STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319698

STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

วิทยาเทคโนโลยีสยาม,ชวนคนไทยปลูกมะม่วง,หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ

หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ชวนประชาชนเรียนรู้หลักสูตร เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก

         หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) จัดโครงการพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการโดยใช้ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นฐาน (ทักษะการประกอบอาชีพเบื้องต้น) ประจำปี 2561 หลักสูตร “เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก” ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2561 เวลา 08.30 น. – 16.00 น.

          ทั้งนี้ หลักสูตร “เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก” จัดอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  ณ ห้อง 9201 ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) เขตบางพระ  กรุงเทพมหานคร

         ประชาชน สนใจเข้ารับการอบรม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2878-5014 e-mail : stc-abi@siamtechno.ac.th หรือ http://www.ubi-siamtechu.net สมัครผ่านออนไลน์ลิงค์ : https://goo.gl/BYX6Ff

STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

ปศุสัตว์ยันห้ามนำเข้าหมูสหรัฐเปื้อนสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319594

ปศุสัตว์ยันห้ามนำเข้าหมูสหรัฐเปื้อนสาร

สุกร

 “เกษตรฯ” ยันต้องทำตามกฎหมายไทย ห้ามนำเข้าสุกรปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกรมปศุสัตว์จะเดินทางไปเจรจาด้านการค้ากับสหรัฐเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกร ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเยือนสหรัฐ และทางสหรัฐต้องการส่งออกเนื้อสุกรมายังประเทศไทย แต่เนื้อสุกรของสหรัฐมีสารเร่งเนื้อแดง ทำให้มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย จนนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกรนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ครบ 6 เดือนแล้ว กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมไปให้คำตอบกับสหรัฐ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานในการหารือเรื่องของการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เตรียมเดินทางไปเจรจาเงื่อนไขการนำเข้า ซึ่งน่าจะเป็นการเจรจาด้านเทคนิค โดยกรมปศุสัตว์ รับผิดชอบ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ที่ห้ามผู้เลี้ยงผสมสารเร่งเนื้อแดงในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงสุกร จะร่วมเป็นคณะเจรจาด้วย เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ยังคงยืนยันไม่ให้นำเข้าหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งฟาร์มหมูของสหรัฐยังอนุญาตให้ใช้ได้

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หากสหรัฐต้องการเปิดตลาดก็ต้องมาจากฟาร์มที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มาตรฐานที่ไทยกำหนดถือว่าดีอยู่แล้ว เนื้อสุกรในประเทศไม่มีปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเลย นอกจากนี้ปริมาณผลผลิตสุกรในประเทศไทย ขณะนี้ก็ล้นตลาดเกินความต้องการอยู่จำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำมาระยะหนึ่งแล้ว จนต้องมีมาตรการลดแม่พันธุ์ นำลูกไปทำหมูหัน และเชือดสุกรขุนเก็บในห้องเย็นเพื่อไม่ให้ออกสู่ตลาดจนราคาตกต่ำ

“ที่ผ่านมาไทยซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากมีการให้นำเข้าหมูเข้ามาขายในเมืองไทยอีก ถือว่าเป็นการซ้ำเติมตลาดหมูในประเทศที่มีผลผลิตเกินกว่าความต้องการอยู่แล้วทุกปี กรมปศุสัตว์จึงยังยืนยันเหมือนเดิมคือไม่ให้มีการนำเข้าหมูจากสหรัฐ”

ส่วนผลผลิตสุกรที่ล้นตลาดอยู่ขณะนี้ ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อส่งออกไปจีน คาดว่าไม่มีปัญหาเพราะขณะนี้จีนได้นำเข้าไก่ไปแล้ว ต้องให้เวลาสักระยะเพื่อเจรจาในรายละเอียดต่อไป

ที่มา:·กรุงเทพธุรกิจ

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319511

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ

กยท

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สานต่อนโยบายช่สู่ความเป็นหนึ่งด้านยางพารา

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย เปิดเผยว่า การเข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. ครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน กยท. พร้อมเดินหน้านโยบายด้านต่างๆ ของ กยท. นโยบายตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนรัฐบาลวางแนวทางไว้ เพื่อพัฒนาวงการยางพาราไทยทั้งระบบ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญที่พนักงานและบุคลากร กยท.ต้องคิดและทำร่วมกันคือ การแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราที่มีความผันผวน เพราะเรื่องนี้จะสะท้อนถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจในสาเหตุและปัจจัยของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวแต่อาจยังไม่เป็นผลที่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าราคามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตในระบบ ซึ่งหากมีการส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารามากขึ้น พัฒนาตลาด เทคโนโลยีการผลิต และทุนสนับสนุนเข้ามารองรับก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ผลักดันราคายางให้เพิ่มสูงขึ้นได้

 

 

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า นโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งให้เกิดผลสำเร็จ คือ ราคายางที่สูงขึ้น จึงเกิดการผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น โครงการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จไปตามเป้าหมาย ซึ่ง กยท.เข้าไปช่วยเสริมด้วยการทำงานในเชิงรุก เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น นโยบายลดการกรีดยางในพื้นที่ภาครัฐ การคุมปริมาณการส่งออกยาง และการลดพื้นที่ปลูกยางในเดือน มกราคม-มีนาคม 2561 ซึ่งทั้งหมดเป็นมาตรการระยะสั้นที่ผ่านไปแล้ว ส่งผลให้ราคายางในประเทศปรับสูงขึ้นได้บางช่วงเท่านั้น ดังนั้น กยท. จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาและหามาตรการอื่นเข้ามาแก้ปัญหา
“วันนี้ผู้บริหาร พนักงานของ กยท.เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง จะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความสำเร็จและความเชื่อมั่นแก่วงการอุตสาหกรรมยางของโลก เพราะ กยท. คือผู้ที่เชี่ยวชาญและผู้รู้จริงเรื่องยางมากว่า 50 ปี” ดร.ธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

ครม.เห็นชอบตั้งคณะกรรมการไอยูยูแห่งชาติ ตั้งกฎประมงสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://sootinclaimon.wordpress.com/wp-admin/post-new.php

ครม.เห็นชอบตั้งคณะกรรมการไอยูยูแห่งชาติ ตั้งกฎประมงสากล

ครมเห็นชอบตั้งคณะกรรมการไอยูยูแห่งชาติ ตั้งกฎประมงสากล

ครม.เห็นชอบตั้งคณะกรรมการไอยูยูแห่งชาติ ตั้งกฎประมงสากล

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(3 เม.ย.) ว่าได้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงปลอดสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ขึ้นโดยมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงเป็นเลขานุการ

 ซึ่งสืบเนื่องการระหว่างไทยกับกับผู้แทนของสหภาพยุโรปหรืออียู เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยอียูเสนอให้รัฐบาลแสดงเจตนารมณ์ให้ไทยปลอดจากสัตว์น้ำหรือสินค้าประมงที่ผิดกฎหมายอย่างแท้จริง  โดยอียูจะสนับสนุนและร่วมพัฒนามาตราการต่างๆให้บรรลุวัตุประสงค์ ซึ่งในการประชุมกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติที่มีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ได้กำหนดแนวทางหลังในการพัฒนาให้ประเทศปลอดจากสินค้าประมงที่ผิดกฎหมายขึ้น

 โดยให้พิจารณา4 เรื่องคือ เรือ แรงงานบนเรือ เครื่องมื่อที่ใช้และพื้นที่การทำประมง ต้องถูกกฎหมาย และให้เรือไทยที่จับสัตว์น้ำแล้วมาขึ้นที่ท่าเรือ ต้องแจ้งต่อศูนย์ เข้า-ออก(PIPO) ทุกครั้ง  ติดตั้งเครื่องติดตามเรือประมงหรือวีเอ็มเอส มีใบอนุญาตการทำประมง แจ้งจำนวน ประเภทสัตว์น้ำที่จับได้ โดยต้องตรงกับเครื่องมือการทำประมงที่มีอยู่ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ

ส่วนสัตว์น้ำหรือสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติโดยประเทศเจ้าของท่าเรือต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตราการให้รัฐที่เป็นเจ้าของเรือมีส่วนในการบังคับเรือที่มีสัญชาตินั้นๆให้ปฏิบัติตามกฎ กติกา ของรัฐเจ้าของท่า

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแผนงานการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำของไทย(Thai certificate) เพื่อให้เรือสินค้าจากต่างประเทศที่จะเข้าเทียบท่าในประเทศได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ได้กำหนดไว้ในใบรับรองการจับสัตว์น้ำ โดยหลังจากจัดทำใบรับรองดังกล่าวจะหารือกับองค์การการค้าโลก(WTO)เพื่อขอความเห็นชอบก่อนส่งไปให้สมาชิกรับทราบ และตอบรับเป็นภาคีเครือข่าย ใช้เป็นมาตรฐานสากลต่อไปคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี

“การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยได้ควบคุมดูแลการประมงที่ผิดกฏหมายภายในประเทศ และเป็นประเทศที่ออกฏกติกาเพื่อควบคุมผู้ประกอบการประเทศอื่นที่จะมาค้าขายหรือจับสัตว์น้ำในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามมาตราการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไอยูยู ซึ่งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงผิดกฎหมาย ที่ตั้งขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบ”

พล.อ. ฉัตรชัย กล่าวว่า เป้าหมายของไทยในขณะนี้จะเป็นประเทศ  ฟรีไอยูยู หมายถึงไทยจะไม่มีสินค้าประมงผิดกฎหมายอีกต่อไป โดยไม่ต้องสนใจว่า ทั้งหมดจะช่วยให้ปลดใบเหลือง หรือได้ใบแดงจากอียูหรือไม่  แต่เป็นการแก้ปัญหาเพื่อการประมงที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันไทยมีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ระบบทุกอย่างติดตั้งแล้ว 100 % และไทยหารือกับอียูทุก3 เดือน เพื่อขอคำแนะนำ เนื่องจากอียูมีประสบการณ์มากกว่า

 ซึ่งในวันที่ 4-15 เม.ย. นี้เจ้าหน้าที่อียูจะเข้ามาติดตามการตรวจสอบย้อนกลับ กฎระเบียบและประกาศกรมเจ้าท่า การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการทางปกครอง ติดตามความคืบหน้าผลการสำรวจกองเรือ การติดตามควบคุมและเฝ้าระวัง(MCS)และการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษโดยเฉพาะปัญหาแรงงานประมงต่างด้าวที่ขณะนี้ขึ้นทะเบียนแล้ว 100 %ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีแสกนม่ายตา เป็นมาตรฐานที่สูงกว่าที่อียูกำหนด

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯชวนตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319250

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯชวนตามรอยพ่อ

ย้อนวันวาน,เกษตร,วิถีเก๋ไก๋ ใส่ชุดไทยเที่ยวพิพิธภัณฑ์,สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ชวนประชาชน นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทยเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ตามรอยพ่อ ต่อยอดพันธุกรรม ระหว่าง 6-8 เม.ย.61

         สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดงานมหกรรมตามรอยพ่อ ต่อยอดพันธุกรรม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้านการการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง การอนุรักษ์พันธุกรรม เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการปกปัก รักษาพันธุกรรมล้ำค่าของแผ่นดินไทย

ภายในงานมีกิจกรรมเรียนรู้มากมาย นิทรรศการพันธุกรรมตามนิเวศน์เฉพาะถิ่นของแต่ละภูมิภาค นิทรรศการไผ่นานาชนิด พันธุกรรมไม้แปลกหายาก เชิญคนไทย “วิถีเก๋ไก๋ ใส่ชุดไทยเที่ยวพิพิธภัณฑ์” นุ่งโจง ห่มสไบ มาชักภาพแบบท่านขุน และแม่หญิงการะเกด

พร้อมทั้งมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการจากบุคคลต้นแบบกว่า 20 หลักสูตร อาทิ “เมล็ดพันธุ์คือชีวิต” เรียนรู้ประโยชน์และการบริโภคเมล็ดพันธุ์เพิ่มพลังชีวิต “เพาะเห็ดเจ็ดชั่วโคตร” เรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดกับต้นไม้ การเพาะเห็ดขอนไม้ สารพัดวิธีการขยายพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ มีกินมีใช้ เช่น “เทคนิคการขยายพันธุ์ไผ่” “การขยายพันธุ์ผักหวานป่า” ฯลฯ “โซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อการพึ่งตนเอง” และวิชาอื่นๆ ให้เลือกสรรเรียนรู้อีกมาก

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯชวนตามรอยพ่อ

ช้อป ชม ชิมอาหารพื้นบ้าน ผลผลิตเกษตรตามฤดูกาล ต้นไม้ พันธุ์ไม้ ราคาพิเศษ พันธุกรรม 10 บาท และร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมสงกรานต์ปีใหม่ไทย ชมและร่วมขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ สรงน้ำพระ ทำบุญพระประจำวันเกิด รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลในเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย สุข สนุก

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯชวนตามรอยพ่อ

ย้อนวันวานเกมงานวัด รำวงย้อนยุค ละครเพลงพื้นบ้าน และการละเล่นในวิถีเกษตรไทย วันที่ 6-8 เมษายน 2561 เวลา 08.00 – 19.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี สอบถามโทร.02-529-2212-13, 087-359-7171 Line ID: @wisdomkingfan http://www.wisdomking.or.th

แนะเกษตรกรชาวสวนไม้ผลเมื่อต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อนและวาตภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319240

แนะเกษตรกรชาวสวนไม้ผลเมื่อต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อนและวาตภัย

เกษตรฯ

แนะเกษตรกรชาวสวนไม้ผลเมื่อต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อนและวาตภัย

 

            ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิด “พายุฤดูร้อน” ขึ้นในหลายพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสวนไม้ผล ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นานหลายปี ดังนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งน้ำท่วม ลมพายุ และภัยแล้ง ซึ่งควรหาทางป้องกันไว้ล่วงหน้า

              นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีปริมาณผลไม้เขตร้อนที่สำคัญหลากหลายชนิดออกเป็นจำนวนมาก จาก 2 ภูมิภาคที่สำคัญ คือ ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ จึงขอให้เกษตรกรชาวสวนไม้ผล ระวังผลผลิตที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวมีอันต้องต้องเสียหายไป นอกจากนี้บางช่วงอากาศจะแห้งมาก เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงขอให้ระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ไว้ด้วย

             โดยในเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงและบรรเทาความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

1. เกษตรกรควรปลูกต้นไม้บังลม (Wind Break) เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้ ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงให้แก่สวนไม้ผลได้ดีมาก

2. เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและโยงต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก ช่วยพยุงและรับน้ำหนักผลบนกิ่งไม่ให้ร่วงหล่นหรือฉีกขาดง่าย รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้น เพื่อช่วยพยุงต้นไม้ไม่ให้โค่นลงได้ง่าย

3. เกษตรกรควรทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับผลกระทบจากลมพายุ กรณีผลไม้บางชนิดที่อ่อน ไม่สมบูรณ์ รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เช่น มะม่วง อาจเก็บไปจำหน่ายก่อนได้ เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง

              สำหรับเกษตรกรสวนไม้ผลที่ประสบปัญหาจากพายุฤดูร้อนและปัญหาวาตภัย สามารถที่จะฟื้นฟู ได้โดยทำการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหักหรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้งและสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวนขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เพราะจะทำให้โครงสร้างดิน ถูกทำลายและอัดแน่นได้ง่าย กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวนไม้ผล เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลน ที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่ม และควรให้ลึกถึงระดับดินเดิมเพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้ผลเอนลงเนื่องจากถูกลมพัดแรง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่นที่มั่นคงแข็งแรง พร้อมตัดแต่งกิ่งออกประมาณ 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ให้แก่ไม้ผล และเมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งจะทำให้รากแตกใหม่ได้ดีขึ้น และควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นด้วย

              นายสำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน นอกจากปัญหาลมพายุและพายุฤดูร้อนแล้ว สวนไม้ผลยังมีความเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งมักเกิดประมาณกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม อาจทำให้ผลไม้ด้อยคุณภาพจนถึงต้นแห้งตายได้ ดังนั้น ชาวสวนไม้ผลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วย หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้ ซึ่งผลผลิตจะไม่ร่วงและผลสามารถพัฒนาคุณภาพได้อย่างสมบูรณ์ด้วย พร้อมติดตามข่าว และการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ

“กฤษฏา” เล็งทบทวนมาตรการชะลอส่งออกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319133

“กฤษฏา” เล็งทบทวนมาตรการชะลอส่งออกยาง

ยางพารา

“กฤษฏา” เล็งทบทวนมาตรการชะลอส่งออกยาง

นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เดือน เม.ย.นี้จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลและทบทวนแผนการแก้ไขปัญหายางในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตรการหยุดกรีดยางในพื้นที่หน่วยงานรัฐ และโครงการชะลอการส่งออกที่จบโครงการแล้ว เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา จะต้องสะท้อนให้เห็นว่าผลจากการดำเนินงานทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับปรับขึ้นหรือไม่ และคุ้มกับงบประมาณรัฐบาลที่รัฐบาลจ่ายไปในแต่ละโครงการหรือไม่

“เป้าหมายราคายางผมยังต้องการที่ ก.ก.ละ 60 บาท หรือสูงกว่าต้นทุน ในขณะที่ 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาสูงสุดอยู่ที่ ก.ก.ละ 50 บาท และปรับลดลงเมื่อวานนี้ (2 เม.ย. ) อยู่ที่ ก.ก.ละ 48 บาท ดังนั้นต้องมาพิจารณาดูใหม่ว่ามาตรการต่างๆ ได้ผลจริงหรือเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อย่างเหมาะสม”

สำหรับกรณีที่เวียดนามส่งออกยางไปตลาดจีนในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมามากขึ้นถึง 30% ประเมินว่าเป็นผลจากที่ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ร่วมกันชะลอส่งออกรวม 3 แสนตัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดึงเวียดนามเข้าร่วมเป็นภาคีในบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศด้วย โดยในเบื้องต้นได้หารือและให้เวียดนามได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ในที่ประชุมหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ยอมเข้าเป็นสมาชิกถาวร

นายกฤษฎา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันที่จะใช้มาตรการหยุดกรีดต่อเนื่องจากตั้งแต่เดือน ก.ค.- ก.ย.นี้ ในพื้นที่ที่เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการชดเชยให้ตามความเหมาะสม ส่วนงบประมาณที่ใช้อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีทุนประเดิมผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว 2,000 ล้านบาท คาดว่าบางส่วนจะใช้จากเงินค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกยาง (เงินเซส) แต่ต้องหารือกับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้บริหาร กยท.ให้เกิดความชัดเจน

คณะกรรมการ กยท.เห็นว่าโครงการนี้ใช้เงินเซสได้ แต่ผู้บริหาร กยท.ระบุว่าใช้ไม่ได้ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.การยางฯ และจะสรุปผลภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบางส่วน รวมทั้งได้รักษาการผู้ว่าการ กยท.มาแทนนายธีธัช สุขสะอาด ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 “ผมไม่อยากให้โครงการหยุดกรีดใช้งบรัฐ จากเดิมจะออกพันธบัตร 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลประเดิมทุนมาแล้วที่เหลือจะใช้เงินเซสได้ก็ดี เพราะมาตรการนี้ส่วนช่วยชาวสวนเช่นกัน รวมทั้งจะหารือกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อคุมผลผลิตยางในประเทศให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ เห็นด้วยแต่จะใช้วิธีการใดให้แต่ละประเทศพิจารณาเอง โดยไทยจะใช้วิธีส่งเสริมให้ส่วนราชการใช้ยางมากขึ้น เริ่มปี 2561 ซึ่งได้แก้ปัญหาจัดซื้อจัดจ้างแล้ว คาดว่าเริ่มได้จริงจังปีงบประมาณ 2562”

ส่วนการแก้ไขปัญหาราคายางปัจจุบันได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคายางแล้ว หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุม คณะกรรมการชุดนี้จะกำหนดราคาขั้นต้นในแต่ละวัน เป็นการกำหนดทิศทางราคาที่ชาวสวนควรได้รับ คาดว่าจะแก้ปัญหาผู้ค้ายางกดราคาได้ ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่า มีผู้ส่งออกไทยบางรายสต็อกยางไว้ที่ตลาดต่างประเทศ 2 แห่ง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ราคายางในประเทศช่วงนี้ไม่สูงขึ้นไม่มากนัก สวนทางกับน้ำยางที่ออกสู่ตลาดน้อยลงเพราะอยู่ช่วงปิดกรีด รวมถึงช่วงนี้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแต่ราคายางกลับทรงตัว

 นอกจากนี้ กยท.ยังมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อกยางที่มีอยู่ 1 แสนตัน ปีละ 11 ล้านบาท ที่เก็บมานานแล้ว 4 ปี จะต้องหามาตรการแก้ไขให้แล้วเสร็จในช่วงที่ชาวสวนยางปิดกรีดในเดือน มี.ค.-พ.ค.นี้

ที่มา:·กรุงเทพธุรกิจ

ก.เกษตรฯเล็งชงครม.หนุนดอกเบี้ย3% ตั้งยุ้งฉางชะลอขายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319131

ก.เกษตรฯเล็งชงครม.หนุนดอกเบี้ย3% ตั้งยุ้งฉางชะลอขายข้าว

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

ก.เกษตรฯเล็งชงครม.หนุนดอกเบี้ย3% ตั้งยุ้งฉางชะลอขายข้าว

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้เตรียมแผนการผลิตข้าวครบวงจร ปี2561/62 ระหว่างเดือนพ.ค.2561-เม.ย.2562 โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เตรียมงบ 6,897.977 ล้านบาท เพื่อดำเนิน 17 แผนงาน 43 โครงการ ซึ่งยังไม่รวมการอุดหนุนดอกเบี้ยกับเกษตรกร เพื่อสร้างยุ้งฉาง ซึ่งต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขออุดหนุนดอกเบี้ย 3% ให้กับเกษตรกร อยู่ระหว่างการพิจารณาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

“เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนราคาข้าวลดลงมาก โดยเฉพาะในภาคกลางเพราะได้รับผลกระทบจากมรสุม ทำให้ความมีความชื้นมาก ดังนั้นจะเสนอ ครม. สนับสนุนให้เกษตรกรสร้างยุ้งฉาง เพื่อชะลอการจำหน่าย ซึ่งรัฐบาลจะอุดหนุนดอกเบี้ย 3% คาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือชาวนาปีนี้ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2559 และ 2560 ที่ใช้งบ 1 หมื่นล้านบาท”

ส่วนการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกข้าวและลดการผลิตข้าว ตามแผนข้าวครบวงจรในปี2560/61เป้าหมายลดพื้นที่ปลูกข้าว 1.25 ล้านไร่ พบว่ามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการเพียง 5.56 แสนไร่ หรือต่ำกว่าเป้า กว่า 50%

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มาตรการรองรับผลกระทบภัยแล้งตามที่ครม.เห็นชอบแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2561 พื้นที่ดำเนินการ 53 จังหวัด มีเป้าหมาย 4.5 แสนไร่ เกษตรกรสมัครร่วมโครงการ 40,708 ราย พื้นที่ 341,270 ไร่ คิดเป็น 75.84 % ของเป้าหมาย และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลายืนยันการปลูกเมื่อ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 33,504 ราย พื้นที่ 282,996.50 ไร่ คิดเป็น 82.92% จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร

2. โครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 พื้นที่เป้าหมาย 7 แสนไร่ ใน 31 จังหวัด เกษตรกร 4.7 หมื่นราย มีเกษตรสมัครร่วมโครงการ 84,931 ราย พื้นที่ 618,689 ไร่ คิดเป็น 88.38 % จากเป้าหมาย แต่จำนวนเกษตรกรที่มายืนยันการปลูก 74,704 ราย พื้นที่ 523,331 ไร่ คิดเป็น 84.58 % จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร โดยยืนยันการปลูกเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา มีเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบ 64,554 ราย พื้นที่ 436,155.25 ไร่ คิดเป็น 86.41 % จากพื้นที่ยืนยันการปลูก

นักวิชาการแนะแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเงินในระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319103

นักวิชาการแนะแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเงินในระบบสหกรณ์

สหกรณ์

นักวิชาการแนะแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเงินในระบบสหกรณ์

         วันที่ 2 เม.ย.รศ.จุฑาทิพย์ ภัทราวาท ผู้อำนวยการ สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาระบบการเงินสหกรณ์  เพื่อให้สอดรับกับการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ด้วยการนำนวัตกรรมทางการเงินมาใช้ซึ่งมีอยู่หลากหลายรูปแบบอาทิ e-Wallet  หรือQR Payment หรือMember Card ต่างๆ นั้นถือเป็นสิ่งที่ดีที่จะพัฒนาสหกรณ์ไปในรูปแบบที่ทันสมัย

“การดำเนินการของส่งเสริม Coop Member Card ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มองไปข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐ ที่สนับสนุนการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว ตามโครงการ National  e-Payment โดยกำหนดให้ส่วนราชการทุกแห่งทั่วประเทศ ที่มีการรับเงิน-จ่ายเงิน ณ หน่วยงานต้องใช้วิธีการรับ-จ่ายเงินทางอีเล็กโทรนิกส์ด้วยการชำระเงินผ่าน บัตรอีเล็กโทรนิกส์ทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต ตลอดจน Scan QR Cord ผ่านเครื่อง EDC แทนการรับเงินสดหรือเช็ค และสำหรับผู้ไม่มีบัญชีธนาคาร ก็สามารถใช้บัตรแบบเติมเงินที่เรียกว่า e- Money Card  ที่สามารถติดต่อซื้อได้จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปทุกแห่ง

รศ.จุฑาทิพย์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามกรมส่งเสริมสหกรณ์ ควรต้องพิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของคนและองค์กรที่สำคัญคือต้องมีแพลตฟอร์มการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างทั่วถึง ทั้งระดับสหกรณ์และสมาชิก จึงจะเป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม มิเช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนนโยบายบางอย่างที่ส่งเสริมไปในขณะที่กลุ่มเป้าหมายยังไม่มีความพร้อมก็จะไม่เป็นประโยชน์ดังที่ตั้งใจ

สกว.ผนึกสจล.ปั้น”ผลิตภัณฑ์โค” ให้เป็นเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318752

สกว.ผนึกสจล.ปั้น”ผลิตภัณฑ์โค” ให้เป็นเงินล้าน

สกว.ผนึกสจล.ปั้น”ผลิตภัณฑ์โค” ให้เป็นเงินล้าน

             ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) จัดอบรมหลักสูตรการเพิ่มมูลค่าโคเนื้อ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ นักวิชาการ (ต้น กลาง ปลายน้ำ) ระหว่างวันที่ 30 มี.ค.  – 2 เม.ย.61 ณ  ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเนื้อสัตว์ อาคารบุนนาค คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.
รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญถึงแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงโคในมิติต่างๆ ประกอบกับปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตโคเนื้อลดลง เน้นการส่งออกมากกว่าบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจีน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ โดย รศ.ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล ในฐานผู้ประสารงานฝ่ายเกษตร สกว. ร่วมดำเนินการจัดทำ “รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ” ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามดำริของรองนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี การอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอุตสาหกรรมโคเนื้อของประเทศไทย โดยการขับเคลื่อนในระบบของการผลิตให้ครบห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะโว่กลางน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มของโรงฆ่าที่จะต้องเร่งทำมาตรฐาน GMP Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต และโซ่ปลาน้ำ กลุ่มการตลาด และ บริโภค ที่จะต้องให้ความรู้ทั้งในส่วนของหลักวิชาการ และ แนวทางปฏิบัติ ตั้งแต่ผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ และ Food Service ที่จะเน้นในส่วนของอาหารของสด และวัตถุดิบทำอาหาร ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกร และ ผู้ประกอบการในช่วงของตลาดโคเนื้อผันผวน ทั้งนี้ตนอยากจากฝากข้อคิดที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิของ สกว.ว่า จะพัฒนาผลิตภัณฑ์โคเนื้ออย่างไรให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีมจำนวนมากที่มาท่องเที่ยว ได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้นกลับไป แทนที่เราจะส่งเนื้อคุณภาพจำนวนมากออกไปขายให้กับประเทศจีน
รศ.ดร.จุพารัตน์ เศรษฐกุล ในฐานผู้ประสานงานฝ่ายเกษตร สกว.  กล่าวว่า ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อไทยให้กลายมาเป็นเนื้อระดับพรีเมียม คือมีลักษณะนุ่มเนียน มีไขมันแทรกระดับเดียวกับเนื้อวากิว หรือเนื้อโกเบ  แต่ปัจจุบันรูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อได้เปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงเพื่อผลิตเนื้อโค เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อโคเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ โคเนื้อเป็นสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตสูง และกว่าจะได้รับผลตอบแทนต้องใช้ระยะเวลานาน อีกทั้ง การเลี้ยง โคเนื้อยังประสบปัญหาอยู่หลายอย่าง เช่น ต้นทุนของอาหารสัตว์ ปัญหาโรคระบาด อย่างไรก็ตามหากมีระบบการจัดการที่ดี เชื่อว่าตลาดโคเนื้อของประเทศไทยไปได้
รศ.ดร.จุฑารัตน์ อธิบายว่า ปัจจุบันตลาดบน หรือ ตลาดเนื้อโคคุณภาพสูง ของไทยมีการผลิตอยู่ราว 12,000 ตัว ต่อปี คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 960 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของมูลค่าทั้งหมด ประมาณ 41,810 ล้านบาท ในส่วนนี้ อาจารย์จุฑารัตน์ อธิบาลย้ำว่า โอกาสชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นไปได้สูง เพราะเนื้อแทรกไขมันกำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ยกตัวอย่าง หากเรานำเนื้อวากิว หรือ เนื้อโกเบ กิโลละหลายพันบาท มาทำเป็นชิ้นวางจำหน่ายควบคู่กับ เนื้อที่เราขุน โดยเทคโนโลยีผสมพันธ์ และอาหารในการขุน กิโลไม่ถึง พันบาท แต่คุณภาพ รสชาติ อาจจะแพ้เนื้อคุณภาพในบางประการ แต่เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้
ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถนำโคเนื้อมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เริ่มตั้งแต่การชำแหละ เพื่อแยกเนื้อแต่ละประเภท ตามความนิยม และ ความเหมาะสมกับการนำไปประกอบอาหารแต่ละเมนู เช่น ทำสเต็ก ก๋วยเตี๋ยว ที่สำคัญการแยกชิ้นส่วน แต่ละชิ้นส่วน ทำให้เกษตรกรสามารถขายได้ทุกส่วน หรือ แม้แต่กระดูกช่วงข้อเข่า (โคบราห์มัน ผสมพันธ์พื้นเมือง) ก็อาจได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะเดียวกัน เกษตรกร หรือ ผู้ ประกอบการ สามารถนำเนื้อโค มาแปรรูปตามความนิยมของผู้บริโภค เช่น การเอาเนื้อมาสไลด์ เพื่อนำไปทำปิ้งย่าง รวมถึง การทำเป็นผลิตภัณฑ์พวกแฮม ไส้กรอก ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในการอบรมช่วง 4 วันนี้ โดยความรู้ทางวิชาการ และ เทคนิค ต่างที่ทางวิทยากร แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน