ยืนยัน TOMORROWLAND เทศกาลดนตรีระดับโลก สนใจจัดที่ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571954

30 มี.ค. 2567

20:53 น.

ยืนยัน TOMORROWLAND เทศกาลดนตรีระดับโลก สนใจจัดที่ไทย

จากกระแสข่าวว่า TOMORROWLAND จะจัดงานในประเทศไทยปี 2026 ทาง Tomorrowland International ฝั่งเบลเยี่ยม ยืนยันแล้วว่า มีความสนใจเป็นอย่างมาก กำลังมีการศึกษาอย่างจริงจัง แต่วัน เวลา และสถานที่ ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ ยังไม่มีการสรุปรายละเอียด

จากที่นายชัย วัชรงค์ โฆษกรัฐบาล ระบุว่างานเทศกาลดนตรี Tomorrowland สนใจจะจัดในประเทศไทยปี 2026 แล้วจะจัดติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ล่าสุด นาย Debby Wilmsen หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Tomorrowland ระบุว่า ทีมงานของ Tomorrowland มีความสนใจที่จะจัดงานในประเทศไทย และกำลังสำรวจถึงความเป็นไปได้อย่างจริงจัง แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำยืนยันและรายละเอียดเชิงลึกใดๆ ได้  แต่ทางเราให้ความสนใจอย่างมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่งานนี้จะเกิดขึ้น

คำแถลงระบุว่า “ในปัจจุบัน Tomorrowland กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้มีการลงนามในข้อตกลง MOU แบบเอกสิทธิ์ (exclusive) กับหุ้นส่วน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนฝั่งไทย เพื่อลงทุนทำการศึกษาร่วมกัน” ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงทางกฎหมาย ที่ระบุถึงกระทำร่วมกัน โดยการศึกษาความเป็นไปได้ จะช่วยทำให้เข้าใจได้ชัดเจน ว่างาน Tomorrowland ในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ ที่ไหน และอย่างไร โดยลงรายละเอียด 

คำแถลงจบลงว่า “Tomorrowland มีความภูมิใจและมีความเต็มใจที่ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและการมุ่งเน้นอย่างเต็มที่จากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะ รัฐบาลประเทศไทยซึ่งเสริมแนวทางของไทยในการเป็นเส้นทางปลายทางที่สำคัญสำหรับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นไปอีกขั้น” 

หากมีการเปิดตัว จะเป็นการจัดครั้งที่ 4 ของ Tomorrowland นอกเหนือจากการจัดงานในบ้านเกิดที่เบลเยียม แฟน ๆ ชาวไทย คงต้อง รอติดตามข่าวสาร กันต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

‘นายกฯ’ เซ็นเช็ค 1.2 แสน บริจาคมูลนิธิกระจกเงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571937

30 มี.ค. 2567

15:01 น.

‘นายกฯ’ เซ็นเช็ค 1.2 แสน บริจาคมูลนิธิกระจกเงา

‘นายกฯ’ เซ็นเช็ค 1.2 แสน บริจาคเงินเดือนให้มูลนิธิกระจกเงา ซื้อโดรนตรวจจับความร้อนไฟป่า ให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่ายืมใช้ ยินดีชื่อ ‘โดรนนายกเศรษฐา’

เฟสบุ๊กมูลนิธิกระจกเงา โพสต์รูปเช็คเงินสดธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน พร้อมข้อความลงเฟสบุ๊กว่า

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา มีผู้บริจาครายหนึ่งติดต่อมา ต้องการมอบเงินเดือนจำนวน 50,000 บาท ให้มูลนิธิกระจกเงาใช้ในภารกิจทางสังคมตามเห็นสมควร

เราแจ้งกลับไปว่าเงินจำนวนนี้ กระจกเงาคิดว่า จะนำไปซื้อโดรนตรวจจับความร้อน สำหรับให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าใช้งานเนื่องจากโดรนทำหน้าที่เป็นเสมือนดวงตา ให้กับทีมอาสาดับไฟป่า เพื่อบอกพิกัดไฟที่แม่นยำให้ทีมสามารถสู้ไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น และยังเป็นที่ต้องการอยู่มาก

เหตุที่เราให้ยืม ไม่ซื้อและมอบให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ เป็นเพราะหากเสียหาย ชำรุด หรือถึงกำหนดซ่อมบำรุง มูลนิธิกระจกเงาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ทันที ให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

หลังจากเราบอกวัตถุประสงค์การใช้เงินบริจาคเพื่อจัดซื้อโดรนผู้บริจาครายนี้เพิ่มวงเงินบริจาคจาก 50,000 บาท เป็น 127,000 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจนี้

และเมื่อวานนี้ ผู้บริจาคได้ให้ตัวแทน นำเช็คเงินเดือนจำนวน 127,000 บาท มามอบที่มูลนิธิกระจกเงาเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดในเช็ค ระบุชื่อ “นายเศรษฐา ทวีสิน”

ขอบคุณนายกรัฐมนตรี คุณเศรษฐา ทวีสิน สำหรับเงินเดือน ที่บริจาคให้มูลนิธิกระจกเงาวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดรนตรวจจับความร้อนตัวใหม่นี้ จะถูกส่งไปสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าที่ภาคเหนือ

และเรายินดีที่จะตั้งชื่อโดรนให้ยืมตัวนี้ว่า

“โดรนนายกเศรษฐา“

‘นายกฯ’ เซ็นเช็ค 1.2 แสน บริจาคมูลนิธิกระจกเงา

‘พิเชษฐ์’ หนุนจับปรับพ่อแม่ ปล่อยเด็กอายุไม่ถึง 15 ขับมอเตอร์ไซด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571935

30 มี.ค. 2567

14:38 น.

‘พิเชษฐ์’ หนุนจับปรับพ่อแม่ ปล่อยเด็กอายุไม่ถึง 15 ขับมอเตอร์ไซด์

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร หนุนจับปรับพ่อแม่ ให้ลูกอายุต่ำกว่า 15 ปี ขับมอเตอร์ไซค์ เสนอออกกฎหมาย “Killer Pay” เอาผิดบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ เพื่อคุ้มครองเด็ก และ เยาวชน ตาย- เจ็บ จากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซค์ ภาคีเครือข่ายขานรับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน กล่าวระหว่างปาฐกถาในการประชุมใหญ่ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนความปลอดภัยผู้ใช้จักรยานยนต์ โครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย ว่า เรื่องอุบัติเหตุจากรถมอร์เตอร์ไซค์ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ที่ผ่านมาได้ทราบว่า ภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ ได้ช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้ สื่อสารเรื่องความปลอดภัย ตลอดจนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่เป็นผล ในฐานะฝ่ายการเมืองและนิติบัญญัติ เห็นว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่งคือการทำเรื่องของกฎหมายให้มีมาตาการและการบังคับใช้ อย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเรื่องน่ายินดีว่า ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน ขึ้นมา เพื่อที่จะทำหน้าที่หาแนวทางป้องกันและลดอุบัติเหตุ ซึ่งในความเห็นของตนหลังจากได้ฟังข้อมูลจากโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัยแล้ว รู้สึกตกใจที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสูงสุด เป็นเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งถือเป็นวัยที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะการขับเคลื่อนประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อคนกลุ่มนี้ตายมาก เจ็บมาก หรืออาจจะต้องพิการ แน่นอนว่า จะส่งผลให้ประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ประชุมใหญ่ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนความปลอดภัยผู้ใช้จักรยานยนต์ประชุมใหญ่ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนความปลอดภัยผู้ใช้จักรยานยนต์

“ผมคิดว่า การแก้ไขปัญหาที่สำคัญทางหนึ่ง คือ การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็ก และ เยาวชนจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะกฎหมายพื้นฐาน เช่น อายุของผู้ขับขี่ ถ้าพ่อแม่อนุญาตให้ลูกที่อายุไม่ถึง 15 ปี ขับขี่มอร์เตอร์ไซค์ กฎหมายต้องลงโทษ จับ ปรับ พ่อแม่ เพื่อให้ระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช่ซื้อมอร์เตอร์ไซค์ให้ลูกขี่ทั้งๆที่ลูกยังอายุไม่ถึง” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นอกจากบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจังแล้ว นายพิเชษฐ์ ยังเสนอให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ แบบในต่างประเทศ เช่น ถ้าจักรยานยนต์ยี่ห้อไหนเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ทำคนเจ็บ คนตายมากที่สุด ผู้ประกอบการรถยี่ห้อนั้นๆ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้รัฐบาลเป็นกองทุนเพื่อคุ้มครองคนเหล่านี้ คล้ายๆกฎหมายสิ่งแวดล้อม Polluter Pays Principle ที่ให้ผู้ประกอบการกิจการใดก็ตามที่ก่อมลพิษ หรือ ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายต้องจ่ายค่าชดเชยให้ชุมชน ให้กับคนที่ได้รับผลกระทบนั้นๆ” ประธานคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน บอก

ด้านนางสาวศิริวรรณ สันติเจียรกุล นักวิจัยโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย กล่าวว่า อยากให้ฝ่ายการเมืองช่วยเป็นปากเป็นเสียงไปถึงผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คนตาย 1 คนทุกๆครึ่งชั่วโมง ได้ออกมารับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง การไม่ยอมผลิตจักรยานยนต์ที่ซีซีต่ำ 50-70 ซีซี เพื่อให้เป็นรถสำหรับผู้ขับขี่หน้าใหม่ที่เป็น Beginner ซึ่งหากมีรถที่ซีซีต่ำ ในต่างประเทศให้ขับขี่ได้ แต่มีกฎชัดเจน เช่น ห้ามขับขี่ในเวลากลางคืน ไม่ให้มีการซ้อนท้าย สิ่งเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย จึงทำให้มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นทุกชั่วโมงและทุกวันบนท้องถนน เมื่อผู้ขับขี่หน้าใหม่สามารถเริ่มต้นการขับขี่รถมอร์เตอร์ไซค์ที่ 110 ซีซีหรือ 125  ซีซีได้เลย

ขณะที่ นายพรหมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ(สคอ.) กล่าวว่า หากรัฐสภาและฝ่ายนิติบัญญัติ ติดตาม กำกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนในเรื่องของอุบัติเหตุอย่างจริงจัง เชื่อว่า จะช่วยลดการตายบนท้องถนนได้อย่างน้อยปีละ 5,000 คน

สำหรับการจัดประชุม ใหญ่ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนความปลอดภัยผู้ใช้จักรยานยนต์ โครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานความคืบหน้าโครงการจากวิชาการ งานวิจัย Policy Paper ด้านคน รถ ถนน ระบบและกลไก รวมทั้งเผยแพร่แนวทางของ สสส. ภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง และภาคการเมือง ในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุจักรยานยนต์และการพัฒนาความปลอดภัยของผู้ใช้จักรยานยนต์และผู้ร่วมถนน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างเครือข่ายฯ และแสวงหาแนวทางผนึกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนความปลอดภัยผู้ใช้จักรยานยนต์และใช้ถนน

สื่อโคราช มอลโล่ให้ ‘สุวัจน์’ บุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571933

30 มี.ค. 2567

14:31 น.

สื่อโคราช มอลโล่ให้ ‘สุวัจน์’ บุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน

‘สุวัจน์’ รับโล่เกียรติยศ บุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน จากสมาคมสื่อฯ นครราชสีมา หนุนแนวคิดนายกฯ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่โคราช เสริม GDP ประเทศ

29 มีนาคม 2567 เวลา 19.00 น.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้รับมอบรางวัลโล่เกียรติยศ สาขา“ผู้ทำคุณประโยชน์และผู้เสียสละต่อสังคมและชาติบ้านเมือง”ประจำปี 2567 ครั้งที่ 9 จากสมาคมสื่อสารมวลชน,สมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา,ชมรมนักข่าวหนังสือพิมพ์ทีวีสื่อออนไลน์ประเทศไทย และชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา เนื่องในโอกาสวันนักข่าว ( 5 มีนาคม) โดยมี หม่อมราชวงศ์ปณิธาน จรูญโรจน์ ประธานองค์กรอุตสาหกรรมนำเข้าและส่งออกสินค้าสากลวัฒนธรรมแห่งประเทศ ประธานในพิธี ณ ห้องราชาวดี ภัตตาคารเสียเสี้ยว จังหวัดนคราชสีมา

นายสุวัจน์ กล่าวขอขอบคุณ สมาคมสื่อสารมวลชน นักข่าวจังหวัดนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย ที่ได้จัดงานและได้มอบรางวัลให้กับผู้ที่ทําคุณประโยชน์ให้กับจังหวัดนครราชสีมา เนื่องในโอกาสวันนักข่าว ซึ่งตนเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศ สาขา“ผู้ทำคุณประโยชน์และผู้เสียสละต่อสังคมและชาติบ้านเมือง”

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่าการที่เราได้ให้กําลังใจกับผู้ที่จะมาช่วยแก้ปัญหา หรือช่วยในการพัฒนาประเทศ ถือว่าเป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะในการเข้ามาทํางานเพื่อส่วนรวม เข้ามาแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาต่างๆ นอกจากความรู้ ความสามารถแล้ว สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีความเสียสละ มีความอดทนต่ออุปสรรคต่างๆ

ฉะนั้น กําลังใจจะทําให้บุคคลต่างๆ เหล่านั้น มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการที่จะแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาประเทศให้ประสบความสําเร็จ ถือว่ากําลังใจเป็นสิ่งที่มีความสําคัญมาก และถือว่าเป็นโอกาสอันดีในโอกาสวันนักข่าว ทางสมาคมสื่อสารมวลชนและสมาคมนักข่าวนครราชสีมา และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานขึ้น

“วันนี้ได้รับรางวัลเราก็คงจะมีความมุ่งมั่นในการที่จะเสียสละ แล้วทําประโยชน์ให้เกิดกับจังหวัดนครราชสีมา ให้เกิดกับประเทศไทย ให้เกิดกับพี่น้องประชาชนของเราตลอดไป และขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณสมาคมนักข่าว ที่ได้ให้รางวัลพวกเราในวันนี้” นายสุวัจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากให้พูดถึงสิ่งที่รัฐบาลนํามาเมืองโคราช นายสุวัจน์ กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรี เพิ่งมาลงพื้นที่แล้วท่านก็ได้ให้แนวคิดให้การสนับสนุนในเรื่องของการคมนาคม เรื่องสนามบิน เรื่องการท่องเที่ยว หรือแม้แต่เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ซึ่งตนคิดว่าก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเรื่องของอุทยานธรณีโลก ที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่

“ตนคิดว่ารัฐบาลได้พยายามหาแนวทางในการที่จะพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา ต้องขอบคุณท่านนายกฯ เศรษฐา รัฐบาลที่ได้ให้ความสําคัญกับพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพถ้าโครงสร้างพื้นฐานครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อไหร่ จะเป็นตัวเร่ง GDP ให้กับประเทศได้“ นายสุวัจน์ กล่าว

‘เศรษฐา’ โชว์ฟิตวันหยุด ชกกระสอบทราย ริมทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571920

30 มี.ค. 2567

11:24 น.

‘เศรษฐา’ โชว์ฟิตวันหยุด ชกกระสอบทราย ริมทะเล

นายกรัฐมนตรี ใช้ชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์พักผ่อน โชว์ภาพใส่เสื้อสำนักนายกฯ ชกกระสอบทรายริมทะเล บอก “วันหยุด ออกกำลังกายให้พอได้เหงื่อสักหน่อยครับ”

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้มีภารกิจเป็นพิเศษ ใช้ชีวิตพักผ่อนช่วงวันหยุดริมทะเล โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊กและ X เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin สั้นๆ ว่า “วันหยุด ออกกำลังกายให้พอได้เหงื่อสักหน่อยครับ” พร้อมภาพชกกระสอบทรายริมทะเลที่ไหนซักแห่ง ไม่ได้ระบุสถานที่ แต่สังเกตว่าชุดที่ใส่ขาวทั้งชุด เสื้อก็ยังเป็นเสื้อที่มาตราสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ สมกับเป็นนายกฯ จริงๆ

มีรายงานว่าท่านนายกฯ จะหยุดพักผ่อนและจะปฏิบัติภารกิจนายกฯ อีกทีวันที่ 1 เม.ย.นี้

ภาพจากเฟสบุ๊ก เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin ภาพจากเฟสบุ๊ก เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin

ก.คลัง กระตุ้นซื้อบ้าน ลดค่าโอน – จดจำนอง บ้านไม่เกิน 3 ลบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571919

30 มี.ค. 2567

11:13 น.

ก.คลัง กระตุ้นซื้อบ้าน ลดค่าโอน – จดจำนอง บ้านไม่เกิน 3 ลบ.

“รัดเกล้า” เผย กระทรวงการคลังทบทวนมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าโอนเหลือ 1% ค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับอสังหาฯ ไม่เกิน 3 ล้านบาท เพิ่มเงินกู้โครงการบ้านล้านหลัง เป็น 2 ล้านบาท

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.กระทรวงการคลัง เตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ให้เติบโตขึ้น เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถึง 10 %  ของจีดีพี โดยล่าสุดกำลังพิจารณามาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 1 %  และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01 %  ซึ่งปัจจุบันมาตรการนี้ช่วยเฉพาะอสังหาฯที่ราคาซื้อขาย และราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน3 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน3 ล้านบาท โดยจะขยายให้ราคาซื้อขายเกิน 3 ล้านบาทมีสิทธิเข้าร่วมมาตรการด้วย แต่ให้สิทธิเฉพาะ 3 ล้านบาทแรก

ส่วนมาตรการการเงิน โครงการบ้านล้านหลังเฟส 3 ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ชอส.) ที่กำหนดให้กู้ได้เฉพาะผู้ซื้อบ้านก่อสร้างและวงเงินกู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 1.5 ล้านบาทนั้น จะขยายเป็นราคาสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท หาได้ยากแล้วและไม่ได้เสี่ยงมาก ส่วนการทบทวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้มา 5-6 ปีแล้วนั้น คลังและมหาดไทยกำลังศึกมาร่วมกันเพื่อทบทวนให้เหมาะสม เช่นการจัดระเบียบประเภทที่ดินให้ชัดเจนมากขึ้นรวมทั้งการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ปังจุบันไห้ อปท. ใช้ดุลพินิจได้ตามความเหมาะสม เช่น ที่ดินเปล่าที่เจ้าของปลูกต้นไม้ทำสวน แต่ไม่ถึงเกณฑ์เป็นที่ดินเพื่อการเกษตรนั้นได้ให้ อปท.ตัดสินใจได้เลยว่าจะเข้าเกณท์ใดส่วนอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีแนวคิดปรับเพิ่มขึ้น

“การปรับมาตการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์  โดยนายกฤษฎา ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.) เตรียมรายละเอียดเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม  ครม.ในเร็ววันนี้” รองโฆษกฯ​ รัดเกล้า​ กล่าว

แก้หนี้ กยศ. ดอกเบี้ยไม่เกิน 1% เบี้ยปรับไม่เกิน 0.5% ไม่ต้องมีคนค้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571916

30 มี.ค. 2567

10:28 น.

แก้หนี้ กยศ. ดอกเบี้ยไม่เกิน 1% เบี้ยปรับไม่เกิน 0.5% ไม่ต้องมีคนค้ำ

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขหนี้ กยศ. ปรับโครงสร้างลูกหนี้ 3.5 ล้านคน เก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี ลดเบี้ยปรับไม่เกินร้อยละ 0.5% ต่อปี ไม่ต้องมีผู้ค้ำทุกกรณี

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานของระบบการศึกษาไทย และต้องแก้ไขเร่งด่วน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินประชาชนรายย่อย ซึ่งกลุ่มลูกหนี้ กยศ. จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการแก้ไข

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ลูกหนี้ กยศ. ในปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้มีกว่า 3.5 ล้านราย คิดเป็นเงินมูลค่าจำนวน 454,645 ล้านบาท ในส่วนของหนี้ที่คงค้างอยู่ในขณะนี้ 5 ล้าน 3 แสนราย ผิดนัด 49% มีผู้ถูกดำเนินคดีไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2547 จำนวน 5 ล้านคน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดูแล และให้บูรณาการความร่วมมือกัน ซึ่ง กยศ. ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการที่รองรับกฎหมายหลายประเด็น รวมทั้งออกประกาศปรับปรุงยอดหนี้ กองทุน หลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการคืนเงิน ส่วนที่ชำระเงินที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงระเบียบกองทุนที่งดบังคับคดีชั่วคราว สำหรับผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกัน

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินประชาชนรายย่อย ได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขหนี้ด้วยการให้คำนวณภาระหนี้ของลูกหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันใหม่ ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 1% ต่อปี กรณีผิดนัดชำระลดอัตราเบี้ยปรับเหลือไม่เกิน 0.5% ต่อปี และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในทุกกรณี รวมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการปรับชำระหนี้ มีการนำยอดหนี้มาคำนวณใหม่ที่ตัดเงินต้นก่อนค่อยไปตัดดอกเบี้ย ผู้กู้ยืมบางรายสามารถปิดบัญชีได้ทันที มีการคืนเงินผู้ที่ชำระเกินหลังจากปรับเกณฑ์ นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังได้เปิดลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศตั้งแต่ 15 ก.พ. 2567 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น.

“รัฐบาลให้ความสำคัญ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงปัญหาหนี้ กยศ. ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ และสั่งการให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยแนวทางในการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้กู้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ปลดภาระผู้ค้ำประกัน รวมถึงลดกระบวนการดำเนินคดี/บังคับคดี ซึ่งกองทุนฯ จะมีเงินกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา รุ่นต่อไป” นายชัย กล่าว

นายกฯ ลงนามสนับสนุนวงการกีฬา อัดฉีด 4 ปี 1,640 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571865

29 มี.ค. 2567

14:00 น.

นายกฯ ลงนามสนับสนุนวงการกีฬา อัดฉีด 4 ปี 1,640 ล้าน

นายกฯ ลงนามอัดฉีดงบวงการกีฬา 4 ปี 1.6 พันล้าน อัดฉีดวงการกีฬา หวังเห็นพัฒนาผู้เล่น ดันโอกาสรากหญ้า ประกาศ ตราบใดที่ยังเป็นนายกฯ วงการกีฬาต้องไม่ขาดงบ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนสมาคมกีฬาจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน  ในโครงการ 1 รัฐสาหกิจ 1 กีฬา ว่า ต้องขอบคุณคณะทำงานทุกคน รวมทั้งสปอนเซอร์ที่สนับสนุน อย่างที่บอกครั้งสุดท้ายคือ 500 ล้านบาท เมื่อ 4 ปี คราวนี้ 1.6 พันล้าน เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็คงไม่หยุดจะพยายามหาทางช่วยเหลือวงการกีฬาต่อไป

จากที่เดิมมีไม่กี่สมาคมกีฬา ตอนนี้ได้มาเกือบทุกสมาคมกีฬา นายกรัฐมนตรี บอกว่า เป็นเพราะคณะทำงาน เพราะความจริงแล้วยังมีกีฬาอีกหลายประเภทที่ต้องได้รับการสนับสนุน ฉะนั้นเราต้องพยายามให้ความยุติธรรม มีระบบการคัดเลือกให้ถูกต้อง

หลังจากที่มีเงินมาสนับสนุน อยากเห็นอะไรในวงการกีฬา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องผลงานเป็นส่วนหนึ่ง แต่การจะนำคนเข้าสู่วงการกีฬา มีผู้เล่นเยอะขึ้น มีการพัฒนาระดับรากหญ้าให้เยอะขึ้น เช่น สมาคมฟุตบอล ที่ได้รับเงินไปส่วนหนึ่งจะไปพัฒนาลีกล่าง คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องสนับสนุน ส่วนกรณียังมีนักกีฬาบางส่วนยังไม่ได้รับเงินอัดฉีดภายหลังจบการแข่งขัน ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความจริงแล้วมันต้องให้เขาได้เงิน วันนี้เราพูดเรื่องรัฐวิสาหกิจที่มาเป็นสปอนเซอร์ดีกว่า

จากนั้นนายกรัฐมนตรี แถลงถึงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ว่า วันนี้เป็นวันที่น่ายินดี มีเงินอัดฉีด1,640 ล้านนบาท  4 ปี ก็ถือว่าเป็นการนำโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลของประเทศ ซึ่งถ้ากีฬาไทยดี รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนก็เกิดขึ้น เหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเกาหลีใต้ ในรอบที่ผ่านมา แม้ผลจะออกมาไม่เป็นที่ต้องการ แต่ถ้าหากดูบรรยากาศก็ถือเป็นวันประวัติศาตร์วันหนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจ ซึ่งถือว่าเป็นความหวังและแรงบันดาลใจให้กับเยาชนในการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถเพิ่มสูงขึ้น โดยเงินงบประมาณดังกล่าวถือเป็นงบประมาณที่เราไม่ได้ให้เยอะขึ้น แต่จำนวนสมาคมเพิ่มเยอะขึ้น ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ขอขอบคุณคณะทำงาน นอกจากนี้สปอนเซอร์ก็มีส่วนสำคัญ

ผมยืนยันครับว่า ตราบใดที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมจะไม่ให้วงการกีฬาต้องขาดงบประมาณครับ ผมถือว่าเรื่องนี้สําคัญมาก ผมจะดูแลวงการกีฬาอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดความสมดุลกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เราจะใช้งบประมาณ อย่างถูกต้อง และปราศจากการทุจริตประพฤติมิชอบ” นายกรัฐมตนตรี กล่าว

ศาลอาญายกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมืองไล่ ‘สมชาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571862

29 มี.ค. 2567

13:44 น.

ศาลอาญายกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมืองไล่ ‘สมชาย’

ศาลอาญา ยกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมือง ไล่อดีตนายกฯ ‘สมชาย’ ชี้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ทำเพื่อส่วนรวม ‘ปานเทพ’ ยืนยันแกนนำไม่ขออภิสิทธิ์พิเศษในกระบวนการยุติธรรม

29 มี.ค. 2567 ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีม็อบพันธมิตรบุกสนามบินดอนเมือง หมายเลขดำ อ.1087 /56 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  ,น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์,นายการุณ ใสงาม, นายวีระ สมความคิด, พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์,น.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค หรือจอย อดีตนักแสดงชื่อดัง  ร่วมกับพวกรวม 67 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมปลุกปั่นยุยงก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 24 พ.ย.- 3 ธ.ค.2551 พวกจำเลยที่ 1-14 ได้ร่วมกันชักชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมใหญ่โดยกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ และปิดล้อมอาคารวีไอพี ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอยู่ในความดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. และนำจานรับสัญญาณโทรทัศน์ของจำเลยไปติดตั้งใกล้เครื่องรับสัญญาณเรด้าร์ ของบริษัท วิทยุการบินฯ ปิดกั้นสะพานกลับรถ ตรวจค้นตัวจนท.บริษัท การบินไทย ร่วมกันขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลและทรัพย์สิน  ทำลายทรัพย์สินของบริษัท  ของท่าอากาศยานไทยฯ เสียหาย 627,080 บาทเพื่อกดดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยก่อนฟังคำพิพากษา นายปานเทพ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลนัดจำเลยในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามบินเมื่อปี 2551 ซึ่งใช้เวลาการพิจารณาคดีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุรวมแล้วเป็นปีที่ 15 การต่อสู้ในคดีรอบที่ผ่านมาแบ่งเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มที่หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วในชั้นศาลอาญา แกนนำบางส่วนถูกปรับ 20,000 บาท ที่เหลือยกฟ้องในทุกข้อหา สำหรับชุดที่สองเป็นคดีที่ต่อเนื่องกันแต่เนื่องจากมีจำเลยเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุทำให้ศาลแบ่งออกเป็นสองคดี ทางเราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลที่ เราต่อสู้มาในรอบหลายปีเพื่อมาสู่จุดนี้ว่าพวกเราทั้งหมดไม่เคยหนี ไม่เคยขอร้องอภิสิทธิ์ใด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่ในชั้นพิจารณาคดีจนถึงในชั้นการพิพากษาแม้กระทั่งการอยู่ในเรือนจำ

ส่วนคดีพันธมิตรไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ เพิ่งจะมีเมื่อวานนี้ที่อัยการไม่ฎีกาเป็นครั้งแรก ในกรณีของการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาศาลชั้นต้นอุทธรณ์ได้ยกฟ้องทั้งหมด ที่เหลืออุทธรณ์ฎีกาทั้งหมดไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ และมีหลายคนต้องถูกโทษจำคุกไปแล้วในคดีการชุมนุมที่หน้าสถานีโทรทัศน์ NBT รวมไปถึงการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล และทั้งหมดก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราทั้งหมดไม่ได้รับการอภิสิทธิ์ ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายตามกฎหมายทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ให้กับใครแม้กระทั่งกับพวกเราเอง แต่ตนอยากเรียกร้องให้คนที่รับอภิสิทธิ์ทั้งหลายได้รับโทษตามกฎหมาย ที่มาวันนี้ไม่เคยเรียกร้องอภิสิทธิ์ใด เพียงแต่เรียกร้องให้ทุกคนเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม และชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายในคดีของสนามบิน ซึ่งบางส่วนมีการฟ้องร้องกันยังไม่สิ้นสุดระหว่างการบินไทยมีการฟ้องร้องในคดีความแพ่งกับผู้ชุมนุมสนามบิน ส่วนคดี เรื่องของท่าอากาศยาน ฟ้องไปแล้วสิ้นสุดไปแล้วยึดทรัพย์บางส่วน แต่คดีนี้รอผลลัพธ์ทางคดีอาญาให้จบสิ้นก่อนเพราะมีการเรียกร้องในคดี ทั้งนี้ตนได้กล่าวทิ้งท้ายว่าวันนี้ต้องฟังคำพิพากษาก่อนว่าศาลจะว่าอย่างไร ถ้ามีผลเป็นลบต่อทางจำเลยทางเราต้องใช้สิทธิ์อุทธรณ์ และถ้ามีผลเป็นบวกไม่มีใครถูกลงโทษจะต้องรอดูว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ หากอัยการอุทธรณ์ทางเราก็จะยื่นคำร้องแก้อุทธรณ์เช่นเดียวกัน และคาดว่าไม่เกินกลางปีนี้จะรู้ผลทุกอย่าง”  นายปานเทพ กล่าว

ด้าน นายไชยวัฒน์  สินสุวงศ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ว่า จากคำตัดสินของชุดแรกก็รู้มีความมั่นใจว่าวันนี้ศาลจะตัดสินยกฟ้องเหมือนชุดแรก เพราะกลุ่มที่ 2 มีจำเลยทั้งหมด 67 คน ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มแนวร่วม ไม่ใช่กลุ่มแกนนำหลัก คาดว่าศาลน่าจะพิจารณาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ส่วนคดีทางอาญาก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเฉพาะบุคคล

ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้เดินทางมาที่ศาลอาญาในวันนี้ด้วยเพื่อเป็นกำลังใจให้กับจำเลยชุดที่ 2 เนื่องจาก นายสนธิเป็นจำเลยในชุดแรก ที่ถูกพิจารณาคดีไปแล้วโดยการฟังคำพิพากษาวันนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาเมื่อจำเลยทั้ง 67 คนมาครบจำนวน ส่วนผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิ์โดยรายงานตัวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพวกจำเลย เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมมาจากหลายอาชีพ ทั้งศิลปิน นักร้อง ดารา สื่อมวลชน อดีตเอกอัคราชทูต มาชุมนุมเพื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องเขยของนายทักษิณ ชินวัตร มีการทุจริตเชิงนโยบาย และศาลฎีกาแผนกอาญาองผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายทักษิณ ชินวัตรหลายคดี โดยเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ มาตรา 116 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนใจผู้อื่น จึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทุกข้อหา

จากนั้นเวลา 11.30 น. ภายหลังการเข้าฟังคำพิพากษาโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันนี้ศาลอาญาพิจารณาประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ความยาว 51 หน้า มีข้อเท็จจริงยุตติ 10 หน้า โดยสรุปแล้ว 1. ข้อหาการฟ้องซ้ำ ศาลเห็นว่าด้วยพฤติการณ์ บุคคล ข้อหาคดีที่เคยมีการฟ้องร้องก่อนหน้านี้และจำเลยหนึ่งราย ร้องเป็นการฟ้องซ้ำการลงโทษจะซ้ำซ้อนหรือไม่ ศาลพิพากษาเห็นว่าพฤติการณ์ ข้อหา บุคคลที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาและสถานที่ เป็นคนละสถานที่ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นการฟ้องซ้ำ และศาลมีสิทธิ์ที่จะพิจารณา

ส่วนพฤติการณ์ของรัฐบาล เป็นพฤติการณ์ที่เป็นสาเหตุของการชุมนุม โดยศาลวิเคราะห์จึงการวิเคราะห์ตั้งแค่การก่อตั้งของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุในปี 2551 คือความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างความผิดคดียุพรรคพลังประชาชน ซึ่งทุจริตการเลือกตั้ง มีความพยายามแก้ไขมาตราใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกเลิกอำนาจการตรวจสอบของคตส. ในคดีทุจริตคอรัปชั่น โดยศาลเห็นว่าทั้งสองประเด็นนี้ เป็นประเด็นของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงการต่อต้านนำปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นเป็นมรดกโลกให้กับประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนั้นศาลยังได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งหมด ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรนั้น เป็นการชุมนุมภายใต้กรอบที่มีมีเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาการชุมนุมจำเลยทั้ง 67 ราย ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ หรือมีอาวุธอยู่ในครอบครอง ศาลจึงเห็นว่าไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย การก่อกบฏ หรือก่อความวุ่นวาย

ส่วนเรื่องท่าอากาศยาน ศาลได้มีการพิจารณาวิเคราะห์ จากหลักฐานทั้งหมดด้วยพยานฝ่ายโจทก์เอง พบว่าไม่สามารถยืนยันว่าจำเลยทั้ง 67 คน ทำความผิดอย่างไรที่ก่อให้เกิดการขัดขวางท่าอากาศยานได้จริงในทางปฏิบัติ แม้แต่ดาวเทียม ซึ่งเป็นทีวีการถ่ายทอดสด ก็ไม่สามารถกระทบต่อสัญญาณการบินได้ และพื้นที่การชุมนุมไม่ได้กระทบต่อการบิน ดังนั้นด้วย พยานฝ่ายโจทก์ประกอบกับการที่พันธมิตรยุติการชุมนุมแล้วไม่เกิดความเสียหายสามารถดำเนินการบินและให้บริการได้ทันทีสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความเสียหาย ศาลเห็นว่าไม่มีความผิดในการขัดขวาง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบินและพื้นที่ชุมนุมไม่กระทบ หรือความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้น

ส่วนการประทะ ซึ่งอาจมีเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม เช่น พยามเข้าพื้นที่บางส่วนของผู้ชุมนุม การขัดขวางของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เป็นการสั่งการของจำเลย 67 คน แต่อาจการกระทบกระทั่งแต่เป็นวิถีของการเกิดขึ้นเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการ การยั่วยุ ให้กระทำการรุนแรง ศาลพิจารณาจำเลยทั้ง 67 คน ล้วนมีเจตนาอย่างชัดเจน ว่าให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบปราศจากอาวุธ และยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของภาครัฐในเวลานั้นทั้งการทุจริตการเลือกตั้ง การทุจริตคอรัปชั่นทั้งนายทักษิณ ชินวัตรและพวกเป็นเรื่องจริง และมีคำพิพากษาจำนวนมาก รวมถึงศาลพิจารณาการกลับมาของนายทักษิณ ที่หลบหนีไป 15 ปี และการกลับมาขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยข้อความว่าสำนึกผิด ยอมรับการกระทำความผิด แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ฯ มีมูลเหตุของการเจตนารมย์เป็นเรื่องจริง ดังนั้นการชุมนุมจึงไม่ใช่เป็นไปด้วยประโยชน์ส่วนตัวแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และประเด็นสุดท้าย หลังศาลพิจารณาว่าเป็นการชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธศาลยังได้พิจารณาพิจารณา เรื่องการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ศาลพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การออกพรก.ฉุกเฉิน ที่กระทำการลงไปเพื่อขัดขวาง งดเว้นสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน จะต้องเป็นไปด้วยความชอบธรรมโดยเฉพาะการชุมนุมของพันธมิตรฯ แม้กระทบต่อการบินบ้างแต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นศาลจึงเห็นว่าการกระทำความผิดพรก. ฉุกเฉินจึงไม่เข้าข่าย เพราะว่าได้รับการยืนยันว่าในเวลาต่อมา มีการหลบหนีคำพิพากษาของนายทักษิณ และการยอมรับความผิด แม้จำเลยจะกระทบต่อประชาชน ผู้ใช้สนามบินอยู่บ้าง แต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่เป็นความผิดฐาน ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด 67 คน

คำพิพากษาเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งตนสรุปเพียงใจความสำคัญบางส่วนเท่านั้น แต่ความงดงามและความครบถ้วนของเนื้อหาไม่สามารถจะตัดทอนได้จากคำพิพากษาชุดนี้ จนอาจจะบอกว่าเป็นการเยียวยาความรู้สึกของพวกเราในฐานะผู้ที่ถูกกระทำมา 17 ปี ว่าพวกเราเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยโทษที่รุนแรง โทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือการก่อการร้าย ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นแค่พิธีกรเป็นประชาชน เป็นศิลปิน แต่คนที่อ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค ไม่เคยออกมาเรียกร้องหรือเห็นใจของการชุมนุมของพวกเรา แต่คำพิพากษานี้ให้ความเป็นธรรมกับพวกเราที่ต่อสู้และเคารพขบวนการกระบวนการยุติธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้จำเลยจำนวนมากที่มาฟังคำพิพากษา น้ำตาซึม และน้ำตาใหลออกมา เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้รับความเป็นธรรมจากการพิสูจน์ตัวเองมายาวนาน 17 ปี 

เมื่อถามว่าถูกริดรอนสิทธิ์มานานกว่า 10 ปี หากอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ จะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ตั้งแต่การประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดใช้สิทธิ์ในการชุมนุมเท่านั้น แม้ไม่ใช่แกนนำแต่ถูกกวาดดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และพวกเขาเหล่านั้นสูญเสียอิสรภาพ ถูกตราหน้ามาตลอด 17 ปีว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้ยึดสนามบินผู้ ก่อความไม่มั่นคงทำลายประเทศชาติ เมื่ออ่านคำพิพากษาและพิสูจน์ความจริง เราได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการสู้คดีและในคดีนี้แม้แต่ตนเองที่ไม่ใช่นักกฎหมายแต่ซักคัดค้านด้วยตนเองในสิ่งที่กระทบต่อตนเพื่อพิสูจน์ความจริง ดังนั้นพวกเราไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน เราต่อสู้ในทุกประเด็นที่เราสู้ได้ ซึ่งศาลพิพากษาในคดีนี้ นอกจากการตราหน้าแล้วเราสูญเสียการเดินทางไปต่างประเทศ ต้องเสียเงินหลายแสนบาทเพื่อที่จะเดินออกไป ทั้งถูกบันทึกตลอดว่าพวกเราเป็นอาชญากร ทั้งที่พวกเราเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชนคำนึงถึงการต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้ง และการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถือว่าเป็นคำพิพากษาที่งดงามที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ไม่หนักใจสอบรุ่นน้อง ประธาน ป.ป.ช. พร้อมเดินหน้าคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571851

29 มี.ค. 2567

11:20 น.

ไม่หนักใจสอบรุ่นน้อง ประธาน ป.ป.ช. พร้อมเดินหน้าคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’

ประธาน ป.ป.ช. รอข้อมูลคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่หนักใจว่าเป็นคดีรุ่นน้อง เพราะประชาชนสนใจ ต้องชัดเจน โปร่งใส ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มจากทนายตั้ม

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึง คดีที่มีการกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับพวก กรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ว่า ป.ป.ช. มีมติไปแล้วว่า จะพิจารณาเรื่องนี้เอง เพราะถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช. ที่จะต้องไต่สวนในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ หาข้อเท็จจริงและดำเนินการก่อน ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ต้องเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อรับเข้ามาก็ต้องมีการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับเอกสาร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง ให้เรียกสำนวนกลับใช้อำนาจตามมาตรา 66 จึงได้มีมติไป ทั้งนี้เมื่อรับเรื่องมาแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้น และดูพยานหลักฐาน หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ ที่จะต้องไต่สวน ก็ต้องตั้งไต่สวน

“การตั้งไต่สวนทำได้ 2 กรณี  โดยตอนนี้ไม่มีอนุกรรมการเหมือนอดีต หากเป็นเรื่องทั่วๆไป ก็เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะเป็นหัวหน้าพนักงานไต่สวน ดำเนินการไป แต่ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบ เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ก็จะเป็นกรรมการไต่สวนโดยใช้กรรมการ 2 คน แต่ ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากก็จะให้คณะกรรมการทุกคนเป็นผู้ไต่สวน ดังนั้นเมื่อ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องกลับมาดู เอกสารทั้งหมดจะต้องส่งมาที่ป.ป.ช. จากนั้นจะต้อง มาดูว่าเอกสารมี พยานหลักฐานอะไรบ้างที่จะดำเนินการ ก็จะเข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช.” ประธาน ป.ป.ช. กล่าว

ประธาน ป.ป.ช.ยืนยัน ไม่หนักใจในการทำคดี แม้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเป็นตำรวจรุ่นน้อง เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่ที่พยานหลักฐาน และที่สำคัญคือเราต้องให้ความเป็นธรรม พร้อมย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญและประชาชนให้ความสนใจ ป.ป.ช.จะต้องทำให้ชัดเจนและมีความโปร่งใส

ส่วนกรณีที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาประกอบการพิจารณาหรือไม่นั้น ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นข้อมูลมา หากส่งมาป.ป.ช.ก็จะพิจารณา แต่เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่มีข้อมูลมา แม้บางเรื่องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่ข้อมูลยังไม่มาที่ ป.ป.ช. ก็ยังไม่สามารถพิจารณาได้

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบจริยธรรม สส.ก้าวไกล ทั้ง 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลอาญามาตรา 112 นั้น ขณะรี้ได้ดำเนินการอยู่ มีหลายเรื่องที่ต้องตรวจสอบไปพร้อมกัน ซึ่งกรอบเวลาในการดำเนินการตามกฏหมาย ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่เกิน 2 ปีและสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งป.ป.ช. พยามจริงจังกับกรอบเวลา คาดว่าผลที่ออกมาน่าจะใกล้เคียงกัน