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการบังคับใช้กฎหมายมายาวนาน อยากจะให้ข้อคิดเพื่อเตือนสติกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไว้ประการหนึ่งว่า ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 มีบทกำหนดโทษไว้สูงถึง จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท

ในยุครัฐบาล หน้ากากคนดี…แปดเปื้อน วิธีเฉพาะเจาะจงได้ถูกนำไปใช้อย่างไม่สุจริตมีพฤติการณ์ส่อไปทางทุจริต รัฐบาลปล่อยปะละเลยให้หน่วยงานของรัฐเลือกทำการจัดซื้อจัดจ้างที่ขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย และโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีลักษณะ ไม่คุ้มค่า ราคาไม่เหมาะสม ไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และยังตรวจสอบไม่ได้ในขณะนี้

พรรค ‘ก้าวไกล’ ฝันเปลี่ยนกรุงเทพฯเป็นสีส้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540438

07 ม.ค. 2566

พรรค 'ก้าวไกล' ฝันเปลี่ยนกรุงเทพฯเป็นสีส้ม

ตั้งเป้า กวาด 70 เก้าอี้ส.ส. จากการ ‘เลือกตั้ง’ 28 มกราคมนี้ พรรคก้าวไกลเปิดนโยบาย มั่นใจคนสนับสนุนให้เข้าไปบริหารประเทศ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มั่นใจว่าด้วยทุกองคาพยพ ทั้งผู้สมัครที่มีความสดใหม่ครบเครื่อง มาจากหลากหลายวงการ ทั้งอดีตแพทย์ อดีตทหาร นักแสดง นักผังเมือง นักสิ่งแวดล้อม

นอกจากมีคนที่ร่วมทำงานกับพรรคมาตั้งแต่ครั้งพรรคอนาคตใหม่ ผนวกกับนโยบายพรรคที่ครอบคลุมทุกด้านแล้ว เชื่อว่า จะช่วยให้ประชาชนสนับสนุน คว้าชัยชนะในพื้นที่บางกะปิและพื้นที่อื่นเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นสีส้ม

โดยวันที่ 28 มกราคมนี้ เป็นวันประชุมวิสามัญของพรรค จะมีการเปิดตัวนโยบายและแคมเปญที่ทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเข้าไปบริหารประเทศ

ที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง สำหรับพรรคก้าวไกล เรายืนยันชัดเจนว่าปฏิเสธระบอบประยุทธ์ จะไม่มีวันจับมือกับพรรคทหารจำแลง และเชื่อว่าขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้านคือคำตอบที่ดีที่สุดของประเทศ

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ในฐานะแม่ทัพยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ แสดงความมั่นใจว่าพรรคก้าวไกลจะสามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส.ในพื้นที่ กทม.ได้เป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ส่วนความพร้อมในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นขณะนี้พรรครับรองว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ แล้วจำนวน 30 เขตจากทั้งหมด 33 เขต และจะเปิดตัวครบทุกเขตหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขตเลือกตั้งเสร็จสิ้น

วันนี้ทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีคนของพรรคก้าวไกลทำงานอยู่ มั่นใจว่าจากศักยภาพและความพร้อมที่เรามี จะทำให้พรรคก้าวไกลครองอันดับหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้อย่างแน่นอน

พรรคก้าวไกลคาดหวังว่าการเลือกตั้งระดับประเทศต้องได้ส.ส.มากกว่า 70 ที่นั่ง เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้

เพื่อไทย ชี้ 8 ปี ปราบโกง แค่คำลวงรัฐบาล ‘ประยุทธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540434

07 ม.ค. 2566

เพื่อไทย ชี้ 8 ปี ปราบโกง แค่คำลวงรัฐบาล 'ประยุทธ์'

อยู่ในอำนาจ 8 ปี การปราบโกง ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ดัชนีรับรู้ ‘ทุจริต’ เลวร้าย พัวพันไปทุกองคาพยภ ใกล้ชิดพล.อ.ประยุทธ์

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่าขณะนี้สถานการณ์ปราบโกงที่พลเอกประยุทธ์ มุ่งมั่นจะทำกลับเลวร้ายลง ยืนยันได้จากดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2564 ไทยได้เพียง 35 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 110 ของโลกอันดับแย่ที่สุดนับตั้งแต่จัดอันดับมา

การทุจริตยังได้เบ่งบานผลิดอกออกผลไปถึงบุคคลแวดล้อมพลเอกประยุทธ์ทั้งสิ้น อันประกอบไปด้วย

  1. กรณีพลเอกปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย พลเอกประยุทธ์ เคยถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช ถึง 2 ครั้ง ว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และการตรวจสอบที่มาของที่อยู่อาศัยระดับคฤหาสน์ ที่ จ.พิษณุโลก ของพลเอกปรีชา     ทั้ง 2 กรณี ป.ป.ช มีมติชี้ไม่ผิดและมีคำชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนา ขณะเดียวกันประชาชนเกิดความสงสัยว่า รายได้มากมายของภรรยา พลเอกปรีชา มาจากไหน จึงมีเงินฝากรวม 46 ล้านบาท ทั้งที่ พลเอกปรีชา แจ้งว่าภรรยาไม่มีรายได้และไม่ได้ประกอบธุรกิจใด
  2. บริษัทของหลานชายพลเอกประยุทธ์ ถูกกล่าวหาว่าจดทะเบียนบริษัทในค่ายทหาร แต่กลับชนะการประมูลโครงการของรัฐ วงเงินรวมหลายร้อยล้านบาท เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช.มากว่า 4 ปีแล้ว
  3. อธิบดีกรมหนึ่งที่เพิ่งถูกเปิดโปงว่าเรียกรับสินบน มีรายงานข่าวว่าอธิบดีคนดังกล่าวเป็นน้องชายเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารของพลเอกประยุทธ์
  4. นายชูวิษฎ์ กล่าวหาว่า หลานชายพลเอกประยุทธ์ พัวพันกับทุนจีนนายตู้ห่าว หรือไม่ต้องไปตรวจสอบ

การที่พลเอกประยุทธ์ ปล่อยปละละเลย ในการแสวงหาข้อเท็จจริงในการตรวจสอบบุคคลแวดล้อมว่าทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา  พลเอกประยุทธ์ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อทำให้ความจริงปรากฎ หากไม่เร่งดำเนินการ อาจทำให้เกิดข้อครหาในสังคมได้ว่า การเพิกเฉย ละเลย เท่ากับเป็นการรู้เห็นเป็นใจใช่หรือไม่

พลเอกประยุทธ์ เป็นผู้นำรัฐบาล  เป็นผู้นำสูงสุด มีอำนาจหน้าที่สั่งการทุกหน่วยงานในการเอาผิด  หากเป็นผู้นำที่มีความสามารถ ผลลัพธ์คงดีกว่านี้ เพราะทั้งหมดไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล  แต่เป็นหน้าที่ของคนเป็นผู้นำต้องทำให้กระจ่างชัดกับสังคม ขณะนี้การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นปัญหา พัวพันในทุกแวดวงทั้งราชการ การเมือง และธุรกิจสีเทาอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน 

ที่ผ่านมาฝ่ายค้านและพรรคเพื่อไทย พยายามเปิดโปงการทุจริต คอร์รัปชันต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ อย่างต่อเนื่อง คู่ขนานไปกับความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่แฉข้อมูลกดดันให้กระบวนการตรวจสอบต้องเดินหน้า แต่หลายเรื่องเมื่อเข้าสู่กระบวนการของรัฐ กลับทำให้ประชาชนเกิดคำถามและข้อสงสัยว่า  เหตุใดหน่วยงานด้านการตรวจสอบไม่กล้าทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น   


 “ 8 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อร่างสร้างระบอบลุงเรืองอำนาจ ข้ออ้างรัฐประหารปราบโกง โดยคนดี ซื่อสัตย์ เสียสละ คือ คำลวง วันนี้ประชาชนตื่นรู้  หยุดสร้างวาทกรรมโทษคนอื่น แต่จงหันมองกระจกและพิจารณาสิ่งที่ตัวเองทำ  ถ้ายังคิดไม่ได้และยังจะขอไปต่อ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยไม่ทนกับคนชื่อพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา อีกต่อไป  ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

‘ประชาธิปัตย์’ คัดผู้สมัคร ส.ส. อีสาน 90 ราย แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540429

07 ม.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' คัดผู้สมัคร ส.ส. อีสาน 90 ราย แล้ว

ประชาธิปัตย์ เดินหน้าคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ‘อีสาน’ มั่นใจได้รับการตอบรับ จากความหลากหลาย และนโยบาย ที่แก้ปัญหา

ธนชาภา จันทวารา รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าเมื่อ วันที่ 6 ม.ค.2566  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เชิญคณะทำงานภาคอีสานเพื่อมาร่วมประชุม พร้อมกับให้ความเห็นชอบว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคอีสานจำนวน 90 คน ในจังหวัดต่างๆ ของภาคอีสาน เช่น อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา เลย สุรินทร์ ชัยภูมิ สกลนคร หนองคาย กาฬสินธุ์ มหาสารคาม

ในจำนวนผู้สมัครนั้นประกอบด้วย อดีต ส.ส. นักธุรกิจ นักกฎหมาย วิศวกร นักการเมืองท้องถิ่น และคนรุ่นใหม่ ซึ่งมั่นใจว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนอีสานมากขึ้น



ช่วงบ่ายวันนี้ จุรินทร์และคณะฯ พร้อมด้วยสมาชิกพรรค จะไปร่วมพบปะพูดคุยเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน ณ ศูนย์ฝึกอาชีพ กทม.วัดสุทธาวาส เขตบางกอกน้อย ตามภาระกิจ จุรินทร์ออนทัวร์ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมฟัง-คิด-ทำ นำเสนอนโยบาย ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของคนแต่ละกลุ่มด้วยเช่นกัน

พรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งในส่วนของผู้สมัครและนโยบายที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงพรรคจะได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ เหมือนเช่นเคย

ซบพรรค’รวมไทยสร้างชาติ’ นายกฯควรมีมารยาทมากกว่านี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540424

07 ม.ค. 2566

ซบพรรค'รวมไทยสร้างชาติ' นายกฯควรมีมารยาทมากกว่านี้

การประกาศเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ของพล.อ.’ประยุทธ์’ แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ แต่ถือว่าไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี

จาตุรนต์ ฉายแสง กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทวิตข้อความ ใน ทวิตเตอร์  @chaturon ตั้งข้อสังเกตถึงการเตรียมสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันจันทร์นี้  มีเนื้อหาว่า

การที่พลเอกประยุทธ์จะเข้าเป็นสมาชิกพรรคและประกาศตัวเป็นแคนดิเดทนายกฯของพรรคการเมืองใหม่ในวันที่ 9 มกราคมนี้ จะเป็นฤกษ์ดีหรือร้ายก็ตาม แต่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรกระทำโดยนายกรัฐมนตรี

พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯโดยเป็นแคนดิเดทของพรรคพลังประชารัฐเท่ากับทำสัญญาประชาคมกับประชาชนไว้ในนามพลังประชารัฐ จะบริหารงานดีหรือเลวพลังประชารัฐย่อมต้องรับผิดชอบทางการเมือง

เรื่องนี้เทียบเคียงกับการที่รัฐธรรมนูญห้าม ส.ส.ย้ายพรรคก็เหมือนกัน ประชาชนเลือกคุณมาในฐานะที่คุณสังกัดพรรคหนึ่ง เมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้วจึงไม่อนุญาตให้ย้ายพรรคได้

จาตุรนต์ ระบุอีกว่าถึงแม้รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ว่าห้ามนายกรัฐมนตรีย้ายพรรคขณะเป็นนายกฯ แต่พลเอกประยุทธ์ก็ควรรู้จักผิดชอบชั่วดีกว่าที่ทำอยู่

“พปชร.” เปิดตัวผู้สมัครส.ส. ลพบุรี “อดีตนายทหารรบพิเศษ” เขต 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540396

06 ม.ค. 2566

"พปชร." เปิดตัวผู้สมัครส.ส. ลพบุรี "อดีตนายทหารรบพิเศษ" เขต 1

“พปชร.” เปิดตัวผู้สมัครส.ส. ลพบุรี “เสธคัด” ลงเขต 1 ขณะที่”ชัยวุฒิ” มั่นใจคว้าเก้าอี้ได้แน่ ไม่หวั่น”ตระกูลปั้นเกตุ” ส่งคนสนิท ลงพื้นที่ประชันที่สิงห์บุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (5 ม.ค. 2566) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ ลพบุรี เขต 1 หมู่ 3 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมอง จ.ลพบุรี เพื่อร่วมเปิดตัวผู้สมัครของพรรค เพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นของจังหวัดลพบุรี ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย 

เขต 1 พ.อ.สุชาติ คัดสูงเนิน หรือเสธคัด อดีตนายทหารรบพิเศษ
เขต 2 นายณฐพงศ์ นรสิงห์ 
เขต 3 นายไสว วงษ์ศรี สจ.ลพบุรี 
เขต 4 นายสนั่น พรมสุข อดีตผู้สมัครพรรคเพื่อไทยและอดีตสจ.ลพบุรี 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.สิงห์บุรี ที่นายพายัพ ปั้นเกตุ ส่งคนสนิท ลงด้วยว่า ขณะนี้พร้อมลงเลือกตั้งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ตอนนี้มีผู้สมัครเกือบครบทุกเขตทุกจังหวัดแล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดลพบุรี ถือว่าเป็นผู้สมัครที่มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักของประชาชน เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างสูง 

ส่วนผู้แข่งในพื้นที่จ.สิงห์บุรี ตนเองไม่หนักใจ เพราะการเมืองเป็นเรื่องแข่งขันกัน สุดท้ายอยู่ที่ผลงาน ฝีไม้ลายมือ ความรัก ความศรัธา ต่อพี่น้องประชาชน เชื่อว่าประชาชนจะเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้าไปทำงาน ทำให้บ้านเมืองพัฒนาขึ้น อยู่อย่างสงบสุข เดินไปข้างหน้า รวมถึงสามารถแก่ปัญหาให้ประชาชนต่างๆได้ในพื้นที่ 

ส่วนเส้นทางอนาคตทางการเมืองจะเลือก “ลุงป้อม” หรือ “ลุงตู่” นั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ทำงานให้ทั้ง 2 ลุง เพราะยังทำงานทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคด้วยกันอยู่ และต้องดูว่าใกล้ๆการเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ยังทำงานให้กับพรรคพลังประชารัฐ และเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐยังเป็นพรรคหลักสนับสนุนให้รัฐบาลเดินไปข้างหน้าเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งให้ประสบความสำเร็จให้ได้

4 ผู้สมัครส.ส.จ.ลพบุรี 4 ผู้สมัครส.ส.จ.ลพบุรี

สร้างอนาคตไทย ขุดไฮสปีดเทรน ปักธงเลือกตั้ง’อีสาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540393

06 ม.ค. 2566

สร้างอนาคตไทย  ขุดไฮสปีดเทรน ปักธงเลือกตั้ง'อีสาน'

ให้สัญญากลับมาสานต่อโครงการรถไฟความเร็วสูง พรรค ‘สร้างอนาคตไทย’ มั่นใจ ได้ส.ส.อีสาน ลั่นถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวในงานสัมมนาผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคอีสาน พรรคสร้างอนาคตไทย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ม.ค. โดยเชื่อว่าพรรคมีขีดความสารถ และสรรพกำลัง ทั้งกำลังคน และชุดความคิดนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องชาวอีสาน และตอบโจทย์ประเทศไทย

พื้นที่อีสานเป็นพื้นที่สำคัญ และมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยให้ความสำคัญมั่นใจว่าด้วยแผนงานที่ชัดเจน มีบุคคลากรที่มีศักยภาพ มียุทธศาตร์ที่เหมาะสม มีโอกาสได้ส.ส.ในพื้นที่

สนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์ เลขาธิการพรรค บอกว่า ขณะนี้พรรคได้เดินยุทธศาสตร์ ทั้งเชิงเดี่ยว และเชิงพันธมิตรตามที่เป็นข่าวไปแล้ว ซึ่งยุทธศาตร์ผสมผสานทั้ง 2 ส่วนคือเป้าหมายในการปักธง ส.ส.อีสาน

วันนี้พรรคได้เดินมาถึงจุดที่เรามีความมั่นใจ คิดว่าเราจะปักธงในหลายพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายของพรรคอย่างมาก แต่เชื่อว่าพี่น้องชาวอีสานส่วนใหญ่ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะขณะนี้เป็นเวลาเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 “ พรรคสร้างอนาคตไทยเลือกมาจ.หนองคายวันนี้ เพราะเราเสียดายที่วันนี้หนองคาย จากในสมัยที่พวกเราริเริ่มโครงการไฮสปีดเทรน หรือรถไฟความเร็วสูงกับทางเวียงจันทร์ ประเทศลาว ระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราริเริ่มได้หายไปจากประเทศไทย ไม่อย่างนั้นวันนี้หนองคายจะไม่เป็นอย่างนี้ หนองคายจะเป็นหนองคายที่เป็นฮับใหญ่ของประเทศไทย เราอาสากลับไปทำต่อให้สำเร็จ ไม่มีอะไรช้าเกินไป และเราจะปักธงตรงนี้แน่นอน และเป็นหนึ่งในนโยบายของเราแน่นอน นี่คือเหตุผลของการมาที่นี่ของพวกเรา”  
สนธิรัตน์ กล่าว

“ไทยสร้างไทย”แฉละเอียด รัฐโยนงานให้บริษัทยูนิคเอ็นจิเนียริ่งฯ 9 โครงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540392

06 ม.ค. 2566

"ไทยสร้างไทย"แฉละเอียด รัฐโยนงานให้บริษัทยูนิคเอ็นจิเนียริ่งฯ 9 โครงการ

“ไทยสร้างไทย”แฉละเอียด บริษัทยูนิคเอ็นจิเนียริ่งฯ บริษัทจัดจ้างทำป้ายสถานีกลางบางซื่อ ได้รับงานจากรัฐถึง 9 โครงการแล้ว มูลค่ากว่า 2.3หมื่นล้านบาท

หลังจากเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ความคุ้มค่าของงบประมาณเปลี่ยนตัวอักษรสถานีกลางบางซื่อและตราสัญลักษณ์การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)  มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท โดยมีบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างดำเนินการ เนื่องจากยังอยู่ในห้วงของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง 

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายนรุตม์ชัย บุนนาค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตยานนาวา บางคอแหลม กทม. พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนป้ายชื่อ “สถานีกลางบางซื่อ” เป็น “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” โดยมีมูลค่า 33,169,726.39 บาท หรือหากคิดเป็นรายตัวอักษร จะตกตัวอักษรละ 589,286 บาท ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในด้านราคาและความโปร่งใสของโครงการดังกล่าวเป็นวงกว้าง ทำไมการจัดทำป้ายถึงมีราคาแพงขนาดนี้ แพงด้วยเหตุผลอะไร วิธีการติดตั้ง วิธีการจัดทำ หรือเป็นเพราะมีเหตุผลแอบแฝง

โครงการนี้ถูกจับตามองเนื่องจากใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วย วิธีเฉพาะเจาะจง ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ปี พ.ศ. 2560 หรือเป็นวิธีที่สามารถเลือกบริษัทที่จะได้รับงานได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการประกวดราคา

นายนรุตม์ชัย เปิดข้อมูลของบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งฯ ตั้งแต่ปี 2558 ได้รับสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ ไปแล้วทั้งหมด 9 โครงการ รวมมูลค่างาน 32,000 ล้านบาท โดยมี 2 ใน 9 โครงการที่ได้รับคัดเลือกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง คือ โครงการจ้างการจัดทำทางเชื่อมต่อระหว่างสถานีกลางบางซื่อ (รฟท.) กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.)  โดย รฟม. เป็นผู้จัดจ้าง มูลค่าวงเงินสัญญาอยู่ที่ 19,992,000 บาท มีการลงนามทำสัญญา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 

บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งฯ เป็นบริษัทที่ได้รับสัญญาจ้างงานจากภาครัฐ ใน 2 ด้านหลัก คือ งานด้านชลประทาน และ งานด้าน การคมนาคมทางราง ในจำนวน 9 โครงการ มี 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับการชลประทาน และ อีก 4 โครงการที่เกียวข้องกับการคมนาคมทางราง(ไม่รวมโครงการล่าสุด) 


สัญญาว่าจ้างฉบับที่มีมูลค่าสูงสุดที่บริษัทฯได้รับ คือ โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 4-2 งานโยธาสำหรับช่วง ดอนเมือง – นวนคร ในปี 2564 จากรฟท.โดยมีมูลค่าทั้งหมดกว่า 1 หมื่นล้านบาท

สัญญาของ ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กับรัฐ มีทั้งหมด 9 ฉบับ
1. ประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ และ อาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่น อุโมงค์ส่น้ำช่วงแม่งัด – แม่กวงสัญญาที่ 2 โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวอุดมธาราจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2558 มูลค่าสัญญา 1,880,800,000 บาท กับ กรมชลประทาน
2. จ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่จังหวัดกลุ่มที่ 1 จำนวน 19 จังหวัด โดยวิธีคัดเลือก ปี 2560 มูลค่าสัญญา 45,600,000 บาท กับ กรมโยธาธิการและผังเมือง
3. จ้างก่อสร้างงานก่อสร้างวางท่อประปา และงานที่เกี่ยวข้องสัญญา สศป-28 โดยวิธีคัดเลือก ปี 2562 มูลค่าสัญญา 435,548,080 บาท กับ การประปานครหลวง
4. ประกวดราคาก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 366 สายทางเลี่ยงเมืองลพบุรีด้านใต้ ตอน 2 ด้วยวิธีปรกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ในปี 2563 มูลค่าสัญญา 849,000,000 บาท กับกรมทางหลวง
5. จ้างเหมาบริการซ่อมบำรุงรักษาประแจสับราง ซ่อมบำรุงรักษาลิฟท์ และบันไดเลื่อน ของโครงการระบบรถไฟชานเมือง(สายสีแดง)ช่วง-บางซื่อตลิ่งชั่น ในปี 2564 โดยวิธีคัดเลือก มูลค่าสัญญา 86,000,000 บาท กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย 
6. ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธาราณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วง กรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 4-6 งานโยธาสำหรับช่วง พระแก้ว – สระบุรี ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ในปี 2564 มูลค่าสัญญา9,428,999,969 บาท กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย 
7. จ้างการจัดทำทางเชื่อมต่อระหว่างสถานีกลางบางซื่อ (รฟท.) กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซ่อ (รฟม.) โดยวิธีเฉพาะเจาะจงโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ในปี 2564 มูลค่าสัญญา 19,992,000 บาท กับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 
8. ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 4-2 งานโยธาสำหรับช่วงดอนเมือง – นวนคร ด้วยวิธีประกวดราคา อิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ปี 2564 มูลค่าสัญญา 10,570,000,000 บาท 
9. จ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และ ตราสัญญลักษณ์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปี 2565 มูลค่าสัญญา 33,169,726.39 บาท 

รวมมูลค่าโครงการทั้งหมดได้รับจากภาครัฐ คือ 23,349,109,775.39 บาท ในจำนวนสัญญาดังกล่าว มี 2 สัญญาที่เป็นการว่าจ้างโดยเฉพาะเจาะจง 2 สัญญา เป็นเจ้าเดียวที่ยื่นซองเสนอราคา และ อีก 1 สัญญา ที่เป็นเจ้าเดียวที่ผ่านคุณสมบัติ

นอกจากสัญญญาที่มีชื่อของ ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับเหมาแต่เพียงรายเดียวแล้วยังมีบริษัทร่วมทุนที่มีชื่อ ยูนิคเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้ร่วมทุน ได้รับสัมปทานจากภาครัฐอีก จำนวน 7 โครงการ คือ 
1. ก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ – โคกกะเทียม (ทางรถไฟยกระดับ) มูลค่ารวม 10,050 ล้านบาท ในปี 2560 กับการรถไฟแห่งประเทศไทย
2. การก่อสร้างโครงการจัดหาและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ มูลค่า 2,768 ล้านบาท ในปี 2562 กับการรถไฟแห่งประเทศไทย
3. กรมชลประทาน ในการก่อสร้างขุดคลองระบายน้ำ หลากพร้อมอาคารประกอบ สัญญาที่ 1 โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่า 2,758.085 ล้านบาท ในปี 2563 กับกรมชลประทาน
4. โครงการเปลี่ยน ระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการส่วนต่อขยายตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ถ.กรุงเทพ-นนทบุรี  -ถ.ติวานนท์ มูลค่า 1,871.965 ล้านบาท ในปี 2563 กับการไฟฟ้านครหลวง
5. จ้างก่อสร้างโครงการทางพิเศษสาย พระราม 3- ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ 1 กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มูลค่า 7,350 ล้านบาท ในปี 2564 กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 
6. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 6 มูลค่า 279.75 ล้านบาท  ในปี 2565 กับกรมทางหลวง 
7. ก่อสร้างสะพานบนสายทาง รย.4060 อ.เขาชะเมา, แก่งหางแมว จ.ระยอง, จันทบุรี 2 แห่ง มูลค่า 587.516 ล้านบาท ในปี 2565 กับกรมทางหลวงชนบท 

นายนรุตม์ชัย ยังพบข้อมูลล่าสุด บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลดำเนินการไตรมาส 2 ของปี 2565 พบว่ามีกำไรเพิ่มขึ้น 133.63  % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยครึ่งปีแรกของปี 2565 มีกำไรทั้งหมด 21.13 ล้านบาท 

คำถามที่เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนคือ ในขณะที่ รฟท. ยังคงค้างค่าก่อสร้างรวมดอกเบี้ยจาก ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กว่า 7,200 ล้านบาท และ ยังอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องกันอยู่ แต่เหตุใดยังคงได้รับงานจากการรถไฟอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัญญาที่ผ่านมาเหตุใดจึงได้รับการว่าจ้างอย่างเฉพาะเจาะจง รวมถึงสัญญาบางสัญญาเหตุใดจึงมีผู้ยื่นซองเสนอราคาเพียงรายเดียว เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผู้มีอำนาจจากหน่วยงานภาครัฐรู้เห็นเป็นใจกับบริษัท คงไม่มีทางที่บริษัทหนึ่งจะสามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับภาครัฐได้หลายโครงการในมูลค่าจำนวนเงินที่สูง ทั้งที่เกิดข้อครหามากมายเต็มไปหมด

พรรคไทยสร้างไทยขอเรียกร้อง หากมีความบริสุทธิ์จริง ให้มีการเปิด TOR ทั้งหมดของการจัดซื้อจัดจ้างที่บริษัทนี้ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อล่าสุด มองว่ายังมีหนทางอื่นอีกหรือไม่ที่สามารถทำให้โครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากถึงขนาดนี้ ถ้ายังคงมีการประวิงและไม่เปิดเผย เห็นว่า เป็นการคอรัปชั่นอย่างมโหราฬ โดยยังย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทยจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจับตาโครงการล่าสุดเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณก้อนดังกล่าว

‘พลังท้องถิ่นไท’ อยากไปอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540388

06 ม.ค. 2566

'พลังท้องถิ่นไท' อยากไปอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ

เหมือนเรือไร้หางเสือ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ยังไม่รู้อนาคตทางการเมือง หลัง ชัชวาลย์ คงอุดม ทิ้งไป’รวมไทยสร้างชาติ’

โกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะหัวหน้าพรรค  ยอมรับว่ายังไม่รู้จะไปทางไหนต่อ หลังชัชวาลล์ คงอุดม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ลาออกไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาพรรคพลังท้องถิ่นไท ไม่เคยแตกแถว ไม่เคยถูกตำหนิจากการทำหน้าที่พรรคร่วมรัฐบาล 

ซึ่งขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าทางการเมืองต่อไปอย่างไร  เพราะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อหาท่าที แม้มีสมาชิกบางคนจะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ก็ไม่รู้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะชวนเราหรือไม่  ขณะนี้มี 2 แนวทางคือจะไปทั้งพรรคหรือจะอยู่สู้ ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า

โกวิทย์ บอกอีกว่า ชัชวาลย์ ก็เหมือนพ่อบ้าน เมื่อพ่อบ้านไม่อยู่แล้ว ลูกบ้านก็อยากจะตามไป ส่าวนตัว อยากต่อสายไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติว่าคิดอย่างไรกับพรรคพลังท้องถิ่นไท จะเปิดบ้านรับเราไหม ถ้าไม่รับพรรคก็ต้องสู้ต่อ แต่ถ้ารับก็เจรจาว่าอย่างไร เพราะพรรคมีส.ส.ถึง 5 เสียง ขณะที่รวมไทยสร้างชาติยังไม่มีส.ส.แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานการพูดคุยกันกับสมาชิกคนอื่นๆ เพื่อให้เป็นข้อยุติ

ซึ่งภายในเดือนนี้จะมีความชัดเจน ส่วนตัวก็คิดว่าพรรคยังมีโอกาส แม้การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองใหญ่จะสู้กันรุนแรง ก็ตาม