เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันเฝ้าระวังเพลี้ยแป้งระบาดหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320747

 เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันเฝ้าระวังเพลี้ยแป้งระบาดหน้าแล้ง

 เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศเฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาดหน้าแล้ง

 

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้ เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยแป้ง และไรแดงมันสำปะหลังในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วง สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตมันสำปะหลังค่อนข้างมาก อีกทั้งล่าสุดยังพบการทำลายของโรคพุ่มแจ้ บริเวณจังหวัดสระแก้วชลบุรี และในอีกหลายจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งพบการระบาดของโรคดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว โดยคาดว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในประเทศไทย จึงฝากเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง หากพบอาการผิดปกติกับต้นมันสำปะหลัง หรือไม่สามารถควบคุมการระบาดในแปลงมันสำปะหลังได้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านเพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันศัตรูพืชสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก
การไถตากดินอย่างน้อย ๑๔ วัน พ่นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งปลูกอื่น และการแช่ท่อนพันธุ์
ก่อนการเพาะปลูก ด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด หรือไทอะมิโทแซม อัตรา ๔ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือสารเคมีไดโนทีฟูแรน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (แช่ท่อนพันธุ์นาน ๕ – ๑๐ นาที) วิธีนี้ช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์ได้

ในส่วนของการป้องกันกำจัดศัตรูมันสำปะหลัง เน้นการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ได้แก่ ชีววิธีโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส แตนเบียนAnagyrus Lopezi ด้วงเต่าตัวห้ำ และเชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง และใช้ไรตัวห้ำ ด้วงเต่า Stethorus spp. เพื่อควบคุมไรแดงมันสำปะหลัง หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้ใช้สารเคมีอามีทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ให้พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรแดงทำลาย และไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำเกิน ๒ ครั้ง ในส่วนของโรคพุ่มแจ้การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรค และพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ เช่น สาบม่วง และหญ้าตีนตุ๊กแก และบำรุงต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดไปยังแหล่งอื่น รวมถึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่น เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่า และเชื้อราบิวเวอร์เรีย อีกทั้งการตัด หรือขุดต้นมันสำปะหลังที่พบทั้งโรค และแมลงศัตรูพืชไปเผาทำลายนอกแปลง ยังเป็นการช่วยลดปริมาณของศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่งด้วยและสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวของเกษตรกรเองควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320708

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

ผลไม้ตะวันออก

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่วนในเชิงปริมาณ เช่น การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เป็นต้น โดยจังหวัดภาคตะวันออกได้จัดทำรายละเอียดของแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่โดยมีคณะกรรมการฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการกลั่นกรองเชื่อมโยงบูรณาการแผนงานหรือโครงการ ในขณะที่การบริหารจัดการเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะคุณภาพของทุเรียน ที่ภาคตะวันออก เน้นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (ล้ง และ แม่ค้า) ตัด รับซื้อ และขายทุเรียนที่ได้อายุตัดตามมาตรฐาน มีการออกประกาศควบคุมและบทลงโทษของผู้กระทำผิด
ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยข้อมูลการบูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผล ปี 2561 ซึ่ง สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ของ สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลสำรวจ ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการไม้ผลตั้งแต่ต้นฤดู
ผลสำรวจข้อมูลเอกภาพปี 2561 (ข้อมูล ณ 4 เมษายน 2561) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 677,061 ไร่ (เพิ่มขึ้น 1,142 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.17) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 ในขณะที่มังคุดลดลงร้อยละ 0.30 เงาะ ลดลงร้อยละ 1.63 และ ลองกอง ลดลงร้อยละ 8.97 ซึ่งการลดลดลงของมังคุด เงาะ และลองกอง เป็นการตัดโค่น สางต้นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน
เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ (เพิ่มขึ้น 9,691 ไร่ หรือร้อยละ 1.60) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.49 ส่วนเงาะลดลงร้อยละ 0.94 และลองกองลดลงร้อยละ 6.89

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน (ลดลง 144,591 ตัน หรือ ร้อยละ 18.25) ซึ่งผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะลดลงทุกชนิด โดย มังคุด ลดลงมากที่สุด ร้อยละ 64.81 รองลงมาคือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 32.05 เงาะ ลดลงร้อยละ 9.81 และทุเรียน ลดลงร้อยละ 4.37 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งอากาศหนาว ร้อน และฝนตกสลับในแต่ละวัน ทำให้ไม้ผลปรับสภาพต้นไม่ทัน ไม่เอื้ออำนวยในการติดดอก ออกผล ไม้ผลออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน
ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า ลดลงทุกสินค้า โดยผลผลิตต่อไร่ มังคุด ลดลงมากที่สุด ร้อยละ 65.34 รองลงมา คือ ลองกองลดลงร้อยละ 27 เงาะลดลงร้อยละ 8.94 และทุเรียนลดลงร้อยละ 8.31 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลมาก และติดผลล่าช้า จึงพักสะสมอาหาร และคาดการณ์ปีนี้จะออกดอกล่าช้า บวกกับสภาพอากาศแปรปรวน เป็นการออกใบอ่อนแทนการออก และส่วนหนึ่งต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาดในปี 2560 ทำให้ทุเรียนเป็นโรครากโคนเน่ายืนต้นตาย ขยายเป็นพื้นที่กว้างทั้งจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี ได้รับผลกระทบมากทำให้จำนวนต้นต่อไร่ที่ให้ผลผลิตได้ลดลง แม้จะมีต้นใหม่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้น ในปีนี้แต่ปริมาณการติดผลต่อต้นไม่มาก
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่าง ๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไป

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320707

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

นมโรงเรียน

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามอำนาจหน้าที่ชัดเจน เตรียมเสนอครม.ทราบผลดำเนินการสัปดาห์หน้า

​นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพนมโรงเรียน และการสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการในการจัดสรรปริมาณการผลิตนมโรงเรียน ว่า จากประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 61 ซึ่งหลักเกณฑ์ในหมวด 1 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ข้อ 6.5.8 และ 6.5.9 ได้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถที่จะผลิตนมโรงเรียนในภาคเรียนที่ 2/2560 เพื่อจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ไว้ชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมกล่องชนิด ยูเอชที ในช่วงปิดภาคเรียนที่ 2/2560 ได้จำนวนไม่เกิน 60 วัน ภายใต้เงื่อนไขที่จะใช้บริหารน้ำนมดิบให้เข้าสู่ระบบภาคเรียนต่อภาคเรียนในอนาคต ดังนี้
​ข้อ “6.5.8 กรณีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ผลิตเพื่อจำหน่ายนมโรงเรียนข้ามภาคเรียนต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพตามข้อ 6.5.2 และ 6.5.3 ซึ่งมีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยสามารถผลิตนมชนิด ยูเอชที ได้ในปริมาณน้ำนมดิบตามสิทธิที่ได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 2/2560 ไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้ใช้สิทธิครบจำนวนที่ได้รับการจัดสรรแล้ว แต่มีการผลิตนมโรงเรียนข้ามภาคเรียนชนิด ยูเอชที เกินกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ได้รับการจัดสรรนั้น จะต้องนำปริมาณน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตนมข้ามภาคเรียนดังกล่าว มาหักลดสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 1/2561″
​กล่าวคือ ในภาคเรียนที่ 2/2560 (1 พ.ย. 60 – 15 พ.ค. 61) คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้จัดสรรน้ำนมดิบให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมวันละ 1,169 ตัน จากที่จะต้องจัดสรรให้ในจำนวนวันละ 1,008 ตัน เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์นมส่งให้โรงเรียนในจำนวน 130 วัน ซึ่งผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมต้องรับผิดชอบน้ำนมดิบของเกษตรกรในภาคเรียนที่ 2/2560 จำนวน 196 วัน ดังนั้น จะมีวันที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมจะต้องรับผิดชอบน้ำนมดิบอีก 66 วัน แต่เมื่อหักวันเสาร์และอาทิตย์จำนวน 37 วันแล้ว จะเหลือไม่ถึง 30 วัน ดังนั้น จึงมีการอนุญาตให้ดำเนินการผลิตนมโรงเรียนเพื่อจำหน่ายข้ามภาคเรียนได้ โดยให้ใช้น้ำนมดิบในปริมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละวันในภาคเรียนที่ 2/2560 รวมไม่เกิน 30 วัน และถ้าปริมาณน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตดังกล่าวคิดรวมกับปริมาณที่ใช้ผลิตในภาคเรียนที่ 2/2560 แล้วเกินสิทธิที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับจัดสรรในภาคเรียนที่ 2/2560 จะต้องถูกลดสิทธิตามปริมาณน้ำนมดิบที่นำไปผลิตเป็นนมกล่องชนิด ยูเอชที สำหรับภาคเรียนที่ 1/2561 โดยสิทธิที่ถูกลดนั้นผู้ประกอบการสามารถที่จะรับการจัดสรรคืนกลับไป ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการวิชาการโคมนมและผลิตภัณฑ์นมกำหนด
​ข้อ ” 6.5.9 กรณีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่จะผลิตนมโรงเรียนจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ให้ผลิตได้ไม่เกิน 30 วัน ก่อนเปิดภาคเรียน (นมชนิด ยูเอชที 30 วัน นมชนิดพาสเจอร์ไรส์ 3 วัน) ต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพตามข้อ 6.5.2 และ 6.5.3 ซึ่งมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้ ปริมาณนมโรงเรียนที่ผลิตช่วงดังกล่าว ต้องสอดคล้องตามปริมาณนมที่ได้รับจัดสรรสิทธิในแต่ละวัน สำหรับภาคเรียนที่ 1/2561 และจะต้องนำมาหักออกจากปริมาณที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละวันเท่ากับจำนวนที่ใช้ไป”

​กล่าวคือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถที่จะดำเนินการผลิตนมโรงเรียนเพื่อจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ไว้ล่วงหน้าได้ แต่จะต้องไม่เกิน 30 วัน โดยปริมาณที่ใช้นั้นจะต้องเป็นไปตามสิทธิที่ได้รับจัดสรรในภาคเรียนที่ 1/2561 และจะต้องมีการนำน้ำนมดิบตามจำนวนที่ใช้ผลิตดังกล่าวออกจากระบบนมโรงเรียนภาคเรียนที่ 1/2561 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะสมน้ำนมดิบต่อเนื่องไปยังช่วงปิดภาคเรียน 1/2561
​ซึ่งในประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมดังกล่าว ยังได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดสิทธิพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนในลักษณะของการจับคู่ระหว่างพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตภัณฑ์นม กับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งรับนม โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของนม โดยเฉพาะนมพาสเจอร์ไรส์ในการขนส่งให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมจะเชิญผู้ประกอบการมาร่วมหารือและทำความเข้าใจในประกาศดังกล่าวเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าการกำหนดเงื่อนไขการจัดสรรสิทธิสอดคล้องกับข้อแนะนำเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีโครงการนมโรงเรียนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯ จะนำผลการดำเนินการของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

สำหรับกรณีข้อร้องเรียนที่ผู้ประกอบการนมโรงเรียนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง หลังจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด มีคำสั่งให้ชะลอโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศของกรมอนามัย ในภาคเรียนที่ 1/2561 กระทรวงเกษตรฯ ขอชี้แจงว่า ที่มาของการสั่งชะลอการผลิตนมผสมฟลูออไรด์นั้น เนื่องจากใบอนุญาตผลิตนมฟลูออไรด์ดังกล่าวได้หมดอายุลงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ต่อใบอนุญาตผลิตนมฟลูออไรด์ให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากกรมอนามัยไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่ดีพอมาสนับสนุน และไม่มีแนวทางการควบคุมการจำหน่ายที่รอบคอบรัดกุม ประกอบกับ อย.ชี้แจงว่า พบปัญหาในการควบคุมผู้ประกอบการให้ส่งผลิตภัณฑ์นมฟลูออไรด์ตามพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัด และกระจายไปในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี นอกพื้นที่การใช้นมฟลูออไรด์ ส่งผลให้เด็กที่ดื่มนมฟลูออไรด์มีฟันตกกระคณะกรรมการมิลค์บอร์ดจึงได้ชะลอการผลิตนมโรงเรียนผสมฟลูออไรด์ในภาคเรียนที่ 1/2561โดยให้ผู้ประกอบการเลื่อนการผลิตและส่งนมโรงเรียนในช่วงเปิดเทอม 1 ระหว่างวันที่ 16 พ.ค. – 31 ต.ค. นี้ไปก่อน ซึ่งการดำเนินการในภาคเรียนต่อไปนั้น หากมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็จะอนุญาตให้ใช้นมฟลูออไรด์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนต่อไปได้
​ดังนั้น จากข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการนมโรงเรียนที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการผลิตนมผสมฟลูออไรด์ 20 ล้านกล่อง ส่งมอบช่วงเปิดเทอม 1/2561 แต่เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งให้ผลิตแต่อย่างใด คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม จึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำงานเฉพาะกิจ ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบใน 2 ประเด็น คือ ปริมาณนมยูเอชที และนมฟลูออไรด์ และตรวจนับนมกล่อง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 เมษายนนี้

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320702

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย

กรมป่าไม้

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย ประจำจังหวัด

         กรมป่าไม้ เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งภาพถ่ายถนนต้นไม้สวย ในแต่ละจังหวัด ชิงเงินรางวัล พร้อมโล่เกียรติยศ จาก พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และโฆษกกรมป่าไม้ กล่าวว่า โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน ต้นไม้ถูกทำลายตัดฟันเป็นจำนวนมากทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการสร้างถนนเพื่อนำความเจริญมาสู่บ้านเมือง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้บ้าง ด้วยการปลูกต้นไม้ตลอดแนวถนนทั่วประเทศ
เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และเป็นปอดให้กับคนเมืองได้
ทุกจังหวัดมีถนนหลายสายที่มีต้นไม้ปลูกอยู่ตรงกลางระหว่างถนนสองด้านทั้งไปและกลับ หรือ
ตามขอบริมถนน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมมากๆ เพราะต้นไม้มีประโยชน์หลากหลาย โดยช่วยดูดซับน้ำฝนและความชื้น ให้โอโซน ช่วยดูดก๊าซพิษจากรถยนต์ ช่วยดูดซับเสียง ร่มเงาของต้นไม้ช่วยทำให้ผิวถนนไม่ร้อน ช่วยลด
การทำงานของแอร์ ทำให้ประหยัดน้ำมัน ช่วยในการพักสายตา ทำให้เกิดความร่มเย็น สวยงาม สบายตา สบายใจ รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับนกและสัตว์ต่างๆ ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน ถือได้ว่ามีประโยชน์สุดคุ้มถ้าทุกจังหวัดจะได้วางแผนในการปลูกต้นไม้ริมถนน โดยการเลือกชนิดไม้ที่ออกดอกสวยงาม หรือเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นสวยงาม ก็จะเพิ่มคุณค่าของต้นไม้ที่ปลูกริมถนน ให้เป็น “ถนนต้นไม้สวยประจำจังหวัด” ด้วย
กรมป่าไม้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกวด โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ เป็น นักเรียน นักศึกษา
ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัด และ ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดเพศ อายุ วุฒิการศึกษา สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัด และไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่ส่งภาพเข้าประกวด
รายละเอียดของภาพที่ส่งเข้าประกวด
๑. เป็นภาพสีที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล หรือแสกนจากฟิล์ม สามารถปรับสี ตกแต่งแก้ไขในด้านเทคนิค เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้น แต่ทั้งนี้ภาพจะยังต้องดูเป็นธรรมชาติเหมือนภาพถ่ายปกติ มีความละเอียดของภาพไม่ต่ำกว่า ๘ ล้านพิกเซล ขนาดภาพ ๑๒ x ๑๘ นิ้ว ติดภาพลงบนกระดาษแข็งขนาด ๑๖ x ๒๒ นิ้ว พร้อมไฟล์.JPEG
๒. ผู้ส่งภาพเข้าประกวดจะต้องส่งใบสมัครพร้อมกับภาพถ่าย โดยติดส่วนที่ ๒ (คำบรรยายภาพ) บริเวณด้านหลังการ์ดแข็งของภาพ บรรยายถึงรายละเอียดการถ่ายภาพ หรือเรื่องราวของภาพและเหตุการณ์ความประทับใจ ประมาณ ๒ – ๓ บรรทัด พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๑ ฉบับ (โดยสามารถอ่านรายละเอียดการประกวดภาพถ่ายฯ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ http://www.forest.go.th)
๓. ส่งไฟล์ภาพในรูปของแผ่น CD-ROM หรือ DVD พร้อมติดป้ายชื่อ ด้านหน้าซองแผ่น CD/DVD
มาพร้อมกับภาพถ่ายหรือ VDO ที่ส่งเข้าประกวด และขอสงวนสิทธิ์ไม่ส่งแผ่น CD-ROM/DVD หรือภาพถ่ายคืน

๔. ภาพที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเข้ากับแนวคิด และตอบสนองหัวข้อการประกวดที่กำหนด รวมทั้งภาพที่ส่งเข้าประกวด ต้องเป็นภาพที่ไม่เคยส่งเข้าประกวด และหรือเคยได้รับรางวัลจากที่อื่นมาก่อน ทั้งไม่เคยตีพิมพ์ใน นิตยสาร หนังสือ แผ่นภาพ หรือ เอกสารใดๆ ที่ทำขึ้นเพื่อการจำหน่าย เพื่อโฆษณา ยกเว้นการเผยแพร่บนเว็บไซต์ส่วนตัว (ซึ่งเป็นภาพของผู้ส่งเข้าประกวดได้ถ่ายภาพเอง จึงสามารถนำภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นั้น มาร่วมส่งเข้าประกวดได้)
๕. กำหนดส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑ และจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ซึ่งตรงกับวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

ผู้ที่ชนะการส่งภาพเข้าประกวด จะได้รับรางวัลดังนี้
รางวัลชนะเลิศที่ ๑ ได้รับโล่เกียรติยศจากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์) พร้อมเงินรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้ พร้อมเงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้ พร้อมเงินรางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท
รางวัลชมเชย จำนวน ๑๐ รางวัล รางวัลละ ๓,๐๐๐ บาท พร้อมใบประกาศ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้
การตัดสิน ดูจากเทคนิคในการถ่ายภาพ ความสวยงามของภาพ การจัดองค์ประกอบของภาพ ความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพ แนวคิดและความหมายของภาพ คณะกรรมการตัดสินการประกวดและคณะกรรมการจัดงาน ไม่มีสิทธิ์ส่งภาพเข้าประกวด การตัดสินของคณะกรรมการฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถอุทธรณ์ไดๆทั้งสิ้น
“ความงามทางธรรมชาติ ที่ทำให้ทุกการเดินทางของคุณ เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แม้เส้นทาง
การเดินทางจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ความงามของต้นไม้ที่ปลูกริมถนน จะทำให้เกิดความประทับใจมิรู้ลืม
จนต้องเก็บภาพไว้เพื่อเตือนความทรงจำในการเดินทาง จึงขอเชิญชวนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา และทุกท่าน ได้ส่งภาพ
ถนนต้นไม้สวย เข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ เพื่อแบ่งปันความสุข ความสวยงาม ความประทับใจ ความภาคภูมิใจ ของ
ถนนต้นไม้สวยในแต่ละจังหวัด” โฆษกกรมป่าไม้ กล่าว

คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320568

คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

 

                    นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ใช้การตลาดมานำการผลิต ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศมีจำนวน 4,403 แห่ง  เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับชั้น 1และชั้น 2 จำนวน 3,200 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ชั้น 1 จำนวน 629 แห่งและสหกรณ์ชั้น 2 จำนวน  2,648 แห่ง  ซึ่งกรมฯจะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตรชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรของสมาชิก รวมถึงรวบรวมผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการด้วย

ปัจจุบัน ศักยภาพของสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรนับว่ามีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือการตลาด และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นสินค้าการเกษตรสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณการรวบรวมผลผลิตการเกษตรทั้งหมด 5.32 ล้านตันต่อปี  ได้แก่ 1.ข้าว มีสหกรณ์ 618 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,610,000 ตัน 2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีสหกรณ์            97 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,087,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ 3. มันสำปะหลัง          มีสหกรณ์ 96 แห่ง รวบรวมผลผลิต 576,000 ตัน 4. ยางพารา มีสหกรณ์ 430 แห่ง รวบรวมผลผลิต 416,000 ตัน  5. ปาล์มน้ำมัน มีสหกรณ์ 72 แห่งรวบรวมผลผลิต 968,000 ตัน 6. ผลไม้ มีสหกรณ์ 55 แห่ง รวบรวมผลผลิต 32,000 ตัน 6.ผัก มีสหกรณ์ 44 แห่งรวบรวมผลผลิต 3,800 ตัน 7.กาแฟ มีสหกรณ์ 20  แห่ง สามารถเก็บรวบรวมผลผลิต 4,300 ตัน 9.โคเนื้อ มีสหกรณ์ 37 แห่งรวบรวมผลผลิต 4,000 ตัน 10.โคนม 86 สหกรณ์ รวบรวมผลผลิต 613,200 ตัน 11.สินค้าประมง มีสหกรณ์ 18 แห่ง รวบรวมผลผลิต 10,000 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 718 แห่ง ปริมาณรวม 1.102 ตันต่อปี ได้แก่ 1.สหกรณ์ที่มีโรงสีเพื่อแปรรูปข้าว 133 แห่ง แปรรูปข้าวสาร 120,000 ตัน 2.สหกรณ์แปรรูปโคนมและน้ำนมดิบ 36 แห่ง สามารถแปรรูปนมพร้อมดื่มในรูปนมพาสเจอร์ไรซ์และนม UHT157,000 ตัน 3.สหกรณ์แปรรูปโคเนื้อและโคขุน 7 แห่ง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โคขุน 4,000 ตัน 4. สหกรณ์ผลิตน้ำมันปาล์ม 4 แห่ง สามารถแปรรูปปาล์มน้ำมัน 690,000 ตัน                5. สหกรณ์ยางพารา 430 แห่ง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นยางแผ่นรมควัน ยางอัดก้อนยางแผ่นดิบ ยางคอมปาวด์และยางแท่ง ปริมาณ 100,000 ตัน  6.สหกรณ์กาแฟ 5 แห่ง แปรรูปกาแฟ 4,300 ตัน และ7.สหกรณ์แปรรูปผัก ผลไม้ 100 แห่ง ทำหน้าที่คัดเกรดและรักษาคุณภาพผลผลิตผักและผลไม้ ปริมาณ 27,000 ตันต่อปี

“สหกรณ์ที่มีศักยภาพสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับมีอยู่หลายชนิดสินค้า เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เนื้อโคขุน ผลิตภัณฑ์ยางพารา กาแฟสำเร็จรูป 3in1 กล้วยหอมทองปลอดสารเคมี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง  สินค้าผักปลอดภัย ซึ่งตลาดที่สำคัญในประเทศได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในจังหวัดต่าง  ๆ  ร้านค้าสหกรณ์  ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และห้างโมเดินเทรด เช่น แม็คโคร  โลตัส  บิ๊กซี และเซ็นทรัล ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหกรณ์การเกษตร  สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา จีน ญี่ปุ่นและประเทศในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ในการเข้ามาสนับสนุนดูแลเรื่องการผลิตสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ให้มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดมารองรับและเป็นช่องทางในการกระจายผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63 กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320566

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63  กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

ถั่วเหลือ

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63  กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชว่า ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบสรุปมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 3/2560 และเห็นชอบให้เปิดตลาดสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อมนุษย์บริโภคและกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ปี 2561 – 2563 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอ

สำหรับผลการประชุมของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 3/2560 ที่ประชุมได้เห็นชอบให้เปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง ตามที่ผูกพันภายใต้ WTO ปริมาณ 230,559 ตัน/ปี ภาษีในโควตาลดลงจากที่ผูกพัน ร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 ส่วนภาษีนอกโควตาร้อยละ 133 และให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับปี 2560   คือ เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเอง และให้นำเข้าเฉพาะด่านศุลกากรที่มีด่านพืช และด่านอาหารและยา เท่านั้น

ในส่วนของผู้นำเข้ากากถั่วเหลือง เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค จะต้องแสดงใบรับรอง Non-GMO จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้า  ส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตา กำหนดให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าคราวละ 3 ปี หลังจากที่ได้แยกพิกัดสินค้ากากถั่วเหลืองออกเป็น 3 รหัสย่อย ในปี 2560 คือ 1) เพื่ออาหารสัตว์ 2) เพื่อมนุษย์บริโภค และ 3) เพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ ในส่วนของพิกัดเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ นับได้ว่าเปิดเป็นปีแรกใน ปี 2560  เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการใช้

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2561 ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และกรอบการค้าอื่น โดยมีผู้มีสิทธินำเข้าจำนวน 6 สมาคม 18 บริษัท และผู้มีสิทธินำเข้าจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2561 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2560 โดยที่หลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด และให้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ในการนำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของไทยที่ลดลง และความต้องการใช้ถั่วเหลือง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มการผลิตในประเทศได้มุ่งเน้นการผลิตถั่วเหลืองคุณภาพดีเพื่อใช้ในการแปรรูปอาหาร ซึ่งคาดว่าความต้องการเพื่อแปรรูปอาหารจาก 89,776 ตันในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115,494 ตันในปี 2564 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.50 ต่อปี) ดังนั้น คณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 เห็นชอบ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ถั่วเหลืองเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ปี 2561 – 2564 ด้วยวิสัยทัศน์  ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลือง สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มแปรรูปอาหาร อาหารสัตว์และสกัดน้ำมัน เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางด้านอาหารในประเทศอย่างยั่งยืน

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320430

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพ

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพาราของไทย

             วันที่ 10 เม.ย. 61 การยางแห่งประเทศไทย จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 2561 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพาราไทย ร่วมสักการะและบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี และอนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี พร้อมชมนิทรรศการชีวประวัติเพื่อรำลึกคุณูปการ ณ อนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี ต.พลิ้ว อ.เมือง จ.จันทบุรี
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เห็นชอบให้วันที่ 10 เมษายนของทุกปี เป็นวันยางพาราแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันถึงแก่อนิจกรรมของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) หรือ บิดาแห่งยางพาราไทย ผู้ริเริ่มแนวคิดนำพันธุ์ยางพารามาเข้ามาปลูกในประเทศไทย และส่งเสริมให้เกิดอาชีพชาวสวนยาง สร้างรายได้จากการทำสวนยางในประเทศไทยเป็นคนแรก ซึ่งปีนี้กำหนดจัดงานขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเป็นจังหวัดแรกของภาคตะวันออกที่มีการนำยางพารามาปลูก โดยหลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งยางพาราภาคตะวันออก
ดร.ธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานวันยางแห่งชาติครั้งนี้ ได้ประดิษฐานรูปปั้นจำลองพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี คู่กับอนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี เพื่อร่วมพิธีสักการะและบวงสรวงโดยพร้อมกัน เป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณและเชิดชูเกียรติของบิดายางพาราไทยทั้ง 2 ท่าน ที่ได้สร้างคุณูปการไว้ให้แก่วงการยางพาราสืบมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “รำลึกคุณูปการบิดาแห่งยางพาราไทย และบิดาแห่งยางพาราภาคตะวันออก” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ศึกษาชีวประวัติ ความเป็นมาของยางพาราในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เมษายน 2561 กำหนดให้มีกิจกรรมอ่านสารวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2561 โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD เวลาประมาณ 13.00 น. เป็นต้นไป เพื่อสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้มีส่วนได้เสียในแวดวงยางพาราให้ตะหนักถึงความสำคัญของยางพารา โดยการช่วยกันขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทย ร่วมใช้ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากยางพารา พัฒนายางพาราไทยในทุกมิติให้เกิดความยั่งยืน อันจะส่งผลให้ให้พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “ยางพารา” เป็นฐานรากเศรษฐกิจไทยสืบไป รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320429

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

สหกรณืร้อยเอ็ด

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

นายเสฐียรพงษ์ อินเพน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้สหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ของจังหวัดลำพูน ในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำผลไม้จากทางภาคเหนือมากระจายจำหน่ายแก่ผู้บริโภคในภาคอีสาน ทั้งลำไยสด และลำไยอบแห้งสีทอง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยของภาคเหนือล้นตลาด เช่นเดียวกับทางสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ดขยายช่องทางตลาดข้าวสาร               ผ่านกลไกของสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเป็นผู้กระจายข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยมในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งคาดว่าการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกันครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งสองจังหวัดได้มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้  ในขั้นตอนการดำเนินงาน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำผู้บริหารของสหกรณ์ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตข้าวหอมมะลิในจังหวัดร้อยเอ็ด 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรโพนทราย จำกัด พบปะกับตัวแทนสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเรียบร้อยแล้ว โดยได้หารือถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งการจัดหาตลาดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและลำไย ซึ่งแต่ละจังหวัดต้องมีการตรวจสอบความต้องการในพื้นที่ว่ามีจำนวนเท่าใด จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจะมาหารือถึงขั้นตอนการกระจายสินค้าระหว่างกันต่อไปในปริมาณที่เหมาะสม

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการทำตลาดของสินค้าสำคัญของทั้ง 2 พื้นที่แล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรจากภาคเหนือ ซึ่งทุกปีจะได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด และถูกกีดกันจากประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะสหกรณ์ชาวสวนลำไยในจังหวัดลำพูนนั้น ทำการส่งออกลำไยไปต่างประเทศปีละ 100,000 ตัน เป็นการส่งออกไปตลาดอินโดนีเซียถึง 40,000 ตัน ดังนั้น เมื่อถูกทางอินโดนีเซียกีดกัน โดยมีข้อกำหนดให้ไม่นำเข้าลำไยจากต่างประเทศ เพราะต้องการรักษาความสมดุลของตลาดผลไม้ในประเทศเอาไว้ก่อน  จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทย ทำให้ต้องหันมาร่วมมือเชื่อมโยงทำตลาดและกระจายสินค้าในระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหา หรือลดผลกระทบจากกรณีการส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้
ด้านนายณรงค์ชัย ปริโส รักษาการหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า  การพบปะกันของสหกรณ์ทางเหนือและอีสานในครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ และความรู้ในการดำเนินการธุรกิจระหว่างกัน โดยสหกรณ์ในลำพูนนำตัวอย่าง ลำไยสด ลำไยอบแห้งสีทอง และน้ำผึ้ง เป็นสินค้าหลักของสหกรณ์  ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของลำไยสดให้มีความแข็งแรง ระบายอากาศได้ดี ลดปัญหาการเน่าเสียได้ ส่วนลำไยอบแห้งมีรูปแบบที่สวยงามทันสมัยน่าซื้อหา ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด มีสินค้าหลักได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นสินค้าที่จะทดลองไปทำตลาดในภาคเหนือ คาดว่า จะสามารถแลกเปลี่ยนและกระจายสินค้าระหว่างกันได้ และเพิ่มยอดขายรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั้งสองภาคได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319962

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

กัญชา

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสังคมผู้สูงอายุ กระทรวงเกษตรฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมหารือในสัปดาห์หน้า เพื่อร่วมทำวิจัยกัญชง ยารักษาโรคเบื้องต้น โดยคุณสมบัติของกัญชง สามารถช่วยลดความเสื่อมของสมอง หรือลดการเป็นความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในคนชรา ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์ด้วย

ทั้งนี้ การวิจัยกัญชงเพื่อทำยา ที่ผ่านมามีการทำกันอยู่แล้ว ชาวบ้านทำเป็นยารักษากันเอง ในขณะที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งคือหายามาช่วยเหลือ รักษาไม่ให้เป็นคนพิการ ให้สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งประโยชน์ทางตัวยา กระทรวงสาธารณสุข หรือ ภาครัฐหลายหน่วยงานทำวิจัยไว้แล้ว แต่ยังไม่ลงมือเดินหน้าใดๆ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือในทุกมิติ ทั้งเรื่องของคุณสมบัติทางยา เรื่องของกฎหมายที่ควบคุม งบประมาณ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหากงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์

“โครงการพัฒนากัญชง คาดใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะสามารถวิจัยและพัฒนาเป็นยาที่ภาครัฐจะใช้ไว้แจกคนยากจน ใช้เป็นยารักษาคนสูงวัย ซึ่งงานวิจัยหลายที่ชี้ชัดว่ากัญชงมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคได้มากมาย จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ยาเหล่านั้นตกอยู่ในมือภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือคนจน คนชราที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเบรกเรื่องการทำวิจัยกัญชานั้น อาจเป็นเพราะกังวลว่า ประชาชนจะแตกตื่นกับการวิจัยเรื่องนี้ แต่ถ้าหากกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการจริง คงต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบด้วย”

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2560 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กัญชงสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จำกัดใน 6 จังหวัด 15 อำเภอ คือ จ.เชียงใหม่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่วาง แม่ริม สะเมิง และแม่แจ่ม จ.เชียงราย 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เทิง เวียงป่าเป้า และแม่สาย จ.น่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นาหมื่น สันติสุข และสองแคว จ.ตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ

จ. เพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า เขาค้อ และ อ.เมือง และ จ.แม่ฮ่องสอน ในพื้นที่ อ.เมือง สำหรับสายพันธุ์ที่นำมาปลูกได้ต้องมีนั้นจะต้องมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือสารทีเอชซี ไม่เกิน 1% หากตรวจพบว่าแปลงใดมีต้นกัญชงที่มีสารดังกล่าวเกินจะถือว่ามีความผิด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319912

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

ทับเบิก

กรมวิชาการเกษตร จัด 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

              นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่วางแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันหรือเขาหัวโล้นเป้าหมาย 15 จังหวัด รวมกว่า 8.6 ล้านไร่ภายในระยะเวลา 20 ปี (ปี 2558-2578) รวมทั้งแผนขับเคลื่อนพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ภายใต้ยุทธศาสตร์การบูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรทุนวิจัย จำนวน 30 ล้านบาท จากเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรกรมวิชาการเกษตร เพื่อดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนบนพื้นที่เขาหัวโล้นภูทับเบิก หรือ ทับเบิกโมเดล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

โครงการฯดังกล่าว จะสร้างต้นแบบระบบการผลิตพืชที่มีไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักอย่างยั่งยืน เช่น มะคาเดเมีย อะโวกาโด กาแฟ และพลับหวาน โดยปลูกแบบผสมผสานกับพืชเสริม เช่น กล้วยน้ำว้า และสมุนไพรที่มีศักยภาพทางการตลาด เช่น บัวหิมะ ขมิ้นชัน ขิง ไพล ว่านชักมดลูกกระเจี๊ยบแดง และปัญจขันธ์หรือเจียวกู่หลาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำบนพื้นที่เขาหัวโล้นภูทับเบิก สร้างป่าเศรษฐกิจ 3 ชั้นที่เกื้อกูลกัน และลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้เป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่เขาหัวโล้นรอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และพิษณุโลก

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด 'ทับเบิกโมเดล' แก้เขาหัวโล้น

“การพัฒนาต้นแบบระบบการผลิตพืชผักปลอดภัยตามมาตรฐานจีเอพี (GAP)และพืชผักอินทรีย์บนพื้นที่สูง เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรโดยเฉพาะกาแฟที่มีรสชาติเฉพาะถิ่นของภูทับเบิก และสมุนไพรต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดอย่างยั่งยืนภายใต้รูปแบบประชารัฐ ทั้งตลาดชุมชน ตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดเฉพาะรวมถึงนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกรด้วย” นางสาววราภรณ์ กล่าว

นางสาววราภรณ์กล่าวว่า เบื้องต้นมีแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแปลงต้นแบบนำร่องในพื้นที่ภูทับเบิก จำนวน 20 แปลง เกษตรกร 20 รายๆ ละ 5 ไร่ รวม 100 ไร่ คาดว่า จะสามารถใช้เป็นแนวทางลดการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ทั้งยังช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่เขาสูงชัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรในพื้นที่เขาหัวโล้นสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืนและมีรายได้ที่มั่นคง อนาคตคาดว่า จะสามารถนำ ทับเบิกโมเดล ไปใช้เป็นต้นแบบขยายผลแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ครอบคลุม 15 จังหวัดเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ที่ ส.ป.ก.ยึดคืนไม่ต่ำกว่า 300,000 ไร่
“ขณะนี้ทีมนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้เริ่มลงพื้นที่สำรวจการปลูกพืชในพื้นที่ภูทับเบิกแล้ว ทั้งยังมีการสำรวจศัตรูพืช การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร สำรวจประเมินสารเคมีตกค้างในดินและแหล่งน้ำ สำรวจสมุนไพรพื้นที่ที่ปลูกอยู่เดิม สำรวจความต้องการของเกษตรกรและวิเคราะห์ชุมชนด้วย จากนั้นจะเร่งคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจและมีศักยภาพเข้าร่วมโครงการฯนำร่อง คาดว่า กลุ่มเกษตรกรนำร่องจะเริ่มปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นได้ในฤดูเพาะปลูกปี 2560 นี้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมต้นพันธุ์ดีไว้ให้เกษตรกรแล้ว ทั้งกาแฟอาราบิก้า อะโวกาโด มะคาเดเมีย กล้วยน้ำว้า และสมุนไพร” นางสาววราภรณ์ กล่าว

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด 'ทับเบิกโมเดล' แก้เขาหัวโล้น

นอกจากนี้ยังจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรนำร่องผลิตพืชผักปลอดภัยตามมาตรฐานGAPและผลักดันให้เกษตรกรที่มีความพร้อมปรับเปลี่ยนการผลิตเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ด้วย คาดว่า จะเกิดการสร้างเครือข่ายผลิตพืชผักปลอดภัยบนพื้นที่ภูทับเบิก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีการเกษตรลงได้ และทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าพืชผักที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงขึ้นด้วย