“ทิพานัน” ยก “บิ๊กตู่” กู้ชาติ จากพวก “ขายชาติ” กฎต่างด้าวครองที่ดินใครได้?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534763

30 ต.ค. 2565

"ทิพานัน" ยก "บิ๊กตู่" กู้ชาติ จากพวก "ขายชาติ" กฎต่างด้าวครองที่ดินใครได้?

“ทิพานัน” ตอกกลับ “เพื่อไทย” ออกกฎหมาย “ต่างด้าวถือครองที่ดิน” แต่ไม่เคยให้ความสำคัญ จน “รัฐบาลประยุทธ์” นำกลับมาพิจารณาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ยกย่อง “นายกกู้ชาติ” จาก “นายกขายชาติ”

จากที่ “พรรคเพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยร่างกฎกระทรวงที่รัฐบาลจะออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ เนื่องจากอนาคตราคาที่ดินอาจจะสูงขึ้น จากกลไกของการตลาด ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทย

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยยก “เนื้อหาของกฎกระทรวงปี 2545 ในเรื่องเดียวกันนั้น มีเนื้อหาที่เข้มงวดและกำหนดเงื่อนไขที่คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ยากกว่า” นั้น ยืนยัน ไม่เป็นความจริง เพราะกฎกระทรวงปี 2545 อนุญาตให้ “คนต่างด้าวทุกคน” ที่มีเงิน 40 ล้านบาทก็ซื้อที่ดินได้แล้ว  

ขณะที่ร่างกฎกระทรวงปี 2565 ใหม่นี้ อนุญาตให้เฉพาะ “คนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภทที่ได้รับวีซ่าพำนักระยะยาว หรือ LTR Visa” เท่านั้น รัฐบาลยังถามความเห็นไปหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้ยืนยันวิเคราะห์ว่า หลักการในร่างกฎกระทรวงปี 2565 ไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน ทั้งด้านการกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์และไม่เพิ่มแรงกดดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ที่ดินที่อนุญาตให้ซื้อเป็นที่ดินมีพื้นที่กำหนดชัดเจน 

ศักยภาพ 4 ประเภท

การให้สิทธิคนต่างด้าวถือครองที่ดิน 1 ไร่นั้น มีเงื่อนไขที่สำคัญคือ  ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภทที่ได้รับวีซ่าพำนักระยะยาว หรือ LTR Visa เท่านั้น คือ

1. กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง คือ มีทรัพย์สินอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ, มีรายได้ส่วนบุคคลขั้นต่ำ 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีการลงทุนในไทยอย่างน้อย 500,000 เหรียญสหรัฐ

2. กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ คือ มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่รับเงินบำนาญและมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 40,000 เหรียญสหรัฐต่อปีและมีการลงทุนในไทยอย่างน้อย 250,000 เหรียญสหรัฐ

3. กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย คือ มีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หรือมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 40,000 เหรียญสหรัฐต่อปีและจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือได้รับเงินทุน Series Aในธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ, ทำงานในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 3 ปีที่ผ่านมา และมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

4. กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ คือ มีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา, มีสัญญาจ้างทำงานมีทักษะเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

ทั้งนี้กลุ่มต่างด้าวทั้ง 4 กลุ่มต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในประเทศ ไทยไม่น้อยกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ
 

ประเทศไทยได้ประโยชน์

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ดังนั้นจากหลักเกณฑ์เข้มงวด ที่ต้องเป็น LTR Visa ก่อนมีที่ดิน จึงมีการลดเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนลงจาก 5 ปีเหลือ 3 ปี เพื่อจูงใจบุคคลที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภทนี้มาลงทุน จึงไม่ได้ลดเพื่อให้คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้น แต่กลับคัดกรองคนคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมกับเงินลงทุน  40 ล้านบาท และหากผิดเงื่อนไขในรายละเอียดที่กำหนดจะต้องมีการขายคืนที่ดิน ทั้งนี้กลุ่มบุคคลนี้จะนำเม็ดเงินเข้าประเทศและเกิดการใช้จ่ายภายในประเทศที่มากขึ้นและเพิ่มการกระจายรายได้เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สร้างรายได้ต่อเนื่องให้คนไทยในทุกกิจกรรมที่กลุ่มนี้พำนักอยู่ มีศักยภาพถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนไทย จะส่งผลให้เกิดการลงทุนมากขึ้นและเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และในต่างชาติก็มีการจูงใจเข้าลงทุนแบบนี้เช่นกัน  แต่ละที่ก็แตกต่างกันไป หลายประเทศถึงขั้นสามารถขอถือสิทธิ์การพำนักอาศัยถาวร จนเป็นสิทธิพลเมืองนั้นได้


สรุปใคร “นายกขายชาติ”

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สิ่งที่สังคมสงสัยคือ กฎกระทรวง2545 นี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเพื่อไทยออก เพราะผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งและการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟนั้น เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่กลับไม่เคยให้ความสำคัญปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงฯ เรื่องถือครองที่ดินในช่วงระหว่างปี 2545-2560 เลย มัวแต่ให้ความสำคัญแต่กับการแก้ไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ในทางตรงกันข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ได้พิจารณาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบให้ทันสมัยและกระตุ้นเศรษฐกิจและประโยชน์ของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 ที่บัญญัติให้ รัฐยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจําเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นได้ เพราะรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเสมอมา ไม่เคยมีนโยบาย “ขายชาติ” ไม่เคยมีการเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเพื่อผลประโยชน์ใดๆ รัฐบาลนี้มีแต่ทำประโยชน์ให้คนไทย พัฒนาหารายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต พร้อมมุ่งจัดสรรที่ดินและคืนสิทธิที่ดินทำกินให้กับพี่น้องเกษตรกร และยังเดินหน้าสร้างโครงการที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   

“อยากให้พรรคเพื่อไทยทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือ นายกฯที่กอบกู้ชาติ มาจาก นายกขายชาติ  อันมีพฤติการณ์เช่น ฮั้วต่างชาติโกงโครงการรับจำนำข้าวจนชาวนาไทยเสียชีวิตและทรัพย์สิน โกงบ้านเอื้ออาทรจนประชาชนไม่มีที่อยู่ อนุมัติเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้เมียนมาโดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน  ตรงนี้ต่างหากคือนิยามของ นายกขายชาติ ” น.ส.ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ประยุทธ์” เสียใจ เหตุการณ์ “อิแทวอน” สั่งการสถานฑูตฯช่วยเหลือคนไทยใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534752

30 ต.ค. 2565

"ประยุทธ์" เสียใจ เหตุการณ์ "อิแทวอน" สั่งการสถานฑูตฯช่วยเหลือคนไทยใกล้ชิด

“ประยุทธ์” เสียใจต่อเหตุการณ์ “อิแทวอน” สั่งการสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ช่วยเหลือคนไทยใกล้ชิด ขณะที่ กต. รายงาน ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 149 ราย บาดเจ็บ 79 ราย

จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมบริเวณถนนย่าน “Itaewon” หรือ “อิแทวอน” ประเทศเกาหลีใต้ ที่กลับมาจัดงานเทศกาล “ฮาโลวีน” ในรอบ 3 ปี แบบปกติโดยไม่มีการเว้นระยะห่าง ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมงานนับแสนคน จนมีเบียด ล้ม และเหยียบกัน จนขาดอากาศหายใจ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ล่าสุด 30 ต.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตาม ตรวจสอบสถานการณ์หากมีคนไทยได้รับความเดือดร้อนให้รีบให้การช่วยเหลือโดยด่วน

ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล (Royal Thai Embassy, Seoul) รายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ในงานเทศกาลคืนวัน Halloween ที่จัดขึ้นในย่านถนน Itaewon กรุงโซล ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่หากคนไทยท่านใดต้องการความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตฯ สามารถติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน 010-6747-0095 

“นายกรัฐมนตรีเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และให้การช่วยเหลือทันทีหากมีคนไทยได้รับผลกระทบ” นายอนุชา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซลรายงานมายังกระทรวงการต่างประเทศของไทย เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยเฉพาะบริเวณซอยแคบทางลงถนนหลักบริเวณโรงแรม Hamilton ล่าสุดเช้าวันที่ 30 ต.ค. 65 มีรายงานยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 149 ราย และได้รับบาดเจ็บ 76 ราย

นายอนุชา บูรพชัยศรีนายอนุชา บูรพชัยศรี

“ราชกิจจาฯ” ประกาศ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534699

29 ต.ค. 2565

“ราชกิจจาฯ” ประกาศ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปี

“ราชกิจจาฯ” ประกาศคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่ครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ สามารถนั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อได้ถึง 5 เม.ย. 2568 

เมื่อวันที่ 28  ต.ค.2565 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่

“ราชกิจจาฯ” ประกาศ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปี

โดยคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้ว่า การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสองและมาตรา 158 วรรคสี่ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ครบวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี วันที่ 5 เม.ย. 2568 

“ราชกิจจาฯ” ประกาศ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปี

สำหรับรายละเอียดของคำวินิจฉัย สรุปโดยละเอียดดังนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าบทบัญญัติกฎหมายของรัฐธรรมนูญปี 2560 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวปี 2557 คือการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามมาตรา 159 และมาตรา 172

โดยมีหลักการสำคัญคือ การพิจารณาบุคคลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องดำเนินการตามบัญชีรายชื่อที่เสนอแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นหลักสำคัญประการหนึ่งในการได้มาซึ่งนายกฯ

โดยมีหลักการสำคัญคือ การพิจารณาบุคคลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องดำเนินการตามบัญชีรายชื่อที่เสนอแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นหลักสำคัญประการหนึ่งในการได้มาซึ่งนายกฯ

ส่วนข้อความที่อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2550 และคำวินิจฉัยที่4/2564 เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เพื่อเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกภาพ ส.ส. มิใช่โทษทางอาญา กระทำได้เช่นเดียวกับคำร้องของคดีนี้นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นคนละกรณีข้อเท็จจริงกรณีนี้ มีหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่างกัน ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้

สำหรับข้ออ้างที่ว่า บันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ครั้งที่500 ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. คนที่ 1 ให้ความเห็นการนับระยะเวลาการนับดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ สามารถนับรวมการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นั้น

ศาลเห็นว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเพียงการอธิบายแนวความคิดของ กรธ. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ ว่า มีความมุ่งหมายอย่างไร ประกอบความเห็นประธาน กรธ. และรองประธาน กรธ. คนที่ 1 มิได้นำไประบุไว้ในความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญมาตรา 158


ตามบันทึกการประชุม กรธ. ที่พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ไม่ปรากฏประเด็นการพิจารณา หรืออภิปรายการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งว่า สามารถนับรวมการดำรงตำแหน่งนายกฯ ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับด้วย การกำหนดเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯตามมาตรา 158 วรรคสี่ มีความหมายเฉพาะการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 


ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ประกาศใช้บังคับในวันที่ 6 เม.ย. 2560 และพล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ บริหารราชการแผ่นดิน อยู่ในวันก่อนประกาศใช้ตามรัฐธรรมนูญ ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 2564 การดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังกล่าว จึงเป็นการดำรงตำแหน่งภายในรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ ต้องอยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 158 วรรคสี่


ส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ต้องถือว่าวันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ เป็นวันเริ่มต้นรับตำแหน่ง เมื่อผู้ถูกร้อง(พล.อ.ประยุทธ์) ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นับตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายก ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่

ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ ทั้งนี้อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสองประกอบมาตรา 158 วรรคสี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2565 ที่ผ่านมานั้น ตุลาการฯ เสียงข้างมาก 6 ราย มีมติชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี ได้แก่ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายปัญญา อุดชาชน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายบรรจงศักดิ์วงศ์ปราชญ์, นายจิรนิติ หะวานนท์ และ นายวิรุฬห์ แสงเทียน 


ส่วนเสียงข้างน้อย 3 ราย ที่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีแล้ว ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ และนายนภดล เทพพิทักษ์

“ราชกิจจาฯ” ประกาศ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปี

แฟลซโพล “ไทยสร้างไทย” อยากได้เปิดสถานบันเทิงถึงตีสี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534698

29 ต.ค. 2565

แฟลซโพล "ไทยสร้างไทย" อยากได้เปิดสถานบันเทิงถึงตีสี่

ผู้ประกอบการและ”นักท่องเที่ยว” ถนนข้าวสาร ตอบโพล พรรคไทยสร้างไทย อยากให้รัฐบาล ขยายเวลาเปิดสถานบริการ ถึงตีสี่

สุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย และคณะ ลงพื้นที่บริเวณ ถนนข้าวสารและถนนรามบุตรี เพื่อสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการและประชาชนถึงโอกาสในการขยายเวลาให้บริการของสถานบันเทิงพร้อมทำ Flash Poll ให้ประชาชนนำสติ๊กเกอร์มาติดว่าอยากให้สถานบันเทิงเปิดถึงเวลาใด

โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวอยากให้เปิดบริการได้ถึงตี 4 เป็นอันดับหนึ่ง และรองลงมาคือเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง 



กิจกรรมดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยนายสุพันธุ์ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเรื่องเวลาเปิดปิดสถานบันเทิง โดยชาวต่างชาติจำนวนมากแสดงความประหลาดใจเมื่อทราบว่าประเทศไทยมีเวลาปิดสถานบันเทิงอย่างเป็นทางการอยู่ที่เที่ยงคืน ถึง ตีสอง และร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องวัฒนธรรมการกินดื่มของแต่ละพื้นที่ด้วย

สุพันธุ์ย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการมาเพื่อรับฟังเสียงของประชาชน และ คาดหวังว่ารัฐบาล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้ และนำไปสู่การพูดคุยเพื่อหาทางปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนคนตัวเล็ก เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว

เพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ค้านต่างด้าว “ถือครองที่ดิน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534693

29 ต.ค. 2565

เพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ค้านต่างด้าว "ถือครองที่ดิน"

เงื่อนไขต่างด้าว “ถือครองที่ดิน” เคยมีกฎกระทรวงปี2545 เข้มงวดกว่ากฎหมายใหม่ ที่รัฐบาลเตรียมอนุญาตให้ต่างชาติ ซื้อ

แถลงการณ์ พรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาไม่เห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงที่รัฐบาลจะออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ เนื่องจากการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวจะมีผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยอย่างกว้างขวาง และมีกฎกระทรวงเรื่องเดียวกันนี้ในปี 2545  มีเนื้อหาที่เข้มงวดและกำหนดเงื่อนไขที่คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ยากกว่า

การออกกฎกระทรวงในปี 2545 มีบริบทที่แตกต่างกับปี 2565 เนื่องจากรัฐบาลในปี 2545 ภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยนั้น เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น และประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อตกลงที่มีกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ต้องแก้ไขกฎหมายในบางเรื่อง และชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ



พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการลดเงื่อนไขให้คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้นในร่างกฎกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นการลดเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนลงจาก 5 ปีเหลือ 3 ปี และการเพิ่มประเภทและทางเลือกในการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนในภาคธุรกิจที่แท้จริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนไทย แต่กลับเปิดโอกาสให้นักลงทุนในตลาดการเงินที่เข้ามาหาประโยชน์ระยะสั้นและถอนทุนออกไปได้โดยง่าย โดยไม่มีพันธะต่อประเทศไทย มีโอกาสได้สิทธินี้

พรรคเพื่อไทยขอแถลงต่อพี่น้องประชาชนว่า จะเดินหน้าคัดค้าน หากรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายนี้ และถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไปเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงเรื่องการซื้อที่ดินของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2545

ก้าวไกล เตรียมยื่นศาลปกครอง ชะลอ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534692

29 ต.ค. 2565

ก้าวไกล เตรียมยื่นศาลปกครอง ชะลอ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ส่วนต่างประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม มีหรือไม่ ยังต้องหาคำตอบ ก้าวไกลไม่เชื่อ รฟม. เตรียมร้องศาลปกครอง ตรวจสอบความโปร่งใส

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ
พรรคก้าวไกล ระบุว่า การชี้แจง ของ รฟม.ว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ไม่มีส่วนต่าง 68,000 ล้านบาทว่าคำชี้แจงของ รฟม. ฟังไม่ขึ้น เพราะ รฟม. ไม่เปิดให้ BTS เข้ามาแข่งขันประมูล ทำให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริง เป็นความจริงนอกสำนวนที่เกิดจากการเล่นตุกติกกีดกัน BTS

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

จากการสอบข้อมูลในชั้นกรรมาธิการทำให้ได้รู้ข้อเท็จจริงว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนต่าง 68,000 ล้านบาทมีอยู่จริง โดยการประมูลครั้งแรกผิดปกติ มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ โดยหากไม่มีการเล่นตุกติก BTS ขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐประมาณ 10,000 ล้านบาท

แต่ด้วยความที่มีการเล่นตุกติก จึงมีหลายคดีคาราคาซังอยู่ในศาล แต่ รฟม. เลือกที่จะล้มประมูลแล้วเริ่มใหม่ รอบ 2 ที่ BTS ถูกกีดกัน ทำให้ไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง 

ผู้ประกอบการรถไฟฟ้ารายใหญ่ในไทยมีเพียง 2 ราย คือ BTS และ BEM ทั้ง 2 รายควรเข้าแข่งขันได้ เมื่อไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง รัฐก็ต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรจะเป็น โดย BEM (ผู้ชนะรอบใหม่) ขอเงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนมากถึง 78,000 ล้านบาท

ส่วนต่าง 68,000 ล้านบาทจึงมีอยู่จริง แต่เป็น ความจริงนอกสำนวน เพราะ รฟม. ตั้งใจล้มการประมูลที่มีการแข่งขัน แล้วเริ่มใหม่แบบกีดกัน BTS แต่ BTS ก็เลือกที่จะเก็บซองราคาเอาไว้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ซีลอย่างดีและเปิดพิสูจน์ผ่านการ ถ่ายทอดสดให้ประชาชนดูว่าไม่ได้แต่งเติมเข้ามาใหม่

สุรเชษฐ์บอกว่า พรรคก้าวไกลกำลังเตรียมคำร้องเพื่อยื่นฟ้องศาลปกครอง และขอให้ประชาชนเห็นความฉ้อฉลของรัฐบาลนี้ในการหากินกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้มเพิ่มว่า เงินส่วนต่าง ค่าโกง 68,000 ล้านบาทนี้จะไปลงกระเป๋าใคร  ตกไปที่พรรคใดบ้าง แต่หากปล่อยให้รัฐบาลนี้รีบเซ็นต์ไปก่อนเลือกตั้ง ประเทศจะเสียหายมาก

เพื่อไทย ค้าน “ยุบพรรค” พลังประชารัฐ เพราะไม่ตรวจสอบเงินบริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534679

29 ต.ค. 2565

เพื่อไทย ค้าน "ยุบพรรค" พลังประชารัฐ เพราะไม่ตรวจสอบเงินบริจาค

พรรค”เพื่อไทย” ชี้ การยุบพรรคการเมือง ควรมีสาเหตุมาจากการล้มล้างการปกครอง เพียงเรื่องเดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น

ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง การบริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 3 ล้านบาท เมื่อปี 2564  ของนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ (หาวเจ๋อ ตู้) ชายเชื้อชาติจีน ที่เพิ่งได้รับสัญชาติไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจับผับฉาวย่านยานนาวา จนเป็นมูลเหตุจะทำให้พรรคพลังประชารัฐถูกยุบหรือไม่นั้น

พรรคเพื่อไทย ประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคโดยไม่มีเหตุผล

การบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ก็เป็นไปตามหลักของการรับเงินบริจาคที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งต้องยอมรับว่าการใช้บังคับกฎหมายของประเทศเราอ่อนด้อยมาก เช่น กรณีการรับบริจาคเงิน ต้องดูว่าผู้บริจาคเป็นใคร เงินที่มาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และเป็นไปตามจำนวนที่กำหนดหรือไม่

ถ้าบริจาคเงินเกิน 10 ล้านบาท แทนที่จะตีเป็นเงินบริจาคก็จะตีเป็นประเด็นอื่น   ที่สำคัญผู้บริหารของพรรคนั้นต้องรู้และแสวงหาข้อมูลให้ได้ว่าผู้บริจาคและเงินบริจาคมีที่มาที่ไปอย่างไร  

ขณะที่ช่องทางร้องยุบพรรคตามกฎหมายปัจจุบันที่มีถึง 13 ช่องทาง แบ่งเป็นตามรัฐธรรมนูญ 3 ช่องทาง และกฎหมายลูก 10 ช่องทาง ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยเสนอแก้กฎหมายและแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการจะให้ยุบพรรค ขอให้มีเหตุเดียวคือการล้มล้างการปกครองเท่านั้น

กกต. เผย ผลสอบ “พปชร.” รับเงิน “นายทุนจีน” ได้ สัญชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534648

28 ต.ค. 2565

กกต. เผย ผลสอบ "พปชร." รับเงิน "นายทุนจีน" ได้ สัญชาติไทย

กกต.เผย ผลตรวจสอบ “นายทุนจีน” แปลงสัญชาติไทยแล้ว สามารถบริจาคเงินให้ “พปชร.” ได้ ขณะนี้จำนวนเงินไม่เกินกฎหมายกำหนด

กำลังเป็นที่น่าจับตาถึงกรณีที่มี “นายทุนจีน” บริจาคเงิน 3 ล้าน ให้กับ “พรรคพลังประชารัฐ” เมื่อปี2564 ว่าจะผิดกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะมาตรา มาตรา 74 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองรับเงินจากบุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย หรือไม่ เนื่องจากอาจนำไปสู่จาก “ยุบพรรค” ได้นั้น 

เมื่อวันที่​ 28 ต.ค.65​ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ทราบข่าวเมื่อวานก็ได้ให้สำนักกิจการพรรคการเมืองดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งมี 3 ประเด็น คือ  

1.ผู้บริจาคมีสิทธิ์บริจาคหรือไม่ โดยดูจากตัวเลขตามบัตรประชาชน  

พบว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย ถือว่าเป็นผู้ที่สามารถบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองได้

2.จำนวนเงินที่บริจาคพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด    

3.พรรคผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรู้หรือควรจะรู้ว่าแหล่งที่มาของเงินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้อยู่ในชั้นสำนักงานฯ ตรวจสอบ และเสนอเรื่องมายังนายทะเบียนพรรคการเมือง

สำหรับ พระราชบัญญัติ​ประกอบ​รัฐธรรมนูญ​ (พ.ร.ป.)​ว่าด้วยพรรคการเมือง ได้กำหนดเรื่องการ “บริจาคเงิน” ให้กับพรรคการเมืองไว้ โดยต้องไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 74 จำนวนเงินที่บริจาคต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท เมื่อทุกพรรคการเมืองได้รับบริจาค ก็จะตรวจสอบเบื้องต้นว่า ผู้บริจาคเป็นผู้ที่สามารถบริจาคเงินให้กับพรรคได้หรือไม่ และเงินที่บริจาคอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จากนั้นจะติดประกาศรายละเอียดการรับบริจาคไว้ที่ทำการของพรรค และส่งให้สำนักงาน กกต. ประกาศให้สาธารณชนรับรู้

ส่วนกรณีของพรรคพลังประชารัฐ หากทราบภายหลังมารู้ว่าเงินที่ได้รับมาไม่ถูกต้องจะทำอย่างไร นายแสวง กล่าวว่า ตัวกฎหมายเขียนไว้ชัดอยู่แล้ว ต้องตรวจสอบก่อน ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขอให้ประชาชนสบายใจ เพราะกกต.ปฏิบัติเหมือนกันทุกพรรค และดำเนินการตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม ทั้งกับพรรคและตัวผู้บริจาคเองเช่นกัน

ชาวยโสธร เชียร์ “หมอวรงค์” เป็น “นายกรัฐมนตรี” หวังปลดหนี้พืชพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534638

28 ต.ค. 2565

ชาวยโสธร เชียร์ "หมอวรงค์" เป็น "นายกรัฐมนตรี" หวังปลดหนี้พืชพลังงาน

ชาวยโสธร ให้การต้อนรับ “หมอวรงค์” ส่งเสียงเชียร์ หนุนเป็น “นายกรัฐมนตรี” หวังเข้ามาแก้ปัญหาลดหนี้พืชพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยนายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย รองหัวหน้าพรรค, นายปฏิยุทธ ทองประจง กรรมการบริหารพรรค, นายอิสระพงศ์ สงวนวงศ์ชัย ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ และนายทศ ตาลชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยภักดี จ.ชัยภูมิ ลงพื้นที่พบปะพี่น้อง ต.คำไผ่ อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร

นพ.วรงค์ ลงพื้นที่พบชาวบ้านอ.ไทยเจริญ จ.ยโสธรนพ.วรงค์ ลงพื้นที่พบชาวบ้านอ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร

โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้พากันมาต้อนรับ นพ.วรงค์ พร้อมกับทีมงาน และพาไปทักทายแนะนำตัวกับพี่น้องประชาชนรอบหมู่บ้าน ซึ่งตลอดระยะเส้นทางที่เดิน มีชาวบ้านจำนวนมาก ได้ทำการผูกข้อมือให้ นพ.วรงค์

อวยพรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้มุ่งหวังไว้ ขอให้นโยบายปลดหนี้ด้วยพืชพลังงานสำเร็จ เป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิน พร้อมส่งเสียงเชียร์ “ขอให้หมอวรงค์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ชาวบ้านอ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร ให้การต้อนรับ นพ.วรงค์ชาวบ้านอ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร ให้การต้อนรับ นพ.วรงค์

“ศรีสุวรรณ” จี้ กกต.สอบ “พปชร.” รับเงิน “นายทุนจีน” เสี่ยงผิดกม.พรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/534617

28 ต.ค. 2565

"ศรีสุวรรณ" จี้ กกต.สอบ "พปชร." รับเงิน "นายทุนจีน" เสี่ยงผิดกม.พรรคการเมือง

“ศรีสุวรรณ” ยื่นหนังสือ ขอให้ กกต. ตรวจสอบ “พปชร.” รับเงิน “นายทุนจีน” เข้าข่าย ผิดกฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามรับเงินจากต่างชาติ”

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.65 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบ “นายทุนชาวจีน” เคยบริจาคเงิน 3 ล้านบาท ให้กับ “พรรคพลังประชารัฐ” 
 

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร. ออกมายืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับเงินบริจาคจากนักธุรกิจชาวจีนจริง เมื่อปี 2564 จากนั้นพบว่า นักธุรกิจชาวจีนรายดังกล่าวได้รับสัญชาติไทยแล้วเมื่อปี 2557 มีบัตรประชาชนเป็นคนไทย จึงสังเกตว่าการแปลงสัญชาติมาเป็นคนไทย ได้สละสัญชาติจีนด้วยหรือไม่ หรือว่ามีการถือสองสัญชาติ เนื่องจากเป็นนักธุรกิจประกอบกิจการหลากหลาย มีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท และเกี่ยวพันกับการที่ตำรวจได้ไปทลายสถานบันเทิงดังย่านยานาวา โดยเป็นผับที่ไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย มีการเสพยาเสพติด อาจจะเข้าข่ายเป็นการกระทำที่พี่ต่อศีลธรรมอันดีและจารีตของประเทศ รวมถึงความมั่นคง เพราะนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวก็เป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่
 

จึงจำเป็นที่กกต.จะต้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวถือ 2 สัญชาติจริงหรือไม่ และเกี่ยวพันไปถึงธุรกิจทั้งหมดนับ 10 บริษัท มีนอมินีเข้าไปถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะถ้าเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็จะถือว่าเป็นบริษัทของคนต่างด้าว เป็นข้อห้ามในกฎหมายพรรคการเมืองเช่นกัน โดยหากว่าพบว่ามีความผิด ก็จะเข้าข่ายตามมาตรา 92 (3) เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ “ยุบพรรคการเมือง” ดังกล่าวได้

หากยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวแปลงสัญชาติมาเป็นสัญชาติไทย และไม่ได้ถือสองสัญชาติ ก็มีสิทธิที่จะสนับสนุนให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศไทยได้ แต่ต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดไว้ ซึ่งการบริจาคเงิน เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 44 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองไปรับเงินรับทองหรือรับประโยชน์อื่นใดจากบุคคลที่ให้การสนับสนุนการทำลายความมั่นคงการทำลายเศรษฐกิจของชาติ และการทำลายระบบราชการของชาติ มาตรา 72 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองไปรับเงินหรือทรัพย์สินประโยชน์อื่นใดโดยรู้ หรือควรรู้ว่าแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมาตรา 74 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองรับเงินจากบุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย

ส่วน กกต.จะต้องมีการตรวจสอบไปถึงพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หากเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองไหนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ส่วนตัวคิดว่า เป็นอำนาจของ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อสร้างความโปร่งใสในเรื่องของการจัดการเลือกตั้งในอนาคต รวมถึงการควบคุมพรรคการเมืองในประเทศด้วย