4 “สส.ก้าวไกล” ลาออก “กมธ.แลนด์บริดจ์” หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567089

12 ม.ค. 2567

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

4 สส.ก้าวไกล ลาออก “กมธ.แลนด์บริดจ์” หลัง กมธ.อนุมัติรายงานศึกษา ยืนยันเห็นด้วยพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แต่รายงานการศึกษาโครงการมีปัญหา ตัดแปะเฉพาะข้อมูล สนข. ขาดความรอบด้าน “ศิริกัญญา” ลั่นก้าวไกลไม่ขอเป็นตรายาง อาจเข้าข่ายหลอกต่างชาติลงทุน

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ที่รัฐสภา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ประกอบด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ จุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 และ รศ.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ แถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.โครงการแลนด์บริดจ์ พิจารณาอนุมัติรายงานการศึกษาฯ
 

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน
4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

โดยจุลพงศ์กล่าวว่า สส.พรรคก้าวไกลที่นั่งอยู่ กมธ.โครงการแลนด์บริดจ์ ได้ทักท้วงถึงความไม่สมบูรณ์ของรายงานและความจำเป็นที่ กมธ. ต้องได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาโครงการ ก่อนที่ กมธ. จะพิจารณาอนุมัติรายงานผลการศึกษาได้
 

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

เช่น คำถามเรื่องท่อส่งน้ำมันที่ไม่มีความชัดเจน การเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาสภาพแวดล้อมซึ่งอาจขัดกับมติคณะรัฐมนตรีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ และเรื่องความน่าเชื่อถือในการประเมินความต้องการของบริษัทเดินเรือที่จะมาใช้โครงการแลนด์บริดจ์ เรื่องการประเมินสินค้าที่จะมาใช้โครงการ ซึ่งตนมองว่ามีความเกินจริง รวมถึงเรื่องการประเมินความแออัดของการเดินเรือในช่องแคบมะละกาและท่าเรือสิงคโปร์ก็ยังมีข้อสงสัยมาก ในกรณีการประหยัดต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาก็ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งไม่สามารถให้ตัวเลขทางการเงินที่สมเหตุผลในการคำนวณผลตอบแทนทางการเงินและทางเศรษฐกิจได้

นอกจากนี้บทสรุปของรายงานการศึกษาโครงการที่ สนข. เคยทำ ยังขัดแย้งกับบทสรุปของรายงานการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษา มีผลสรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ในขณะที่ผลการศึกษาของโครงการ ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 17% อาจทำให้นายกรัฐมนตรีสื่อข้อมูลผิดกับนักลงทุนต่างประเทศ ในระยะ 2-3 ปีนี้รัฐบาลได้ใช้งบประมาณถึงกว่า 68 ล้านบาทในการศึกษา แต่จนถึงวันนี้โครงการก็ยังไม่สมบูรณ์

ดังนั้นวันนี้ กมธ. จากพรรคก้าวไกลทั้งหมด 4 คนจึงขอถอนตัวและลาออกจาก กมธ. ดังกล่าว โดยให้มีผลทันที ประกอบด้วย ตน ศิริกัญญา ตันสกุล ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์

ด้านน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ในการประชุม ได้มีการซักถามค้างอยู่จากวันที่ 22 ธันวาคม 2566 กับทาง สนข. และที่ปรึกษาที่จัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งยังคงถกเถียงกันในหลายประเด็นเพื่อจะได้ข้อสรุปว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร และโครงการนี้จะมีความคุ้มค่ามากแค่ไหน

วันนี้ทางผู้ชี้แจง ตอบคำถามไปได้คำถามเดียวคือกรณีสินค้าเทกอง ทางประธาน กมธ. ก็สั่งปิดประชุม ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่ามีปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ที่บอกไว้ชัดเจนว่าจะต้องให้ทางหน่วยงานตอบคำถามจนสิ้นสงสัย แต่วันนี้กลายเป็นว่าเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาตัวรายงานซึ่งหมายความว่าเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งๆ ที่คำตอบหลายข้อยังไม่ครบถ้วน ตนได้ร้องขอให้เชิญหน่วยงาน เช่น สนข. แต่ประธานก็ไม่ได้เชิญ กลับพยายามลงมติเพื่อรับรองตัวรายงาน

จึงเป็นเหตุให้พรรคก้าวไกลขอไม่เป็นตรายางในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติตัวรายงานฉบับนี้ เนื่องจากยังไม่มีการส่งข้อมูลมาให้พิจารณา และท้ายที่สุด ยังไม่มีการขอขยายอายุของ กมธ. ชุดนี้ออกไปเพื่อให้มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

ส่วน รศ.สมพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่เป็นประเด็นสำคัญคือข้อมูลสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งก็คือสินค้าต่างประเทศ เพราะความคุ้มค่าของโครงการนี้ เป้าหมายหลักคือสินค้าถ่ายลำประมาณ 78% เป้าหมายที่ 2 คือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งเราเห็นด้วยว่าต้องทำและเร่งทำ แต่ด้วยประมาณการเช่นนี้ เท่ากับชะตากรรมของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของปริมาณสินค้าถ่ายลำ ที่จนถึงตอนนี้ยังขาดความชัดเจนว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจง

ขณะที่ ศุภณัฐ กล่าวว่า เจตนารมณ์หลักของเราทุกคน คือหาคำตอบให้พี่น้องประชาชนว่าจริงๆ แล้วโครงการแลนบริดจ์ จะกำไรหรือขาดทุน จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ แต่สิ่งที่พยายามทำร่วม 90 วัน ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมรายงานของ สศช. จึงแตกต่างจากรายงานของ สนข. และข้อมูลหลายอย่างที่อยู่ในรายงานที่มีการลงมติเห็นชอบ ก็ยังใช้ข้อมูลของ สนข. เกือบทั้งหมด โดยไม่มีเหตุผลว่าทำไมถึงตัดข้อมูลของ สศช. ทิ้ง

ในฐานะ กมธ. ซึ่งเป็นผู้ศึกษา เราไม่ควรเลือกว่าจะหยิบหรือไม่หยิบข้อมูลไหนมาใช้ เพราะหน้าที่ของเราคือนำข้อมูลทั้งหมดใส่ในรายงานอย่างรอบด้าน แต่ผลสรุปที่ออกมาอาจเรียกได้ว่าเป็นการแทงหวยว่าเราหยิบข้อมูลของ สนข. เป็นตัวตั้ง เมื่อเป็นแบบนี้เชื่อว่าจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศ เพราะเรากำลังนำข้อมูลด้านเดียวจากหน่วยงานราชการไปขายต่างประเทศ ถ้าต่างประเทศย้อนกลับมาว่าศึกษาแล้วไม่คุ้มทุน นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพในการศึกษาทำวิจัยของรัฐบาลไทยแย่หรือไม่

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

“หรือรัฐบาลไทยกำลังไปหลอกให้ต่างชาติมาลงทุน นี่เป็นเหตุผลว่าถ้ารายงานออกมาเป็นแบบนี้ เราใช้กลไกกรรมาธิการหรือสภาฯ เป็นตรายาง จะสร้างความเสียหายต่อผมในฐานะผู้ศึกษา และเสียหายต่อรัฐสภา รวมถึงผู้ที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปอ้างอิงเพื่อเชื้อเชิญต่างประเทศมาลงทุน” ศุภณัฐกล่าว

ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แต่หน้าที่ของกรรมาธิการในรอบนี้คือศึกษาเฉพาะตัวโครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าโครงการจะขาดทุนแต่สร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในอนาคต รัฐบาลก็ต้องชี้แจงว่าทำอย่างไร แต่ ณเวลานี้ ข้อมูลตัวเลขที่ตนขอไปตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่ได้รับ หน่วยงาน สศช. กับ สนข. ก็ยังไม่มีการคุยกัน

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567058

11 ม.ค. 2567

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ นายกฯ รับรอง กฎหมายอากาศสะอาดเข้าสู่สภา ชี้เป็นกฎหมายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน เพราะอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

น.ส.วทันยา บุนนาค สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้การรับรองร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ตนเอง และ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งตั้งแต่ที่ตนเข้ามาทำงานในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ริเริ่มโครงการ “ฟัง คิด ทำ” เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มต้นจากการเปิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างกว้างขวางเพื่อเราจะได้เข้าใจและแก้ปัญหาประชาชนได้อย่างตรงจุดที่สุดล

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

และในระหว่างการลงพื้นที่รับฟัง ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาหนึ่งที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพทางตรง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยที่เราไม่มีสิทธิ์เลือก หรือหลีกหนีจากปัญหาได้เลย ซึ่งเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนที่ตนได้ฟัง จึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายอากาศสะอาด ที่มีนายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และนายพร้อมสิน บุญจันทร์ มาช่วยกันร่างและเสนอเข้าสู่สภาฯ ในวันนี้
 

“กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคการเมืองใด หรือบุคคลใด ก็ขอให้ สส.ทุกท่านได้ช่วยกันผลักดันให้ประกาศบังคับใช้ได้เร็วๆ เพราะอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พี่น้องประชาชนควรได้รับ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะจากนี้ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันในการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์” น.ส.วทันยา กล่าว

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

มติตุลาการฯ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาลรธน.คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566985

10 ม.ค. 2567

มติตุลาการฯ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาลรธน.คนใหม่

มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็นประธานศาลรธน.คนใหม่ พบประวัติ จบรัฐศาสตรบัณฑิต มธ.-ปริญญาโท อักษร จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับสอง-ปริญาเอก จากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2567 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า ตามที่วุฒิสภา ในคราวการประชุมครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 4 (2) ประกอบมาตรา 12 วรรคแปด แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 จำนวน 1 คน คือ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

วุฒิสภายังให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ประชุมร่วมกับ 

  1. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 
  2. นายปัญญา อุดชาชน 
  3. นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 
  4. นายวิรุฬห์ แสงเทียน 
  5. นายจิรนิติ หะวานนท์ 
  6. นายนภดล เทพพิทักษ์ 
  7. นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 
  8. นายอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

ซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองใน 9 คน ให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อจักได้ดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไปนั้น

วันนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน ได้มีมติเลือกนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิภาเพื่อขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป

เปิดประวัติ “นครินทร์”
ในส่วนของประวัติของนายนครินทร์ จบรัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับสอง อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (ภาควิชาประวัติศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PH.D. (INTERNATIONAL STUDIES) WASEDA UNIVERSITY,ประเทศญี่ปุ่น

ตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งการเมือง 3 สส.ภูมิใจไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566976

10 ม.ค. 2567

ตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งการเมือง 3 สส.ภูมิใจไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน ตลอดชีวิต

ศาลฎีกาตัดสิทธิ์ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง ‘3 สส.ภูมิใจไทย’ ฝ่าฝืนจริยธรรม ‘คดีเสียบบัตรแทนกัน’ ตลอดชีวิต ชี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาและปวงชนชาวไทย

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.67 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม หมายเลขดำที่ คมจ.3/2564 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยื่นฟ้อง นายฉลอง เทิดวีระพงศ์ อดีต ส.ส.เขต 2 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, นายภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต ส.ส.เขต 1 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย และนางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กรณีเสียบบัตร สส.แทนกันในการประชุมสภาฯ

คดีนี้ จำเลยทั้ง 3 คนถูกกล่าวว่ายินยอมให้บุคคลอื่นเสียบบัตรแสดงตนแทนในการลงมติเรียงตามรายมาตรา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เมื่อวันที่ 10-11 มกราคม 2563 เป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 วาระที่ 2-3 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย

แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่อันสำคัญที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เหตุเกิดที่อาคารรัฐสภาแขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านทั้งสามฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ขอให้ผู้คัดค้าน หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทั้งสามพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามมีกำหนดเวลาไม่เกิน10 ปี โดยผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1,2 หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 ก.ย.64 ส่วนผู้คัดค้านที่3 พ้นจากการเป็น สส.ก่อนวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้แล้ว

ต่อมาอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสามเป็นคดีอาญาด้วยมูลเหตุเดียวกับคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกัน เมื่อศาลในคดีอาญาดังกล่าวมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 พ.ค.66 แล้ว จึงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อโดยไต่สวนพยานผู้ร้องกับไต่สวนพยานผู้คัดค้าน

องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว บัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารสำคัญประจำตัวซึ่งแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้แทนประชาชน ผู้คัดค้านทั้งสามต้องใช้มาตรฐานที่มากกว่าวิญญูชนทั่วไปในการดูแลรักษาบัตรดังกล่าว ทางไต่สวนได้ความว่าภายหลังผู้คัดค้านทั้งสามทราบว่าตนลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในที่ประชุมก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสามดำเนินการใดเพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นนำบัตรของตนไปใช้ ทั้งเมื่อทราบว่ามีผู้อื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนไปใช้แสดงตนและลงมติโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้คัดด้านทั้งสามก็มิได้เร่งรีบตรวจสอบข้อเท็จจริงหรืออาศัยกลไกทางกฎหมายเพื่อสืบหาตัวผู้กระทำดังกล่าวหรือแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการผิดวิสัยของวิญญูชนผู้สุจริต

ความเห็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของพรรคภูมิใจไทยที่ว่าการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ยังฟังไม่ได้ว่ามีความผิดตามข้อบังคับของพรรค มิได้ทำให้ภาระหน้าที่ในการป้องกันบุคคลอื่นนำบัตรของตนไปใช้หรือการติดตามหาผู้ที่นำบัตรดังกล่าวไปใช้สูญสิ้นไป ประกอบกับการที่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ระบุหมายเลขประจำตัว ชื่อ และชื่อสกุลเจ้าของบัตรไว้ย่อมเป็นการง่ายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นจะสังเกตเห็นได้ว่าบัตรนั้นเป็นของผู้ใด ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการนำบัตรไปใช้โดยพลการอย่างต่อเนื่องทันทีที่ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อยู่ในที่ประชุมหากไม่ได้รับมอบหมายหรือได้รับความยินยอมจากผู้คัดค้านทั้งสาม และหากผู้คัดค้านทั้งสามหลงลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในที่ประชุมจริง เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมย่อมต้องพบและเก็บบัตรของผู้คัดค้านได้ตั้งแต่หลังเลิกประชุมในวันที่ 10 ม.ค.

การที่ผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่าเร่งรีบออกจากที่ประชุม ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสามแจ้งให้ผู้ใดทราบ เป็นเรื่องยากที่บุคคลอื่นจะทราบถึงการไม่อยู่ร่วมในที่ประชุมของผู้คัดค้านทั้งสามจนสามารถใช้บัตรแสดงตนและลงมติได้ต่อเนื่องทันที ทั้งช่วงเกิดเหตุมีที่นั่งและช่องเสียบบัตร 300 ที่นั่ง ไม่เพียงพอต่อจำนวน สส.ทำให้ต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้เครื่องเสียบบัตรร่วมกันและระหว่างการประชุมไม่มีการบันทึกภาพสมาชิกขณะแสดงตนและลงมติไว้ ย่อมเป็นช่องทางให้มีการนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ สส.รายอื่นไปใช้แสดงตนและลงมติแทนได้ง่ายโดยที่ถูกพบเห็นได้ยาก จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อว่ามีบุคคลอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้คัดค้านทั้งสามโดยความรู้เห็นและยินยอมของผู้คัดค้านทั้งสาม

ส่วนข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสามเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นและความสำคัญของการออกจากที่ประชุมเพื่อเดินทางไปร่วมงานวันเด็กแห่งชาติและงานสัมมนา การไม่มีเหตุจูงใจใดให้ต้องฝากบัตรไว้ และการที่ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อยู่ในที่ประชุมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงความเร่งรีบ อาการเจ็บปวย และความเหนื่อยล้าที่ ทำให้ลืมบัตรไว้นั้น มิใช่เหตุตามกฎหมายที่ จะฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้แสดงตนและลงมติแทนผู้คัดค้านทั้งสามได้ และมิใช่ข้อยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ไม่อาจใช้อ้างเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการฝากหรือยินยอมให้มีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนหรือใช้ยันเพื่อปัดความรับผิดในกรณีที่บุคคลอื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้แสดงตนและลงมติแทนได้

ส่วนที่อ้างว่าการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทนเกิดจากการกระทำของ ส.ส.ที่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองและไม่หวังดีนั้น ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แก่ สส.รายอื่นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทนผู้คัดค้านทั้งสามเป็นเหตุให้การออกเสียงลงคะแนนไม่สุจริต ละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ทั้งขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยเฉพาะการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของผู้คัดค้านทั้งสามเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต

ถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่สภาผู้แทนราษฎรและปวงชนชาวไทยแล้ว ถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาผู้แทนราษฎรและปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามจึงเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ฐานไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

นอกจากนี้ การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฐานกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง และฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาสามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้ อันจะสะท้อนความสามารถในการบริหารประเทศด้านการเงินและการคลัง กับเสถียรภาพของรัฐบาล และต้องอาศัยมติและเสียงของสมาชิกฝ่ายรัฐบาลเป็นหลักในการผลักดันร่างกฎหมาย เมื่อผู้คัดค้านทั้งสามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ย่อมเป็นมูลเหตุจูงใจให้ผู้คัดค้านทั้งสามต้องมอบหรือฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ให้บุคคลที่ได้มีการคบคิดกันมาก่อนแสดงตนและลงมติแทน

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออกเสียงลงมติแทนผู้ที่ไม่อยู่ร่วมประชุมเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทำให้ผลการลงมติร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563วาระที่ 2และวาระที่ 3 ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ พรบ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ การกระทำในส่วนนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีลักษณะร้ายแรง

ส่วนข้อที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านทั้งสามกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฐานกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั้นเห็นว่า ทางไต่สวนไม่ปรากฎว่าผู้คัดค้านทั้งสามได้กระทำการไปในลักษณะที่เข้าไปมีส่วนได้เสียในการเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ผู้คัดค้านทั้งสามปฏิบัติหน้าที่หรือมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบ หรือได้เข้าไปมีส่วนได้เสีย ในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ทั้งการที่ผู้คัดค้านทั้งสามให้ สส.รายอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตน เพื่อแสดงตนและลงมติแทนนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงำใด ๆ ของบุคคลอื่นจึงรับฟังไม่ได้ว่า การกระทำของผู้คัดด้านทั้งสามเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมตามคำร้อง

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านทั้งสามฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 6,7,8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17,21 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้ผู้คัดค้าน 1,2 พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 3 ก.ย.2564 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีนี้ ให้ผู้คัดค้านที่ 1,2 หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามตลอดไปและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามมีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตาม รธน.มาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนคดีอาญา เมื่อวันที่18 พ.ค.66 ศาลฎีกานักการเมืองพิพากษาจำคุก อดีต ส.ส.ภูมิใจไทย 3 ราย จำคุกคนละ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา พ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง กรณีเดียวกันนี้ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์

‘วันครู 2567’ นายกฯ มอบ คำขวัญวันครู ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566861

09 ม.ค. 2567

'วันครู 2567' นายกฯ มอบ คำขวัญวันครู ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ มอบ คำขวัญวันครู เนื่องใน ‘วันครู 2567’ แก่ครูทุกท่านที่เสียสละ ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

16 มกราคม ‘วันครู 2567’ ซึ่ง วันครู จะเป็นวันที่ร่วมเชิดชู ครู ผู้ให้ความรู้ ผู้เสียสระให้การเรียนการสอนแก่เด็ก ที่เป็นเยาวชน อนาคตของชาติ ในทุกปีจะมีการมอบ คำขวัญวันครู จากนักการเมือง โดยในปีนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการมอบคำขวัญแก่ครูทุกท่านคือ “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์”

“ครู” คือผู้นำความรู้ทั้งจากทั้งในตำรา และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ งานของครูในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จึงไม่ใช่แค่การสอนหนังสือให้ความรู้ตามตำรา แต่ครูยังต้องใส่ใจสอนวิธีคิด และวิธีจัดการกับข้อมูลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อให้ศิษย์สามารถจัดระเบียบความคิดได้ รวมถึงเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างมีคุณภาพ

คำว่า ครู สำหรับผม คือ ผู้สร้าง และ ผู้ให้ ครับ “สร้าง” คือ สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคม “ให้” คือ ให้หลักคิดแก่ผู้คนเพื่อนำไปต่อยอดได้ ดัง คำขวัญวันครู แด่ครูทุกท่านที่เสียสละดังนี้ครับ “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์”

คำขวัญวันครู 2567คำขวัญวันครู 2567

“ชนินทร์” ซัดรัฐบาลเลิกโยนบาป จี้ “พีระพันธุ์” เคลียร์ปมนักโทษติดคุกทิพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566821

08 ม.ค. 2567

“ชนินทร์” ซัดรัฐบาลเลิกโยนบาป จี้ “พีระพันธุ์” เคลียร์ปมนักโทษติดคุกทิพย์

“ชนินทร์” ฟาดรัฐบาลเศรษฐา เลิกโยนบาปรัฐบาลชุดเก่า ปมจัดสรรงบประมาณปี2567 ข้ออ้างฟังไม่ขึ้น แจงสส.ประชาธิปัตย์ แตะนักโทษติดคุกทิพย์ ไม่ใช่แค้นส่วนตัว จี้ “พีระพันธุ์” เคลียร์ให้ชัดพิสูจน์คำพูดไม่เกรงใจใคร

นายชนินทร์ รุ่งแสง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีต สส.กทม. กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ว่า ขอเก็บตกประเด็นที่รัฐบาลพยายามให้เหตุผลว่า การจัดสรรงบประมาณบางส่วนที่ไม่เหมาะสมเป็นผลมาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้น เท่าที่ทราบตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ มีกระบวนสั่งให้ทบทวนงบประมาณของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหมดอีกครั้ง

โดยสำนักงบประมาณได้ทำหนังสือไปถึงทุกหน่วยงานให้ปรับงบประมาณเป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาล แล้วส่งกลับมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นจึงได้เสนอต่อสภาฯ ถือว่าการชี้แจงของรัฐบาลลักษณะนี้ไม่ใช่การให้เหตุผล แต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และถือว่าการจัดสรรงบประมาณ ได้ผ่านตารัฐบาลชุดนี้มาแล้ว ดังนั้นข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

นายชนินทร์ ระบุว่า ในการอภิปรายวาระแรก สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังต้องโทษ แต่ขณะนี้ดูเหมือนติดคุกทิพย์อยู่ ขอทำความเข้าใจว่าที่เราพูดไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือความแค้นส่วนบุคคล แต่เป็นบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่าง 

“ขอฝากถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะได้รับหน้าที่ให้กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม ต้องทำเรื่องที่สังคมเคลือบแคลงให้ชัดเจน นายพีระพันธุ์เคยพูดว่าไม่เคยเกรงใจใคร จึงเรียกร้องให้ดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์คำพูดตัวเอง และขอความกรุณาให้ร่วมมือกับกลไกการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกับการทำงานของคณะกรรมาธิการการตำรวจ ที่จะเข้าไปดูแลเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในสังคมว่า นักโทษทุกคนได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ไม่สองมาตรฐาน”รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นอกจากนี้ ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. อยากให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ อย่าทอดทิ้งน้องเล็ก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้ต้องทำงานแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานครอย่างโดดเดี่ยว เพราะมีแต่เรื่องสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การจราจร น้ำท่วม ที่ยังต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือเอาใจใส่อย่างเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้รอบนี้พรรคจะไม่มี สส.กทม. แต่พรรคจะดูแลคน กทม. และไม่ทอดทิ้ง โดยได้มอบหมายให้นายวุฒิพงษ์ นามบุตร แม้เป็น สส.อีสาน จังหวัดอุบลราชธานี แต่ได้นำความเดือดร้อนของพี่น้องชาว กทม. อภิปรายฯ ในสภาสะท้อนไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขต่อไปด้วย

เงื่อนไข “อนุทิน” หนุนกู้เงิน 5 แสนล้านดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าทำได้ ไม่ขัด รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566809

08 ม.ค. 2567

เงื่อนไข “อนุทิน” หนุนกู้เงิน 5 แสนล้านดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าทำได้ ไม่ขัด รธน.

“อนุทิน” พร้อมหนุนกู้เงิน 5 แสนล้านดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าทำได้ ไม่ขัด รธน. เผยเลื่อนดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล เหตุนายกฯ ติดภารกิจ รอกำหนดวันใหม่ ยังไร้สัญญาณปรับครม. เกลี่ยตำแหน่งภูมิใจไทย ให้ ปชป.

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่เห็นความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ยืนยันว่าในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมทำตามและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล หากถูกกฎหมาย ทำได้และไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าธนาคารมีกำไร 2.2 แสนล้านบาท ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมออนไลน์นั้น นายอนุทิน ถามกลับว่า จะมองอย่างไร กิจการทุกอย่างก็ต้องทำกำไร ซึ่งธนาคารไม่ได้มีกำไรแค่จากการคิดดอกเบี้ยลูกค้า แต่มีกำไรจากการลงทุน และอื่นๆ อีกเยอะแยะ ซึ่งการทำกำไรของธนาคารก็เป็นเครื่องการันตีอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจประเทศไทยยังมั่นคงอยู่ หากธนาคารขาดทุนเมื่อใดประเทศก็ไปก่อน พร้อมระบุว่าเงินฝากในระบบธนาคารมีจำนวนมาก จึงขออย่าประเมินจากความรู้สึก แต่ให้ประเมินจากความเป็นจริง

เลื่อนนัดดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล

ขณะที่การนัดรับประทานอาหารพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีพรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า จากเดิมมีการนัดไว้ในวันที่ 25 ม.ค. 2567 แต่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน ไม่ได้มีการกำหนดวันใหม่ แต่คาดว่าน่าจะเร็วๆนี้ โดยเป็นการเชิญหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ซี่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้เชิญพรรคร่วมรัฐบาลเอง ซึ่งตนเป็นเพียงเจ้ามือไม่ใช่เจ้าภาพ โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

สำหรับกระแสการ ปรับครม.ในขณะนี้ นายอนุทิน บอกว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีการส่งสัญญาณมาแต่อย่างใด และคิดว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจในระบบรัฐสภามากขึ้น และมั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลให้การสนับสนุนนโยบาย ซึ่งได้เสียงโหวตพรรคร่วมรัฐบาลครบ ส่วนเสียงที่หายไป มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีติดปัญหาเรื่องสุขภาพ มาประชุมไม่ได้ ซึ่งคิดว่า เสียงของรัฐบาลมั่นคงแล้ว

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า “ผมไม่อยากโชว์รูปเมื่อวาน ใครมากอดคอผมล่ะ” พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีกระแสปรับ ครม.

เมื่อถามย้ำว่า มีกระแสปรับ ครม. ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย เพื่อเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทน ทำให้ นายอนุทิน ยิ้มและหัวเราะ พร้อมบอกว่า ไม่รู้ตอบยังไง แล้วเดินออกจากวงสื่อไปขึ้นรถทันที

‘นายกฯ’ คิกออฟ 4 จังหวัด นำร่อง ’30 บาท รักษาทุกที่’ หวังพลิกโฉมระบบสาธารณสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566780

07 ม.ค. 2567

'นายกฯ' คิกออฟ 4 จังหวัด นำร่อง '30 บาท รักษาทุกที่' หวังพลิกโฉมระบบสาธารณสุข

“นายกรัฐมนตรี” นำคิกออฟ นโยบายหลักประกันสุขภาพ “30 บาทรักษาทุกที่” ใน 4 จังหวัดนำร่อง ร้อยเอ็ด นราธิวาส เพชรบุรี และแพร่ เตรียมเปิดอีก 8 จังหวัดก่อนกระจายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดในเขตสุขภาพต้นแบบ หวังพลิกโฉมระบบสาธารณสุขในไทย

7 ม.ค. 2567  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานกรรมการ พัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน  นายอนุทิน ชาญวีรกูร   รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ บุคลากรสาธารณสุข ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น อสม. ชมรมผู้สูงอายุและประชาชน จำนวนกว่า 1 หมื่นคน ร่วมคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” 

นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง

โดยนายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวทักทายชาวร้อยเอ็ด พร้อมแนะนำตัวว่า “เศรษฐาเด้อ”  สร้างความพอใจให้กับประชาชน ชาวจังหวัดร้อยเอ็ดอย่างมาก จากนั้นนายกฯ กล่าวถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ว่าการเปิด โครงการ 30 บาท อัพเกรด ยกระดับปรับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถือเป็นการปฏิวัติการบริการประชาชนด้านสาธารณสุข ตามนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี นราธิวาส  ซึ่งมีการคิกออฟพร้อมกันในวันนี้ที่ ลานสาเกตุนคร หน้าหอโหวต 101 จังหวัดร้อยเอ็ด

โดยโครงการนี้จะมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล  ลดระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน และจะช่วยให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยถึงการคิกออฟโครงการ  “30 บาท รักษาได้ทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”  ถือเป็นความภาคภูมิใจ อย่างมาก เพราะเป็นนโยบายที่ต่อยอดมาจากนโยบายสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายที่ดีสามารถทำให้ชีวิตของประชาชนมีความกินดีอยู่ดีขึ้น

ทั้งนี้โยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค มีมา 22 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยพรรครักไทยรักไทย คนก็ยังใช้อยู่ แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ต้องปรับให้สามารถใช้ให้ดีขึ้นโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนให้การเก็บข้อมูลรวบรวมข้อมูลเป็นระบบมากขึ้น สมควรแก่เวลาที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องบางอย่าง ทำให้ดีขึ้น ทำให้ประชาชนสะดวกต่อการใช้มากขึ้น ต้องยกระดับให้ดีที่สุด

นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ 4 จังหวัดนำร่อง

ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายนี้มีการยกระดับ นำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาสนับสนุนเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชน จึงเปิดนำร่อง 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส และเริ่มคิกออฟในร้านยาเภสัชเอกชน โรงพยาบาลชุมชน แลบตรวจเลือด รวมถึงสหคลินิก คลินิกทันตกรรมและเวชกรรม

 พรพรรณ เพ็ชรแสน ศูนย์อีสาน  

‘อุ๊งอิ๊งค์’ ควง หมอชลน่าน ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ ’30บาท รักษาทุกที่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566761

07 ม.ค. 2567

'อุ๊งอิ๊งค์' ควง หมอชลน่าน ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ '30บาท รักษาทุกที่'

“อุ๊งอิ๊งค์” ควง “หมอชลน่าน” ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ตรวจความพร้อม คิกออฟนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” เชื่อมข้อมูลทุกระดับ รัฐ-เอกชน-ข้อมูลการแพทย์เป็นระบบ ย้ำความสำเร็จ “30 บาทรักษาทุกโรค”

7 ม.ค. 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ สส.น่าน พรรคเพื่อไทย  ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี , นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ,นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้ง สส.พรรคเพื่อไทย  ตรวจเยี่ยมความพร้อมในการดำเนินนโยบาย “30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ที่โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมกับอีก 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส 

อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่

สำหรับ จ.ร้อยเอ็ด ได้แสดงความพร้อม 100% ในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในหน่วยบริการทุกระดับเป็นระบบเดียวทั้งจังหวัดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงระบบ Provider ID ของบุคลาการทางการแพทย์ ให้สามารถออกประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล สิทธิบัตรทอง สามารถใช้บริการที่คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ร้านแล็ป ร้านยาเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับผู้ที่ยืนยันตัวตน หากมีแอปพลิเคชันหมอพร้อม จะมีข้อมูลสุขภาพและประวัติการรักษาในหมอพร้อม สามารถจองคิวเข้ารับบริการ ให้บริการการแพทย์ทางไกล เภสัชกรรมทางไกล นัดหมายออนไลน์ได้ ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล  ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความสะดวกในการเข้ารับบริการ มากยิ่งขึ้น

อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่

โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะสามารถอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้นอีก จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ริเริ่มดำเนินการเมื่อ 22 ปีที่ แล้วโดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่
 

ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนภายใน 100 วัน ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นการการวางภาพอนาคตระบบสาธารณสุขรูปแบบใหม่  เพื่อปิดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน ภายใต้เป้าประสงค์หลัก “ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”  เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ซึ่งรัฐบาลตั้งใจที่จะทำให้ บัตรประชาชน เปรียบเสมือนบัตรสุขภาพ ของคนไทยทุกคน ที่จะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งของรัฐ เอกชน คลินิกเอกชน ร้านยา ห้องแล็ป ห้องปฏิบัติการ รวมถึงร้านยาใกล้บ้าน 
 

อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ อุ๊งอิ๊งค์ ควงหมอชลน่าน ตรวจความพร้อมก่อนคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่

โดยในระยะแรก จะนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์ นราธิวาส และแพร่ ซึ่งวันนี้เปิดพร้อมกันทั้ง 4 จังหวัด ในระยะที่ 2 ต้นเดือนมีนาคม จะขยายในอีก 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ พังงา และในระยะที่ 3 เมื่อเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลได้ครอบคลุมก็จะขยายให้ครบทุกจังหวัด ภายใน 1 ปี 


จากนั้น น.ส.แพทองธารและคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมของร้านขายยา คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ได้เข้าร่วมโครงการไว้ เพื่อแสดงความพร้อมของการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบอย่างแท้จริง ก่อนที่เวลา 17.00 น. จะร่วมพิธีเปิดงานนโยบาย “บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่”  ณ ลานสาเกตนคร อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 

“สุดารัตน์” ขอโทษประชาชน ฟัน 3 สส.ไทยสร้างไทย โหวตสวน มติพรรคร่วมฝ่ายค้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566739

06 ม.ค. 2567

“สุดารัตน์” ขอโทษประชาชน ฟัน 3 สส.ไทยสร้างไทย โหวตสวน มติพรรคร่วมฝ่ายค้าน

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” กราบขอโทษพี่น้องประชาชน ที่ 3 สส. พรรคไทยสร้างไทย โหวตสวนมติพรรค-มติพรรคร่วมฝ่ายค้าน สั่ง ตั้งกรรมการสอบทันที

ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และมีการ เปิดลงให้ลงมติว่าจะรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2567 หรือไม่ โดยมีผู้เห็นด้วยจำนวน 311 คน ไม่เห็นด้วย 177 คน งดออกเสียง 4 คน ไม่ลงคะแนนไม่มี

ซึ่งในส่วนของพรรคไทยสร้างไทยที่เป็นฝ่ายค้าน มีเสียง 6 เสียงกลับพบว่า เสียงแตก โดย สส.3 คน ประกอบด้วย นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร นายหรั่ง ธุรพล สส.อุดรธานี นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี ลงมติ เห็นด้วย ซึ่งถือว่าสวนมติฝ่ายค้าน นั้น

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ได้โพสต์ข้อความ ในแพลตฟอร์ม x(ทวิตเตอร์) และแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ระบุว่า

ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน ต่อผลVote ร่างงบประมาณรายจ่าย ที่มีสส.ของพรรค 3 คน ลงคะแนนสวนมติพรรค และมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อพรรค

โดยพรรคจะเร่งส่งเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของพรรคดำเนินการไต่สวน เพื่อเสนอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเป็นการด่วน

ขณะนี้ดิฉันยังอยู่ต่างประเทศ แต่ได้เฝ้าติดตามการอภิปรายงบประมาณมาโดยตลอด และไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้ดิฉันต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชน และสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยอีกครั้ง