กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325463

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถ

พิธีแรกนาขวัญ

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถไปในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

 

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้าย คันไถไปในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ อาคาร 4 กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในพระราชพิธีดังกล่าว ตลอดมานั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม หนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ โดยใช้งบประมาณในการสร้างและตกแต่งลวดลายเป็นเงิน 60,000 บาท ซึ่งชุดคันไถประกอบด้วย 1. คันไถ ขนาดความสูง วัดจากพื้นถึง เศียรนาค 2.26 เมตร และ ยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร ทาสีแดงชาด ตลอดคันไถ ที่หัวคันไถ ทำเป็นเศียรพญานาค ลงรัก ปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถ หุ้มผ้าขาว ขลิบทอง สำหรับมือจับ 2. แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วย รูปครุฑยุดนาค หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายทั้ง 2 ด้านแกะสลักเป็นรูป  เศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโค พร้อมเชือกกระทาม 3. ฐานรอง เป็นที่สำหรับ ตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองทั้งด้านหัวไถและปลายไถ  4. ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแววมีพู่สีขาวประดับ ด้านบนเป็นเครื่องสูง ชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร
การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2561 ในปีนี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธี รวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ประกอบพระราชราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่ 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย
สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน)     อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธีในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ฤกษ์พิธีไถหว่านระหว่างเวลา 08.29 – 09.19 นาฬิกา ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

เตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เหตุฝนตกต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325289

เตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เหตุฝนตกต่อเนื่อง

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทุเรียน

เตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เหตุฝนตกต่อเนื่อง

 

             จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่องการเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2561   กรมส่งเสริมการเกษตร จึงออกโรงเตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน สาเหตุฝนตกต่อเนื่องและย่างสู่ฤดูฝน

 เตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เหตุฝนตกต่อเนื่อง

นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของ
กรมอุตุนิยมวิทยาเรื่องการเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2561
ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตือนภัย และให้คำแนะนำในการรับมือแก่เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรหากเกิดกรณีประสบภัยพิบัติด้วย ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงให้ผลผลิต ให้เฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง ทุเรียนทุกระยะมีโอกาสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราได้ อันจะทำให้ต้นทุเรียนอ่อนแอ กระทบต่อปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดได้

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนระบาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุเรียนมีราคาแพงเกษตรกรจึงไม่ตัดผลทุเรียนที่ไม่ได้ขนาดทิ้งและไว้ผลทุเรียนในต้นปริมาณมากเกินไป ทำให้ต้นทุเรียนโทรม เสี่ยงต่อการเข้าโจมตีจากโรคและแมลงศัตรูพืชได้ง่าย ซึ่งเชื้อราสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน คือ เชื้อราไฟทอปธอรา พาล์มิโวรา (Phytophthora palmivora) สังเกตลักษณะอาการของต้นที่เกิดโรค
ใบจะไม่เป็นมันสดใส โดยใบค่อย ๆ เหลืองซีดและร่วง ใบอ่อนเหี่ยวเหลือง มีจุดแผลสีน้ำตาลอ่อนฉ่ำน้ำ เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ บริเวณกิ่ง ลำต้น และโคนต้น มีสีของเปลือกเข้มคล้ายถูกน้ำเป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่างหรือมีรอยแตกของแผล และมีน้ำเยิ้มออกมาในช่วงเช้า เมื่อถากเปลือกจะพบว่าเปลือกเน่า เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาล ส่วนที่เน่ามีกลิ่นหืน แผลเน่าจะลุกลามรวดเร็ว ต้นที่เป็นโรครุนแรงจะมีน้ำยางไหลออกมาโดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้น เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะมีลักษณะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาล และหลุดง่าย กรณีอาการของโรครุนแรงจะเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย

ส่วนวิธีป้องกันกำจัดกรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ฮาร์เซียนั่ม (Trichoderma harzianum) ผสมกับรำข้าวและปุ๋ยหมัก ในอัตราเชื้อรา 1 กิโลกรัม รำข้าว 4 กิโลกรัม และปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปโรยรอบโคนต้น ในอัตรา 10-20 กรัมต่อต้น แต่หากโรคเข้าทำลายรุนแรง ให้ถากหรือขูดผิวเปลือกที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช
ชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยทาแผลทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง หากพบใบเหลืองทั้งต้น ให้ราดโคนต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยร่วมกับการใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาแล้วฉีดเข้าลำต้น ส่วนต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตาย ให้ขุดออกแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวและตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วปลูกใหม่ทดแทน

‘อ.อ.ป.’ เล็งต่อยอดผลงงาน ผลิตภัณฑ์ไม้เชิงนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325107

‘อ.อ.ป.’ เล็งต่อยอดผลงงาน ผลิตภัณฑ์ไม้เชิงนวัตกรรม

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา
ออป

‘อ.อ.ป.’ ปรับกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ – เล็งต่อยอดผลงาน  ‘การประกวดผลิตภัณฑ์ไม้เชิงนวัตกรรม’

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า การดำเนินงาน                ด้านอุตสาหกรรมไม้เป็นภารกิจหนึ่งของ อ.อ.ป. เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มไม้จากป่าปลูกทั้งในการแปรรูปไม้            เพื่อการจำหน่ายโดยตรงหรือผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้  ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายที่สำคัญที่ อ.อ.ป. จะต้องพัฒนางานธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ให้มีมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และตอบสนองความต้องการในด้านอุตสาหกรรมไม้               ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องในภารกิจการดำเนินงานในธุรกิจที่ต่อเนื่อง และเป็นการ       ใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า มีความหลากหลาย เป็นที่ต้องการของตลาด และตรงกับไลฟ์สไตล์ของ       คนยุคใหม่ อ.อ.ป. จึงได้ปรับแผนและกำหนดแนวทาง เพื่อขยายธุรกิจและสร้างรายได้ โดยการจัดทำ “โครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้”  ขึ้น มุ่งเป้าเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าแข่งขันประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์ไม้สักสวนป่า    อ.อ.ป. ภายใต้หัวข้อ ‘การออกแบบเชิงนวัตกรรมไม้สักจากป่าปลูก’
ผอ.อ.อ.ป.ฯ กล่าวต่ออีกว่า การประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์ไม้ในครั้งนี้ จะเน้นรูปแบบการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม้สักแบบน็อกดาวน์ (Knock Down) สำหรับการใช้สอยในคอนโดมิเนียม และบ้านทาว์นโฮม              มีองค์ประกอบที่สวยงาม คงทน ทันสมัย ใช้วัตถุดิบจากไม้สักแปรรูป เศษไม้ปลายไม้ ไม้ประสาน (Finger Joint) และขี้เลื่อย เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์  ที่สำคัญผลงานที่จะส่งเข้าประกวดจะต้องนำมาใช้งานได้จริง และเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ ไม่เคยปรากฏ เผยแพร่ หรือลอกเลียนแบบมาจากที่อื่นๆ  ตลอดจนผลงานการออกแบบต้องมีความชัดเจน แบบ 3 มิติ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ทั้งนี้ ผู้สนใจมีสิทธิ์ส่งผลงานเข้าประกวดแข่งขันได้เพียง 1 ชิ้น เท่านั้น
นอกจากนี้ ผอ.อ.อ.ป. กล่าวทิ้งทาย “ในปี 2561 นี้ อ.อ.ป. ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดแข่งขันได้ทั้ง นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยไม่จำกัดอายุ เพศ และได้กำหนดเงินรางวัล        เพิ่มมากขึ้น จำนวน 6 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 70,000.- บาท ผู้สนใจสามารถดาว์นโหลดใบสมัครได้ที่ เว็บไซต์        อ.อ.ป. : http://www.fio.co.th ส่งผลงานการประกวดไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ศกนี้ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักธุรกิจการตลาด ที่หมายเลข 0-2 282-3243-7 ต่อ 142 ,081-814 2113 หรือ        ID Line : Marketting_fio ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้น

ซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324991

ซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน

เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ เข้าร่วมในการซ้อมใหญ่ โดยขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ที่จะถึงนี้ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายอย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ในปีพุทธศักราช 2561 นี้ ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล และถือเป็น ‘วันเกษตรกร’ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 ในการนี้ เวลาประมาณ 15.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีพืชมงคล ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏัก แก่ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธี ในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา 08.29 – 09.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า พิธีแรกนา กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล และบำรุงขวัญเกษตรกรให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยเป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ กับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ ทั้งนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการจัดงานเต็มรูปแบบ ตามประเพณีครั้งสุดท้าย ในปี 2479 แล้วว่างเว้นไป จนกระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรร่วมกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพทางเกษตรกรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่มีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ นอกจากนี้ ในงานพระราชพิธีฯ ยังมีการมอบรางวัลและยกย่องประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและ สหกรณ์ดีเด่นประเภทต่าง ๆ และ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ที่ผ่านการคัดเลือกพร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติอีกด้วย

กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324911

กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยาง

กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยางทั่วประเทศ ร่วมหาแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ

 รก.ผู้ว่าการ กยท. เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กว่า 70 ราย เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ กยท. สำนักงานใหญ่  พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อก้าวจากภาคเกษตรสู่การผลิตและแปรรูปยางสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทยได้เชิญผู้แทนจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กว่า 70 ราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ในการร่วมกันพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรชาวสวนยาง ที่อาจมีรายได้ไม่เพียงพอในการดำรงชีพ หรือปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากราคายางตกต่ำ ซึ่ง กยท.จะส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง มุ่งส่งเสริมและให้การสนับสนุนปัจจัยในด้านการผลิตและแปรรูป ได้แก่ เงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปจัดหาเครื่องจักรกล นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตยางให้มีคุณภาพและผ่านมาตฐาน โดย กยท. เน้นการสร้างความร่วมมือร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมเริ่มวางแนวทางในการสร้างความร่วมมือด้านการตลาด ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Trading Company) ร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยรวบรวมผลผลิตยางพาราประเภทต่างที่มีมาตรฐานจากสถาบันเกษตรกรฯ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“การประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหายางพาราระหว่าง กยท. และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นและโอกาสดีที่ในการสร้างความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยได้รับฟังความและรับทราบปัญหาต่างๆ จากผู้แทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวน ซึ่งต้องการให้ กยท. ช่วยเหลือและให้การสนับสนุน ทั้งนี้ กยท. จะนำเอาความคิดเห็นของเกษตรกรไปพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม” รก.ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324107

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

สุกรแปรรูป

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

 

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูป ในเวที JTEPA ผลักดันญี่ปุ่นพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติม พร้อมปรับปรุงข้อบทการค้าสินค้าให้สอดคล้องตามองค์การศุลกากรโลก ด้าน สศก. ระบุ ญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย  มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.59 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรไทยกับโลก       โดยมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.72 ต่อปี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Japan-Thailand Economic PartnershipAgreement: JTEPA) ครั้งที่ 5 และการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ภายใต้ JTEPA ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ โดยซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาการค้าสินค้า และกรมศุลกากรเป็นหัวหน้าคณะเจรจากฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า

การประชุมครั้งนี้ ไทยยังคงขอขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูป ซึ่งไทยมีศักยภาพส่งออกไปญี่ปุ่นและผลิตภัณฑ์สุกรของไทยเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารเร่งเนื้อแดง นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับโอนพิกัดศุลกากร จากปี 2002 เป็นปี 2017 ทั้งในตารางการลดภาษี และกฎเฉพาะรายสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนอีกด้วย

จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ปัจจุบัน  ครบรอบ 10 ปี ที่จะต้องมีการเจรจาทบทวนความตกลง JTEPA ร่วมกัน ซึ่งไทยยังคงผลักดันให้ญี่ปุ่นพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติมในสินค้าที่ยังไม่เคยเปิดตลาด และหากการเจรจาเป็นไปตามเป้าหมายจะมีสินค้าเกษตรไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดเพิ่มเติมในครั้งนี้ นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ปรับปรุงข้อบทการค้าสินค้า เพื่อให้สอดคล้องตามองค์การศุลกากรโลกและสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับการค้าสินค้าเกษตร ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ถือว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย โดยในระหว่างปี 2558 – 2560 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.59 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก             ซึ่งในปี 2558 ไทยและญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 1.58 แสนล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2559 และ 2560 เป็นมูลค่า 1.64 แสนล้านบาท และ 1.73 แสนล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.72 ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมาโดยตลอด โดยในปี 2558 – 2560               ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่าเฉลี่ย 1.55 แสนล้านบาท และนำเข้าจากญี่ปุ่นเฉลี่ย 0.1 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ย 1.45 แสนล้านบาท สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อและเครื่องในไก่แช่แข็ง ยางแผ่นรมควัน และอาหารสุนัขหรือแมว ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เนื้อปลาแช่เย็นจนแข็งจำพวกปลาสคิปแจ็กหรือปลาโอท้องแถบ ปลาแอลบาคอร์หรือปลาทูนาครีบยาว ปลาแมคเคอเรล และปลาซาร์ดีน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า หากไทยสามารถผลักดันให้การเจรจาเป็นไปตามเป้าหมายได้  จะเป็นการขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยอย่างต่อเนื่อง

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324048

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ร่างพรบฃลประทาน

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานฉบับใหม่ใกล้แล้วเสร็จ  ใช้แทนฉบับเก่าที่ใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 2485 เผยสาระสำคัญเพื่อให้แผนการบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และช่วยแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วมได้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

นายสิทธิวัตร แสงสิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทานเปิดเผยว่า    กรมชลประ ทานได้ยกร่าง พระราชบัญญัติการชลประทาน พ.ศ. … เพื่อปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่ใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบัน    โดยได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบางส่วนให้ทันสมัย  ครบถ้วน  เพื่อประสิทธิภาพประสิทธิผลที่จะจัดการน้ำได้ดีขึ้น       ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการน้ำ  การขออนุญาตใช้น้ำ  การจัดเก็บค่าชลประทาน การคุ้มครองดูแลทางน้ำชลประทาน การแก้ไขสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น
สำหรับ พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่ใช้อยู่นั้น สาระสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่หลัก คือ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทาน เช่น การเข้าไปสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการก่อสร้างชลประทาน การเข้าใช้ที่ดินของบุคคลอื่นหรือการเข้าไปดำเนินการรื้อถอนกรณีที่มีผู้บุกรุกทางน้ำชลประทาน หรือกระทำการกีดขวางทางน้ำชลประทานในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น
ส่วนสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้แก่   การจัดทำแผนการชลประทานตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นหลักการใหม่ที่กำหนดให้กรมชลประทานต้องจัดทำแผนการชลประทานที่สอดคล้องกับสาระสำคัญ และระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผน เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนการชลประทานแล้ว  ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามภารกิจและอำนาจหน้าที่เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

นอกจากนี้ การกำหนดการขออนุญาตใช้น้ำตามมาตรา 13 ในร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อรัฐมนตรีได้ประกาศให้ทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานแล้ว ผู้จะใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี ซึ่งในใบอนุญาตจะกำหนดประเภทของกิจกรรมที่ใช้น้ำด้วยก็ได้ โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาต ยกเว้นการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และแบบใบอนุญาต ให้กำหนดเป็นกฎกระทรวง ซึ่งตามมาตรา 26 ใน พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ยังมีเนื้อหาไม่ชัดเจนถึงการอนุญาตให้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน จึงได้แก้ไขเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ
ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่แก้ไข  เช่น การแก้ไขสถานการณ์ขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม มาตรา 4 ในร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้ให้นิยามคำว่า “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า เจ้าพนักงานที่กรมชลประทานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมาตรา 31 ในพ.ร.บ. เดียวกัน ในกรณีฉุกเฉินให้เจ้าพนักงานมีอำนาจใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินของบุคคลใดเพื่อก่อสร้าง หรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่อระบายน้ำ หรือกักเก็บน้ำเป็นการชั่วคราว หรือกระทำการอื่นใดในที่ดินใกล้เคียงหรือบริเวณที่อาจเกิดอันตรายแก่การชลประทาน เพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายที่อาจเกิดแก่การชลประทานได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบล่วงหน้า และมาตรา 37 กำหนดให้กรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบรรเทาหรือแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนน้ำเพื่อการชลประทาน หรืออุทกภัยร้ายแรงในพื้นที่ หรือเพื่อการรักษา หรือฟื้นฟูคุณภาพน้ำในทางน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำสาธารณะใด ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดขึ้นในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การขาดแคลนน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเพื่อกิจการชลประทานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ. … ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว และจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป โดยมาตรา 3 ร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ. … ได้กำหนดให้การใช้ทรัพยากรน้ำเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งหากมีกฎหมายใดกำหนดไว้โดยเฉพาะก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงจำต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายชลประทานเพื่อให้การบูรณาการทรัพยากรน้ำร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาและแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ…. ได้ในเว็บไซต์ http://www.rid.go.th” นายสิทธิวัตรกล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323921

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

กุ้ง

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำสรุปมาตรการช่วยเหลือชัดเจนภายใน 10 พ.ค.

เกษตรฯ ถกหน่วยเกี่ยวข้อง และภาคเอกชน แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ เร่งแผนด่วนเจรจาผู้ประกอบการปรับลดราคาปัจจัยการผลิต พร้อมอ้อนผู้ส่งออกเพิ่มราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกร ลั่นได้ข้อสรุปมาตรการช่วยเหลือชัดเจนภายใน 10 พ.ค. 

            นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือมาตรการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมแช่เยือกแข็งไทย โดยมีบริษัทผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่เข้าร่วมหารือ ว่า ผลการหารือร่วมกันในเบื้องต้นขณะนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ มาตรการเฉพาะหน้าหรือเร่งด่วน และมาตรการระยะปานกลางและระยะยาว โดยมาตรการระยะเร่งด่วน คือ การหารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเจรจาขอปรับลดราคาปัจจัยการผลิตในการเลี้ยงกุ้งตามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ร้องขอ และการขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รับซื้อกุ้งเพื่อส่งออก รับซื้อกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้นกว่าราคาที่รับซื้ออยู่ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราคา 105 – 115 บาท /ขนาดกุ้ง 100 ตัว ซึ่งทางภาคเอกชนได้ตอบรับข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ไปหารือกันในกลุ่มผู้ประกอบการอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องราคาที่ชัดเจน     

            ส่วนมาตรการระยะปานกลางและระยะยาว คือ การบริหารจัดการผลผลิตกุ้งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการควบคุมคุณภาพการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากขีดความสามารถแข่งขันการส่งออกกุ้งของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่เคยส่งออกเป็นอันดับ 1 แต่ปัจจุบันมีประเทศคู่แข่งที่ผลิตกุ้งในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าและได้ผลผลิตที่มากกว่าเกิดขึ้น โดยเฉพาะอินเดียที่มีผลผลิตกุ้งในปีนี้ถึง 6 – 7 แสนตัน ขณะที่ไทยมีผลผลิตกุ้งเฉลี่ย 2 แสนตัน เมื่อประเทศคู่แข่งผลิตกุ้งได้มากกว่าในต้นทุนที่ต่ำกว่าก็เกิดการแย่งตลาดเกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จะต้องเร่งจัดระเบียบการเลี้ยงกุ้ง การขึ้นทะเบียนฟาร์มของเกษตรกร เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพเพาะเลี้ยงไม่ให้มีการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็นที่ส่งผลต่อต้นทุนที่สูง รวมถึงคุณภาพกุ้งของไทยที่เป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และขอความร่วมมือภาคเอกชนลดปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งด้วย

            “อย่างไรก็ตาม ฝากถึงเกษตรกรว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยเร่งด่วนแล้ว จึงขอความร่วมมืออย่าหลงเชื่อข่าวลือใดๆ ขอให้รอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อแจ้งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดถึงเกษตรกรโดยตรง โดยคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในมาตรการต่างๆ ภายใน 10 พ.ค.นี้แน่นอน” นายกฤษฏา กล่าว

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาดผลผลิตรวมเพิ่ม 79%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323920

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาดผลผลิตรวมเพิ่ม 79%

สศก

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาด ผลผลิตรวมเพิ่ม 79%เผย ลองกอง ดกสุด เพิ่มกว่า 800%

 

สศท.8 เผยข้อมูลไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ของไม้ผล 4 ชนิด ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน คาด ปีนี้ ผลผลิต440,579 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 79.54  โดยเฉพาะ ลองกอง เพิ่มขึ้นมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 872.26 ด้าน สศท.8 พร้อมเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน อาจส่งผลปริมาณผลผลิตเปลี่ยนแปลง ลุยจัดทีมลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง เดือนพฤษภาคม ถึง ต้นเดือนกรกฎาคมนี้

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2561 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ในภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่  สุราษฎร์ธานี  ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา และภูเก็ต  ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้  พยากรณ์ข้อมูลไม้ผล   ปี 2561 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2561) พบว่า

เนื้อที่ให้ผล 4 สินค้า มีจำนวน 525,647 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560จำนวน 3,085 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.59) โดยเฉพาะทุเรียน เพิ่มขึ้นจำนวน 13,288 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.63) ส่วนผลไม้อีก 3 ชนิด เนื้อที่ให้ผลลดลง โดยเงาะลดลงมากที่สุด คือร้อยละ 7.62 รองลงมาได้แก่ ลองกอง ลดลงร้อยละ 5.04 และ มังคุดลดลงร้อยละ 0.39

          ผลผลิตรวม 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 440,579 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 195,179 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 79.54) โดยลองกอง  จะเพิ่มขึ้นมากสุด ร้อยละ 872.26 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 123.38  เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.75 และ ทุเรียน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 46.49 ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 สินค้า เพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำเพียงพอ และปีที่แล้วออกดอกติดผลน้อย ทำให้ต้นมีโอกาสได้พักตัวสะสมอาหารเต็มที่ ซึ่งคาดว่า ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนกันยายน

ผลผลิตต่อไร่ 4 สินค้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งหมด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางต้น    ไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้น และแม้ว่าต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาด แต่ไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากพื้นที่ให้ผลเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทุเรียนสาวที่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้นมาทดแทนเป็นจำนวนมาก

ด้านนายธรณิศร  กลิ่นภักดี ผอ.สศท.8 กล่าวเสริมว่า สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยให้จังหวัดคำนึงถึงการบริหารจัดการผลไม้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้ตลอดฤดูกาลผลิต อย่างไรก็ตาม หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศของภาคใต้มีฝนตกค่อนข้างมาก และมีมรสุมเข้ามาสม่ำเสมอ และอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลังกลางเดือนมีนาคมถึงเมษายนเป็นต้นไป โดย สศท.8 จะได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและลงพื้นที่สำรวจในเดือนพฤษภาคม ถึง ต้นเดือนกรกฎาคม 2561 ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. 077 311 597 หรืออีเมล zone8@oae.go.th

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323919

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

สับปะรดโรงงาน

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ เรียกหน่วยงานในสังกัด หารือถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 โดยได้มอบหมายองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดทั้งสายพันธุ์เพื่อการบริโภคผลสด เช่น พันธุ์ภูแล ภูเก็ต และตราดสีทอง เป็นต้น รวมถึงสับปะรดโรงงาน (พันธุ์ปัตตาเวีย) พร้อมทั้งจัดสถานที่จำหน่ายสับปะรดในบริเวณพื้นที่ตลาดของ อ.ต.ก. ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนการดำเนินการกระจายผลผลิตสับปะรดโรงงานเพื่อการบริโภคผลสดจากจังหวัดแหล่งผลิต เช่น ลำปาง ระยอง เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ โดยใช้งบปกติของกรมส่งเสริมสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำโครงการนำร่องการนำสับปะรดผลสดไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม รวมถึงการทำ Feed Center ที่ใช้สับปะรดผลสดเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ โดยใช้งบปกติของกรมปศุสัตว์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ และจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) อีกทั้งยังมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เผยแพร่คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์จากการบริโภคสับปะรด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณามอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัดแหล่งผลิต และจัดงานรณรงค์การบริโภคสับปะรดในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และลงนามในหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาสนับสนุนให้เรือนจำต่าง ๆ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ประกอบในการทำอาหารให้แก่นักโทษในเรือนจำทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 ด้วย