ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323723

ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ลุ่มเจ้าพระยา

ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

         กระทรวงเกษตรฯปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดีเดย์ 1 พฤษภาคม นี้ เริ่มต้นฤดูกาลผลิตข้าวนาปี พร้อมตรวจเยี่ยมการดำเนินงานแปลงใหญ่ จ.ชัยนาท

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีส่งน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ จังหวัดชัยนาท ว่า วันที่

1 พฤษภาคม 2561 เป็นกําหนดเวลาเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทาน จะได้ส่งน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อทําการเพาะปลูกข้าวนาปี ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากในเดือนกันยายน – ตุลาคม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยในลุ่มน้ำจ้าพระยาและพื้นที่ข้างเคียง

“ผลจากการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี เมื่อปี 2560 ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี สามารถลดความเสียหายในหลายๆ ด้าน จึงต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำเข้าใจถึงความสําคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำเร็วขึ้นนั้น จะช่วยลดผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วม ใช้พื้นที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติในการเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลาก ช่วยชะลอน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. แล้ว เกษตรกรยังจะมีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพประมง ด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะใช้โมเดลดังกล่าว ขยายผลไปดำเนินการในภาคอีสาน และภาคใต้ต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้ยังได้ถือโอกาสตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรประจำอำเภอ จำนวน 8 ศูนย์  ซึ่งตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านหนองตาดำ-โพธิ์เจริญ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในชุมชน โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และข้าวคุณภาพดี ปัจจุบันมีสมาชิก 56 ราย พื้นที่ 1,379 ไร่ สินค้าหลัก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว และข้าวบริโภค โดยปัจจุบันผลการดำเนินงานในปีการผลิต 2560/61 สมาชิกร้อยละ 70 สามารถลดต้นทุนการผลิตจาก 4,850 บาท/ไร่ เหลือ 3,952 บาท/ไร่ ลดลงเฉลี่ยไร่ละ 898 บาท (ร้อยละ 18.51) ทั้งนี้ ผลจากการรวมกลุ่มผลิตเป็นแปลงใหญ่ จะทำให้กลุ่มเกษตรกรเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐในด้านต่างๆได้มากขึ้น เช่น การรับการถ่ายทอดความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเป็นศูนย์ให้บริการเครื่องจักรกลเกษตรในชุมชน รวมถึงมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอีกด้วย.

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323722

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่

อยักษ์

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน

        “อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรใน “โครงการอบรมหลักสูตรกลาง การปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ณ ชุมชนราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี หนุนเกษตรกรรวมพลังอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมปลุกความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมใน “โครงการอบรมหลักสูตรกลาง การปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ประจำปีงบประมาณ 2561″ ณ ชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดอบรมในระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน 2561 โดยได้เน้นย้ำส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมมือกับกรมชลประทานและหน่วยงานภาครัฐในการเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรรู้คุณค่าและภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับชุมชนได้ สำหรับ”โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการฯในปีงบประมาณ 2560 และต่อเนื่องมาจนถึงปีงบประมาณ 2561เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ จากทุกตำบลของประเทศโดยตั้งเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นในปี 2561 อีกจำนวน 70,000 รายรวมทั้งสิ้น 140,000 ราย (ปี 2560-2561) เพื่อน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร ตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนโดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเป็นเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ เรื่อง “เพียรธรรม เพียรสำเร็จได้” ในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม”ณ วัดป่าไทรงาม อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ยกตัวอย่างและถ่ายทอดเรื่องราวของความเพียรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง และความเพียรก็นำมาซึ่งความสำเร็จ และยังแผ่ความผาสุขมายังพสกนิกรของพระองค์ด้วย

สำหรับโครงการ”สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงขณะบรรพชาของสามเณรภาคฤดูร้อน 12 รูป ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ศึกษาหลักธรรมคำสอน ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และปฏิบัติตนตามแนวทางพุทธศาสนา โดยจะคัดเลือกเยาวชนที่ตั้งใจเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเรียนรู้ และปฏิบัติธรรรม ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี  เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 6เมษายน – 6 พฤษภาคม 2561 โดยจะถ่ายทอดสดในรูปแบบรายการธรรมะเรียลลิตี้ ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323257

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

ปศุสัตว์ok

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

 

กรมปศุสัตว์ เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ต่อเนื่องปีที่ 4 มุ่งยกระดับมาตรฐานร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ปลอดภัย ปลอดสารเร่งเนื้อแดงสู่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมขยายผลสำเร็จสู่ร้านจำหน่ายไข่ OK คาดปีนี้สามารถหนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 5,000 แห่ง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิเดเผยว่า กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อน “โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” หรือ “ปศุสัตว์ OK” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน สร้างอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยได้ดำเนินการทั้งในร้านค้าและเขียงจำหน่ายในตลาดสด ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ ร้านโมเดิร์นเทรด รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยในลักษณะเถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชนพอร์คชอป ที่เป็นปลายน้ำของห่วงโซ่อาหารปลอดภัย ทำหน้าที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สู่ผู้บริโภคโดยตรง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

“ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ทั่วประเทศเข้าสู่โครงการปศุสัตว์ OK แล้ว 4,232 แห่ง ขณะเดียวกันได้ขยายความสำเร็จของโครงการนี้ไปสู่ร้านจำหน่ายไข่ OK ได้อีก 384 แห่ง คาดว่าปีนี้จะสามารถเดินหน้ามาตรฐานการจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่ปลอดภัยนี้สู่ผู้บริโภคทั่วไทยให้ถึง 5,000 แห่ง และผลักกันโครงการนี้ให้เป็นต้นแบบบูรณาการสู่กิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้าง” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

 

โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า นอกจากการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำมาตรฐานโครงการของกรมปศุสัตว์ไปปรับใช้แล้ว ยังแนะนำให้จัดเก็บผลิตภัณฑ์ระหว่างจำหน่ายไว้ในตู้แช่เย็นเพื่อให้สินค้าคงความสดและคงคุณภาพไว้จนถึงมือผู้บริโภค ขณะเดียวกันร้านจำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่จะเข้าตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่องทั้งที่ร้านจำหน่าย และตรวจสอบย้อนกลับถึงกระบวนการผลิตที่ฟาร์มเลี้ยงและโรงชำแหละก่อนนำมาจัดจำหน่ายที่ร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ถูกหลักสุขอนามัย สด สะอาด ปลอดภัย

ทั้งนี้ โครงการปศุสัตว์ OK เป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดความปลอดภัยในอาหาร สร้างความน่าเชื่อถือ และการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ โครงการนี้มุ่งเน้นผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยในระดับสูง โดยกำหนดให้สินค้าที่จำหน่ายในร้านที่ได้รับการรับรองปศุสัตว์ OK จะต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์และได้มาตรฐาน GMP ผ่านการเชือดชำแหละจากโรงฆ่าที่ถูกกฎหมาย กระทั่งถึงโรงงานแปรรูปและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความสะอาด เนื้อสัตว์วางแยกกับเครื่องในสัตว์ เขียง มีดและอุปกรณ์ต้องล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และผู้จำหน่ายต้องสวมเครื่องแต่งกายที่สะอาด

จัด3.6พันล้านหนุนผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322952

จัด3.6พันล้านหนุนผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ปุ๋ยสั่งตัด

“ครม.” เห็นชอบโครงการปุ๋ยสั่งตัด ให้ “ธ.ก.ส.” จัดสินเชื่อ 3.6 พันล้านให้เกษตรกรดำเนินการ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (24 เม.ย.) เห็นชอบมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3.6 พันล้านบาท

โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยวงเงินไม่เกิน 72 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป ตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรขยายธุรกิจในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัด เพื่อสมาชิกของสถาบันเกษตรกรใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพตรงกับสภาพของดิน และราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และเพื่อสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกับสถาบันการเงิน ในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมาจำหน่าย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2561-30 เม.ย.2563 โดยสามารถเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ได้ที่กรมพัฒนาที่ดินและสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติในหลักการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 9 หมื่นล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. วงเงินชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 1.8 พันล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสังคมไร้เงินสดของภาครัฐ

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322868

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

ข้าวกข43

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดข้าวกข 43 ของสหกรณ์ วางแผนจำหน่ายตาม ห้างโมเดิร์นเทรดร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาล รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศหลังกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และมีน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและลดเบาหวานเตรียมหนุนขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแก่สหกรณ์

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวถึงผลสำเร็จของการจัดทำโครงการส่งเสริมสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกข้าวกข 43 ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าวส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าวกข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าวกข 43คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าวกข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าวกข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐานGAPจนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐานGMPแล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกันกรมการข้าวจะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และ แปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์การตรวจรับรองระบบมาตรฐานGAPและรับรองGMPโรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน30%จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกข 43และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ19บาทซึ่งกรมการข้าวมีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าวกข 43จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ19,000บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าวกข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ จำนวน 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์จำกัด500ไร่สหกรณ์การเกษตรบ้านลาดจำกัด300ไร่สหกรณ์การเกษตรเขาย้อยจำกัด200ไร่สหกรณ์การเกษตรท่าเรือจำกัด300ไร่สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด2,000ไร่สหกรณ์นิคมลานสักจำกัด3,000ไร่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์จำกัด1,220ไร่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด5,014ไร่สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำจำกัด1,000ไร่ สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452ไร่สหกรณ์การเกษตรโพทะเลจำกัด500ไร่และสหกรณ์นิคมสวรรคโลกจำกัด(กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4 แห่งคือสหกรณ์การเกษตรคลองหลวงจำกัดสหกรณ์การเกษตร ลำลูกกาจำกัดสหกรณ์การเกษตรบรรพตจำกัดและสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานีจำกัด

 ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์กข 43แทนข้าวพันธุ์ทั่วไปเนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันคุณสมบัติของข้าวกข 43เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อยมีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพรวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนักเพราะเมื่อรับประทานข้าวกข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมฯมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่าง ๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวกข 43 ให้ครบ1แสนไร่และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้นลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อนเพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูกทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

       สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวกข 43 ภายในประเทศ กรมฯได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี อยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าวกข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมาจำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในล็อตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

       “ตลาดหลัก ๆที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือกกข 43 เพื่อนำไปแปรรูป เช่นบริษัทข้าวอิ่มทิพย์จำกัดบริษัท ไทยฮาจำกัด(มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์(ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไปในราคาตันละ 12,500บาท ณความชื้นที่15%ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มากเพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว ปรากฏว่าข้าวกข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่าและคาดว่าข้าวเปลือกกข 43 ล็อตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด”นายพิเชษฐ์กล่าว

     แม้ว่าตลาดรองรับข้าวกข 43ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลักแต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่นสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์จำกัด ได้แปรรูปข้าวกข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าวกข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไปซึ่งกรมฯจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดินเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุดอีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าวกข 43 ของสหกรณ์ผ่านSocial Mediaด้วยเพื่อจะสนับสนุนข้าวกข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิคเพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อซึ่งคาดว่าข้าวกข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายในห้างบิ๊กซีได้เร็ว ๆ นี้ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าวกข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์กล่าว

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322763

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

ไข่ไก่

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วอยู่ที่ฟองละ 2.80 บาทเท่ากับต้นทุนการผลิตแล้ว จากก่อนหน้านี้ลดลงเหลือฟองละ 2.50-2.60 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐได้รับความร่วมมือจากเอกชนในการลดกำลังการผลิตไข่ไก่ลง ประกอบกับการผู้ค้าปลีก บิ๊กซี เทสโก้โลตัส ให้ความร่วมมือจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายไข่ไก่ ส่งผลให้ราคาไข่ในตลาดปรับเพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงเกษตรฯ หารือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เพื่อให้ลดราคาลง ซึ่งขณะนี้ได้จัดคณะกรรมการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อหาแนวทางปรับลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการควบคุมปริมาณนำเข้าและปริมาณเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศได้ใช้วิธีการควบคุมปริมาณนำเข้าพ่อ แม่ ปู่ ย่าพันธุ์ ไก่ไข่ โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์(เอ้กบอร์ด) ซึ่งเป็นการขอความร่วมมือระหว่างผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งรายใหญ่รายย่อย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กรมปศุสัตว์ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ออกประกาศควบคุมการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ภายใต้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 คาดว่าจะออกประกาศได้ใน 2 สัปดาห์หน้า

ทั้งนี้การนำเข้าปู่ ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ที่เพียงพอกับความต้องการจะอยู่ที่ปีละ 4,500-5,000 ตัว และพ่อแม่ไก่ไข่พันธุ์ (PS) 500,000- 550,000 ตัว จะทำให้มีไข่บริโภคปีละ 15,000 ล้านฟองต่อปี หรือ 41 ล้านฟองต่อวัน โดยการนำเข้าสามารถยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะผลักดันโดยการส่งออกไข่ไก่เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความสมดุลปริมาณไข่ไก่ในประเทศไม่ให้เกิดภาวะล้นตลาด รวมทั้งลดต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนแต่ละภูมิภาคใกล้เคียงกันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ซึ่งเท่ากับราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้ อย่างไรก็ตามถ้าราคาต้นทุนเลี้ยงไก่ไข่ถูกลง ก็จะสามารถส่งออกไข่ไก่สดได้มากขึ้น

“ขณะนี้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศถูกควบคุมด้วยราคา เพราะถ้าราคาต่ำ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็รีบปลดแม่ไก่ยืนกรง แต่ถ้าราคาสูงก็ยังไม่รีบปลด ซึ่งเป็นกลไกของตลาด แต่ถ้ามันเกินความต้องการมาก ก็ต้องส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศสมดุล จะส่งออกประมาณ 20 ล้านฟองต่อเดือน”

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญดันยอดผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322717

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญดันยอดผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ปุ๋ยสั่งตัด

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต ‘ปุ๋ยสั่งตัด’

           กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ ผ่านสถาบันเกษตรกร หวังลดต้นทุนให้เกษตรกรพร้อมแก้วิกฤตธาตุอาหารในดินต่ำส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพที่ลดลง

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบการผลิตปุ๋ยสั่งตัด ของสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ณ โรงสีข้าวสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ต.ดอนกำยาน อ.เมืองสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการส่งเสริมให้ความรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสมตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินในแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ปุ๋ยสั่งตัด”  ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณ ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยจึงสูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตและดำเนินการจัดทำปุ๋ยสั่งตัดเพื่อบริการให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ ประมาณ 100 แห่ง มีกำลังการผลิตอยู่ประมาณ 20,000 ตันต่อปี แต่ยังมีหลายสถาบันเกษตรกรที่ยังมีความต้องการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสมาชิกอีกมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนจัดซื้อแม่ปุ๋ย เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ จึงยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้มากขึ้นได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เกิดแนวคิดที่จะสนับสนุนผลักดันกลไกปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรขึ้นเพื่อตอบโจทย์ให้กับสถาบันเกษตรกรนั้นสามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาถูกได้

 

ดังนั้น ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ในการทำแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 4 เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนผลิตให้แก่เกษตรกร โดยสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสถาบันเกษตรกรต่าง ๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไปได้

รวมไปถึงแคมเปญสินเชื่อบุคคลเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 2 สำหรับเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. หรือเกษตรกรทั่วไป หรือเกษตรกรผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ ธ.ก.ส. รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อนำมาใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชเมล็ดพันธุ์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือการเกษตรขนาดเล็ก และปัจจัยอื่น ๆ ที่จำเป็นเช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยา เครื่องหว่านเมล็ดพันธุ์ เครื่องหว่านปุ๋ย เครื่องตัดหญ้า ผ่านร้านค้าปัจจัยการผลิตที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตร ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส. และร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ หรือ ร้าน Q-Shop ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรซึ่งหากดำเนินการได้จะสามารถตอบสนองต่อการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรได้มีความสามารถในการประกอบการผลิตได้เป็นเป็นอย่างดี สร้างกำไรจากอาชีพเกษตรกรรมได้ อันเป็นสร้างการความเข้มแข็งให้กับระบบสถาบันเกษตรกร และตัวเกษตรกรได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ได้มีการรวมตัวกันของ 8 สหกรณ์ ดำเนินการผลิตปุ๋ยสั่งตัดมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2560 ผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกไปแล้ว 6,951 กระสอบ คิดเป็นมูลค่า3,910,640 บาท เปรียบเทียบกับราคาปุ๋ยในท้องตลาดจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้แก่สมาชิกประมาณ 357,425 บาทผลิตปุ๋ยผสมจำนวน 4 สูตร และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรและได้การรับรองมาตรฐาน สามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ 400 ตันต่อปี

“การสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรนี้ เป็นการสนับสนุนกลไกการดำเนินงานในด้านการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและประหยัดให้กับสถาบันเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือ กลุ่มเกษตรกร โดยทำการผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ตรงตามความเหมาะสมกับชนิดพืชและดินในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกรวมถึงเกษตกรทั่วไปนอกจากจะสนับสนุนเรื่องการลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสถาบันเกษตรกร โดยใช้กลไกสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการผลิตปุ๋ยสั่งตัดนี้จะสามารถทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กระสอบละ 100 – 300 บาท หรือ 1,000 – 2,000บาทต่อตัน” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322549

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน”

     กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคส่วน กรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารบก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และภาคเอกชน ร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 THAILAND) ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคส่วน กรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารบก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และภาคเอกชน ร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 THAILAND) เพื่อร่วมกันแสดงบทบาทในการดำเนินงาน และส่งสารเพื่อขอความร่วมมือจากพลังคนรุ่นใหม่ หรือ Active Citizen ในการช่วยกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อช่วยกันปกป้องคุ้มครองโลกจากวิกฤติภัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตของมนุษยชาติ และสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๑ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สืบเนื่องในวันที่ ๒๒ เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ในปี 2561 นี้ เครือข่ายวันคุ้มครองโลก (Earth Day Network) ได้ประกาศแนวคิดวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 Theme) คือ “End Plastic Pollution” สืบเนื่องมาจากมลพิษขยะพลาสติกกลายเป็นวิกฤติสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับปัญหาภาวะโลกร้อน กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกที่นานาชาติให้ความสำคัญและถูกหยิบยกขึ้นหารือควบคู่กันในการประชุมระดับนานาชาติ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change) หรือ IPCC ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศทำหน้าที่ประเมินด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้สร้างแบบจำลองอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643) พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกจะสูงขึ้นระหว่าง 0.3– 4.8 องศาเซลเซียส ซึ่งหากไม่ช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจก ปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง ๔ องศาเซลเซียสจะเกิดภัยพิบัติเหลือคณานับ

การจัดงานวันคุ้มครองโลก 2561 ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน” ได้รับเกียรติจากพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ นิทรรศการกลางแจ้ง “วิกฤติขยะพลาสติก วิกฤติโลกร้อน” โดยหน่วยงานต่างๆ พร้อมด้วยลูกบอลยักษ์ One Tonne of CO2  ขนาด 10.07 เมตร และ 3D Street Painting สะท้อนวิกฤติโลกร้อน / สาระความรู้ “การนุ่งห่มตามวิถีไทย ร่วมใจ รักษ์โลก”  โดย กลุ่มคนรักษ์ผ้าไทไทย ละครเวที “คุณพี่น้ำดื่ม แม่ Cap Seal…รักนี้เพื่อโลก” โดย กรมควบคุมมลพิษ การแสดงลำตัด ในบริบท รักษ์โลก โดย ก๊วนลำตัด หัดกับแม่ศรีนวล คณะพ่อหวังเต๊ะ-แม่ศรีนวล /การแสดงมุมมองของเยาวชนต่อการคุ้มครองโลก โดยน้องณัชชา เจ้าของวลีฮิต “ดูปากณัชชา นะคะ” /มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวด “แผนรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน” ประเภทนิสิตนักศึกษา /รณรงค์ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน โดยผู้บริหาร ทส. ผู้แทนหน่วยงานร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ และจิตอาสา

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/321811

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟ

สหกรณ์ฯรถไฟ

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟยันไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง

             นายพิเชษฐ์   วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่านายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งกำชับกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสางปัญหาทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด หลังมีกระแสข่าวสมาชิกสหกรณ์ 15 แห่งที่เป็นเจ้าหนี้วิตกกังวลถึงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมยืนยันขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์สโมสรรถไฟและสหกรณ์เจ้าหนี้ยังมีเงินหมุนเวียนและสามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ วอนหยุดสร้างกระแสให้เกิดความตื่นตระหนก  พร้อมเดินหน้าทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ                เพื่อหาทางชำระหนี้คืนได้โดยเร็ว

สำหรับฐานะทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก เป็นสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 4 แห่ง สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 2,000-5,000 ล้านบาท           7 แห่ง และมีสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทแต่ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 4 แห่ง ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วน          การปล่อยกู้และการนำเงินมาฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟกับสินทรัพย์ที่ทั้ง 15 สหกรณ์มีอยู่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15 % มีจำนวน 5 แห่ง และสัดส่วนระหว่าง 5-10 % มี  3 แห่ง ที่เหลือต่ำกว่า 5% จำนวน  7 แห่ง ซึ่งหากจะมองถึงผลกระทบด้านสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ยังไม่มีความน่ากังวลใด ๆ เนื่องจากสหกรณ์เหล่านี้ยังคงดูแลและปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกของตนเองได้ตามปกติ

“อยากฝากถึงสมาชิกสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากกับสหกรณ์สโมสรรถไฟทั้ง 15 แห่ง  ที่มีความกังวลใจว่าสหกรณ์ของตนเองนั้นยังมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่หรือไม่ ให้ไปสอบถามจากคณะกรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์           ของตนเอง ซึ่งจะได้ทราบข้อมูลที่แท้จริง ว่าฐานะทางการเงินของสหกรณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร  เพื่อให้คลายความวิตกกังวล  ทั้งนี้ กรมฯขอเรียนว่าสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงิน และในปัจจุบันยังมีสภาพคล่องและสามารถให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ได้ตามปกติ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์สโมสรรถไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่งและสหกรณ์อื่น ๆ ด้วย”          นายพิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่อาจจะต้องมีการปรับตัวในช่วงฟื้นฟูกิจการ          ซึ่งจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2 / 2561 วันที่ 2 เมษายน 2561 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นการชั่วคราวจำนวน 15 ราย เข้าไปบริหารงานและกำหนดแนวทางฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ให้ดีขึ้น เบื้องต้นได้มีการเจรจากับเจ้าหนี้ของสหกรณ์เพื่อขอลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลง 1 % ทุกสัญญา เพื่อให้สหกรณ์มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และอาจขอ พักหนี้ไว้ระยะหนึ่ง  เพื่อให้สหกรณ์มีเงินเหลือไว้สำหรับปล่อยกู้ให้แก่สมาชิก เพื่อจะได้มีรายได้กลับคืนมาและสามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ในที่สุด โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งทำงานให้เสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นจึงมีการประชุมวิสามัญเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายคืน โดยเฉพาะวงเงินที่ได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท เบื้องต้นได้ประสานกับปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้ที่กู้เงินจากสหกรณ์ทั้ง 6 ราย ว่ามีการรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกอย่างไร และอาจต้องนำที่ดินที่ทางสมาชิกทั้ง 6 รายได้จำนองไว้  หรือนำทรัพย์สินของสมาชิกที่กู้เงินไปมาขายทอดตลาด เพื่อนำเงินกลับคืนมา ซึ่งเงินที่ได้มานั้นจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสหกรณ์  และสามารถรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินของสมาชิกได้คล่องตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับการชำระหนี้เงินกู้ต่าง ๆ ให้กับเจ้าหนี้ได้

สำหรับปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เกิดขึ้นระหว่างปี 2555 – 2559  คณะกรรมการสหกรณ์ฯได้อนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินกู้เกินกว่าระเบียบของสหกรณ์ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ (สสพ.1) 33/2560 สั่ง ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2560  ให้คณะกรรมการชุดที่ 12 แก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคม 2561 รวมเวลา 75 วัน แต่เมือครบกำหนดตามคำสั่งแล้ว คณะกรรมการชุดที่ 12 ก็ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ไม่ดำเนินการตามคำสั่ง ถือเป็นการกระทำการและงดเว้นการทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์และสมาชิก นายทะเบียนจึงได้มีคำสั่งปลดคณะกรรมการชุดที่ 12 ออกทั้งคณะตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 21 แห่งพรบ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ดำเนินการฟ้องคดีแทนสหกรณ์ โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7 – 11 จำนวน 26 คน ที่กระทำการให้เกิดความเสียหาย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนของสน.บางรักและปทุมวัน  สำหรับคดีแพ่ง นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ส่งเรื่องถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 เพื่อยื่นฟ้องกลุ่มคณะกรรมการฯ ดังกล่าว  ที่บริหารงานทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าว ต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320940

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

รพสัตว์ท่องหล่อ

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

            เพราะเข้าใจพฤติกรรมแมวและรู้ใจคนรักแมว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จึงได้เปิด คลินิกแมว เพื่อให้บริการตรวจรักษาโรคแมวโดยเฉพาะ โดยล่าสุดได้เปิดคลินิกแมวแห่งใหม่ที่สาขาพระราม 9 ซึ่งนับเป็นแห่งที่ 4 ต่อจากสาขารามอินทรา สิรินธร-ปิ่นเกล้า และเชียงใหม่ โดยงานเปิดตัวคลินิกแมวครั้งนี้จัดขึ้นในธีม Meownificent Sakura Garden Party เนรมิตพื้นที่เป็นงานปาร์ตี้เพื่อต้อนรับคนรักแมว และบรรดาแมวเซเลบที่มาร่วมจิบชาในสวนซากุระในช่วงหน้าร้อนที่เป็นเทศกาลฮานามิของประเทศญี่ปุ่น นำทีมโดย ฮาชิ ฮาเนะ Able มีมี เส้าหลิน มีบุญ พี่โบน มารุ และเจ้าบารอล
รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ การเปิดให้เข้าเยี่ยมชมคลินิกแมว ที่เรียกว่าใส่ใจในทุกรายละเอียดความต้องการของแมวและคนรักแมวอย่างแท้จริง ซึ่งมีทั้งบริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านโรคแมว พื้นที่รอตรวจ ห้องตรวจ วอร์ดแมวที่แยกสำหรับแมวโดยเฉพาะโดยไม่รวมกับสุนัขเพื่อลดความเครียดให้แมวและสอดคล้องกับพฤติกรรมของแมว อุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย เช่น CT Scan/Endoscope/Ultrasound เพื่อวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนของแมว และการตกแต่งในบรรยากาศผ่อนคลายที่ทำให้แมวไม่เครียดเมื่อมาใช้บริการ
ภายในงาน เมสินี วิสิฐนรภัทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ยังได้นำทีมสัตวแพทย์ด้านการรักษาแมว ทั้ง สพ.ญ.พนิดา เดชมณีธรชัย, สพ.ญ.ประพาฬรัตน์ ศุภสิทธิจันทร์, สพ.ญ.ปิยวรรณ ภู่ระหงษ์ และ สพ.ญ.ศรัญญา ประพิตรภา มาให้ความรู้และไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลแมวอย่างถูกวิธี

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
คุณหมอทั้ง 4 ท่านได้ร่วมกันให้ความรู้ในด้านต่างๆ ที่น่าสนใจ เริ่มจาก การป้องกันเห็บหมัด ซึ่งได้สร้างความรำคาญ และดูดเลือดจนทำให้แมวเป็นโรคโลหิตจางแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ เช่น พยาธิเม็ดเลือด พยาธิตัวตืด หากแมวตัวไหนแพ้น้ำลายเห็บหมัดก็จะเป็นโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งคุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าควรใช้ยาป้องกันเห็บหมัดหยดหลังทุกเดือน ซึ่งยาบางตัวจะช่วยป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ด้วย หรืออาจใช้ปลอกคอกำจัดเห็บหมัด นอกจากนี้ ควรจัดการที่สิ่งแวดล้อมร่วมด้วย เพราะเห็บหมัดที่พบบนตัวแมวมีเพียง 10% ที่เหลือยังอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยแนะนำให้ทำความสะอาดผ้าปูที่นอนผ้าห่มของแมว และพ่นน้ำยาฆ่าเห็บหมัดบริเวณซอกหลืบบ้านและสนามหญ้าด้วย
ทางด้าน อาหารและวัคซีน คุณหมอแนะนำว่าในช่วงปีแรกให้กินอาหารสูตรลูกแมว ซึ่งจะมีพลังงานสูง เหมาะกับการเจริญเติบโต เมื่ออายุ 1-7 ปี และไม่มีปัญหาสุขภาพให้กินอาหารสำหรับแมวโต แต่กรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ตับ ไต ควรกินอาหารกลุ่มประจำโรค หากอายุมากกว่า 7 ปี และไม่มีโรคประจำตัวต้องเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรแมวแก่ ดังนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนอาหารจึงควรตรวจสุขภาพก่อนว่าป่วยหรือเปล่า ส่วนการฉีดวัคซีน คุณหมอได้แบ่งวัคซีนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ วัคซีนที่จำเป็นต้องฉีด จำพวกไข้หัดหวัดแมว และพิษสุนัขบ้า ให้ฉีดตอนอายุ 2 เดือน แต่กรณีลูกแมวกำพร้าไม่ได้ดูดนมแม่แนะนำที่อายุ 1 เดือนครึ่ง แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ เมื่อครบ 3 เข็ม ให้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ และกระตุ้นตอนอายุ 1 ปี หลักจากนั้นฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าทุกปี กลุ่มที่ 2 คือ วัคซีนที่ฉีดตามสภาวะการเลี้ยงและสภาวะแมว เช่น ถ้าเลี้ยงกึ่งปล่อย กลางวันออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็ควรทำวัคซีนลูคีเมียด้วย

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
มาถึงเรื่อง การทำความสะอาดและการดูแลสุขภาพอื่นๆ ซึ่งมีหลายคนสงสัยว่าแมวต้องอาบน้ำหรือเปล่า คำแนะนำของคุณหมอ คือ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ถ้าแมวออกนอกบ้านหรือนอนกับเจ้าของ ก็สามารถอาบได้ แต่ไม่ควรเกินสัปดาห์ละครั้ง ถ้าบ่อยกว่านี้ผิวจะแห้ง และขนไม่เงา ส่วนเรื่องคราบน้ำตา หากมีให้เช็ดออก ถ้ามีเยอะควรตรวจหาสาเหตุ สำหรับใบหูนั้น ปกติแมวจะทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าสกปรกให้เช็ดออกด้วยน้ำยาที่ไม่มีแอลกอฮอล์สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หากสังเกตเห็นแมวเกาหูหรือมีขี้หูมากกว่าปกติ ให้ตรวจดูว่ามีไรในหูหรือเปล่า ซึ่งน้ำยาเช็ดหูจะสามารถป้องกันและรักษาไรได้ด้วย ต่อไปคือเล็บ ส่วนใหญ่แมวจะหวง ถ้าไปตัดให้เขาจะหงุดหงิด แต่ถ้ายาวมากไป ก็จะทำให้เดินไม่ถนัดหรือทำให้เล็บขบ ก็ต้องตัด ส่วนเรื่องต่อมก้นที่ผลิตกลิ่นออกมาเยอะก็ต้องมีการบีบออกอย่างถูกวิธี ไม่อย่างนั้นจะเกิดการอักเสบได้ โดยแนะนำให้บีบทุกเดือน

ปิดท้ายกับ การละลายพฤติกรรมแมว ซึ่งคุณหมอย้ำว่าแมวไม่ใช่สุนัขตัวเล็ก จึงไม่ควรดูแลด้วยวิธีที่ทำกับสุนัข คนเลี้ยงแมวใหม่ๆ ต้องเข้าใจว่าดั้งเดิมแมวอาศัยอยู่ในป่า ต่อมาพัฒนามาเป็นแมวบ้าน แต่พฤติกรรมการเป็นแมวป่าบางอย่างยังอยู่ เช่น การล่าเหยื่อ ต้องการอาณาเขต การกระโดดในแนวดิ่ง หากเราจัดสถานที่เลียบแบบการเป็นอยู่ตามธรรมชาติก็จะช่วยลดความเครียดให้แมวได้ หรือหากเห็นพฤติกรรมการล่าเหยื่อ เช่น จับจิ้งจกหรือแมลงสาบ ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมนักล่าของเขา อย่าลงโทษ แต่ให้หาเหยื่อปลอมหรือใช้อุปกรณ์ของเล่นเลียนแบบที่จะช่วยลดพฤติกรรมการจับจิ้งจกหรือแมลงสาบ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่อาจสร้างปัญหา เช่น เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ แมวจะมีการวางอาณาเขต หากมีปัญหาเหล่านี้ บางรายแนะนำให้ทำหมัน สำหรับเรื่องกระบะทรายที่หลายคนสงสัยว่าควรมีเท่าไหร่ดี เพราะแมวมีพฤติกรรมที่จะปัสสาวะขับถ่ายตรงที่มีดินหรือทราย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ใช้ทฤษฎี N+1 เช่น ถ้าแมว 2 ตัวควรมี 3 กระบะ แต่กรณีที่มีแมวเยอะ สามารถจัดกลุ่มแมวที่อยู่กลุ่มเดียวกัน สังเกตจากตัวไหนที่เลียกันหรืออยู่ด้วยกันบ่อย ทะเลาะหรือตบตีกันน้อย จัดเป็น 1 กลุ่ม หาก 10 ตัวแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว 2 กลุ่ม และ 4 ตัว 1 กลุ่ม ก็ต้องมี 13 กระบะ แทนที่จะเป็น 11 กระบะ ซึ่งจะน้อยไป

ฟังคำแนะนำจากคุณหมอแมวทั้ง 4 ท่านแล้ว คงจะทำให้คนเลี้ยงแมวเข้าใจและสามารถดูแลดูแมวได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ทั้งเจ้าของและแมวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่เมื่อใดที่แมวมีปัญหาสุขภาพที่เจ้าของไม่สามารถดูแลได้ด้วยตัวเองแล้ว สามารถพาไปพบคุณหมอที่มีประสบการณ์ด้านโรคแมวที่จะคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่คลินิกแมวทั้ง 4 สาขา และสามารถเข้ารับบริการตรวจรักษาโรคแมวได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา