หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326425

หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมัน

หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

 

          กรมส่งเสริมการเกษตรฉลองครบรอบ 50 ปี รณรงค์จัดงานField Day เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพดีที่ อ.มะนัง จ.สตูล

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายในการสร้างความพร้อมให้กับเกษตรกรที่จะเข้าสู่ฤดูการผลิตใหม่ ซึ่งจะเน้นการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. เป็นสถานที่เรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจเพื่อสนับสนุนเกษตรกร

การจัดงาน Field day เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกสินค้าเกษตรซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย รวม 9 ชนิด ได้แก่ ลำไย, มะม่วง, มะพร้าว,ทุเรียน, มังคุด, ปาล์มน้ำมัน, กล้วยไม้, ข้าว และมันสำปะหลัง ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรแต่ละภูมิภาค แสดงให้เห็นกระบวนการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ถือเป็นจุดแรกของการจัดกิจกรรมพิเศษนี้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนการผลิต และค่าจ้างแรงงานมีราคาสูง การเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มน้ำมันที่ไม่แก่จัด ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ ขาดการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาคุณภาพและการบริหารจัดการ

ทั้งนี้ ประเด็นเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร มี 5สถานีเรียนรู้ คือ สถานีที่ 1 การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน เนื้อหาเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ดิน การผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น สถานีที่ 2 การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน วิธีการเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี สาธิตการวางแนวปลูก การผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เป็นต้น สถานีที่ 3 การเพิ่มคุณภาพผลผลิตปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้ด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตและช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว การผลิตตามมาตรฐาน GAPการตลาดและการรวมกลุ่ม สถานีที่ 4 การเพิ่มรายได้ในสวนปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้และตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งการทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ และสถานีที่ 5 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยให้ความรู้และตัวอย่างระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น นิทรรศการสินค้าและผลิตภัณฑ์เครือข่าย Young Smart Famer การประกวดผลผลิตปาล์มน้ำมัน การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสถาบันเกษตรกร เป็นต้น

“ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่นำมาปลูกเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในจังหวัดสตูล มีพื้นที่ปลูกรวม 106,456 ไร่ ผลผลิตรวม 241,269 ตันต่อปี เกษตรกรผู้ปลูก 4,066 ราย สร้างรายได้ให้จังหวัดสตูลแต่ละปีไม่น้อยกว่า 967.48 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ต้นทางเน้นลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตพัฒนาคุณภาพ กลางทางให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่และปลายทางเน้นการสร้างภาพลักษณ์เชื่อมโยงเครือข่ายตลาด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326407

เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

รมช.เกษตรฯเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

รมช.เกษตรฯเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ เชิญชวนขบวนการสหกรณ์ส่งข้อเสนอภายในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ ก่อนรวบรวมเสนอที่ปีระชุมครม.พิจารณา  

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในส่วนกลางมีตัวแทนสหกรณ์ใน                    เขตกรุงเทพมหานครเข้าร่วมรับฟังกว่า 300 คนและถ่ายทอดระบบVideo Conference ไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากตัวแทนสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็นจำนวนมาก โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาขบวนการสหกรณ์และมีระบบคุ้มครองสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 8,000 แห่ง และส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ทั้งหมด 12 ล้านครอบครัว

นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า กฎหมายสหกรณ์ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2542 มีบางเรื่องต้องปรับปรุงใหม่ ให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน และบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.สหกรณ์ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยรวม ไม่ใช่เพียงแค่สมาชิกสหกรณ์เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์  2. ต้องมีระบบคุ้มครองที่เข้มแข็ง สหกรณ์จะเป็นระบบเดียว ที่อยู่ภายใต้ระบบแข่งขันเสรีของทุนนิยม สร้างความเท่าเทียมให้กับคนทุกระดับของสังคม 3. สร้างเสถียรภาพขบวนการสหกรณ์ให้มี              ความมั่นคงแข็งแรงมีประสิทธิภาพที่จะยืนอยู่ภายใต้โลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เป้าหมายทั้ง 3 ประการนั้น มีประเด็นที่แก้ไขทั้งหมด 13 ประเด็น ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงสหกรณ์ต่าง ๆ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมกันพิจารณาร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็พร้อมที่รับฟังความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย โดยผู้แทนของสหกรณ์สามารถส่งข้อเสนอแนะและความคิดเห็นมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน นี้ เพื่อทางกรมฯจะรวบรวมและสรุปผลการรับฟังความเห็นเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าร่างพ.ร.บ.นี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 เดือน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมิถุนายน 2561 ก่อนจะส่งให้คณะกรรมการกฎษฎีกาพิจารณาในรายละเอียด หลังจากนั้นจึงจะเสนอให้สนช.พิจารณาต่อไป

“กฎหมายจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เกิดการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหวังว่าคนในขบวนการสหกรณ์จะมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้เหมาะสมกับการดูแลส่งเสริมสหกรณ์ในสถานการณ์ยุคปัจจุบัน  เพื่อให้สหกรณ์สามารถบริหารงานได้ประสิทธิภาพและมุ่งเน้นประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ”                     นายวิวัฒน์ กล่าว

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326405

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

สับปะรด

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

 

สศก. ลงพื้นที่ระยอง หารือร่วมผู้ว่าจังหวัด และหน่วยงานเกี่ยวข้อง รับมือผลผลิตสับปะรดออกตลาดช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้  ย้ำความมั่นใจให้เกษตรกร บูรณาการร่วมทุกหน่วย วางแผนกระจายผลผลิตไปยังตลาดแต่ละจังหวัด งานแสดงสินค้าเกษตร ตลาดประชารัฐ รวมถึงห้างสรรพสินค้า ด้านโรงงานแปรรูปให้ความร่วมมือ เข้ามารับซื้อวัตถุดิบภายในพื้นที่                 พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์การรณรงค์บริโภคสับปะรดเพื่อช่วยเกษตรกร

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมหารือติดตามสถานการณ์และความก้าวหน้าการเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดของจังหวัดระยอง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนเกษตรกร เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันจังหวัดระยอง มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดประมาณ 2,900 ราย พื้นที่เก็บเกี่ยวรวม 37,000 ไร่ โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 87,700 ตัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมาแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยองจำนวน 850 ราย ซึ่งในจำนวนเกษตรกรที่มาแจ้งขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 23,000 ตัน และมีผลผลิตสับปะรดส่วนเกินประมาณ 9,200 ตัน

สำหรับเกษตรกรรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง หากเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก (รายใหญ่) ส่วนใหญ่จะมีสัญญาซื้อขาย (Contract) กับโรงงานแปรรูปในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดระยอง มีโรงงานแปรรูป 2 แห่ง สามารถรองรับสับปะรดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากได้ประมาณวันละ 1,100 ตัน หรือเดือนละ 29,000 ตัน โดยจะสามารถรองรับผลผลิตในช่วง 2 เดือนที่สับปะรดออกสู่ตลาดมาก ได้ประมาณ 58,000 ตัน

ด้านการเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 ทางจังหวัดมีแผนกระจายผลผลิตส่วนเกินจำนวน 9,200 ตัน ออกนอกแหล่งผลิต เพื่อการบริโภคผลสดทั้งภายในจังหวัดและออกนอกจังหวัด ซึ่งจะเน้นดำเนินการแก่เกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัด จำนวน 850 ราย โดยรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาด  พร้อมมอบหมายสำนักงานเกษตรจังหวัดนัดหารือกับเกษตรกร เพื่อวางแผนการผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดและพาณิชย์จังหวัด ในการวางแผนหาตลาดปลายทาง โดยจะต้องคาดการณ์ด้วยว่าจะจำหน่ายผลผลิตจำนวน 9,200 ตัน ไปยังช่องทางต่าง ๆ ในปริมาณเท่าใด ซึ่งขณะนี้ทางสวนนงนุชได้เสนอรับซื้อผลผลิตแล้วสัปดาห์ละ 1.5 ตัน

นอกจากนี้ ทางพาณิชย์จังหวัด จะพิจารณาดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในกรณีต้องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)  และทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะร่วมกับสหกรณ์จังหวัด ประสานโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดเพื่อขอเปิดจุดจำหน่ายสับปะรด (ชั่วคราว) บริเวณพื้นที่โรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรม ในลักษณะ CSR และมีสหกรณ์จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนการกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ ไปยังพื้นที่ต่างๆ และประสานเพื่อนำสับปะรดไปจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.ortorkor.com ซึ่งมีบริการสั่งซื้อผ่านเวบไซต์ และบริการจัดส่ง อ.ต.ก. เดลิเวอรี่         อีกด้วย

นอกจากนี้ ปศุสัตว์จังหวัด จะได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม สนับสนุน มีการจัดแคมเปญ Smile Pineapple และเชิญชวนประชาชนหันมาร่วมบริโภคสับปะรด ซึ่งจังหวัดระยองจะจัดงานเทศกาลรณรงค์การบริโภคสับปะรดในช่วงดังกล่าว ต่อไป

กรมชลเตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326059

กรมชลเตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรมชล

กรมชลเตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำเมืองตราด

กรมชลประทานเร่งพัฒนาแหล่งน้ำและความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำเมืองตราด เตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง ในพื้นที่ อ.บ่อไร่ ความจุ 57 ล้าน ลบ.ม. และ 38 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บจากที่มีอยู่เดิมเกือบเท่าตัว  

กรมชลเตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน พร้อมนายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เดินทางสำรวจพื้นที่ห้วยสะตอ อ.บ่อไร่ จ.ตราด และร่วมหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบอนเรื่องการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ ความจุ 57 ล้านลูกบาศก์เมตร

สมาชิก อบต.หนองบอน และเกษตรกร เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะสภาพปัจจุบันมีทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ต้องดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำคีรีธาร จ.จันทบุรี หรือสูบน้ำย้อนขึ้นจากอ่างเก็บน้ำคลองโสน อ.บ่อไร่ มาช่วยการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน กลับกันมักมีเหตุน้ำท่วมในฤดูฝน ทั้งตัว อ.บ่อไร่ อ.เขาสมิง และ อ.เมืองตราด

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า กรมชลประทานศึกษาและออกแบบโครงการนี้มาร่วม 20 ปี รวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มาแล้ว 2 ครั้ง คาดหมายว่าน่าจะผ่านการพิจารณาจากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมชลประทานจะเร่งสำรวจและออกแบบเร็วขึ้น คาดว่าน่าจะก่อสร้างได้ในปี 2563 เร็วกว่าแผนเดิม 1 ปี และกักเก็บน้ำได้ในปี 2566 ตามนโยบายของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ลงพื้นที่พบปะราษฎรในช่วง ครม.สัญจร จ.จันทบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังเตรียมการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง ใน อ.บ่อไร่ ความจุ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งผ่านการพิจารณาอีไอแล้ว เหลือแต่การจ่ายชดเชยค่าที่ดินราษฎร

“ความจุ 2 อ่าง รวมแล้วเกือบ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ใกล้เคียงกับแหล่งน้ำขนาดกลางของ
จ.ตราดที่มีอยู่แล้ว 4 แห่ง เท่ากับเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำเมืองตราดเกือบเท่าตัว”

ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอจะส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 68,000 ไร่ ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองแอ่งส่งน้ำได้ประมาณ 30,000 ไร่

พระยาแรกนา เสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง6คืบ พระโคกินน้ำ-หญ้า-เหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325765

พระยาแรกนา เสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง6คืบ พระโคกินน้ำ-หญ้า-เหล้า

แรกนาขวัญ,พระโค,ปลัดกระทรวงเกษตรฯ,น้ำท่าบริบูรณ์,เสี่ยงทาย,วันพืชมงคล,14พค2561

“ปลัดก.เกษตรฯ”พระยาแรกนา เสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง6คืบ ทำนายว่าน้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลดี แต่นาดอนจะเสียหาย ส่วนพระโคกินน้ำ-หญ้า-เหล้าน้ำบริบูรณ์คมนาคมสะดวกขึ้น

          เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 -นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พระนาแรกนาปี 2561 เสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ สำหรับผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งพระยาแรกนา

          ตั้งสัตยาธิฐานหยิบนั้น เป็นผ้าลาย มีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุม เพื่อให้พระยาแรกนาหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใด ก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ

หยิบได้ผ้าสี่คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่

พระยาแรกนา เสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง6คืบ พระโคกินน้ำ-หญ้า-เหล้า

        หยิบได้ผ้าห้าคืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

       หยิบได้ผ้าหกคืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่

       ส่วน “ของกิน 7 สิ่ง” ที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมี ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า พระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ

      พระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดีพระโคกินถั่วเขียวหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดีพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหารมังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดีพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

เที่ยวงานวันเกษตรปราจีนบุรี ชิมทุเรียนGI ราคาไม่แพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325672

เที่ยวงานวันเกษตรปราจีนบุรี ชิมทุเรียนGI ราคาไม่แพง

เที่ยวงานวันเกษตรปราจีนบุรี ชิมทุเรียนGI ราคาไม่แพง

ช่วงหน้าผลไม้ที่ จ.ปราจีนบุรี มีงานวันเกษตรปราจีนบุรี ครั้งที่ 54 ระหว่างวันที่ 11 -20 พ.ค.นี้ ที่บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 หรือตรงข้ามศาลากลางหลังเก่า มีการนำผลไม้จากสวนมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรงโดยเฉพาะทุเรียน GI ปราจีนบุรี ที่ประกาศเป็นทรัพย์สินทางปัญญา

  งานชาวสวน หรืองานวันเกษตรปราจีนบุรี ที่ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 -20 พ.ค.นี้ ที่บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 หรือ ตรงข้ามศาลากลางหลังเก่า จ.ปราจีนบุรีมีการนำผลผลิต จากเกษตรกรพบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ต่าง ๆ ที่กำลังออกสู่ท้องตลาดทั้ง หมอนทอง ,ก้านยาว ,ชะนี นำมาจำหน่ายและ ประชาสัมพันธ์กันมากที่สุดตลอดรวมถึงผลไม้อื่น ๆ ทั้งมะไฟ,เงาะ,ส้มโอ,กระท้อน,ขนุน ตลอดรวมถึง ไม้ดอก – ไม้ประดับ ,กิ่งพันธุ์ไม้ ,หน่อไม้ไผ่ตงหวาน จำหน่ายในราคายุติธรรมจากสวน พร้อมการประกวดผลผลิตการเกษตรอาทิเงาะล่อน กระท้อนพันธุ์ยักษ์ ผัก ผลไม้ยาวใหญ่หน่อไม้ไผ่ตง

“ศรีมหาโพธิ์คู่บ้านไผ่ตงหวานคู่เมืองผลไม้ลือเลื่องเขตเมืองทวารวดี” เป็นคำขวัญของจ.ปราจีนบุรี ที่รวบรวมของดี – โดดเด่น ในจังหวัด ให้เป็นที่จดจำ – สร้างรายได้เศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด และ“ ผลไม้ลือเลื่อง” ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือทุเรียนGIปราจีน อันเป็นสินค้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือ GI

โดยเฉพาะใน งานชาวสวน หรืองานวันเกษตรปราจีนบุรี ที่ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่11 -20 พ.ค.นี้ ที่บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 หรือ ตรงข้ามศาลากลางหลังเก่า จ.ปราจีนบุรีมีการนำผลผลิต จากเกษตรกรพบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ต่าง ๆ ที่กำลังออกสู่ท้องตลาดทั้ง หมอนทอง ,ก้านยาว ,ชะนี นำมาจำหน่ายและ ประชาสัมพันธ์กันมากที่สุดตลอดรวมถึงผลไม้อื่น ๆ ทั้งมะไฟ,เงาะ,ส้มโอ,กระท้อน,ขนุน ตลอดรวมถึง ไม้ดอก – ไม้ประดับ ,กิ่งพันธุ์ไม้ ,หน่อไม้ไผ่ตงหวาน จำหน่ายในราคายุติธรรมจากสวน พร้อมการประกวดผลผลิตการเกษตรอาทิเงาะล่อน กระท้อนพันธุ์ยักษ์ ผัก ผลไม้ยาวใหญ่หน่อไม้ไผ่ตง

นอกจากผลไม้ในงาน นักท่องเที่ยว ที่ต้องการชม – ชิม ผลผลิตจากในสวนของเกษตรกรโดยตรงตลอดบนถนนสายบ้านหนองจวง ตำบลดงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรีที่เป็นถนนหน้าบ้านสวย หลังบ้านสวนผลไม้เลียบแนวถนนสายดังกล่าว มีผลไม้จากสวนเกษตรกร มาวางจำหน่ายพร้อมรับนักท่องเที่ยวชมสวนของเกษตรกรถึงที่

นายมนัส ฮวดจึง ประธานชมรมชาวสวน จ.ปราจีนบุรีกล่าวว่า”จ.ปราจีนบุรีได้ทำข้อบงชี้หรือเรียกว่าทุเรียนGIตอนนี้ก็ขึ้นไว้ 7 สายพันธุ์ด้วยกันสายพันธุ์แรกก็คือพันธุ์ชะนี,พันธุ์หมอนทอง,พันธุ์ก้านยาว,พันธุ์กระดุมทองส่วนพันธุ์พื้นเมืองก็จะมีพรรณชมพูสี,กบชายน้ำแล้วก็กำปั่น

ซึ่ง ทุเรียนGIจะเป็นรูปลักษณ์ของทุเรียนกินทุเรียนปราจีนฯว่ามีรูปร่างอย่างไรยกตัวอย่างเช่นพันธุ์หมอนทองรูปลักษณ์ภายนอกหนามแหลมเปลือกบางสีเปลือกจะเป็นสีน้ำตาลค่อนข้างไปน้ำตาลเข้มรูปลักษณ์ภายในเนื้อจะมีสีเหลือง ละเอียด เหนียวหวานมัน

“เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในจังหวัดปราจีนบุรีมี 5 อำเภอด้วยกันอำเภอแรกก็คืออำเภอเมือง,อำเภอประจันตคามอำเภอกบินทร์บุรี,อำเภอศรีมหาโพธิและสุดท้ายก็คืออำเภอนา ที่จะได้ตรารับรองทุเรียนGI”นายมนัสกล่าว

นายมนัส กล่าวต่อไปว่า “สำหรับราคาทุเรียนGIปราจีนฯตอนนี้พันธุ์หมอนทอง 150 -170 บาท,พันธุ์ชะนี100 – 120 บาท,พันธุ์ก้านยาวราคา 250 – 300 บาทต่อกิโลกรัม”

ด้านนางชำเลือง สีหราช อายุ 56 ปี กล่าวว่า “เป็นชาวสวนผลไม้ชื่อสวนสามสาว ทำรวม 40ไร่ปลูกทุเรียน,ส้มโอ,กระท้อนอยู่บ้านหนองชะอม ต.ไม้เค็ดอ.เมืองปราจีนบุรีในงานวันเกษตรทุเรียนขายดีโดยเฉพาะพันธุ์หมอนทองราคา 150 บาท/กก. พันธุ์ก้านยาวราคา 270 บาท /กก.แต่เปรียบเทียบในงานวันเกษตร ปีนี้ขายซบเซา รายได้ดีไม่เหมือนปีที่ผ่านมารายได้ 7,000-8,000 บาท /วัน”

ด้านนางสว่าง สมพงษ์ อายุ 52 ปี เป็นสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนตําบลดงขี้เหล็ก (ส.อบต.) หมู่ 8 กล่าวว่า“หลังประกาศทุเรียนGIปราจีนบุรีปีนี้ได้นำทุเรียนหมอนทอง มาจำหน่ายหน้าสวนในกิโลกรัมละ150 บาท พบว่าขายดีสร้าง รายได้เฉลี่ยมากกว่าวันละ 4,00-5,000 ถึง 10,000บาท /วันโดยราคาทุเรียนGIหมอนทองขายทั้งลูกราคา 1,000 บาท/ลูก”

ขณะที่นางรินลดา จิตติวนาวรรณ์อายุ 59 ปีกล่าวว่า“ทำสวนชื่อสวนล้อเจริญนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาขายหน้าสวนริมถนนในราคากิโลกรัมละ 150 บาทในวันเสาร์ -วันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวจะพากันมาซื้อผลไม้ปราจีนฯแท้ ๆ ที่สวนทำให้ขายดีมาก”

ในวันหยุดพักผ่อน หรือ วันปกติให้มาชิม ชม ช๊อป ที่งานวันเกษตรปราจีนบุรี หรือมาเที่ยวชมสวนเกษตรกร จะได้ทั้งผลไม้คุณภาพ และการพักผ่อนที่มีความสุขอีกแห่งหนึ่ง

กรมชลเผยแผนบริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325662

กรมชลเผยแผนบริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 61

กรมชล

กรมชลเผยแผนบริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 61

 

กรมชลประทาน พร้อมเดินหน้าแผนการบริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี พ.ศ. 2561 ย้ำโครงการชลประทานทุกแห่ง บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทุกแห่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมเก็บกักน้ำให้มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว   กรมชลประทานได้จัดทำแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนในเขตชลประทานปี 2561 ทั่วประเทศ 16 ล้านไร่  เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 31 ต.ค. 61 โดยมีเป้าหมายให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการใช้น้ำตลอดฤดูฝนปี 61 และเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังมาถึง ด้วยการวางแนวทางในการดำเนินการ คือ การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี การส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยระบบและอาคารชลประทาน การเก็บกักน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสมตามช่วงเวลา เพื่อความมั่นคงด้านการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยในพื้นที่ชลประทาน จะต้องมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี

สำหรับแผนการเพาะปลูกฤดูกาลผลิตปี 2561/62 นั้น ได้มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ทางตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา(ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป) ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีพื้นที่รวม 382,000  ไร่ ได้ส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ส่วนพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 1.857 ล้านไร่ ให้เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก และเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน อีกส่วนคือพื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ (ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา) ประกอบด้วยพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่รวม 1.15 ล้านไร่ ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 สำหรับพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 4.27 ล้านไร่ ให้เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ก่อนจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำนองในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่างได้เป็นอย่างมาก

ในส่วนของพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนหลัก 2 แห่ง คือ เขื่อนศรีนครินทร์     และเขื่อนวชิราลงกรณ นั้น ในพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีอยู่ประมาณ 0.08 ล้านไร่ แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกเมื่อ     กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ส่วนพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 0.80 ล้านไร่ ปกติฤดูเพาะปลูกจะเริ่มเดือนกรกฎาคม คาดว่าปีนี้จะมีปริมาณน้ำเพียงพอ จึงแนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

สำหรับพื้นที่โครงการชลประทานอื่นๆ ทั่วประเทศ การเพาะปลูกพืชฤดูฝน จะดำเนินการตามมติคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ของแต่ละพื้นที่ โดยในเขต ภาคเหนือ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.67 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูก ได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ภาคกลาง มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.45 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูก เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 3.33 ล้านไร่ แยกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.60 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.73   ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ภาคตะวันออก ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.31 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ภาคใต้ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.699 ล้านไร่ แยกเป็น ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.029 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.67 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในส่วนของพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามฤดูกาลปกติ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนตกชุก สำหรับพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ฤดูฝนจะแตกต่างจากภาคอื่น แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามฤดูกาลปกติประมาณเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตาม หากพบว่าพื้นที่ใดประสบปัญหาเรื่องน้ำ ผู้นำท้องถิ่นสามารถประสานขอความช่วยเหลือไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ได้ตลอดเวลา หรือโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนกรมชลประทานหมายเลข 1460 เจ้าหน้าที่ชลประทานยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำด้วยความเต็มใจ

สศก. แจงดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วง 4 เดือนรายได้พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325659

สศก. แจงดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วง 4 เดือนรายได้พุ่ง

รายได้

สศก. แจงดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วง 4 เดือนสร้างรายได้งาม พุ่งกว่า 50% จากปีก่อน

สศก. เผย ดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 50.44 โดยรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.55 ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.35 ย้ำ ภาครัฐยังคงขับเคลื่อน เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 60/61

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มสินค้าข้าว สศก. พบว่า                      มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าสินค้าอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ในระยะ 4 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย. 2560) ร้อยละ 50.44 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.61 และดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.18 หากแยกตามชนิดของพันธ์ข้าวแล้ว รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.55

ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.35 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่มีออกมาเป็นระยะๆ และความพยายามที่จะบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริการจัดการสินค้าข้าว คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2560/61 แบ่งเป็น ด้านการผลิต การตลาดและการเงิน ซึ่งในระยะยาว ยังกำหนดแนวทางในการรักษาเสถียรภาพสินค้าข้าว ได้แก่ ดำเนินการแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง              ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว  ลดการปลูกข้าวรอบ 2  ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตออกมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว

ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม 61 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560                      โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท  ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี        ปี 2560/61 ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ในขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อ 24 เมษายน 2561 รัฐบาลได้ออกมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่เฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเท่านั้น ภายใต้มาตรการนี้  มี 2 โครงการ ประกอบด้วย
1) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 90,000 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรดีกว่าให้ไปกู้หนี้นอกระบบมาลงทุนทำการเกษตร เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรเป้าหมาย 3 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 30,000 บาท ผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต หรือเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กที่มีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท
2) โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไป เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร 300 แห่ง (วงเงินกู้ ธ.ก.ส.            จะวิเคราะห์ตามศักยภาพและความจำเป็น) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 200 แห่ง วงเงินกู้แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325658

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

กลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านลาด

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น 2561 ด้วยหลักเข้าใจ เข้าถึง และร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นประจำปี 2561 โดยกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลชนะเลิศประจำปี 2561 จากผลงานด้านความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่ม บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสมาชิกกลุ่มได้ยึดหลักการบริหารจัดการน้ำอย่าง “เข้าใจ” และ “เข้าถึง” จนนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิก ทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

สำหรับกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549      มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 3 อำเภอใน ได้แก่ อำเภอท่ายาง(ตำบลไร่มะขาม ตำบลท่าเสน และตำบลสมอพลือ) อำเภอบ้านลาด และอำเภอเมือง ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มนั้น ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร มีจำนวนสมาชิกแรกเริ่มเพียง 63 คนเท่านั้น แต่หลังจากที่มีการพูดคุยกำหนดกติกาการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุด ทำให้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 1,653 คน ที่สำคัญคือ ปัญหาความขัดแย้งระว่างสมาชิกดังเช่นในอดีตได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกลุ่มรับน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร จากระบบชลประทานของเขื่อนเพชร ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำและระบายน้ำที่รับน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่สาย 3 โดยมี ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีทำหน้าที่วางแผน ควบคุม และประเมินผลการส่งน้ำ มีพื้นที่รับผิดชอบ 6 กลุ่ม คือ บ้านแหลมพัฒนา , เหมืองตาหลอ ,คลอง 4 ขวาพัฒนา ,เกษตรพัฒนา , เพชรบุรีราษฎร์สุขสำราญ และท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา มีการจัดรอบเวรเปิด-ปิดน้ำ ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับแหล่งน้ำต้นทุน และให้เกิดการสูญเสียน้ำให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ ในการจัดรอบเวรเปิด-ปิดน้ำ จะต้องมีการสำรวจความต้องการในการใช้น้ำ และประเภทของพืช   ที่เพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน ซึ่งจะทำให้สมาชิกมั่นใจว่าจะได้รับน้ำตามเวลาและปริมาณที่ต้องการของแต่ละพื้นที่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เป็นการทำงานที่มีความชัดเจน เข้าถึง เข้าใจ และทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากจุดเด่นดังกล่าวแล้ว ทางกลุ่มยังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้เกษตรกรมารวมตัวกัน ผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพขาย  พร้อมกับเน้นปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับการบริโภค และปลอดสารเคมี ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร รวมทั้ง ยังปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โดยใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงปลา และทำแก๊สชีวภาพ นับได้ว่าเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเมื่อปี 2559 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ยังเคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 มาแล้ว จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาการทำงานและกลับมาพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 ไปครองได้สำเร็จ

อนึ่ง กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี มีกำหนดการที่จะเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลท้องพิธีสนามหลวง

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325465

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจฝนหลวง

ฝนหลวง

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อขยายความเข้าใจให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ

 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมประชาสัมพันธ์ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในอนาคต

วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ   การบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์          ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการ        ฝนหลวง ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอบังคับการบิน สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์      เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ สร้างการรับรู้ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอื่นๆ ตลอดจนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกัน       เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้                จะเป็นการร่วมมือด้านสารสนเทศ โดยการจัดหาข่าวสาร ข้อมูลสารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างยั่งยืน นำเสนอผ่านเครือข่าย   ของกรมประชาสัมพันธ์ ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร โดยการสนับสนุน แลกเปลี่ยน และเสริมสร้าง    องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการประชาสัมพันธ์ของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เช่น         วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ ในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี     ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
โอกาสนี้ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ เยี่ยมชมการทำงานของหอบังคับการบิน และโรงซ่อมเครื่องบิน ภายในสนามบินนครสวรรค์ และรับฟังการบรรยายการสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางอีกด้วย