ก้าวไกล หวังรัฐสภารับหลักการ แก้รธน.’ปลดล็อคท้องถิ่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537128

25 พ.ย. 2565

ก้าวไกล หวังรัฐสภารับหลักการ แก้รธน.'ปลดล็อคท้องถิ่น'

ดันเต็มสูบ แก้รัฐธรรมนูญหมวด14 ปลดล็อค ท้องถิ่น จุดเริ่มต้นพัฒนาประเทศ ‘ก้าวไกล’ หวังรัฐสภารับหลักการวาระแรกสัปดาห์หน้า

ในโอกาสพบสื่อเครือเนชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูล การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวันที่ 29-30 พ.ย.65 นี้   ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า  ระบุว่า การปลดล็อกท้องถิ่น เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงและความต้องการของสังคม  ดำเนินการต่อเนื่องมาจาก นโยบายการกระจายอำนาจเมื่อปี2540 ที่สะดุดลง เพราะรัฐประหารปี2549 และปี 2557 

พรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า พบสื่อเครือเนชั่นพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า พบสื่อเครือเนชั่น

ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนสถานะการบริหารภาครัฐในไทยเป็นเรื่องใหญ่   เบื้องต้นไม่ได้เสนอให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค แต่จะเปิดโอกาสให้มีการทำประชามติในอีก5ปี ว่าราชการส่วนภูมิภาคยังมีความจำเป็นหรือไม่ในศตวรรษที่ 21 หากประชามติไม่ผ่าน หมายความว่ายังทำงานไม่พอต้องรณรงค์ต่อเพื่อให้มีการทำประชามติต่อไป

ปัญหาราชการส่วนภูมิภาค คือความกลัวถูกเล่นงานจากส่วนกลาง ทำให้ไม่กล้าคิดทำอะไรใหม่ๆ  แต่เชื่อว่าการเปิดโอกาสกระจายอำนาจตามแนวทางกลุ่มก้าวหน้า สามารถแก้ปัญหาระบอบ อุปถัมป์ได้

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการรณรงค์สื่อสารนโยบาย พรรคก้าวไกล บอกว่า หลักใหญ่ใจความที่มีการเสนอขอแก้ไข คือให้อำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตของผู้บริหารท้องถิ่น หรือนายกจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง โดยจัดทำเป็นประชามติขอความเห็นจากประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่ ให้ยกเลิกผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งและโอนถ่ายอำนาจทั้งหมด ให้กับท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน  เพิ่มอำนาจในการตรวจสอบ ป้องกันการทุจริต


เมื่อมีการโอนถ่ายอำนาจแล้วก็โอนงบประมาณให้ท้องถิ่นจัดการบริหารด้วยตัวเองมากขึ้น รวมถึงการหารายได้เข้าท้องถิ่น สามารถกู้เงินได้ ออกพันธบัตรได้ สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารระบบบริการสาธารณะ ตั้งแต่เรื่องน้ำ ไฟฟ้า การให้บริการขนส่ง ถนนหนทาง เชื่อว่าจะตอบโจทย์ให้คนในพื้นที่มากขึ้น

แต่การปรับเปลี่ยนทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของส่วนกลาง เช่น การห้ามมีท้องถิ่นกองทัพเป็นของตัวเอง ห้ามท้องถิ่นติดต่อกับต่างประเทศด้วยตัวเอง เป็นต้น

ช่วงบ่ายวันนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกลุ่มก้าวหน้า ยังได้เชิญสื่อมวลชนและบรรณาธิการข่าวการเมือง ล้อมวงคุยความสำคัญของ พรบ.ปลดล็อกท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพรบ.ฉบับนี้ เพราะเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในการนำเสนอข่าวสารเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศไทย ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกลด้วย

ถอดรหัส สัญญาณประยุทธ์ “ยุบสภา” จับตาการเมืองหลังเอเปค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537107

24 พ.ย. 2565

ถอดรหัส สัญญาณประยุทธ์ "ยุบสภา" จับตาการเมืองหลังเอเปค

รายการ คมชัดลึก เชิญ นักวิชาการสองท่าน ได้ร่วมถกประเด็นถอดรหัส สัญญาณ “ยุบสภา” เกมประยุทธ์เปลี่ยนอำนาจ คาดไทม์ไลน์ในการยุบสภา

วันนี้ (24 พ.ย.65) นักวิชาการสองท่าน ประกอบด้วย ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น จาก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบุรี และ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว จาก คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลับบูรพา ได้ร่วมถกประเด็นถอดรหัส สัญญาณ “ยุบสภา” เกมประยุทธ์เปลี่ยนอำนาจ ในรายการ คมชัดลึก ช่องเนชั่นทีวี

โดยได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ ทั้งสองท่านคิดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ยุติบทบาท ง่ายๆ ไปต่อ ไมวางมือแน่นอน 1 ในสัญญาณที่น่าสนใจคือ คุณ สุชาติ ชมกลิ่น หรือ เสี่ยเฮ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีความจงรักภักดีกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กล่าวว่า “ท่านนายกดูแลผมดี ขนาดนี้ผมจะทิ้งท่านได้ยังไง” นี่คือ 1 ปัจจัยที่ทำให้ท่านเล่นการเมืองต่อแน่นอน โดยทั้งอาจารย์สองท่านเห็นตรงกันว่า หลัง “ยุบสภา” จะย้ายไปซบพรรคใหม่ อย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ 

ทั้งนี้  ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น มีความเห็นว่า  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเป็นไปได้จะ “ยุบสภา” ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวา ก่อนปีใหม่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ยิ่งสำหรับพรรคใหม่อย่าง รวมไทยสร้างชาติมีชื่อที่ดีกว่า พรรคเก่าอย่างพลังประชารัฐ ที่มีปัญหาภายในและถูกผูกกับชื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างยาวนาน ถ้าตัวนายกรัฐมนตรีย้ายมาพรรคใหม่จะทำให้ราบรื่นกว่า 

นายกรัฐมนตรี เปิดโครงการช่วย ‘ชาวนา’ วงเงินกว่าหมื่นล้านที่เพชรบูรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537092

24 พ.ย. 2565

นายกรัฐมนตรี เปิดโครงการช่วย 'ชาวนา' วงเงินกว่าหมื่นล้านที่เพชรบูรณ์

Kick Off แล้ว โครงการช่วยเหลือชาวนาภาคเหนือ วงเงิน กว่าหมื่นล้านบาท นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกดปุ่มเปิดโครงการวันนี้ ที่ ‘เพชรบุรณ์’

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สักการะพระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชรบุระ ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเดินทางมาปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรีภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรี

นายกรัฐมนตรียังได้ตรวจติดตามโครงการแก้มลิงที่ผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักมาเก็บไว้ในสระน้ำขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังพุทธอุทยานเพชรบุระ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำของจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรี ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมใต้ฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ประกอบด้วย พระพุทธรูปสำคัญ ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งองค์พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

นายกรัฐมนตรียังเป็นประธานในพิธี KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์
โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เข้าร่วมงาน

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรีภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค อนุชา บูรพชัยศรี

โดยมีการโอนเงินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ ในกลุ่มภาคเหนือ รวม 804,017 ราย วงเงินกว่า 10,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการโอนเงินไปยัง ธกส. สาขาทั่วประเทศเพื่อเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

ไทยสร้างไทย ระดมเชฟ ปั้นนโยบายด้าน ‘อาหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537084

24 พ.ย. 2565

ไทยสร้างไทย ระดมเชฟ ปั้นนโยบายด้าน 'อาหาร'

พรรค ‘ไทยสร้างไทย’ เปิดตัว เชฟ 4 ภาค ปั้นนโยบาย Thai Food Hub สร้างรายได้ เข้าประเทศหลักแสนล้าน สร้างงานทุกหัวเมือง

คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระดมสุดยอด ขุนพลด้านอาหาร4 คน เป็นเสาหลักปั้นนโยบายด้าน อาหารและการท่องเที่ยวให้ดังไกลไปทั่วโลกนำทีมโดย เชฟบุญธรรม หรือ บุญธรรม ภาคโพธิ์ เจ้าของรางวัลสุดยอดเชฟกระทะเหล็ก และเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น Honmono และร้านในเครือรวม 35 สาขาทั่วประเทศ

เจตุบัญชา อำรุงจิตชัย หรือ หนุ่ย ลูกชิ้นจัง ผู้ก่อตั้งเฟรนไชส์ Street Food ลูกชิ้นจัง มากกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ เจ้าของรางวัลชนะเลิศ SME Provincial Champions และ Thailand Franchise Award 

รณกาจ ชินสำราญ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์อาหารญี่ปุ่นชื่อดัง “MAGURO” และแบรนด์ในเครือรวม 16 สาขาในกรุงเทพฯ ที่กำลังเตรียมตัวจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2566

และ สรเทพ โรจน์พจนารัช หรือ สตีฟ เจ้าของกลุ่มร้านอาหารอย่าง Steve Group ที่ปักหมุด Location Prime Area ในย่านเมืองเก่า ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง 5 สาขา รวมถึงธุรกิจโรงแรม, Hostel และคาเฟ่ อีกมากมาย

ไทยสร้างไทย เปิดตัวทีม Thai Food Hubไทยสร้างไทย เปิดตัวทีม Thai Food Hub

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าพรรคไทยสร้างไทย เล็งเห็น ศักยภาพของธุรกิจอาหารของไทยว่าเป็นอันดับต้นๆของโลก ที่เป็นจุดมุ่งหมายที่นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศต้องการมาเยือนมาชิมให้ได้ซักครั้งในชีวิต เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียง มีเสน่ห์ทางด้านอาหารริมทางเป็นอย่างมาก รวมไปถึงธุรกิจอาหารในประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 4 แสนกว่าล้านบาท ที่เป็นตัวขับเคลื่อน GDP ประเทศอย่างมหาศาล

บรรดาเชฟที่เข้าร่วมปั้นนโยบายอาหารระบุว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้เป็นรัฐบาล เรามีแผนจะกระตุ้นธุรกิจอาหารจาก 4 แสนล้านขึ้นเป็น 6 แสนล้านได้อย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในแผนนั้น คือการเร่งจัดตั้ง “Thailand World Food Hub” หรือเรียกง่ายๆว่า “Thai Food Hub”ตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆเพื่อเป็น ศูนย์ธุรกิจแลกเปลี่ยนของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจอาหารในประเทศไทยที่ต้องการจะเปิดสาขาในต่างประเทศ สามารถทำได้โดยง่าย ไม่ต้องลงไปวางระบบเอง

ศูนย์ “Thai Food Hub” นี้จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นจัดหาสถานที่เช่า จัดการด้านกฎหมายในประเทศนั้นๆ จดลิขสิทธิ์ รวมไปถึงการหานักลงทุนท้องถิ่น เรียกได้ว่าครบวงจร ขอแค่สินค้าของคุณดีมีคุณภาพและอยากเติบโต สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

ไทยสร้างไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย จะเป็นผู้นำล่าอาณานิคมด้านอาหาร นำอาหารไทยซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไปอยู่ทุกที่ในโลก เป็นอาหารที่คนทั่วโลกต้องจดจำและรู้จัก ไม่ใช่ คนไทยจะเห่อบริโภคแต่อาหารหรือ แบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศอย่างเดียว กลับกัน ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องภูมิใจในอาหารไทย จับใส่ระบบที่ดีและมีมาตรฐาน ผ่านช่องทาง Thai Food Hub ซึ่งเป็นนโยบายของ พรรคไทยสร้างไทย ที่มั่นใจว่าทำได้อย่างแน่นอน และจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากมายอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ ต้องเร่งเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแวะมาชิม มาช้อปอาหารนานาชาติที่ประเทศไทย เพราะไทยเป็นแหล่งอาหารนานาชาติ ที่อร่อยที่สุดและมีความหลากหลาย ทั้งอาหารไทย อาหารจีน อาหารอินเดีย อาหารญี่ปุ่น อาหารมุสลิม อาหารยุโรปและยังมีอาหารไทยหลากหลายภูมิภาค

ให้กำลังใจ ชูวิทย์ เปิดโปง ‘ธุรกิจสีเทา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537061

24 พ.ย. 2565

ให้กำลังใจ ชูวิทย์ เปิดโปง 'ธุรกิจสีเทา'

รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ให้กำลัง ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์’ เปิดโปงธุรกิจสีเทา แม้เป็นแค่ปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟสบุ๊ค ให้กำลังใจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ เป็นครั้งที่2 มีเนื้อหาว่า  ได้ติดตามข่าว ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เดินสายยื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ ให้สอบแก๊งค์ต่างชาติ ที่เข้ามาค้ายาเสพติดและฟอกเงินถือว่าทำได้เกินหน้าที่พลเมืองดีที่พึงกระทำแล้ว และเริ่มเหนื่อย  

ชูวิทย์ กำลังเขยื้อนก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทร แต่หารู้ไม่ว่า ก้อนน้ำแข็งที่เขยื้อนนั้น เป็นเพียงยอดน้ำแข็ง ส่วนก้อนน้ำแข็งจริงๆ ใหญ่โต มหึมา อยู่ใต้น้ำ 

นิพิฏฐ์ระบุว่า สาเหตุที่โพสต์ไม่ได้อยากให้คุณชูวิทย์ท้อแท้ เพียงแต่ให้กำลังใจ และเตือนนิดหน่อยในฐานะคนเคยเป็นผู้แทนราษฎร และเคยทำงานด้วยกันว่า สังคมนี้เลวร้ายเกินกว่าที่จะกวาดล้างให้สะอาดในเร็ววัน

พร้อมตั้งคำถามอีกว่า ถือเป็นเรื่องแปลกไหมหรือไม่ ที่เรื่องนี้ ไม่มีผู้แทนราษฎรคนไหน เอาใจใส่ เป็นธุระเลย ถือว่าชูวิทย์ทำหน้าที่ได้ดีกว่าผู้แทนราษฎรในสภาทุกคนรวมกันเสียอีก  ถึงตอนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเป็นต้องเลือกข้างแล้ว ว่าจะปกป้องใคร ปกป้องคุณชูวิทย์ที่ออกมาทำเรื่องนี้ หรือ ปกป้องคนที่ระรานคุณชูวิทย์

แน่นอนว่า ชีวิตของชูวิทย์ไม่ได้ขาวบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่สำหรับเรื่องนี้ ชูวิทย์ คือพลเมืองดี กรณีต้องระวังคำกล่าวที่ว่า สังคมเลว เพราะคนดีท้อแท้  

ก่อนหน้านี้ นิพิฏฐ์ เคยออกมาโพสต์ ให้กำลังชูวิทย์ ที่ออกมาแฉเรื่องนายทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจสีเทา โดยชื่นชมว่าเรื่องแบบนี้ถ้าไม่ใช่ชูวิทย์ ไม่มีใครกล้าทำ และไม่มีใครทำได้ ถือว่า  ทำคุณูปการแก่สังคม มีบางคนออกมาขัดขวางการทำงาน เป็นข่าวเป็นคราว มีการแจ้งความดำเนินคดีกัน เรื่องนี้ดูเหมือนชูวิทย์จะโกรธมาก ก็อยากจะให้ใจเย็น และขอให้กำลังใจ

“เสรีพิศุทธ์” เชื่อ พี่น้อง 2 ป. แตกจริง พปชร. ไม่เอา “ประยุทธ์” หนีชิ่งไป รทสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537040

24 พ.ย. 2565

"เสรีพิศุทธ์" เชื่อ พี่น้อง 2 ป. แตกจริง พปชร. ไม่เอา "ประยุทธ์" หนีชิ่งไป รทสช.

“เสรีพิศุทธ์” เชื่อ 2 ป. แตกกันจริง พรรคพลังประชารัฐ ไม่เอา “ประยุทธ์” จนต้องหนีไป รทสช. คาดเปิดตัวพรรค หลังดูด ส.ส. ได้มากที่สุด เพื่อชัยชนะเลือกตั้ง

จากกระแสข่าวลือว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมแยกทางกับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่รัฐสภา พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยว่า ถ้ารวมกันได้ก็จะเป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าแยกกันเดิน พรรคก็เล็กลง ดังนั้น ผมเชื่อว่าคงแตกกันจริง ไม่ใช่อีเวนต์​ และสำหรับตัวพลเอกประยุทธ์ ไปอยู่พรรคไหนก็ไม่มีใครเอาแล้ว อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่ว่าประชาชนสะท้อนมา พวกที่ชูป้ายสนับสนุนไม่ใช่ความจริง ไม่มีทางที่การเลือกตั้งครั้งนี้พลเอกประยุทธ์จะได้กลับมา

ขณะนี้ก็อยู่พรรคพลังประชารัฐไม่ได้ ต้องไปหาพรรคใหม่ จึงไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ และดูด ส.ส.จากพรรคอื่นไป ซึ่งเป็นความเลวร้ายทางการเมืองไทย คนพวกนี้หลังจากไปทุจริตมา ก็เอาเงินเหล่านี้มาซื้อ ส.ส. พรรคไหนประมูลได้ก็ไปอยู่กับเขา 

ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนจำไว้ว่า พรรคไหนที่ดูด ส.ส.ไป เมื่อเขากลับเข้ามาแล้ว ก็จะมาโกงอีก ขอให้พี่น้องประชาชนเลือกให้ดี อย่าเลือกคนโกง คนเลว เข้ามาทำงาน ไม่งั้นประเทศก็จะอยู่แบบนี้ไม่มีอะไรดีขึ้น พร้อมกับเชื่อว่า ยังอยู่ยาว ไม่ชิง “ยุบสภา” แน่นอน รอพรรคที่จัดตั้งอยู่เบื้องหลัง ถ้าดูด ส.ส.ได้มากที่สุดให้ได้ ชนะการเลือกตั้งได้ถึงจะยุบสภา

สำหรับเหตุการณ์ “สภาล่ม” เมื่อวานนี้(24 พ.ย.) นั้น เป็นเพราะ ส.ส. ไม่มีวินัย ประกอบกับ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยมีความเข้มแข็งเลย ตั้งแต่ยอมร่วมรัฐบาลกับเผด็จการเพื่อหวังตำแหน่งแล้ว เมื่อวานนี้ก็ถูก ส.ส.จวกกลางที่ประชุมสภา หลังวินิจฉัยไปเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น เมื่อไม่ซื่อตรง ก็ไม่มีใครมาเชื่อถือ

เครือเนชั่น ร้องสมาคมนักข่าวฯ ถูกคุกคามจาก’พรรคการเมือง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537035

24 พ.ย. 2565

เครือเนชั่น ร้องสมาคมนักข่าวฯ ถูกคุกคามจาก'พรรคการเมือง'

‘เนชั่น’ฯ ร้องสมาคมนักข่าวฯ พิจารณาการนำเสนอข่าวพล.อ.ประยุทธ์เตรียมย้ายพรรค เป็นเฟคนิวส์ ตามที่ถูกป้ายสีหรือไม่

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี เนชั่นออนไลน์ และสื่อในเครือ ยื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พิจารณาข้อเท็จจริงการนำเสนอข่าวของสื่อในเครือเนชั่น กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ มีเนื้อหาว่า

ตามที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ทำกราฟฟิกแบนเนอร์เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค และส่งไปยังกลุ่มไลน์ของสื่อมวลชน เพื่อจงใจกล่าวหาว่า ข่าวการสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเฟคนิวส์ โดยได้แนบลิงค์ข่าวของเนชั่นออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 เรื่อง “บิ๊กตู่”สมัครเป็นสมาชิก “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

https://www.nationtv.tv/news/politics/378893620


จนเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งข้อเท็จจริงของข่าวนี้ และการกระทำของพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี และเนชั่นออนไลน์ ตลอดจนสื่อทุกสื่อของเครือเนชั่น ยืนยันว่า การนำเสนอข่าวนี้ทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์ และทีวี ได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ และมาตรฐานทางวิชาชีพสื่อสารมวลชน ด้วยอุดมการณ์ “สถาบันสื่อมืออาชีพ” โดยได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงในข่าว และเปิดโอกาสให้หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ชี้แจง ซึ่งก็ได้นำเสนอคำชี้แจงของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติไปพร้อมกันด้วย

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1039313

การทำหน้าที่สื่อมวลชน อย่างถูกต้อง อาจจะไม่ถูกใจ บางคนบางกลุ่ม ดังนั้นควรแยกแยะ ออกมาให้ชัดเจนว่า เนชั่นทีวี ปฎิบัติหน้าที่’ไม่ถูกต้อง’อย่างไรบ้าง

ฉะนั้นการที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำแบนเนอร์ กล่าวหาใส่ร้ายว่าการนำเสนอข่าวของเครือเนชั่นเป็น “เฟคนิวส์” หรือ “ข่าวปลอม” พร้อมกระจายไปตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค และกลุ่มไลน์สื่อมวลชน ถือว่าเป็นการ “คุกคามสื่อ” รูปแบบหนึ่ง และเป็นการจงใจทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ ทั้งๆ ที่บุคลากรของพรรคสามารถชี้แจง อธิบาย ปฏิเสธข่าว รวมถึงใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินคดีกับสื่อเครือเนชั่นได้ หากเห็นว่าการเสนอข่าวของเครือเนชั่นก่อความเสียหายให้กับพรรค แต่ทางพรรคกลับใช้วิธีการป้ายสี ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อแทน ซึ่งมาตรฐานการดำเนินการเช่นนี้ ถือเป็นอันตรายต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน ไม่ว่าแขนงใด

ยิ่งไปกว่านั้น การให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะบุคคลที่ตกเป็นข่าวเอง รวมถึง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นแนวแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ “ข่าวปลอม” มักถูกเขียนและพิมพ์เผยแพร่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงบุคคลในทางที่ผิด สร้างความเสียหายต่อหน่วยงาน นิติบุคคล หรือบุคคล หรือเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือเพื่อชักจูงการเมือง ซึ่งผู้สร้างข่าวปลอมมักใช้ข้อความพาดหัวในลักษณะเร้าอารมณ์ หลอกลวง หรือกุขึ้นทั้งหมด เพื่อเพิ่มยอดผู้อ่าน การแบ่งปันออนไลน์ และรายได้จากคลิกอินเทอร์เน็ต ซึ่งในกรณีหลังคล้ายกับพาดหัว “คลิกเบต” ออนไลน์ ในการเร้าอารมณ์ และอาศัยรายได้จากการโฆษณาจากกิจกรรมนี้ โดยไม่สนใจว่าเรื่องที่เสนอไปนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจากนิยามของ “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์” แตกต่างจากการรายงานข่าวของสื่อเครือเนชั่นอย่างสิ้นเชิง

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี เนชั่นออนไลน์ และสื่อในเครือ จึงขอให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พิจารณาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน และการแสดงท่าทีของพรรคการเมืองต่อข่าวสารที่พาดพิงไปยังพรรคการเมืองนั้นๆ ต่อไป

คลอดนโยบายใน90 วัน ‘พลังประชารัฐ’ ไม่หวั่นยุบสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537025

24 พ.ย. 2565

คลอดนโยบายใน90 วัน 'พลังประชารัฐ' ไม่หวั่นยุบสภา

พลังประชารัฐเร่งระดมสมอง ไม่เกิน90วันคลอดนโยบายตอบโจทย์ทุกพื้นที่ มั่นใจการเมืองลากยาว ไม่มี ‘ยุบสภา’ ตามที่เป็นข่าว

ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยกับคมชัดลึก ถึงทิศทางการทำงานหลังการประชุมคณะกรรมการนัดแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า  เบื้องต้นวางกรอบการทำงานไว้ว่าจะผลิตนโยบายให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ก่อนสภาหมดวาระ  เพราะมั่นใจว่า จะไม่มีการยุบสภา 

โดยข้อมูลที่จะนำมาผลิตเป็นนโยบายมาจากการระดมความเห็นจากส.ส.ในพื้นที่ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งหมด 8 ภาค ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่มาผนวกกับแนวคิดของนักวิชาการ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ผสานกับประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นใหญ่ภายในพรรค  ผลิตเป็นนโยบาย ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซี่งหมายความว่า นอกจากจะมีนโยบายหลักที่ใช้ได้ทั่วประเทศแล้ว  ในแต่ละ 8 ภาค  จะมีนโยบายเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะให้คนในพื้นที่ด้วย


การทำนโยบายของพรรคครั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง  ไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ ตามที่ถูกกล่าวหา  และขณะนี้ ส.ส. ส่วนใหญ่ยังประสงค์จะทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ  ไม่ได้แตกกระสานซ่านเซ็น เช่นที่เป็นข่าว

คมชัดลึกยังได้สอบถามกรรมการนโยบายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่สายนักวิชาการให้ข้อมูลว่า พรรคพลังประชารัฐ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเหมือนพรรคในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย แม้มีที่มาที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ ที่พยายามสร้างแนวทางประชาธิปไตยจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม

“3 รมว.” ตบเท้า ขานรับนโยบาย “บิ๊กตู่” ปราบ “ยาเสพติด” ระยะเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536995

23 พ.ย. 2565

"3 รมว." ตบเท้า ขานรับนโยบาย "บิ๊กตู่" ปราบ "ยาเสพติด" ระยะเร่งด่วน

“พล.อ.ประยุทธ์” มอบนโยบายเร่งด่วน “ปราบยาเสพติด” ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ทั้งประเทศ ร่วมมือกันหยุดผู้เสพรายใหม่และไม่อยากกลับไปเสพอีก

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2565 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดปฏิบัติการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหา “ยาเสพติด” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ระยะเร่งด่วน 3 เดือน โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. , ปลัดกระทรวงต่างๆ ผู้นำเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ข้าราชการจากหลายหน่วยงามร่วม 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พล.อ.ประยุทธ์ มอบนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายระดับชาติ ปรับปรุงประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ การปราบปรามขยายผล มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องช่วยกันและทำต่อเนื่อง ปัญหายาเสพติดมีความซับซ้อน ผู้ค้าปรับตัวอยู่เสมอ เราต้องแก้ปัญหาให้ได้เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ทำให้คนไม่เสพใหม่ ไม่อยากเสพ ก็จะทำให้ไม่มีคนขาย

กระทรวงศึกษาธิการ สร้างความรู้ที่ถูกต้องให้กับเยาวชน สถานศึกษาก็ต้องมีมาตรการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่สีขาว 
กระทรวงสาธารณสุข การบำบัด รักษาและฟื้นฟู ผู้เสพรายเก่า เราต้องนำบทเรียนทุกอันมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก ขอให้ เร่งทำกฎหมายรองรับ เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด 
กระทรวงมหาดไทย ดูแลสอดส่องเฝ้าระวังในหมู่บ้านต่างๆ ทั้งการจัดอาสาสมัครหมู่บ้านและผู้นำชุมชนต่างๆ 
กองทัพ สนับสนุนในการดูแลพื้นที่ชายแดน ถ้าทุกคนร่วมมือกันทำงาน ปัญหาจะเบาบางลง เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา 
กระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ขอให้ดำเนินการให้เร็ว เพื่อนำผู้ทำผิดมาลงโทษ และขยายผลยึดทรัพย์ให้หมด 
 

นอกจากนี้เรายังต้องบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดทำแผนและรายงานให้ทราบเป็นระยะ ที่สำคัญทุกหน่วยงานต้องตรวจสอบ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง หากพบต้องถูกลงโทษอย่างหนักรวมถึงผู้บังคับบัญชาก็ต้องมีโทษด้วย รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะขจัดยาเสพติดให้หมดสินไปจากประเทศไทย เราระดมเจ้าหน้าที่อย่างเต็มสรรพกำลัง ซึ่งนอกจากการปราบปรามแล้ว การคืนคนดีสู่สังคมก็เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องให้โอกาสผู้เสพกลับตัวไปสู่อ้อมกอดของครอบครัว

“เราอยากให้บ้านเราเจริญเติบโต ค้าขายได้ดี ประชาชนมีความสุข ทั้งหมดมาจากพื้นฐานจากความมั่นคงทั้งสิ้น ในช่วงการประชุมเอเปก เราเห็นบ้านเมืองสวยงาม รับแขกบ้านแขกเมือง ทำให้เห็นถึงคนไทยที่มีรอยยิ้ม เป็นเจ้าบ้านที่ดี ก็หวังว่าบ้านเมืองจะสงบไปเรื่อยๆ เพื่อให้บ้านเมืองดีกว่าเดิม อะไรที่ติดขัดก็แก้ไข ซึ่งเรายินดีร่วมมือทำงานกับทุกประเทศทุกหน่วยงาน หากเรารวมใจเป็นหนึ่งเดียวแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ ทุกอย่างจะสำเร็จ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ขณะที่ นายสมศักดิ์ รายงานว่า เวลานี้ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยยังน่าเป็นห่วง เพราะผู้ค้ายาประเทศเพื่อนบ้าน ยังใช้ไทยเป็นทางผ่านในการกระจายสินค้ายาเสพติด รวมถึงการผลิตที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้มีปริมาณมาก และยังมีการลดราคาเพื่อจูงใจผู้เสพ โดยในปี 2566 ได้วางแนวทาง 6 มาตรการ 1 พื้นที่ต้นแบบ 18 ภารกิจเร่งด่วน แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้นที่สุดคือ 7 จุดเน้นปฏิบัติการ ประกอบด้วย 
1. ตรวจสอบ ควบคุมการนำเข้าและส่งออกสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ที่นำไปใช้ในการผลิตยาเสพติด 
2. สืบสวน ขยายผล ทำลายเครือข่ายนักค้ายาเสพติดและยึดอายัดทรัพย์สิน มีเป้าหมาย 1,000 เครือข่าย มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยยึดได้แล้ว 6,879 ล้านบาท 
3. จัดตั้งศูนย์กลางบูรณาการข้อมูลด้านยาเสพติดแห่งชาติ โดยป.ป.ส. ได้ร่วมกับหน่วยงานบูรณาการเพื่อประสานเชื่อมโยงและบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน 
4. ตรวจสอบติดตามและดำเนินการตามข้อร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ที่ผ่านมามีการรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 2,562 เรื่อง ดำเนินการไปแล้ว 183 เรื่อง การทำระบบ Box Chain เป็นการให้เงินรางวัลนำจับผ่าน คริปโตเคอเรนซี่ เพื่อปกปิดและป้องกันคนแจ้งเบาะแส ช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยกล้าแจ้งเบาะแสมากขึ้น  
5. ค้นหา คัดกรอง ผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดและผู้มีอาการทางจิตเวช จากการใช้ยาเสพติด เพื่อนำเข้าสู่การบำบัดรักษา โดยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย 
6. ลดความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน มุ่งเน้นการดำเนินงานในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน เพิ่มบทบาทหมู่บ้าน/ชุมชนและผู้นำในพื้นที่ให้เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหายาเสพติด 
7. จัดการปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร “หนองบัวลำภูต้นแบบจังหวัดสีขาวปลอดยาเสพติด” สร้างต้นแบบในการจัดการปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร 

อย่างไรก็ตามในงานยังมีการมอบเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญจากตัวแทน 4 ราย เป็นคดีตั้งแต่ปี 2539-2562 รวมเป็นเงิน 90 ล้านบาทด้วย 

มอบเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญมอบเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญระดมกำลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศปราบปรามยาเสพติดระดมกำลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศปราบปรามยาเสพติด

ทีมกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537001

23 พ.ย. 2565

ทีมกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชน

มาดามเดียร์ นำทีมกรุงเทพฯรับฟังเสียงประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นนโยบาย ที่ครอบคลุมของกทม.

วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวานนี้และย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าว
ทีมกทม.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งใจที่ใช้เป็นพื้นที่ในการรับฟังความคิดเห็นเสียงสะท้อน และข้อเสนอแนะความต้องการของประชาชนทุกคน เพื่อที่จะได้นำไปสังเคราะห์จัดทำเป็นนโยบายที่สามารถตอบโจทย์ให้กับประชาชนทุกคนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

การรับฟังเสียงสะท้อนความต้องการของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากมาโดยตลอด พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะรับฟังจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และทุกช่วงอายุ รวมไปถึงผู้ที่เห็นต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองของทุกคน ไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

“ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ารัฐขาดการรับฟังความเห็นและเสียงสะท้อนของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่เห็นต่าง เดียร์จึงหวังว่ากิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดการรับฟังซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น”  วทันยา กล่าว

ในส่วนของเสียงตอบรับจากกิจกรรมฟัง-คิด-ทำ ในโลกออนไลน์ ที่มีทั้งเห็นด้วย และตั้งคำถามว่าจะทำจริงหรือเป็นการพูดเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง? ขอรับฟังไว้ทั้งหมด และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เธอกล่าวบนเวทีมาจากอุดมการณ์และความตั้งใจจริง

หลังจากนี้จะเริ่มลงไปฟังเสียงประชาชนในกลุ่มต่างๆ และให้เวลากับผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้เสียโอกาสกับคำว่าประชาธิปไตยมามากเพียงพอแล้ว ต่อจากนี้ถึงเวลาที่เราทุกคนจะต้องช่วยกันเดินหน้าในการสร้างประชาธิปไตยที่จะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียม เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนจับต้องได้