เพื่อไทยได้ที จี้ กกต.ตรวจสอบ”เงินบริจาค” 3 ล้าน ฟอกขาวธุรกิจสีเทา หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534611

28 ต.ค. 2565

เพื่อไทยได้ที จี้ กกต.ตรวจสอบ"เงินบริจาค" 3 ล้าน ฟอกขาวธุรกิจสีเทา หรือไม่

รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อัด รัฐบาลพล.อ. “ประยุทธ์” ไม่เอาจริงแก้ปัญหายาเสพติด ปล่อยคนสีเทา บริจาค พปชร. 3 ล้าน

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า การออกมาปฏิเสธไม่รู้จัก ชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ “หาวเจ๋อ ตู้” ที่ถูกตำรวจบุกทลายปาร์ตี้ยาเสพติด ซึ่งมีชื่อบริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐจำนวน 3 ล้านบาทเมื่อปี 2564   โดยสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ดูเป็นคำตอบ ที่ปฎิเสธความรับผิดชอบใช่หรือไม่

ในฐานะพรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการบริหารประเทศ
การตรวจสอบที่มาของเงินรายได้จากการบริจาค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด กลุ่มธุรกิจสีเทา เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริจาค



เรื่องนี้ทำให้ประชาชนเกิดคำถามหรือข้อสงสัย และตั้งข้อสังเกตได้ว่าพรรคพลังประชารัฐปล่อยให้บุคคลที่ทำธุรกิจสีเทามาบริจาคเงินสนับสนุนพรรคได้อย่างไร   วิกฤตปัญหายาเสพติดที่กำลังทวีความรุนแรงจนกระทบความปลอดภัยในชีวิตพี่น้องประชาชน ข่าว พ่อฆ่าลูก แม่ฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อแม่ คนเมายาคลุ้มคลั่งไล่ทำร้ายผู้คน 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตระหนักในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างแท้จริง และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเกิดกรณี การบริจาคเงินในครั้งนี้

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตรวจสอบเรื่องการถือ2 สัญชาติ ของผู้บริจาคมีผลต่อการรับเงินบริจาคของพรรคการเมืองหรือไม่ 

เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับสังคมและควรมีการกำหนดระเบียบ ออกข้อบังคับให้สามารถตรวจสอบการบริจาคเงินของพรรคการเมืองเพื่อไม่ให้เกิด การฟอกขาว ของเครือข่ายธุรกิจสีเทาในอนาคต

กกต. เตรียมสอบ ปม “นายทุนจีน” บริจาคเงิน 3 ล้าน “พปชร.” ถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534604

28 ต.ค. 2565

กกต. เตรียมสอบ ปม "นายทุนจีน" บริจาคเงิน 3 ล้าน "พปชร." ถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่

กกต. เตรียมตรวจสอบ ปม “นายทุนจีน” เอี่ยวผับยานนาวา เคยบริจาคเงิน 3 ล้าน “พปชร.” เมื่อปี2564 มีความผิดถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่

หลังจากที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ ยอมรับว่า นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ นายทุนจีน มีชื่อบริจาคเงินให้ “พรรคพลังประชารัฐ” จำนวน 3 ล้านบาทเมื่อปี 2564 จริง โดยมีกระแสข่าวว่า ขณะนี้ได้รับสัญชาติและมีกิจการในประเทศไทย มีความเชื่อมโยงกับ “ผับย่านยานาวา” ที่ถูกตำรวจบุกเข้าค้นทลายปาร์ตี้ยาเสพติด 

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พ.ศ. 2564 ข้อ 4 กำหนดให้เมื่อมีผู้ร้องหรือข้อเท็จจริงปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่ามีพรรคการเมืองใดกระทำการอันอาจเป็นเหตุให้ยุบพรรค ทางนายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทันที

ดังนั้น กรณีนี้นายทะเบียนพรรคการเมือง หรือ เลขาธิการ กกต. ก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบ และรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อน หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณาต่อไป

เตรียมถวายฎีกา หากรัฐไม่ทบทวน นโยบาย ขายที่ดินให้ “ต่างชาติ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534595

28 ต.ค. 2565

เตรียมถวายฎีกา หากรัฐไม่ทบทวน นโยบาย ขายที่ดินให้ "ต่างชาติ"

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เล่นใหญ่ เตรียมถวายฎีกา หากรัฐบาลไม่ทบทวนนโยบายให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์”ที่ดิน”

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จวก กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า คิดแบบนายทุนสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลให้คนต่างชาติซื้อที่ดินได้ 1 ไร่แลกกับนำเงินมาลงทุน 40 ล้านบาท ไม่คำนึงผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อสังคมไทยในอนาคต ชี้หากดำเนินตามมติคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งอนุมัติไป คนไทยจะเสียแผ่นดินให้ต่างชาติอย่างแน่นอน

วัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังจี้รัฐบาลให้ทบทวนมติขายที่ดินให้ต่างชาติ 1ไร่ หากนำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า สี่สิบล้านบาท โดยระบุว่าเหตุผลที่อ้างว่ามาตรการดังกล่าวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโควิด-19 นั้น ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์กันแน่ ระหว่าง นายทุนที่ดินหรือประชาชน เพราะหากต่างชาติได้กรรมสิทธิ์แล้ว จะเรียกคืนลำบาก เหมือนอ้อย เข้าปากช้าง  ไม่ยุติธรรมกับคนไทย และหากรัฐบาลไม่ทบทวน
จะยื่นถวายฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป


ด้านสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย มองว่า การที่คณะรัฐมนตรีเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวง เรื่องการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. …… มุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงกลุ่มคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง ได้สิทธิวีซาพำนักระยะยาว หรือ LTR Visa

ภายใต้เงื่อนไขต้องมีจำนวนเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาทไม่น้อยกว่า 3 ปี  แลกสิทธิขอถือครองที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ภายในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองนั้น

ในฐานะของคนไทยคนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับกฎกระทรวงดังกล่าว เพราะการกระทำของรัฐบาลไม่ต่างจากการขายแผ่นดินไทยให้กับคนต่างชาติ ปัญหาที่รัฐบาลจำเป็นต้องขายแผ่นดินไทยเพื่อแลกกับการลงทุน มองว่าเป็นนโยบายที่จนแต้มและจำเป็นต้องทำเพื่อนำเงินมาลงทุน หวังว่าชาวต่างชาติจะนำเงินมาลงทุน

แต่รัฐบาลไม่เคยออกมา อธิบายว่าเหตุใดต้องยก แผ่นดินไทยให้กับชาวต่างชาติ  เป็นนโยบายเอื้อให้กับเอกชนที่ขายบ้านไม่ออก เพราะปัจจุบันไม่มีคนมาลงทุน   ต่างจากนโยบายในอดีตที่ผ่านมาที่เอาที่ดินให้นักลงทุนชาวต่างชาติ เช่าเพื่อผลิตสินค้าส่งไปขายประเทศต้นทาง ถูกโจมตีว่าขายชาติ 

ก่อนหน้านี้ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ระบุว่าเรื่องต่างชาติซื้อที่ดินนี้ พูดกันมานานมาก ถกเถียงกันมาไม่มีข้อสรุป เมื่อรัฐบาลให้ลองดู  5 ปี มีข้อเสียมากกว่าข้อดี ก็สามารถยกเลิกกฎหมายได้ตามความเหมาะสม ส่วนตัวมองว่า เป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ต้องคอยดูจะเป็นอย่างไร

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรเริ่มมีแนวโน้มลดลง เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติ ที่มีเงิน มีทักษะ เข้ามาทำงาน หรือตั้งรกราก เปิดกิจการในประเทศไทย หรือ Work from Thailand มากขึ้น จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะทดลองนโยบายนี้

ขณะที่เงื่อนไขสำคัญอีกประการของรัฐบาลเมื่อต่างชาติซื้อที่ดินแล้ว จะไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ ยกเว้นเป็นกรณีเป็นมรดกตกทอด

“กรณ์” เห็นด้วย ปลดล็อกต่างชาติซื้อที่ดิน-ที่อยู่อาศัยได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534582

28 ต.ค. 2565

"กรณ์" เห็นด้วย ปลดล็อกต่างชาติซื้อที่ดิน-ที่อยู่อาศัยได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ

“กรณ์” เห็นด้วย ปลดล็อกต่างชาติซื้อที่ดิน-ที่อยู่อาศัยได้ เพื่อสร้างโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่แนะต้องออกมาตรการภาษีอย่างเป็นธรรม

หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงมหาดไทย ปลดล็อกต่างชาติ ให้สามารถซื้อบ้านถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ แลกการลงทุนในไทยขั้นต่ำ 40 ล้านบาท ทำให้บางฝ่ายเกิดความกังวลว่า จะเป็นการยึดและแย่งพื้นที่ทำกินของคนไทยหรือไม่  

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะเป็นจุดดึงดูดทุนจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย ต่างชาติเองก็จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้นมุมทางเศรษฐกิจ ในระยะสั้นก็จะมีเงินเข้ามาจากการซื้อที่ดินที่อยู่อาศัย และในระยะยาวกว่านั้นก็มาจากการจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเขา มาสร้างงงาน สร้างโอกาสในบ้านเราด้วย 

เป็นธรรมดาที่หลายคนอาจจะกังวล ในแง่ของผลข้างเคียงว่าต่างชาติจะมาแย่งซื้อที่ซื้อบ้านจากคนไทยหรือไม่ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ ครม.ได้วางกรอบกติกา เพื่อที่จะจำกัดผลค้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น การที่ระบุว่า ต่างชาติที่สนใจจะเข้ามาซื้อที่ดิน หรือที่อยู่อาศัย ต้องมีเงินลงทุนผูกพัน ในประเทศไทย อย่างน้อย 3 ปี เป็นวงเงิน 40 ล้าน สะท้อนให้เห็นว่า ตัวมูลค่าสินค้า บ้านและที่ดิน ในราคาค่อนข้างสูง จะเป็นคนละตลาดกับการซื้อขายบ้านทั่วไป 

นอกจากนี้กฎหมายยังจำกัดพื้นที่ในการซื้อที่ดินที่อยู่อาศัยเฉพาะในเขตเทศบาลเท่านั้น ป้องกันไม่ให้แย่งซื้อกับชาวบ้าน เกษตรกร ที่อยู่นอกเขตเทศบาล และการที่รัฐบาลจำกัดเวลาการทบทวนใน 5 ปี ก็ชี้ให้เห็นหลักคิดในเชิงแซนด์บ๊อกซ์ คือ ทำทดลองดู 

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้พูดกันมานานมาก ถกเถียงกันมาไม่มีข้อสรุป รัฐบาลเลยให้ลองดู  5 ปี มีข้อเสียมากกว่าข้อดี ก็สามารถยกเลิกกฎหมายได้ตามความเหมาะสม ส่วนตัวมองว่า เป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ต้องคอยดูจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรเริ่มมีแนวโน้มลดลง เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติ ที่มีเงิน มีทักษะ เข้ามาทำงาน หรือตั้งรกราก เปิดกิจการในประเทศไทย หรือ Work from Thailand มากขึ้น จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะทดลองนโยบายนี้

อย่างไรก็ตามนายกรณ์ เสนอนแนะ ควรปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝั่งของเจ้าของที่ดินเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งภาษีจากการซื้อขายที่ดิน ที่อยู่อาศัย เป็นธุรกิจเฉพาะ ก็จะมีค่าอากรแสตมป์ 3% ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าจะเป็นภาระของผู้ซื้อหรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้ว ภาษีควรต้องจ่ายโดยผู้ที่มีกำไร คือ ผู้ที่มีทรัพย์สินและขายทรัพย์สินให้กับต่างชาติ ที่ได้โอกาสจากการทำกำไร เรื่องราวเหล่านั้นต้องพิจารณาด้วย เพราะมาตรการภาษีโดยรวม มีเม็ดเงินกลับเข้ามาในส่วนของรัฐบาลเพื่อที่จะเอาไปสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในวงกว้างได้มาก

วางศิลาฤกษ์ “สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5” (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) 1.35 กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534527

28 ต.ค. 2565

วางศิลาฤกษ์ "สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5" (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) 1.35 กม.

28 ตค.65 เปิดพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้าง “สะพานมิตรภาพไทย-ลาว” แห่งที่ 5 ที่บึงกาฬ เชื่อม คมนาคม สู่จีน ได้สะดวกยิงขึ้น

เวลาประมาณ 09.10 น. วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห.เป็นประธานร่วมกับ นายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ตามที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย ได้เห็นชอบร่วมกันในช่วงที่นายกรัฐมนตรี สปป. ลาวเยือนไทยเมื่อวันที่ 1 – 2 มิ.ย. 65 โครงการดังกล่าว มีระยะทางกว่า 1.35 กม. แบ่งเป็นฝั่งไทย 0.815 กม. และฝั่งลาว 0.535 กม.

พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5  พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เชื่อมั่นว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามกรอบเวลาเพื่อเป็นของขวัญสำคัญให้ชาวไทยและชาวลาวในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ในปี ค.ศ. 2025  

เมื่อการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) แล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณด่านชายแดนฝั่ง จ.บึงกาฬ และชายแดนฝั่งแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่ง ประตูการค้าที่สำคัญ ที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับ สปป. ลาว

การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 จะดำเนินการแล้วเสร็จราวเดือน เม.ย. 67 ประโยชน์ที่จะได้รับ เช่นเพิ่มทางเลือกในการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยกับ สปป. ลาว ส่งเสริมความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคระหว่างไทย – ลาว – เวียดนามบนเส้นทางหมายเลข 8 (R8)สามารถเชื่อมต่อกับมณฑลกว่างสีของจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ติดตามคมชัดลึกได้ที่

จี้ กกต. ตรวจสอบเงินบริจาค “พลังประชารัฐ” โทษหนัก ถึงขั้นยุบพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534575

28 ต.ค. 2565

จี้ กกต. ตรวจสอบเงินบริจาค "พลังประชารัฐ" โทษหนัก ถึงขั้นยุบพรรค

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กดดัน กกต. ทำหน้าที่ตรวจสอบ เงินบริจาคพรรคพลังประชารัฐ โทษหนักขั้น “ยุบพรรค” หากผิดกฎหมาย

สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคเสรีรวมไทย อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผ่านเฟสบุ๊ค ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ กรณี เงินบริจาค พรรคพลังประชารัฐ จากคนจีนแปลงสัญชาติ เพราะหากมีการกระทำผิดโทษถึงขั้นยุบพรรค และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค

โพสต์ของสมชัย มีเนื้อหาว่า ถ้า กกต.รู้ร้อนรู้หนาว เกี่ยวกับกรณีเงินบริจาค 3 ล้านของ พปชร. ที่อาจจะเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย หรือ ผู้บริจาคอาจเป็นคนต่างชาติ

-กกต. สามารถสั่งการให้นายทะเบียนพรรคการเมือง คือ เลขาธิการ กกต. สอบข้อเท็จจริง ได้ทันที โดยไม่ต้องมีผู้ร้อง

-นายทะเบียนพรรคการเมือง สามารถตรวจหลักฐานเงินบริจาคของพรรคการเมืองได้  และขอตรวจสอบสัญชาติผู้บริจาคจากกระทรวงมหาดไทย  และขอตรวจสอบเส้นทางทางการเงินจาก ปปง.

-หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ตามมาตรา 72 (รับเงินสีเทา) มาตรา 74 (รับเงินต่างชาติ)  นายทะเบียนสามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อมีมติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ

-หากศาลรัฐธรรมนูญ เห็นด้วย สามารถมีคำวินิจฉัยยุบพรรค และตัดสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิตแก่กรรมการบริหารพรรคที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้  ตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 92 (3)

และสุดท้ายหาก กกต. ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และถูกร้องต่อ ปปช.ประเด็นจริยธรรมของกกต.ได้

หมายเหตุ 

มาตรา 72 พ.ร.ป. พรรคการเมือง  
ห้ามพรรคการเมืองรับเงินบริจาค โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 74 พ.ร.ป.พรรคการเมือง  ห้ามมิให้พรรคการเมืองรับเงินจาก บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลของต่างชาติ หรือ แม้กระทั่งนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยแต่ต่างชาติถือเกินกว่าร้อยละ 49

เหตุยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 (3) ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง คือ กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 หรือ มาตรา 74

งานเข้าพรรคการเมืองบางพรรคแล้วหรือไม่

จี้นายกรัฐมนตรี แจง ปมพปชร. รับ “เงินบริจาค” 3ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534570

28 ต.ค. 2565

จี้นายกรัฐมนตรี แจง ปมพปชร. รับ "เงินบริจาค" 3ล้านบาท

“นายกรัฐมนตรี” ไม่สง่างามแล้ว ถ้ายังไม่มีคำอธิบาย กรณีคนจีนแปลงสัญชาติ บริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐ 3 ล้านบาท

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยโพสต์เฟสบุ๊คเรื่องเงินบริจาค 3 ล้าน ให้พรรคพลังประชารัฐ ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ว่ากรณีคนจีนที่แปลงสัญชาติ และได้สัญชาติไทย บริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐ 3,000,000 บาท
ความสุ่มเสี่ยงว่าจะผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่   เรื่องนี้ หากฝ่ายค้านเข้มแข็ง ไม่สร้างภาพ ไม่มัวแต่เล่นสื่อโซเชี่ยลไปวันๆ สามารถหาความจริงไม่ยาก

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย

แต่เมื่อฝ่ายค้านมัวแต่เล่นกับสื่อ ให้คนหลงอยู่กับสื่อ ไม่เล่นกับปัญญา ไม่หาความจริง ก็คงต้องพึ่งบุคคลนอกวงการให้ตรวจสอบ เรื่องนี้จึงต้องพึ่งคนหิวแสง จะเป็นใครก็แล้วแต่ ให้ติดตามแต่การตรวจสอบไม่ง่าย เพราะ


1.ข้อมูลทั้งหมดอยู่กับภาครัฐ อำนาจรัฐอยู่กับพรรคที่เป็นข่าว


2.คนอนุมัติให้แปลงสัญชาติ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ ท่านมท.ต้องเปิดปากพูดว่า ตอนบริจาค ชาวจีนคนนี้ ยังถือ 2 สัญชาติหรือไม่ วันนี้ บ่ายๆ ท่านพูดเสียเถอะ หากยังถือ 2 สัญชาติ ท่านจะเพิกถอนสัญชาติหรือไม่ พูดเสียเถอะครับ


3.นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับเงินบริจาคจากชาวจีนคนนี้ ก็ไม่ง่ายที่หน่วยงานจะเปิดเผยข้อมูล


4.ธุรกิจของชาวจีน เงินทุนส่วนใหญ่เป็นของไทย หรือ ของจีน (อันนี้ตอบในใจท่านดูเอง) หากธุรกิจนี้ทุนส่วนใหญ่เป็นของจีน นิติบุคคลนี้ ก็เป็นนอมินีของคนสัญชาติจีน


5.เงิน 3,000,000 ที่บริจาคให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นเงินส่วนตัวของชาวจีนคนนี้ตามที่ปรากฎในหลักฐานการบริจาค หรือ เป็นเงินที่ถอนจากนิติบุคคลที่เป็นนอมินีของจีน หากเป็นดังนั้น ยุบพรรคแน่นอน


6.ชาวจีนที่แปลงสัญชาติรู้จักกับใครในพรรคพลังประชารัฐ จนบริจาค 3 ล้าน ไม่น่าเชื่อว่า ชาวจีนคนนี้ เดินทางมาที่พรรคพลังประชารัฐโดยไม่รู้จักใครเลย มาถึงพรรคแล้วเคาะประตูพรรค แล้วบอกว่า นำเงิน 3 ล้าน มาบริจาค โดยไม่รู้จักใครในพรรคเลย  เป็นอย่างนั้นหรือ เพราะรัฐมนตรีสมศักดิ์ บอกว่า ไม่มีใครรู้จักคนจีนคนนี้


8.หากมีข้อเท็จจริง สุ่มเสี่ยงว่า พล.อ.ประยุทธ์ 
ได้ตำแหน่งจากพรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคที่ยังเป็นที่น่าสงสัยตามสมควร นายกรัฐมนตรีก็ไม่สง่างามแล้ว ต้องพูดอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพรรคที่สนับสนุนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ทำผิดกฎหมาย หรือ ไม่เลี่ยงกฎหมาย

นิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ถ้าเกิดกับพรรคอื่น ไม่เกิน 7 วัน น่าจะมีข้อสรุป ต้องขออภัยแฟนคลับ ผู้คลั่งไคล้ลุงตู่ เรื่องนี้ต้องให้มีการตรวจสอบ เพราะเป็นเรื่องลุงตู่ได้อำนาจมาด้วยวิธีการอย่างไร และ อยู่ในอำนาจอย่างไร ถือเป็นเรื่องใหญ่

ติดตาม คมชัดลึก ที่นี่

“เพื่อไทย” เตรียมกระทู้ถามสด ควบรวม ทรู-ดีแทค รับเปิดประชุมสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534568

28 ต.ค. 2565

"เพื่อไทย" เตรียมกระทู้ถามสด ควบรวม ทรู-ดีแทค รับเปิดประชุมสภาฯ

พรรคเพื่อไทย จองกระทู้ถามสด เรื่องการ “ควบรวมกิจการ” ทรู-ดีแทค เป็นกระทู้แรก รับการเปิดประชุมสภาฯ ในเดือนหน้า

ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกรณีการควบรวมกิจการทรูและดีแทค และเตรียมยื่นกระทู้ถามสดให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้  ในที่ประชุมสภาฯสัปดาห์แรก  และสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้ที่เกี่ยวข้อง
>

เนื้อหาในแถลงการของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีความกังวลและไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการที่อาจนำไปสู่การผูกขาดในธุรกิจใดๆโดยมีความเห็นดังนี้

1. ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการที่เป็นการผูกขาดการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะกระทบการแข่งขันของผู้ประกอบการและสภาวะการทำธุรกิจและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม และจะกระทบผู้บริโภคในท้ายที่สุด


2. การควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทคน่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นกิจการประเภทเดียวกันและมีส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก


3. มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า มติ กสทช ในการรับทราบการควบรวมนั้นชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ และ กสทช ได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่ง กสทช ต้องตอบคำถามนี้


4. กังวลและเห็นว่าการผูกขาดการประกอบธุรกิจจะมีผลกระทบต่อสิทธิ์และประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแน่นอน ซึ่งภาครัฐมีหน้าที่ต้องดูแลและปกป้องคุ้มครองอย่างมากที่สุด


5. พรรคเพื่อไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและระบบกฎหมาย และคัดค้านการผูกขาดไม่ว่าในธุรกิจใด

พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการที่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะดำเนินการตามกฏหมายและยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบรวมกิจการดังกล่าว

และในเบื้องต้น พรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎร โดยการตั้งกระทู้ถามสดในสัปดาห์แรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และเสนอพิจารณาญัตติด่วนเพื่อให้สภามีมติในเรื่องนี้ต่อไป<

ด่วน “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” ยื่นลาออก “ประชาธิปัตย์” จับตาร่วมงาน “พีระพันธุ์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534544

27 ต.ค. 2565

ด่วน "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ยื่นลาออก "ประชาธิปัตย์" จับตาร่วมงาน "พีระพันธุ์"

“ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” ยื่นหนังสือลาออกจาก “พรรคประชาธิปัตย์” แล้ว จับตาร่วมงาน “พีระพันธุ์” หลังมีกระแสเตรียมย้ายซบ “รวมไทยสร้างชาติ”

วันที่ 27 ต.ค.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้เลขานุการส่วนตัวมายื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ เพื่อขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ต่อเจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ที่สำนักงานใหญ่ ถนนเศรษฐศิริ เขตพญาไท

โดยในหนังสือไม่ได้แจ้งเหตุผลการตัดสินใจลาออก ระบุเพียง “ข้าพเจ้ามีความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการต่อไป”


ก่อนหน้านี้ นายไตรรงค์ มีกระแสข่าวว่าจะย้ายไปสังกัด “พรรครวมไทยสร้างชาติ” เนื่องจากการประชุมของพรรคดังกล่าว เมื่อช่วงเดือน สิงหาคม พบว่า น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี บุตรสาว นายไตรรงค์ ก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน ซึ่ง “พรรคพรรครวมไทยสร้างชาติ” เปรียบเสมือน “พรรคประชาธิปัตย์” สาขา 2 เนื่องจากสมาชิกพรรคหลายคนที่ย้ายซบ เช่น นายเจือ ราชสีห์ อดีตส.ส.สงขลา , นายโกวิทย์ ธารณา อดีต ส.ส.กทม. , นายสามารถ มะลูลีม , นายพงศ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ สุราษฎร์ธานี และกลุ่มส.ส. ของ ลูกช้าง ลูกหมี นายชุมพล จุลใส อดีตส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ และนายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร และล่าสุดคือ นาย ดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย อดีตผู้สมัคร ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์  

สำหรับ นายไตรรงค์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากมาย เช่น


โฆษกรัฐบาล ในรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 
นายไตรรงค์ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นายไตรรงค์ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ผู้ว่าฯกทม. ยังรอสภา ตั้งกมธ.วิสามัญ ศึกษา รถไฟฟ้าสายสีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534521

27 ต.ค. 2565

ผู้ว่าฯกทม. ยังรอสภา ตั้งกมธ.วิสามัญ ศึกษา รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ยื้อเสนอความเห็น แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ผู้ว่าฯกทม. รอได้ หากสภาสภากรุงเทพมหานคร จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาศึกษาฯ

เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีสภากรุงเทพมหานครล่ม หลังมีการเสนอญัตติขอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ทางกรุงเทพมหานครตั้งใจจะเร่งแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครโดยตรง จึงมีการเสนอญัตติขอรับความเห็นจากสภากรุงเทพมหานครในเรื่องแนวทางการเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และ เรื่องการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่ามีแนวทางความเห็นในเรื่องนี้ร่วมกันอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

สำหรับข้อกังวลของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครบางคน  ที่กังวลว่าสภาไม่มีอำนาจพิจารณาญัตตินั้น การเสนอญัตติดังกล่าว เป็นเพียงการขอรับความเห็นของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเพื่อรวบรวมนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 เรื่อง ขอทราบแนวทางการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งมประกอบไปด้วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร บริหารราชการ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอน

กรุงเทพมหานครยืนยันว่าการยื่นญัตติดังกล่าวเป็นไปเพื่อชี้แจงรายละเอียดในส่วนการบริหารจัดการในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครให้สภากรุงเทพมหานครได้รับทราบ และเป็นการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ  สภากรุงเทพมหานคร ถือเป็นส่วนสำคัญตามโครงสร้างการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และมีหน้าที่ในการพิจารณาความเหมาะสมการใช้จ่ายงบประมาณของกรุงเทพมหานครให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความคิดเห็นของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ถือเป็นเสียงสำคัญที่สะท้อนความต้องการของประชาชน


ดังนั้นหากสภากรุงเทพมหานครเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้ให้รอบคอบรอบด้าน โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นกรรมการหรือให้ข้อมูลฝ่ายบริหารก็ไม่ขัดข้อง

ข้อเสนอแนะที่ ผู้ว่าฯกทม.เตรียมเสนอความเห็นต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกอบไปด้วย

-ไม่ควรมีการต่อสัมปทาน โดยคำสั่งคสช. ที่ 3/2562 แต่ควรต่อสัมปทานโดยใช้วิธีการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการเซ็นต์สัญญาว่าจ้างเดินรถ จากปี 2572 ไปสิ้นสุดปี 2585 ไว้แล้ว เป็นปัญหาหลัก ที่กรุงเทพมหานครตัดสินใจลำบาก ต้องไปดูว่าการยกเลิกสัญญาการจ้างเดินรถทำได้หรือไม่


-ขออุดหนุนค่าใช้จ่ายโครงสร้างงานโยธา ของส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 ช่วงหมอชิต-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เนื่องจากรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ก็มีการขออุดหนุนค่าใช้จ่ายโครงสร้างโยธาเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันค่าโครงสร้างงานโยธา รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 กรุงเทพมหานครรับโอนหนี้จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยประมาณ 5.8-5.9 หมื่นล้านบาทรวมดอกเบี้ย