ศาลอาญายกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมืองไล่ ‘สมชาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571862

29 มี.ค. 2567

13:44 น.

ศาลอาญายกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมืองไล่ ‘สมชาย’

ศาลอาญา ยกฟ้อง ม็อบพันธมิตร บุกดอนเมือง ไล่อดีตนายกฯ ‘สมชาย’ ชี้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ทำเพื่อส่วนรวม ‘ปานเทพ’ ยืนยันแกนนำไม่ขออภิสิทธิ์พิเศษในกระบวนการยุติธรรม

29 มี.ค. 2567 ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีม็อบพันธมิตรบุกสนามบินดอนเมือง หมายเลขดำ อ.1087 /56 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  ,น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์,นายการุณ ใสงาม, นายวีระ สมความคิด, พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์,น.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค หรือจอย อดีตนักแสดงชื่อดัง  ร่วมกับพวกรวม 67 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมปลุกปั่นยุยงก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 24 พ.ย.- 3 ธ.ค.2551 พวกจำเลยที่ 1-14 ได้ร่วมกันชักชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมใหญ่โดยกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ และปิดล้อมอาคารวีไอพี ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอยู่ในความดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. และนำจานรับสัญญาณโทรทัศน์ของจำเลยไปติดตั้งใกล้เครื่องรับสัญญาณเรด้าร์ ของบริษัท วิทยุการบินฯ ปิดกั้นสะพานกลับรถ ตรวจค้นตัวจนท.บริษัท การบินไทย ร่วมกันขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลและทรัพย์สิน  ทำลายทรัพย์สินของบริษัท  ของท่าอากาศยานไทยฯ เสียหาย 627,080 บาทเพื่อกดดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยก่อนฟังคำพิพากษา นายปานเทพ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลนัดจำเลยในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามบินเมื่อปี 2551 ซึ่งใช้เวลาการพิจารณาคดีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุรวมแล้วเป็นปีที่ 15 การต่อสู้ในคดีรอบที่ผ่านมาแบ่งเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มที่หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วในชั้นศาลอาญา แกนนำบางส่วนถูกปรับ 20,000 บาท ที่เหลือยกฟ้องในทุกข้อหา สำหรับชุดที่สองเป็นคดีที่ต่อเนื่องกันแต่เนื่องจากมีจำเลยเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุทำให้ศาลแบ่งออกเป็นสองคดี ทางเราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลที่ เราต่อสู้มาในรอบหลายปีเพื่อมาสู่จุดนี้ว่าพวกเราทั้งหมดไม่เคยหนี ไม่เคยขอร้องอภิสิทธิ์ใด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่ในชั้นพิจารณาคดีจนถึงในชั้นการพิพากษาแม้กระทั่งการอยู่ในเรือนจำ

ส่วนคดีพันธมิตรไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ เพิ่งจะมีเมื่อวานนี้ที่อัยการไม่ฎีกาเป็นครั้งแรก ในกรณีของการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาศาลชั้นต้นอุทธรณ์ได้ยกฟ้องทั้งหมด ที่เหลืออุทธรณ์ฎีกาทั้งหมดไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์ และมีหลายคนต้องถูกโทษจำคุกไปแล้วในคดีการชุมนุมที่หน้าสถานีโทรทัศน์ NBT รวมไปถึงการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล และทั้งหมดก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราทั้งหมดไม่ได้รับการอภิสิทธิ์ ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายตามกฎหมายทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ให้กับใครแม้กระทั่งกับพวกเราเอง แต่ตนอยากเรียกร้องให้คนที่รับอภิสิทธิ์ทั้งหลายได้รับโทษตามกฎหมาย ที่มาวันนี้ไม่เคยเรียกร้องอภิสิทธิ์ใด เพียงแต่เรียกร้องให้ทุกคนเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม และชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายในคดีของสนามบิน ซึ่งบางส่วนมีการฟ้องร้องกันยังไม่สิ้นสุดระหว่างการบินไทยมีการฟ้องร้องในคดีความแพ่งกับผู้ชุมนุมสนามบิน ส่วนคดี เรื่องของท่าอากาศยาน ฟ้องไปแล้วสิ้นสุดไปแล้วยึดทรัพย์บางส่วน แต่คดีนี้รอผลลัพธ์ทางคดีอาญาให้จบสิ้นก่อนเพราะมีการเรียกร้องในคดี ทั้งนี้ตนได้กล่าวทิ้งท้ายว่าวันนี้ต้องฟังคำพิพากษาก่อนว่าศาลจะว่าอย่างไร ถ้ามีผลเป็นลบต่อทางจำเลยทางเราต้องใช้สิทธิ์อุทธรณ์ และถ้ามีผลเป็นบวกไม่มีใครถูกลงโทษจะต้องรอดูว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ หากอัยการอุทธรณ์ทางเราก็จะยื่นคำร้องแก้อุทธรณ์เช่นเดียวกัน และคาดว่าไม่เกินกลางปีนี้จะรู้ผลทุกอย่าง”  นายปานเทพ กล่าว

ด้าน นายไชยวัฒน์  สินสุวงศ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตร กล่าวว่า ก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ว่า จากคำตัดสินของชุดแรกก็รู้มีความมั่นใจว่าวันนี้ศาลจะตัดสินยกฟ้องเหมือนชุดแรก เพราะกลุ่มที่ 2 มีจำเลยทั้งหมด 67 คน ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มแนวร่วม ไม่ใช่กลุ่มแกนนำหลัก คาดว่าศาลน่าจะพิจารณาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ส่วนคดีทางอาญาก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเฉพาะบุคคล

ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้เดินทางมาที่ศาลอาญาในวันนี้ด้วยเพื่อเป็นกำลังใจให้กับจำเลยชุดที่ 2 เนื่องจาก นายสนธิเป็นจำเลยในชุดแรก ที่ถูกพิจารณาคดีไปแล้วโดยการฟังคำพิพากษาวันนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาเมื่อจำเลยทั้ง 67 คนมาครบจำนวน ส่วนผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิ์โดยรายงานตัวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพวกจำเลย เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมมาจากหลายอาชีพ ทั้งศิลปิน นักร้อง ดารา สื่อมวลชน อดีตเอกอัคราชทูต มาชุมนุมเพื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องเขยของนายทักษิณ ชินวัตร มีการทุจริตเชิงนโยบาย และศาลฎีกาแผนกอาญาองผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายทักษิณ ชินวัตรหลายคดี โดยเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ มาตรา 116 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนใจผู้อื่น จึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทุกข้อหา

จากนั้นเวลา 11.30 น. ภายหลังการเข้าฟังคำพิพากษาโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันนี้ศาลอาญาพิจารณาประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น ความยาว 51 หน้า มีข้อเท็จจริงยุตติ 10 หน้า โดยสรุปแล้ว 1. ข้อหาการฟ้องซ้ำ ศาลเห็นว่าด้วยพฤติการณ์ บุคคล ข้อหาคดีที่เคยมีการฟ้องร้องก่อนหน้านี้และจำเลยหนึ่งราย ร้องเป็นการฟ้องซ้ำการลงโทษจะซ้ำซ้อนหรือไม่ ศาลพิพากษาเห็นว่าพฤติการณ์ ข้อหา บุคคลที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาและสถานที่ เป็นคนละสถานที่ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นการฟ้องซ้ำ และศาลมีสิทธิ์ที่จะพิจารณา

ส่วนพฤติการณ์ของรัฐบาล เป็นพฤติการณ์ที่เป็นสาเหตุของการชุมนุม โดยศาลวิเคราะห์จึงการวิเคราะห์ตั้งแค่การก่อตั้งของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุในปี 2551 คือความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างความผิดคดียุพรรคพลังประชาชน ซึ่งทุจริตการเลือกตั้ง มีความพยายามแก้ไขมาตราใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกเลิกอำนาจการตรวจสอบของคตส. ในคดีทุจริตคอรัปชั่น โดยศาลเห็นว่าทั้งสองประเด็นนี้ เป็นประเด็นของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงการต่อต้านนำปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นเป็นมรดกโลกให้กับประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนั้นศาลยังได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งหมด ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรนั้น เป็นการชุมนุมภายใต้กรอบที่มีมีเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาการชุมนุมจำเลยทั้ง 67 ราย ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ หรือมีอาวุธอยู่ในครอบครอง ศาลจึงเห็นว่าไม่เข้าข่ายการก่อการร้าย การก่อกบฏ หรือก่อความวุ่นวาย

ส่วนเรื่องท่าอากาศยาน ศาลได้มีการพิจารณาวิเคราะห์ จากหลักฐานทั้งหมดด้วยพยานฝ่ายโจทก์เอง พบว่าไม่สามารถยืนยันว่าจำเลยทั้ง 67 คน ทำความผิดอย่างไรที่ก่อให้เกิดการขัดขวางท่าอากาศยานได้จริงในทางปฏิบัติ แม้แต่ดาวเทียม ซึ่งเป็นทีวีการถ่ายทอดสด ก็ไม่สามารถกระทบต่อสัญญาณการบินได้ และพื้นที่การชุมนุมไม่ได้กระทบต่อการบิน ดังนั้นด้วย พยานฝ่ายโจทก์ประกอบกับการที่พันธมิตรยุติการชุมนุมแล้วไม่เกิดความเสียหายสามารถดำเนินการบินและให้บริการได้ทันทีสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความเสียหาย ศาลเห็นว่าไม่มีความผิดในการขัดขวาง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบินและพื้นที่ชุมนุมไม่กระทบ หรือความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้น

ส่วนการประทะ ซึ่งอาจมีเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม เช่น พยามเข้าพื้นที่บางส่วนของผู้ชุมนุม การขัดขวางของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เป็นการสั่งการของจำเลย 67 คน แต่อาจการกระทบกระทั่งแต่เป็นวิถีของการเกิดขึ้นเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการ การยั่วยุ ให้กระทำการรุนแรง ศาลพิจารณาจำเลยทั้ง 67 คน ล้วนมีเจตนาอย่างชัดเจน ว่าให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบปราศจากอาวุธ และยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของภาครัฐในเวลานั้นทั้งการทุจริตการเลือกตั้ง การทุจริตคอรัปชั่นทั้งนายทักษิณ ชินวัตรและพวกเป็นเรื่องจริง และมีคำพิพากษาจำนวนมาก รวมถึงศาลพิจารณาการกลับมาของนายทักษิณ ที่หลบหนีไป 15 ปี และการกลับมาขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยข้อความว่าสำนึกผิด ยอมรับการกระทำความผิด แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ฯ มีมูลเหตุของการเจตนารมย์เป็นเรื่องจริง ดังนั้นการชุมนุมจึงไม่ใช่เป็นไปด้วยประโยชน์ส่วนตัวแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และประเด็นสุดท้าย หลังศาลพิจารณาว่าเป็นการชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธศาลยังได้พิจารณาพิจารณา เรื่องการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ศาลพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การออกพรก.ฉุกเฉิน ที่กระทำการลงไปเพื่อขัดขวาง งดเว้นสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน จะต้องเป็นไปด้วยความชอบธรรมโดยเฉพาะการชุมนุมของพันธมิตรฯ แม้กระทบต่อการบินบ้างแต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นศาลจึงเห็นว่าการกระทำความผิดพรก. ฉุกเฉินจึงไม่เข้าข่าย เพราะว่าได้รับการยืนยันว่าในเวลาต่อมา มีการหลบหนีคำพิพากษาของนายทักษิณ และการยอมรับความผิด แม้จำเลยจะกระทบต่อประชาชน ผู้ใช้สนามบินอยู่บ้าง แต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่เป็นความผิดฐาน ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด 67 คน

คำพิพากษาเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งตนสรุปเพียงใจความสำคัญบางส่วนเท่านั้น แต่ความงดงามและความครบถ้วนของเนื้อหาไม่สามารถจะตัดทอนได้จากคำพิพากษาชุดนี้ จนอาจจะบอกว่าเป็นการเยียวยาความรู้สึกของพวกเราในฐานะผู้ที่ถูกกระทำมา 17 ปี ว่าพวกเราเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยโทษที่รุนแรง โทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือการก่อการร้าย ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นแค่พิธีกรเป็นประชาชน เป็นศิลปิน แต่คนที่อ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค ไม่เคยออกมาเรียกร้องหรือเห็นใจของการชุมนุมของพวกเรา แต่คำพิพากษานี้ให้ความเป็นธรรมกับพวกเราที่ต่อสู้และเคารพขบวนการกระบวนการยุติธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้จำเลยจำนวนมากที่มาฟังคำพิพากษา น้ำตาซึม และน้ำตาใหลออกมา เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้รับความเป็นธรรมจากการพิสูจน์ตัวเองมายาวนาน 17 ปี 

เมื่อถามว่าถูกริดรอนสิทธิ์มานานกว่า 10 ปี หากอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ จะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ตั้งแต่การประทับรับฟ้องจำเลยทั้งหมดใช้สิทธิ์ในการชุมนุมเท่านั้น แม้ไม่ใช่แกนนำแต่ถูกกวาดดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และพวกเขาเหล่านั้นสูญเสียอิสรภาพ ถูกตราหน้ามาตลอด 17 ปีว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้ยึดสนามบินผู้ ก่อความไม่มั่นคงทำลายประเทศชาติ เมื่ออ่านคำพิพากษาและพิสูจน์ความจริง เราได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการสู้คดีและในคดีนี้แม้แต่ตนเองที่ไม่ใช่นักกฎหมายแต่ซักคัดค้านด้วยตนเองในสิ่งที่กระทบต่อตนเพื่อพิสูจน์ความจริง ดังนั้นพวกเราไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน เราต่อสู้ในทุกประเด็นที่เราสู้ได้ ซึ่งศาลพิพากษาในคดีนี้ นอกจากการตราหน้าแล้วเราสูญเสียการเดินทางไปต่างประเทศ ต้องเสียเงินหลายแสนบาทเพื่อที่จะเดินออกไป ทั้งถูกบันทึกตลอดว่าพวกเราเป็นอาชญากร ทั้งที่พวกเราเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชนคำนึงถึงการต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้ง และการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถือว่าเป็นคำพิพากษาที่งดงามที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ไม่หนักใจสอบรุ่นน้อง ประธาน ป.ป.ช. พร้อมเดินหน้าคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571851

29 มี.ค. 2567

11:20 น.

ไม่หนักใจสอบรุ่นน้อง ประธาน ป.ป.ช. พร้อมเดินหน้าคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’

ประธาน ป.ป.ช. รอข้อมูลคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่หนักใจว่าเป็นคดีรุ่นน้อง เพราะประชาชนสนใจ ต้องชัดเจน โปร่งใส ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มจากทนายตั้ม

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึง คดีที่มีการกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับพวก กรณีเรียกรับผลประโยชน์จากเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ว่า ป.ป.ช. มีมติไปแล้วว่า จะพิจารณาเรื่องนี้เอง เพราะถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช. ที่จะต้องไต่สวนในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ หาข้อเท็จจริงและดำเนินการก่อน ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ต้องเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อรับเข้ามาก็ต้องมีการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับเอกสาร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง ให้เรียกสำนวนกลับใช้อำนาจตามมาตรา 66 จึงได้มีมติไป ทั้งนี้เมื่อรับเรื่องมาแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้น และดูพยานหลักฐาน หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ ที่จะต้องไต่สวน ก็ต้องตั้งไต่สวน

“การตั้งไต่สวนทำได้ 2 กรณี  โดยตอนนี้ไม่มีอนุกรรมการเหมือนอดีต หากเป็นเรื่องทั่วๆไป ก็เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะเป็นหัวหน้าพนักงานไต่สวน ดำเนินการไป แต่ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบ เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ก็จะเป็นกรรมการไต่สวนโดยใช้กรรมการ 2 คน แต่ ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากก็จะให้คณะกรรมการทุกคนเป็นผู้ไต่สวน ดังนั้นเมื่อ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องกลับมาดู เอกสารทั้งหมดจะต้องส่งมาที่ป.ป.ช. จากนั้นจะต้อง มาดูว่าเอกสารมี พยานหลักฐานอะไรบ้างที่จะดำเนินการ ก็จะเข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช.” ประธาน ป.ป.ช. กล่าว

ประธาน ป.ป.ช.ยืนยัน ไม่หนักใจในการทำคดี แม้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเป็นตำรวจรุ่นน้อง เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่ที่พยานหลักฐาน และที่สำคัญคือเราต้องให้ความเป็นธรรม พร้อมย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญและประชาชนให้ความสนใจ ป.ป.ช.จะต้องทำให้ชัดเจนและมีความโปร่งใส

ส่วนกรณีที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาประกอบการพิจารณาหรือไม่นั้น ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นข้อมูลมา หากส่งมาป.ป.ช.ก็จะพิจารณา แต่เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่มีข้อมูลมา แม้บางเรื่องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่ข้อมูลยังไม่มาที่ ป.ป.ช. ก็ยังไม่สามารถพิจารณาได้

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบจริยธรรม สส.ก้าวไกล ทั้ง 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลอาญามาตรา 112 นั้น ขณะรี้ได้ดำเนินการอยู่ มีหลายเรื่องที่ต้องตรวจสอบไปพร้อมกัน ซึ่งกรอบเวลาในการดำเนินการตามกฏหมาย ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่เกิน 2 ปีและสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งป.ป.ช. พยามจริงจังกับกรอบเวลา คาดว่าผลที่ออกมาน่าจะใกล้เคียงกัน 

‘กลาโหม’ โยกค่างวดเรือดำน้ำ ซื้อเรือฟริเกต 7,000 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571849

29 มี.ค. 2567

11:12 น.

‘กลาโหม’ โยกค่างวดเรือดำน้ำ ซื้อเรือฟริเกต 7,000 ล้าน

มีรายงานข่าวว่า รมว.กระทรวงกลาโหม เสนอแนวทางโยกค่างวดเรือดำน้ำจีนที่จ่ายไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท ขอซื้อเรือฟริเกตแทน โดยรอท่าทีของฝ่ายจีน ก่อนเสนอให้นายกฯ เห็นชอบ

มีรายงานว่า การเดินทางเยือนจีนของ นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เพื่อหารือกับบริษัทและหน่วยงานของจีน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำของไทย เพื่อประเมินแนวทางต่างๆ ในทางเลือกต่อการเดินหน้าหรือยกเลิกโครงการ จะส่งผลอย่างไรบ้าง ก่อนเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

กองทัพเรือได้ยืนยันแนวทางเดิมคือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้เครื่อง CHD 620 ของจีน พร้อมกับนำเสนอ 3 แนวทางตามที่เคยให้สำนักงานอัยการสูงสุดตีความ เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขสัญญาที่ต้องผ่าน ครม. เห็นชอบ ทั้งชนิดเครื่องยนต์ และการขยายเวลาสัญญา เพราะเป็นโครงการรัฐต่อรัฐ

มีรายงานว่าฝั่งรัฐบาลได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมคือ การไปพูดคุยกับบริษัทเอกชนของจีน ในการโยกเงินค่างวดงานที่ไทยจ่ายให้จีนไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท แล้วไปจัดหาเรือฟริเกตจากจีนแทน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ และข้อดี-ข้อเสียต่างๆ ก่อนเสนอเรื่องให้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต่อไป แต่ทั้งนี้ ต้องดูท่าทีของฝ่ายจีน ว่าจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ และต้องพิจารณาข้อกฎหมายว่าสามารถทำได้หรือไม่

ยังมีรายงานอีกว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน นายสุทิน ได้เดินทางต่อไปยังประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งต้องจับตาว่านายสุทินจะไปเจรจาการจัดหาเรือผิวน้ำจากเกาหลีใต้หรือไม่ เพื่อบรรจุในแผนงบประมาณฯ ปี 2568

รัฐบาล ชวนร่วมงาน “เพื่อคนหางาน” มีตำแหน่งงานกว่า 1,000 อัตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571847

29 มี.ค. 2567

10:57 น.

รัฐบาล ชวนร่วมงาน “เพื่อคนหางาน” มีตำแหน่งงานกว่า 1,000 อัตรา

รัฐบาลเชิญชวน ปชช. ร่วมสัปดาห์การให้บริการประชาชน “เพื่อคนหางาน” มีตำแหน่งว่างรองรับกว่า 1,000 อัตรา ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. – 7 เม.ย 67 ณ กระทรวงแรงงาน บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กำหนดจัดกิจกรรมการให้บริการใน “สัปดาห์การให้บริการประชาชน” รวม 9 วัน ภายในงานมีกิจกรรมการให้บริการรับสมัครงาน สัมภาษณ์งานกับบริษัทชั้นนำกว่า 20 บริษัท มีตำแหน่งงานว่างกว่า 1,000 อัตรา อาทิ ตำแหน่งผู้จัดการร้าน บัญชี การเงิน สินเชื่อ ช่างเทคนิค ธุรการ พนักงานขาย พนักงานบริการลูกค้า พนักงานรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน บริการรับขึ้นทะเบียนและรายงานตัวผู้ประกันตนกรณีว่างงาน บริการแนะแนวอาชีพ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตและทดลองปฏิบัติอาชีพอิสระที่กำลังเป็นที่นิยม ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันละ 2 อาชีพ ได้แก่ งานไม้กระถางเป็นรูปหน้าสุนัขและแมว สร้อยข้อมือถักจากเชือกเทียน สานกระเป๋าจากเชือกพลาสติก สร้อยคอถักจากเชือกเทียน พวงมาลัยมะลิจากกระดาษทิชชู่ ตกแต่งกระเป๋ากระจูดด้วยไม้ประดิษฐ์ เทียนหอมแฟนซีจากต้นโสนหางไก่ บริการทดสอบความพร้อมทางอาชีพ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ บริการรับสมัครงานเพื่อเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง (รัฐจัดส่ง) พร้อมทั้งแจกของที่ระลึกมากมาย

“ประชาชน สามารถเข้ารับบริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 เวลา 08.30 – 16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ อาคารศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย ชั้น 1 กระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694” นายคารม กล่าว

‘สามารถ’ ท้า เม.ย. ไม่ยุบ ‘ก้าวไกล’ พร้อมเชียร์ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571891

28 มี.ค. 2567

17:45 น.

'สามารถ' ท้า เม.ย. ไม่ยุบ 'ก้าวไกล' พร้อมเชียร์ตลอดชีวิต

‘สามารถ’ มั่นใจ เม.ย.นี้ ยุบก้าวไกล เผยอยากให้ผ่านอภิปรายก่อน ลั่นหากไม่ยุบ พร้อมเชียร์ทั้งชีวิต เพราะยกประเทศให้แล้ว

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้อง ยุบพรรคก้าวไกลว่า ที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า การยุบพรรคก้าวไกลมีธงอยู่แล้ว แล้วก็มีคนโทรมาหาตนบอกว่า บรรดาสมาชิกพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นระดับแกนนำบอกว่า ไม่น่าจะถูกยุบพรรค พูดง่าย ๆ พรรคก้าวไกลไม่ถูกยุบแน่นอน

นายสามารถเดิมพันหากพรรคก้าวไกลไม่ถูกยุบในเดือนเมษายนนี้ ตนจะเชียร์เชียร์พรรคก้าวไกลตลอดทั้งชีวิตตนคิดว่าถ้าบ้านเมืองเดินกันแบบนี้ก็ยกให้เขาไปเลย เพราะในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การกระทำของพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครอง 

นายสามารถ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ศาลเรียกเอกสารเพิ่มเติมจาก กกต. ไม่ใช่แค่เอกสารคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เท่านั้น แต่ กกต.ยังส่งเอกสารพรรคก้าวไกลที่ 44 สส.พรรคก้าวไกล ลงชื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่…พ.ศ.. (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท)ไปด้วย ถ้าภายในเดือนเมษายนนี้ไม่มีการยุบพรรคก้าวไกล ก็แปลว่าเรายกประเทศให้เขาไปแล้ว

นายสามารถ ยังมั่นใจ 3 เดือนเม.ย.นี้ มีการยุบพรรรแน่ และจะมีบางส่วนไปอยู่พรรคก้าวใหม่ที่ซื้อหัวมาได้ข่าวว่า 4 ล้านบาท แต่ใจตนก็วิงวอนว่า อย่าเพิ่งไปยุบ ให้เขาออภิปรายรัฐบาลเต็มที่ก่อน เพราะในวันที่ 3-4 เม.ย.สภาฯจะมีการเปิดอภิปรายรัฐบาลตามญัตติ 152 

ยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ ตั้ง ‘พรรคก้าวใหม่’ ? สวมเสื้อเก่า เปลี่ยนชื่อใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571793

28 มี.ค. 2567

16:30 น.

ยุบ 'พรรคก้าวไกล' ตั้ง 'พรรคก้าวใหม่' ? สวมเสื้อเก่า เปลี่ยนชื่อใหม่

คาดการณ์กันว่า จะใช้เวลา 2 – 3 เดือน วินิจฉัยคดียุบพรรคก้าวไกล แต่ก็มีข่าวว่าจะมีพรรคก้าวใหม่ขึ้นมาแทน แต่การตั้งพรรคขึ้นมาใหม่เป็นไปได้ยาก คาดการณ์ว่าน่าจะเอาพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว มาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ใหม่

มีข่าวมาว่า ถ้าพรรคก้าวไกลถูกยุบ จะมีพรรคเกิดขึ้นมาใหม่ชื่อว่า พรรคก้าวใหม่ ขึ้นมาแทนครับ แต่จากการตรวจสอบตอนนี้ ยังไม่มีพรรคก้าวใหม่ ในระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองของ กกต.

ปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้ คือระยะเวลาและผลของคำวินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง กกต. ที่ขอให้สั่งยุบพรรคก้าวไกลแล้ว คาดว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาไม่เกิน 2 ถึง 3 เดือน เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยตามข้อกฎหมาย ต่อยอดจากคำวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลล้มล้างการปกครอง ที่ออกมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงใหม่

หากมีคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่ยุบพรรค พรรคก้าวไกลก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้ายุบพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคจะถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งอย่างน้อย 10 ปี หรืออาจตลอดชีวิต ส่วน สส. ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสภาพความเป็น สส.

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. บอกว่า การตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ไม่ง่าย เพราะ สส. ต้องหาพรรคใหม่สังกัดให้ได้ภายใน 60 วัน วิธีการที่เป็นไปได้ที่สุด คือเข้าสังกัดพรรคที่มีอยู่แล้ว และค่อยเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้พรรคทีหลัง

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าพรรคก้าวไกลในขณะนี้ จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง หากมีการยุบพรรค สส.ทั้งหมดจะยังอยู่พรรคเดียวกัน อยู่ฝ่ายค้านทั้งหมดหรือไม่ หรือจะมีใครเตรียมย้ายไปสังกัดฝ่ายรัฐบาล คงต้องติดตามกันครับ

แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม Senior Content creator

‘จักรภพ’ ประกันตัว พร้อมช่วยงานรัฐบาล อยากเจอ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571780

28 มี.ค. 2567

14:47 น.

‘จักรภพ’ ประกันตัว พร้อมช่วยงานรัฐบาล อยากเจอ ‘ทักษิณ’

‘จักรภพ เพ็ญแข’ ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคดีอาวุธ 2 คดี ประกาศพร้อมช่วยงานรัฐบาล หากได้รับการทาบทาม ยอมรับอยากไปพบ ‘ทักษิณ’ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนักโทษลี้ภัยการเมืองกลับประเทศ มองประชาธิปไตย ได้รับอนุญาตให้โตขึ้นแล้ว

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคดีอาวุธ 2 คดี คดีละ 200,000 บาท โดยมีคดีที่ศาลอาญากรุงเทพฯ และศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทนายเปิดเผยว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเงื่อนไขพิเศษอะไร โดยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานต่างๆ ให้การเพิ่มเติมในภายหลัง และมีนัดมาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 22-23 เมษายนนี้

นายจักรภพ กล่าวว่า กระบวนการนี้ นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้การทำงานวันนี้ราบรื่น และสิ่งที่ผมชื่นชมและประทับใจกับเจ้าหน้าที่มาก คือการอธิบายขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างครบถ้วน ทำให้เราสามารถรู้สิทธิของเรา สามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจว่าจะสู้คดีได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม และอยากบอกว่า ออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 กลับมาในปี 2557 รวมเวลา 15 ปีเต็ม รู้สึกเสียดายเวลาที่จะได้รับใช้ประเทศชาติไปเยอะ จากนี้ไปเลยตั้งใจว่า อะไรที่ทำได้ก็จะทำ การเมืองก็เป็นวิถีทางหนึ่ง การทำงานด้านการต่างประเทศในบทบาทต่างๆ ผมก็จะรับทำต่อไป เมื่อพ้นจากเรื่องคดีแล้ว ก็จะขอทำตัวให้มีประโยชน์ต่อชาติในเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิต

ส่วนที่เคยบอกว่าไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม นายจักรภพบอกว่า เคยพูดไว้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจตอนปี 2549 ใหม่ๆ ตอนนั้นรู้สึกไม่มั่นใจจริงๆ สิ่งที่ได้พูดสิ่งที่คิดตอนนั้น มาจากความจริงใจ ไม่มีอะไรย้อนกลับไปแก้ไข ยกเว้นแต่บอกว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ได้คิดอะไรขึ้นเยอะ และประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อยากจะบอกพวกเราข้อนึง เราอยู่เมืองไทยอาจจะไม่ค่อยได้สังเกต แต่ตนเองอยู่ข้างนอกสังเกตได้เยอะว่าการเมืองในภาพใหญ่ เป็นไปในทางที่ดีขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบอบประชาธิปไตย ได้รับอนุญาตให้เจริญเติบโตขึ้น อย่างระมัดระวัง ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ทุกอย่างมั่นคงแข็งแรง โดยที่เราไม่เอาหัวไปชนกำแพง แล้วบอกว่าต้องเอาเดี๋ยวนี้เดี๋ยวนั้น

“ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การสร้างอย่างเดียวแต่อยู่ที่การทำลายด้วย ถ้าอัตราของการสร้างมันสูงกว่าการทำลายมันก็เป็นเรื่องบวก แต่ถ้าหากสร้างไม่ทันการทำลายก็กลายเป็นเรื่องลบ ขอโทษที่ผมตอบชัดเจนมากกว่านี้ไม่ได้” นายจักรภพ กล่าว

ส่วนกระแสข่าวว่ามีดีล ถึงได้กลับมาเมืองไทย นายจักรภพ บอกว่า ฟังแล้วดูเหมือนกับเรื่องไม่ค่อยดีนะ แต่ทุกอย่างที่มาถึงขนาดนี้ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการพูดกัน ต้องบอกอย่างนี้ มันมีการคุยกัน แต่การคุยกันไม่ใช่หมายความว่ามาแลกกัน กลับมาแล้วมาแลกกับอันนี้อันนั้นไม่มี เป็นเรื่องการพูดว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะหาจุดร่วม แทนที่จะหาจุดต่างและทะเลาะกันเป็น 10 กว่าปี มันเสียเวลาไปเยอะเลย ก็เลยคุยกันในรูปแบบนั้น แต่ที่สำคัญที่สุด ที่มันเป็นไปได้ก็เพราะว่า การเมืองในภาคใหญ่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งพูดไม่ได้มากกว่านี้ สิ่งที่พัฒนาขึ้นดีขึ้นตรงนั้นแหละ ที่ทำให้การพูดจากัน จากเดิมมันพูดไม่ได้ กลายเป็นพูดได้ แล้วก็นำมาสู่วันนี้

ส่วนการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล เลยทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น นายจักรภพ คิดว่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ส่วนหลักก็คือว่า แม้กระทั่งผู้ที่มีส่วนยึดอำนาจในอดีต ก็ปรับวิธีคิดไปเยอะ ย้อนกลับไปดูว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาใน 9 ปี 10 ปี มันเกิดอะไรขึ้น พูดง่ายๆ คือหลายอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นเพราะทุกฝ่ายยอม เช่นฝ่ายนี้ต้องการจะสร้าง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ค้าน ไม่เจาะยาง มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าฝ่ายที่ต้องการสร้างประชาธิปไตย เขามุ่งมั่นสร้าง  ฝ่ายที่เคยทำลายประชาธิปไตย ลดบทบาทในการทำลายลงไปเยอะ ตรงนี้มันทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่เรื่องจะให้ทันใจคนมันอาจจะไม่ทันใจทั้งหมด ก็ต้องใจเย็นๆ รอให้ อายุเท่าพี่แล้วจะใจเย็นลง

ส่วนบทบาทหลังจากนี้ ที่เขียนลงใน Facebook เขียนว่า กลับมารับใช้ประเทศไทย ซึ่งความหมายก็คือว่าในบทบาทใดก็ตามการเมืองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ได้คิดจะทิ้ง ที่แน่นอนก็คือว่าไม่ได้คิดที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไร หรือมาสร้างความวุ่นวายอะไรกับใครทั้งสิ้น เราจะมาสร้างบทบาทเล็กๆ ของเรา และเมื่อไหร่ที่มันมีบทบาทซึ่งมันเป็นการเสริม และการสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก็ค่อยเข้ามาตอนนั้น ส่วนถ้าเป็นเรื่องสื่อก็ต้องมาดูว่า มันยังมีพื้นที่ ยังต้องการคนโบราณอยู่หรือเปล่า ถ้ายังต้องการ พี่ขอไปเสริมตรงนั้น เพราะอยากจะให้คนไทยพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศ โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อย่าง AI ถ้าเราไม่ปรับตัว พวกเราจะอาจจะตกงานครึ่งค่อนประเทศ ซึ่งต้องเตรียมคิดตั้งแต่ตอนนี้เลย ว่าจะเอาอะไรมาทดแทน มาทำอะไร พีอยากทำอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรื่องภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป Climate Change พวกเราก็รู้ว่าปีนี้ ทั้งน้ำทั้งฝนทั้งไฟ มันแรงขึ้นขนาดไหน ก็ต้องทำอะไรล่วงหน้าไว้ เรื่องแบบนี้นี่แหละที่จะมาทำ

“กว่า 15 ปีมันนาน เพราะว่ามันคิดถึงเมืองไทยทุกวัน นานเพราะว่าพ่อกับแม่เราเสียไปทั้งคู่ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ นานเพราะว่าพวกเราที่เคยทำงานกับพี่มา กับผมมา ขาดโอกาสที่จะได้ทำงานต่อทางการเมือง เนื่องจากเราไม่ได้อยู่เป็นผู้นำหรือไปเชียร์ลีดเดอร์ให้ บรรดาเพราะเหตุพวกนี้ ส่วนตัวเองกี่ปีมันก็รอได้ มันก็ปรับตัวได้ เราคนเดียวจะกินจะอยู่แค่ไหนเชียว แต่ถ้าเราคิดถึงเรื่องโอกาสที่เสียไป มันก็เสียดาย ก็เลยพยายามทำใจตัวเองว่าไม่คิดแบบนั้น เอาว่าต่อไปจะกี่ปีก็ตาม ก็ทำให้มันคุ้มค่าที่สุด” นายจักรภพ กล่าว

ก่อนกลับมาทราบว่ามีคดีอะไรบ้าง ซึ่งตั้งแต่ปี 2549 เคยมีคดีเยอะถือเป็น 10 คดีก็ค่อยๆ ต่อสู้คดีไป มีหมดอายุความไปบ้าง สั่งไม่ฟ้องไปบ้าง ยกฟ้องบ้างในหลายกรณี เช่น ครั้งหนึ่งเคยถึงขั้นมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ปรากฏว่าคดีนั้นมีการสั่งไม่ฟ้องไป แต่เหตุที่ผมไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น จนหลายคนนึกว่ายังมีเรื่องนี้อยู่ ก็เพราะว่าบรรยากาศภาพรวมมันยังไม่ให้ ส่วนถ้ามีการพิสูจน์คดีกันแล้วและมีการทาบทามไปช่วยงานรัฐบาล ก็ยินดีรับ แต่จะไม่ไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเดียวกันหรือพรรคไหนก็ตาม จะเข้าไปเสริม ถ้าไปดูแล้วท่าทางจะไม่ดี ก็ขออยู่เบื้องหลัง

นายจักรภพ ยอมรับว่า ก่อนกลับมา มีการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ครั้งหนึ่ง ก็เรียนถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยภาพรวมเป็นอย่างไร แต่เราก็รู้ดีว่า เราก็ต้องต่างคนต่างทำการบ้านของเราในเรื่องคดีของเรา เพราะถึงแม้จะมีคดีการเมืองเหมือนกัน แต่มันคนละคดี ทั้งหมดไม่มีใครจะไปเลียนแบบของใครได้ มีการคุยกันแต่ไม่ได้ปรึกษากัน แต่เมื่อกลับมาแล้วก็จะไปพบกับนายทักษิณแน่นอน ยังไม่มีกำหนดการ แต่ก็พูดได้ว่าในโอกาสวันแรกที่ทำได้ เพราะคิดถึง อยากจะแวะไปหาท่าน ว่าท่านมีความสุขดีไหมตอนนี้ ซึ่งตอนที่โทรศัพท์คุยกันท่านพูดคำสำคัญว่า ยุคนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็พูดได้แค่นั้น

ส่วนการบังคับใช้คดี เมื่อทุกอย่างมันกลับเข้าสู่ล็อคที่ควรจะเป็น เราก็พบว่าบรรยากาศดีขึ้น แต่ว่าเรื่องแบบนี้ เราไม่ไปถามว่าเรื่องไหนมาจากใครอย่างไร เอาว่าเป็นแบบไทย

ส่วนแกนนำเสื้อแดงที่ลี้ภัย จะทยอยกลับมาประเทศไทยหรือไม่ นายจักรภพ บอกว่า ผมขอเสนอตัวเป็นคน ที่ช่วยเหลือสำหรับคนที่อยากจะกลับมา แล้วสามารถจะกลับมาได้ เพราะเรื่องคดีความยกตัวอย่างเช่น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้พูดเพราะว่าเรื่องที่รักมากมักที่ชังตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ดูตามคดีแต่ละท่าน ถ้าคดีจัดการได้ง่ายแล้วก็มองเขาไว้ก่อน การช่วยเหลือคือต้องให้ความมั่นใจว่าเข้ามาแล้ว ตนเองก็เป็นเหมือนหนูทดลองยาเหมือนกัน ว่าผลเป็นอย่างไร เราก็ต้องบอกให้ความมั่นใจ เพราะเราบังคับความเชื่อของแต่ละคนไม่ได้ และพอมีความมั่นใจแล้ว มันถึงจะมาเรื่องคดี ว่าคดีไหนอยู่ที่ตรงไหนอย่างไร จะสู้ด้วยข้อกฎหมายแบบไหน อย่าลืมว่ากฎหมายไม่ได้อยู่ที่เดิม มีกฎหมายใหม่ๆออกมาเยอะ อย่างวันนี้ผมมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ มีความรู้ใหม่ว่ามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันการทรมาน นั่นหมายความว่าในการสอบปากคำ ต้องมีการบันทึกบรรยากาศไว้ตลอดด้วยวีดีโอ ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรที่พัฒนาขึ้นเยอะ ซึ่งเหล่านี้เราก็ต้องบอกแต่ละคนว่ามันไม่ได้เหมือนเดิมแล้วนะ เพราะบางคนออกจากประเทศไป 7 ปี 8 ปี 10 ปียังฝังใจอยู่กับเรื่องเดิม

ส่วนมีใครในรัฐบาลติดต่อเข้ามาให้ไปทำงานหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่ายังไม่มีและคงจะไม่ติดต่อใคร เพราะว่าเราอยากจะให้เขาสบายใจ ว่าทิศทางกำลังดำเนินไปอย่างดีแล้ว ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะถ้าเรากลับเข้ามาช่วยชาติ เราก็อย่าไปสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะฉะนั้นผมก็คงจะรอเวลาที่มันเหมาะสมอีกทีนึง และระหว่างนี้ก็ต้องทำการบ้านตัวเอง กรุงเทพฯยังเดินไม่ถูกเลย เดี๋ยวหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก่อนว่าอะไรอยู่ไหน จากนี้ไป จะขอไปกราบพ่อกับแม่ก่อน แม่ยังไม่ได้ฌาปนกิจแต่เก็บอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนเดี๋ยวออกจากนี้ก็จะไปเลยส่วนพ่อก็ฌาปนกิจไปแล้วก็จะไปกราบอัฐฐิที่บ้านน้องสาว และจากนั้นก็จะไปกราบศาลหลักเมือง

“การเมือง ไม่ได้หมายความว่าต้องลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อาจจะอยู่ทางนโยบายทางการเมืองการพัฒนาแนวคิดทางการเมืองก็ได้ ซึ่งอันนั้นไม่ปฏิเสธชวนมาไปเลย” นายจักรภพ กล่าว

ส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแกนนำคำเสื้อแดง จะกลับประเทศหรือไม่ นายจักภพ บอกว่า นั้นไม่เฉพาะคนเสื้อแดง แต่กรณีทุกคนที่รู้สึกว่าต้องออกไปต่างประเทศเพราะการเมือง เราจะช่วยทั้งหมดแต่ช่วยนั้น หมายความว่าเจ้าตัวต้องเต็มใจ เราไม่ไปบังคับใครให้กลับมา ส่วนทางนายกยิ่งลักษณ์ เท่าที่ทราบก็เหลือเพียงคดีจำนำข้าว คิดว่าท่านก็อยากกลับบ้านเมืองทุกคน แต่ตนเองคงไม่มีสติปัญญาจะไปช่วยอะไรระดับนั้น

ส่วนที่การกลับมาได้วันนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่เป็นไปเพราะว่าการเกิดขึ้นของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพิ่มความมั่นใจว่าบรรยากาศต่างๆ มันเริ่มไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ไม่ได้พูดว่าทุกอย่างมัน 100% แต่มันเป็นในทางที่ดีขึ้น และผมตัดสินใจรับความเสี่ยงตรงนั้นโดยที่กลับมาเข้ากระบวนการก็แค่นั้นเอง ดีลไม่มี มีแต่พูดคุยถึงบรรยากาศภาพรวมต่างๆ

ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีขยันมาก เราไม่ค่อยได้เห็น นายกรัฐมนตรีที่ขอลุยทำงานเดี๋ยวค่อยมาฟังทีหลังว่าจะวิจารณ์ยังไง ท่านทำงานไปข้างหน้าไปก่อน เป็นทัศนะที่ดี ถ้าเราทำเรื่องนึงแล้วท้อถอยเรื่องหนึ่ง มันก็ไม่ได้ทำต้องไปข้างหน้าก่อนแต่แน่นอนว่า ท่านมีข้อเด่นสำคัญคือท่านบริหารงานด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ท่านบริหารงานโครงการ เพราะฉะนั้นสามารถบริหารงานทีเดียว 10 โครงการ 20 โครงการก็ได้ เป็นคนที่มีหยักในสมองเยอะ ทำได้หลายเรื่องพร้อมกัน ไม่มีอะไรอยากแนะนำโดยเฉพาะ แต่อยากจะเสริมว่าเราควรจะสร้างทีม 2 คือต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศแล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด มุ่งหน้าไปที่กลุ่มคนที่ยังไม่มีอุปกรณ์หรือทรัพยากรในการต่อสู้เพื่อตัวเอง คนที่ยังไม่มีวิธีสู้คนที่เป็นกลุ่มที่ต่ำที่สุดในสังคมในทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็กำลังเดินไป

ส่วนกรณีพรรคก้าวไกลถูกยื่นยุบพรรค เข้าใจว่าทำไมเกิดขึ้นแบบนี้ จะขออนุญาตสงวนความเห็นเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเพิ่งจะมาถึง เพราะมันเป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย ที่มันต้องดูว่าอะไรที่มันเป็นไปได้ในช่วงนี้ และอะไรที่ยังเป็นไปไม่ได้พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้ามีใครที่เป็นวีรชนช่วงนี้ ก็คือเป็นคนที่ทดลองระบบว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น และคนอื่นก็ต้องมองว่า ถ้าทำแบบนี้มันเกินเลยไป ก็ต้องมองว่าถอยแค่ไหน ถึงจะบริหารประเทศได้ คิดว่าประโยชน์มันมีแบบ

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571770

28 มี.ค. 2567

13:20 น.

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน

นายกฯ หนุน Entertainment Complex ยกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่บนดิน กำกับ – เก็บภาษีได้ ‘จักรภพ’ กลับประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกระบวนการยุติธรรม

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณารายงานการศึกษาเรื่องการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมายฯ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วเราไม่อยากให้เป็นกฎหมายคาสิโน แต่ต้องเป็นกฎหมายเรื่อง Entertainment Complex ซึ่ง จะรวบรวมมาอยู่กันในหลายส่วน และเป็นที่ทราบกันดีว่าเราต้องยกพวกเศรษฐกิจสีเทามาอยู่ข้างบนให้หมด จะได้ควบคุมกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย ความเหมาะสม และเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตนก็เห็นด้วยและเป็นเรื่องที่สำคัญ
 

ส่วนยังมีกลุ่มเครือข่ายคนที่เห็นต่างจะสามารถชี้แจงได้อย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า เราก็มีระบบสภาอยู่แล้ว มีตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว ก็จะชี้แจงในสภา


เมื่อถามย้ำว่าการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้นและจะเป็นการแก้ไขปัญหาการลักลอบเปิดบ่อนผิดกฎหมายได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี หวังว่าอันนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ต้องทำได้ เพราะหากเปิดถูกกฎหมายจะทำผิดกฎหมายทำไม หากคนอยากไปเล่นก็ให้เขาทำถูกกฎหมายที่ทางกฎหมายเขาออกมา ก็สามารถเข้าได้


ส่วนจะทำอย่างไรไม่ให้สังคมมองไปในแง่ลบอย่างเดียว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่เราต้องมาดูเรื่องของสังคมอีแอบ เรื่องนี้มันก็มีอยู่แล้ว แต่เราต้องกำกับดูแลให้เหมาะสม ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองจะได้กำกับดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งทุกวันนี้มีอยู่แล้วต้องยอมรับ แต่มันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายซึ่งเราก็ต้องบริหารจัดการไป ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ากฎหมายนี้จะผ่านเมื่อไหร่และจะเปิดได้เมื่อไหร่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควร ในระหว่างนี้ก็ต้องจัดการที่ๆ ผิดกฎหมายไป

ส่วนกรณีถึงนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ลี้ภัยในต่างประเทศนานกว่า 10 ปี เดินทางกลับประเทศไทย และมอบตัวกับตำรวจ นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความยุติธรรมอยู่แล้ว ใครที่มีปัญหาในอดีตและกลับเข้ามาก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้มันถูกต้อง ซึ่งตนไม่ได้ติดตามเคสของนายจักรภพอย่างละเอียด แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าท่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ขอใช้คำนี้เป็นหลักว่า กลับเข้ามาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

รู้จัก ‘จักรภพ เพ็ญแข’ จากพิธีกรสู่โฆษกรัฐบาลหลังลี้ภัยนาน 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571758

28 มี.ค. 2567

11:08 น.

รู้จัก 'จักรภพ เพ็ญแข' จากพิธีกรสู่โฆษกรัฐบาลหลังลี้ภัยนาน 10 ปี

จำได้ไหม ‘จักรภพ เพ็ญแข’ อดีตพิธีกรคนดัง และคนสำคัญของทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว กับเส้นทางการเมืองที่ต้องลี้ภัย แต่วันนี้กลับมาแล้ว

การกลับมาอีกครั้งของ “จักรภพ เพ็ญแข” หลังจากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองนานกว่า 10 ปีโดยเขาได้อยู่ในประเทศกัมพูชา  ล่าสุด “จักรภพ เพ็ญแข” โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊ก  จักรภพ เพ็ญแข – Jakrapob Penkair ระบุบางช่วงว่า จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 28 มี.ค 2567 เวลา 07.35 น.  ซึ่งเป็นการกลับบ้านในรอบหลายปี หลายจากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองตั้งแต่ปี 2557 

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำชื่อ  “จักรภพ เพ็ญแข”  ได้ดีทั้งในฐานะพิธีกรชื่อดัง และคนที่เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเมืองอย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่ในช่วงที่เกิดรัฐประหารในปี 2557 เป็นต้นเหตุให้ “จักรภพ เพ็ญแข” ต้องขอลี้ภัยทางการเมือง แต่หากใครที่อาจจะจำเขาไม่ได้ คมชัดลึกออนไลน์ จะพากลับไปทำความรู้จัก   “จักรภพ เพ็ญแข” อดีตพิธีกรชื่อดัง และ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง

จักรภพ เพ็ญแข จักรภพ เพ็ญแข 

สำหรับ “จักรภพ เพ็ญแข” เคยตำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีใน รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช พ.ศ.2551 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร พ.ศ.2546 – 2548

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

ส่วนเหตุผลที่ต้องขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น  “จักรภพ เพ็ญแข” เพราะเคยโดนฟ้องร้องคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์ ในฐานะที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ปี 2550 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) แต่อัยการสั่งยกฟ้อง เมื่อช่วงก.ย. ปี 2554

นอกจากนี้  “จักรภพ เพ็ญแข” มีบทบาทในการก่อตั้ง นปก. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ก่อนจะขยายตัวมาเป็น นปช. ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงปี 2552

อย่างไรก็ตามหลังรัฐประหารในปี 2557 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งที่ 49/2557 เรียกให้ปรายงานตัว แต่ไม่ได้ไปรายงานตัว ทำให้ศาลทหารออกหมายข้อหาฝ่าฝืนการไปรายงานตัว และถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม ในปี 2560

จักรภพ เพ็ญแขจักรภพ เพ็ญแข

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และล่าสุด เขาได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยมีการโพสต์คลิป พร้อมกับระบุบางช่วง ว่า  กำลังเดินทากลับไทยและจะถึงในวันที่ 28 มี.ค. 2567 เวลา 07.35 น. เป็นการกลับมาพบพี่น้องคนไทยที่คิดถึงหายไปนานมาก ที่ผ่านมาคนไทยคนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น  ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างลี้ภัยอยู่ได้ติดตามข่าวสารในประเทศไทยตลอด อยู่ต่างประเทศไทนาน 15 ปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกมากมาย ทั้งนี้ตนพร้อมกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หวังว่าจะอธิบายตัวเองได้ และได้กลับมาทำงานช่วยบ้านเมืองต่อไป 

ชมคลิปเต็ม คลิกที่นี่ 

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571735

27 มี.ค. 2567

17:12 น.

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้

ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความแสดงความยินดีสภาฯ ผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม บทพิสูจน์ฝ่ายค้าน – รัฐบาล ทำงานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กหลังจากสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่า

ขอแสดงความยินดีกับประชาชนคนไทยทุกคน วันนี้ พ.ร.บ. #สมรสเท่าเทียม ผ่านแล้ว ถือเป็นการยืนยันหลักการคนเท่ากัน ทั้งในแง่ศักดิ์ศรีพลเมืองสิทธิทางกฎหมาย และสวัสดิการที่ได้รับจากรัฐ

และผลการโหวตในวันนี้ยังถือเป็นการพิสูจน์ว่า ฝ่ายค้านและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้ ตราบใดที่เป็นกฎหมายที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เสียงของประชาชนย่อมเป็นใหญ่ที่สุด และทุกพรรคการเมืองต้องรับไปปฏิบัติ

ผมขอชื่นชมทีมงานพรรคก้าวไกล ที่มุ่งมั่นทำงานผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

ณัฐวุฒิ บัวประทุม

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

เอกราช อุดมอำนวย

คณาสิต พ่วงอำไพ

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

และทีมงานที่อยู่เบื้องหลังทุกคน

ผมดีใจที่พวกเราเดินทางร่วมกัน และภูมิใจในการทำงานหนักของพวกคุณทุกคน

‘ธนาธร’ ยินดีสมรสเท่าเทียม ชี้ ฝ่ายค้าน – รบ. ทำงานร่วมกันได้