“มาดามเดียร์-วัชระ”นำร่องติดไซเรนศูนย์เด็กเล็ก ช่วยทันทีเมื่อเผชิญเหตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540376

06 ม.ค. 2566

"มาดามเดียร์-วัชระ"นำร่องติดไซเรนศูนย์เด็กเล็ก ช่วยทันทีเมื่อเผชิญเหตุ

“มาดามเดียร์-วัชระ” ร่วมมือครู ติดไซเรนหลาดจุดศูนย์เด็กเล็กทวีวัฒนา-หนองแขม เข้าช่วยทันทีเมื่อเกิดเหตุร้าย พร้อมเรียกร้องหน่วยงานรัฐหามาตรการป้องกัน

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นางสาววทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. และ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. กทม เขตหนองแขม-ทวีวัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ จัดกิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” เปิดโมเดล ปุ่มฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเด็กเล็ก ซึ่งได้หยิบยกเหตุการณ์กราดยิงหนองบัวลำภู มาเป็นกรณีศึกษา นอกจากนี้ยังได้ร่วมกิจกรรมกีฬาสี และปลูกต้นไม้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสิริสมบัติ
 

. นางสาววทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ . นางสาววทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์

มาดามเดียร์ กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู น่าสลดใจสำหรับคนไทย จึงเป็นที่มาให้คุณวัชระ ได้มีโอกาสพูดคุยกับทางคุณครูศูนย์เด็กเล็กในเขตพื้นที่ทวีวัฒนา-หนองแขม เพื่อหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นในลักษณะเหมือนที่หนองบัวลำภู

ด้านนายวัชระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ใหญ่และเป็นผ้รับผิดชอบต่อสังคม จึงได้หารือกับคุณครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน เรื่องการวางมาตรการป้องกันหรือระงับยับยั้งได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีทั้งปัญหา ยาเสพติดแพร่ระบาด  ปัญหาคนจรจัด คนสติไม่สมประกอบ ปัญหาอาชญากรรมที่มีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลจะเป็นจุดอ่อนในการป้องกันตนเอง

จึงได้ดำเนินการติดตั้งสัญญาณไซเรนที่เสาหน้าโรงเรียนและมีปุ่มสำหรับกดเพื่อป้องกันเหตุร้ายหลายจุด รวมไปถึงเด็กเล็กจะได้รับการสอนว่าหากมีกริ่งสัญญาณดังขึ้นควรปฏิบัติตนอย่างไร จากนั้นเมื่อผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ได้ยินเสียงไซเรนดังขึ้น ก็จะมาที่โรงเรียน เพื่อช่วยกันระงับยับยั้งเหตุด่วนเหตุร้าย ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการป้องกันไม่ให้เหตุน่าสลดเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้แม้จะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ น่าจะเป็นประกายแสงสว่างให้กับมาตรการในการป้องกันเหตุด่วนเหตุร้ายในศูนย์เด็กเล็กและหน่วยงานต่างๆ ควรเริ่มดำเนินการ นำเสนอโครงการต่างๆเพื่อป้องกันเหตุร้ายด้วย

"มาดามเดียร์-วัชระ"นำร่องติดไซเรนศูนย์เด็กเล็ก ช่วยทันทีเมื่อเผชิญเหตุ

ศาลฎีกาตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง ‘อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์’ ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540372

06 ม.ค. 2566

ศาลฎีกาตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง 'อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์' ตลอดชีวิต

‘ศาลฎีกา’ ตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ตลอดชีวิต ปมเรียกรับเงินอธิบดีกรมน้ำบาดาล 5 ล้านบาท

ศาลฎีกา นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ คมจ.4/2565 ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหาว่า ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปการเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท จาก อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ ประจำปี 2565

ผลของคำวินิจฉัยของศาลฎีกา เห็นว่า อนุรักษ์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ 2 มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จริง โดยมีหลักฐานและพยานบุคคลยืนยันว่ามีการติดต่อ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ภาดล ถาวรกฤชรัตน์ หลายครั้ง เพื่อเรียกเงินหรือผลประโยชน์จากโครงการในการจัดทำคำของบประมาณ และใช้คำพูดข่มขู่

ศาลฎีกา เห็นว่า อนุรักษ์ ไม่มีหน้าที่ในการขอเอกสาร หรือการจัดทำประมาณจากหน่วยงานโดยตรง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบคำพิพากษา ศาลฎีกา ระบุว่า อนุรักษ์ ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย นับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2564 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่

ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดและยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกา มีคำพิพากษา หรือมีคำสั่งว่า อนุรักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกา รับคำร้อง

จนกว่าจะมีคำพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ 2561 ข้อ 7, 8, 9 และ 27

นอกจากความผิดมาตรฐานจริยธรรมแล้ว อนุรักษ์ ยังมีความผิดอาญา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดฟ้อง อีกคดีหนึ่งด้วย

16 อาการป่วย รับยาฟรีได้ที่ร้านยาใกล้บ้าน “นายกฯ”ปลื้มประชาชนตอบรับดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540366

06 ม.ค. 2566

16 อาการป่วย รับยาฟรีได้ที่ร้านยาใกล้บ้าน "นายกฯ"ปลื้มประชาชนตอบรับดี

“นายกฯ”ปลื้มประชาชนตอบรับโครงการรีัฐบาลดี กับ 16 อาการป่วย รับยาฟรีได้ที่ร้านยาใกล้บ้าน สูงสุดกลุ่มอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งสร้างโอกาสความเท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำในทุกมิติให้กับประชาชน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ ได้มีการยกระดับและปรับปรุงสิทธิประโยชน์และการรักษาพยาบาลในเชิงรุก เพื่อดูแลให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ รับทราบและพอใจผลการดำเนินการดูแลผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ให้เข้าถึงบริการปฐมภูมิดูแลโรคทั่วไปหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ ในร้านยาที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถรับยาได้ทันที 

โดยมีร้านยาจำนวนกว่า 650 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ “ร้านยารูปแบบใหม่” ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา  มีกระแสตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง เข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก  โดยข้อมูลล่าสุด (เดือนธันวาคม) ผ่านข้อมูลสรุประบบแดชบอร์ด (Dashboard) พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารับบริการที่ร้านยาแล้วจำนวน 22,842 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นโครงการและการจัดระบบดูแลสุขภาพของรัฐบาล

 สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองหากมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยในกลุ่ม 16 อาการ คือ 
– ปวดหัว  
– เวียนหัว 
– ปวดข้อ
– เจ็บกล้ามเนื้อ 
– ไข้ 
– ไอ
– เจ็บคอ 
– ปวดท้อง 
– ท้องผูก 
– ท้องเสีย 
– ถ่ายปัสสาวะขัด, ปัสสาวะลำบาก, ปัสสาวะเจ็บ 
– ตกขาวผิดปกติ 
– อาการทางผิวหนัง ผื่น คัน 
– บาดแผล 
– ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตา
– ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหู 

โดย 5 อันดับแรกที่ได้รับบริการมากที่สุด ได้แก่ อาการไข้ ไอ และเจ็บคอ จำนวน 12,177 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของผู้มารับบริการทั้งหมด รองลงมาคืออาการปวดข้อและเจ็บกล้ามเนื้อ จำนวน 6,557 ราย อาการผื่นผิวหนัง ผื่น คัน จำนวน 3,513 ราย อาการปวดท้อง จำนวน 2,515 ราย และความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตา จำนวน 1,515 ราย 

ขั้นตอนรับบริการผู้มีสิทบัตรทอง
– ติดต่อไปยัง สปสช. ผ่านสายด่วน สปสช. 1330 
– เจ้าหน้าที่แนะนำร้านยาชุมชนอบอุ่นใกล้บ้านเพื่อเข้ารับบริการ 
– ตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ สปสช. https://www.nhso.go.th/downloads/204  
– สังเกตสติกเกอร์ติดหน้าร้านยา  ภายใต้ชื่อ “ร้านยาคุณภาพของฉัน” ให้บริการเจ็บป่วยเล็กน้อย 
– จากนั้นไปนำบัตรประชาชนไปแสดงที่ร้านยาให้เภสัชกรคัดกรองอาการเบื้องต้น ซึ่งเภสัชภรจะให้ยาพร้อมคำแนะนำการใช้ยา หรือแนะนำให้พบแพทย์ ในกรณีที่พบว่ามีอาการที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์  
-เภสัชกรจะติดตามอาการในวันที่ 3 ของการจ่ายยา  

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สายด่วน สปสช. 1330 และ https://www.nhso.go.th/downloads/204

 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ไทยสร้างไทย”สยบข่าวลือปิดดีล”สร้างอนาคตไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540359

06 ม.ค. 2566

"ไทยสร้างไทย"สยบข่าวลือปิดดีล"สร้างอนาคตไทย"

“พรรคไทยสร้างไทย”สยบข่าวลือปิดดีล”พรรคสร้างอนาคตไทย” ยืนยันยังไม่คุยเรื่องตำแหน่งในพรรค รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กำลังเคลียร์วางตัวผู้สมัครทับซ้อนในพื้นที่

นายประวัฒน์ อุตตะโมช รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยถึงข่าว “พรรคไทยสร้างไทย” เจรจาลงตัวกับ “พรรคสร้างอนาคตไทย” เป็นที่เรียบร้อย โดยจะมีได้ข้อสรุปภายในเดือนม.ค. ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ล่าสุดเมื่อวานก่อน ได้ประชุมร่วมกันถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองพรรคเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญต้องเร่งขจัดความยากจนและทุจริตให้ได้เร็วที่สุด 

โดยดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ , คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และดร.โภคิน พลกุล ทั้ง 3 คน เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ เคยทำงานร่วมกันมายาวนานตั้งแต่ 20 ปีก่อน เป็นผู้ที่ผลักดันนโยบายสำคัญๆ แก้ไขปัญหาให้ประเทศได้สำเร็จมาแล้วมากมาย ดังนั้น การรวมตัวของทั้ง 2 พรรคการเมือง จึงมุ่งแสวงหา “ทางรอด” ให้ประชาชน และเราจะเป็น “ทางออก” ให้ประเทศ
 

ส่วนหากเกิดการรวมพรรคกันแล้ว จะกระทบกับการวางตัวผู้สมัครหรือไม่ นายประวัฒน์ ยืนยันว่า ไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้สมัครที่ผ่านการพิจารณาแล้ว จะต้องเป็นบุคคลที่เหมาะสม เข้าใจปัญหาพื้นที่และความต้องการของพี่น้องประชาชน ที่สำคัญจะต้องลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อความพร้อมที่สุด

“การประชุมร่วมกันล่าสุดเมื่อวานก่อน เรากำลังเคลียร์เรื่องพื้นที่ทับซ้อน โดยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ไม่มีการพูดถึงตำแหน่งใดๆเลยไม่ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เพราะทั้งสองฝ่ายมารวมกันด้วยความเสียสละไม่ยึดติดกับตัวตนและตำแหน่งใดๆ พวกเราที่ร่วมประชุมกันก็งงว่าข่าวนี้ออกมาได้อย่างไร” รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยกล่าว

ภาระกิจ’นายกรัฐมนตรี’เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540346

06 ม.ค. 2566

ภาระกิจ'นายกรัฐมนตรี'เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง แนะ จับตากิจกรรมทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าข่ายผิดกฎหมาย’เลือกตั้ง’หรือไม่

หลังจากมีข่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันจันทร์ ที่ 9 มกราคมนี้  ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นราชาฤกษ์นั้น  สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟสบุ๊ค ตั้งข้อสังเกตว่า

จะราชาฤกษ์ หรือวันดี แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พร้อม
ฝากเลขาธิการ กกต. และ ผอ. กกต.กทม. ตอบด้วยว่าสิ่งนี้ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ดังนี้



1. กรณีพลเอกประยุทธ์  ออกจากทำเนียบ ก่อนเวลา 16.30 น. ซึ่งยังเป็นเวลาราชการ  ถือเป็นการใช้เวลาราชการในการหาเสียงหรือไม่ 

2. กรณีเดินทางไปศูนย์ประชุมสิริกิติ์หากมีการใช้รถหลวง มีรถตำรวจนำเพื่ออำนวยความสะดวกในเส้นทางให้รวดเร็วขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อหาเสียงหรือไม่

3. กรณีกะเกณฑ์คนนับพัน มีการจ่ายค่ารถ จัดหารถอำนวยความสะดวก จัดเลี้ยงอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้มาร่วมพิธีและฟังปราศรัย  ถือเป็นการผิดฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

4. หากไม่ต้องการสุ่มเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ควรก้าวเท้าออกจากทำเนียบหลังเวลาราชการ ขับรถส่วนตัว ไม่มีรถตำรวจนำ เผชิญกับปัญหาจราจรเช่นคนกรุง  และให้คนมาร่วมงานด้วยใจ ไม่มีการจัดเลี้ยงแม้น้ำดื่มสัก 1 ขวด

ขณะที่การลงพื้นที่สิงห์บุรี ของนายกรัฐมนตรีและคณะวันนี้
ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทยว่า  เป็นการใช้งบประมาณหรือกระทำการอื่นใด ที่อาจจะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองซึ่งดูเหมือนว่าพลเอกประยุทธ์ จะไม่สำนึก และยังคงเดินหน้าทำต่อไป ยืนยันได้จากการแต่งตั้งหัวหน้าพรรคที่พลเอกประยุทธ์จะไปสังกัด เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือไม่

‘ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ไม่เคยเปลี่ยนป้ายชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540345

06 ม.ค. 2566

'ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ' ไม่เคยเปลี่ยนป้ายชื่อ

อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยัน ไม่เคยมีการเปลี่ยนป้ายชื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เทียบ’สถานีกลางบางซื่อ’ไม่ได้

หลังจาก ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตอบกระทู้สดวานนี้ กรณีการเปลี่ยนป้ายสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มูลค่ากว่า 33 ล้านบาทวานนี้ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยที่ให้บริการประชาชนทุกโครงการล้วนได้รับพระราชทานชื่อที่เป็นมงคลนาม

การเปลี่ยนชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งมีความหมายว่า ความรุ่งเรืองยิ่งแห่งกรุงเทพมหานคร จึงไม่ต่างจากการเปลี่ยนชื่อสนามบินหนองงูเห่าเป็นสนามบินสุวรรณภูมินั้น

ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊คว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 เพื่อใช้แทนชื่อเดิมคือ สนามบินหนองงูเห่า

และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ก่อนการเปิดให้บริการในฐานะสนามบินแห่งใหม่ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549

ตามความทรงจำของเขา อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจึงไม่เคยมีป้ายชื่อท่าอากาศยานหนองงูเห่าติดตั้งมาก่อนเลย เมื่อสร้างอาคารสำเร็จเรียบร้อยก็ใช้นามพระราชทานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประดับติดตั้งอาคารมาตั้งแต่ต้น

นามพระราชทานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับพระราชทานมาหกปีเต็ม ล่วงหน้าก่อนท่าอากาศยานดังกล่าวเปิดให้บริการ

ธงทองระบุว่า เขาเป็นคนสนใจประวัติศาสตร์ และทันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่านี้ จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ เผื่อมีใครคิดจะเปรียบเทียบว่ากรณีเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันกับเรื่องราวที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้ จะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการไตร่ตรองได้

ก่อนหน้านี้ ธงทอง เคยโพสต์ไว้ว่า ถ้าคิดจะขอพระราชทานชื่อสถานีกลางบางซื่อใหม่ก็ไม่ควรทำป้ายให้ถาวรแต่แรกมิใช่หรือ จะได้ไม่ต้องเสียเงินสองรอบ

มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.’แบ่งเขตเลือกตั้ง’ ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540322

05 ม.ค. 2566

มหาดไทยประกาศจำนวนประชากรแล้ว กกต.'แบ่งเขตเลือกตั้ง' ได้

ประเทศไทย ขยับเข้าใกล้ ‘เลือกตั้ง’ อีก หลังสำนักทะเบียน ประกาศจำนวนประชากรไทย สิ้นปี 2565 กกต.เดินหน้า แบ่งเขตเลือกตั้งได้แล้ว

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565  ตามมาตรา 45 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร 2534  ประกาศจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร  แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ

โดยพบว่าทั่วประเทศมีจำนวนราษฎร รวมทั้งสิ้น    จำนวน  66,090,475 คน   เป็นสัญชาติไทย  จำนวน 65,106,481 คน  แบ่งเป็นชาย จำนวน      31,755,072 คน  หญิง จำนวน 33,351,449 คน และจำนวนราษฎรไม่ได้สัญชาติไทย  983,994 คน  แบ่งเป็นชาย 515,583 คน หญิง 468,411 คน   โดยกรุงเทพมหานคร  มีจำนวนราษฎรมากที่สุด  5,494,936 คน

แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ที่เคยระบุว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องรอประกาศ จำนวนประชากรจากกระทรวงมหาดไทย  บอกกับคมชัดลึกว่า การคำนวณส.ส.เขตจะคิดจากจำนวนประชากรที่มีสัญชาติไทย หารด้วยจำนวนเขตเลือกตั้ง ตามระบบแบ่งซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีส.ส.เขตทั้งสิ้น 400 เขต คิดเป็นสัดส่วนจำนวนราษฎร162,766คน ต่อ ผู้แทนฯ 1 คน 

โดยมีหลักเกณฑ์อื่นๆดังนี้คือ


-จังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่านี้ ให้มี ส.ส. เลย 1 คน โดยทั้งจังหวัดถือเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง

-จังหวัดที่มีประชากรเกินจำนวนนี้ ให้มี ส.ส. ได้ 1 คน ทุกๆ จำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์

– ถ้าจัดสรรตาม 2 ข้อแรกแล้ว ส.ส. ยังไม่ครบ 400คน จังหวัดที่เหลือเศษจำนวนประชากรมากที่สุดจากข้อ 2 ได้ ส.ส. เพิ่ม 1 คน เรียงลำดับไปเรื่อยๆ

-การแบ่งเขตเลือกตั้งภายในจังหวัด ต้องจัดให้แต่ละเขตมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน

– อยู่ในอำเภอเดียวกัน แต่คนละตำบล อาจอยู่คนละเขตเลือกตั้งก็ได้

เปิดผลโพลชมนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ปลื้มผลงานกระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540325

05 ม.ค. 2566

เปิดผลโพลชมนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ปลื้มผลงานกระทรวงเกษตรฯ

เปิดผลสำรวจประชาชนกว่า 90% ปลื้มผลงานกระทรวงเกษตรฯ ในปี 65 พึงพอใจนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” มากสุด เป็นหน่วยงานช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคง

วันที่ 5 ธ.ค.65 รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการสำรวจความความพึงพอใจของผู้รับบริการ และสำรวจการรับรู้ความเข้าใจของประชาชน ที่มีต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2565ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565-2 มกราคม 2566 กระจายกลุ่มตัวอย่างในทุกจังหวัดของประเทศไทย จำนวน 1,678 ชุด พบว่า ร้อยละ 87.39 ประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2565

ด้านความพึงพอใจผลงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.38 พึงพอใจยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรฯ รองลงมา ร้อยละ 90.21 ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร และร้อยละ 87.04  ยุทธศาสตร์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

ด้านความพึงพอใจผลงานตามนโยบาย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.18 พึงพอใจนโยบายตลาดนำการผลิต รองลงมา ร้อยละ 90.58 นโยบายการส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา,ร้อยละ 90.18 นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร,ร้อยละ 89.37 นโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร และร้อยละ 89.13 การประกันภัยพืชผล

เปิดผลโพลชมนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ปลื้มผลงานกระทรวงเกษตรฯ

ด้านความพึงพอใจต่อแอพพลิเคชั่นและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงฯ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.91พึงพอใจแอพพลิเคชั่น “เกษตรดิจิทัล” รองลงมา ร้อยละ 87.83 แอพพลิเคชั่น “Plants For U”, ร้อยละ 87.76 แอพพลิเคชั่น “สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล”, ร้อยละ 87.62 แอพพลิเคชั่น “OAE OIC”, ร้อยละ 87.52 แอพพลิเคชั่น “SmartMe” และร้อยละ 87.22 แอพพลิเคชั่น “Smart Co-op”

ขณะที่ภาพลักษณ์ของกระทรวง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.24 ประชาชนมองว่า เป็นหน่วยงานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคง รองลงมา ร้อยละ 89.44 เป็นหน่วยงานบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ, ร้อยละ 89.39 เป็นหน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจภาคการเกษตรและสหกรณ์ให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และร้อยละ 89.21 เป็นหน่วยงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนผลการปฏิบัติงานตามค่านิยมขององค์กร ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.31 มองว่า มีคุณธรรม รองลงมา ร้อยละ 87.01 มีความสามารถในการสร้างสรรค์, ร้อยละ 86.38 ตรงไปตรงมา และร้อยละ 84.99 ตรวจสอบได้

2566 ปีแห่งความท้าทาย ฟื้นเศรษฐกิจไทย จาก ‘เศรษฐกิจโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540314

05 ม.ค. 2566

2566 ปีแห่งความท้าทาย ฟื้นเศรษฐกิจไทย จาก 'เศรษฐกิจโลก'

หัวหน้าพรรค’สร้างอนาคตไทย’ เชื่อว่าไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาล เตรียมความรับมือการชะลอตัวของ เศรษฐกิจโลก

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟสบุ๊คระบุ ถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลักๆของไทย ที่ยังผูกอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เริ่มส่อแววส่งผลกระทบกับประเทศไทยแล้ว

เห็นได้จากตัวเลขส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลงติดต่อกัน 2 เดือน (ต.ค.- พ.ย. 2565) ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างคิดเห็นตรงกันว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ จะเผชิญกับปัญหาการลดลงของกำลังซื้อในตลาดโลก

ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เป็นความหวังของเราในปีนี้ ได้ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ประมาณ 20 ล้านคน และหลังมีข่าวประเทศจีนประกาศยกเลิกมาตรการกักกันโควิด เปิดให้ชาวจีนเดินทางระหว่างประเทศได้สะดวกขึ้น ก็มีการประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประเทศไทยอย่างน้อย 5 ล้านคน รวมตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้น่าจะขยับเป็น 25 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2562

อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงซึ่งอาจรวมถึงเศรษฐกิจจีน ย่อมกระทบต่อบรรยากาศตลาดการท่องเที่ยวเช่นกันจึงมีโอกาสสูงที่ปี 2566 จะเป็นปีที่ประเทศไทยของเราเผชิญความท้าทายและความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ การเตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เราแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์  โดยระหว่างนี้ที่ทุกฝ่ายเน้นเตรียมกิจกรรมรองรับนักเที่ยว ภาคเอกชนด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศให้แข่งขันในเวทีโลกได้เต็มศักยภาพ

หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยบอกอีกว่า แม้หลายคนอาจตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่ความจริงไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน ภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลในสถานการณ์เช่นนี้ คือการเร่งรัดเตรียมการรับมือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยดูแลรักษาเสถียรภาพในภาพรวม

ต้องบริหารจัดการในเชิงลึก ดูแลผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังขาดแคลนเงินทุน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพียงพอ รวมถึงการสนับสนุนให้มีการพัฒนาขีดความสามารถที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆในปีนี้ต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้า เชื่อว่าปี 2566 จะเป็นปีแห่งความหวังของคนไทยได้

บันทึกการเมืองไทยตั้งแต่2485 มีการ’ยุบสภา’มาแล้ว 14 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540307

05 ม.ค. 2566

บันทึกการเมืองไทยตั้งแต่2485 มีการ'ยุบสภา'มาแล้ว 14 ครั้ง

ย้อนรอย’การเมือง’ไทย ประวัติศาสตร์บันทึกไว้มีการยุบสภามาแล้ว 14 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2485 คาดการกันว่าจะมีครั้งที่ 15 อีกไม่นานนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุว่า การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นการทั่วไปต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวบังคับใช้


ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยได้ เคยมีการยุบสภามาแล้ว 14 ครั้ง มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้

ครั้งที่ 1 พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 เนื่องจากรัฐบาลแพ้โหวตข้อเสนอให้จัดทำรายละเอียดของงบประมาณประจำปีในเวลาเสนองบต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามได้ จึงยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ใหม่

ครั้งที่ 2 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ได้มีพระราชบัญญัติขยายกำหนดเวลาให้อยู่ในตำแหน่งต่ออีก 2ครั้ง เพราะจัดให้มีการเลือกตั้งไม่ได้เนื่องจากอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สมาชิกสภาไม่เห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ของรัฐบาล

ครั้งที่ 3 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนได้เคลื่อนไหวขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ชุดดังกล่าวลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแต่งตั้งสมาชิกชุดใหม่

ครั้งที่ 4 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2519 ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเกิดปัญหาความแตกแยกและขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมในขณะนั้นอย่างรุนแรงอันเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินและส่งผลกระทบ กระเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ครั้งที่ 5 พลเอก เปรม ติณสลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 เนื่องจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ครั้งที่ 6 พลเอก เปรม ติณสลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เนื่องจากสมาชิกสภาไม่รับหลักการ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522  พ.ศ. 2529

ครั้งที่ 7 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 เนื่องจากรัฐบาล เห็นว่าเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล

ครั้งที่ 8 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 3535 การยุบสภาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช. ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองอย่างรุนแรง เดือนพฤษภาคม หลังจาก พลเอก สุจินดา คราประยูร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีในขณนั้น และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารขุน เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดให้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อจะได้ใช้กระบวนการทางรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้กับประชาชน

ครั้งที่ 9 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 มีการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจากผลการปฏิบัติงานเรื่องการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือส.ป.ก.4-01และและพรรคพลังธรรมลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ครั้งที่ 10 นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 ภายหลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นสัญชาติ ของนายกฯ

ครั้งที่ 11 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543ภายหลังเข้ามาปฏิบัติภารกิจสำคัญๆ หลายประการจนแล้วเสร็จหรือลุล่วงลง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ปี 40

ครั้งที่ 12 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ภายหลังเกิดการขุมนุมสาธารณะ ตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมือง และได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และอาจมีการสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

ครั้งที่ 13 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หลังจากเข้ามาคลี่คลาย ปัญหาทางเศรษฐกิจและความชัดแย้งและความแตกแยกในสังคมโดยเฉพาะเรื่องการเมือง ประกอบกับรัฐสภาได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว

ครั้งที่ 14  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมจาก หลายภาคส่วนร่วมกันเดินขบวนกดดันเจ้าหน้าที่รัฐตามสถานที่ราชการต่าง ๆ  คัดค้านการออกร่างพระราชบัญญัตินิโทษกรรม พ.ศ. 2556 รัฐบาลเปิดโอกาสให้ตัวแทนเข้าเจรจาแต่ไม่เป็นผลจึงตัดสินใจยุบสภา