เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327483

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบาย นวัตกรรม และผลงานนำไปใช้ประโยชน์ จัดเต็มสาธิตหลากหลายสาขานำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมได้  พร้อมเสวนา แจกพันธุ์ไม้ และปัจจัยการผลิตตลอดงาน

นายกฤษฎา  บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร” ว่า กรมวิชาการเกษตร  มีภารกิจหลักเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพืช เครื่องจักรกลการเกษตร และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัย  นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดไปสู่ เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก  ดังนั้น เพื่อสร้างการรรับรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร  ผู้ประกอบการ  เอกชน สมาคม  ประชาชน นักเรียน  นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป กรมวิชาการเกษตรจึงได้กำหนดการจัดงาน เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2561 ขึ้น  ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ วิชาการเกษตรทำได้” คาดว่าจะมีผู้เข้าสนใจเข้าร่วมชมงานจำนวนประมาณ 5,000 คน / วัน  รวมทั้งสิ้น 20,000 คน

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในงานจะมีหลายหลาย  โดยในส่วนของนิทรรศการจะถูกแบ่งออกเป็นโซน 3 โซน  ส่วนแรกเป็นโซนผลงานของกรมวิชาการเกษตรที่ดำเนินการภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เช่น โครงการทับเบิกโมเดล โครงการส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วประชารัฐ เครื่องหยอดปุ๋ยสั่งตัดแบบสมองกล   โดรนเพื่อการเกษตรอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 16 ชนิด และการแก้ปัญหาภูเขาหัวโล้นบ้านอุ้มเปี้ยม  ส่วนที่ 2 โซนผลงานด้านนวัตกรรมของกรมวิชาการเกษตร  เช่น พืชไร่พันธุ์ใหม่ พืชสวนพันธุ์ดี การผลิตแครื่องสำอางจากสมุนไพร   ส้มพันธุ์ไร้เมล็ดแพร่ 1 เครื่องปั่นและกรอฝ้ายแบบติดมอเตอร์ขนาดเล็กระดับชุมชน และเครื่องคว้านเมล็ดเงาะสมองกล  และส่วนที่ 3 โซนผลงานวิชาการและผลงานที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น  ปุ๋ยชีวภาพเพื่อการผลิตพืช  ศัตรูพืชดื้อยาแก้ปัญหาด้วย IPM ทุเรียนลูกผสมของกรมวิชาการเกษตร การผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันโดยไม่ใช้ดิน ตีนฮุ้งดอยพืชสมุนไพรใกล้สูญพันธุ์   และพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพันธุ์ใหม่

นายสุวิทย์  ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  นอกจากในส่วนของนิทรรศการแล้วกรมวิชาการเกษตรยังเปิด พิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพให้ได้ชม นิทรรศการพรรณไม้ในพระนาม  และตัวอย่างพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพันธุ์พืชใหม่  และพิพิธภัณฑ์แมลง ชมแมลงหายากตัวจริง  เช่น กว่างดาวเกสทรอยด์  ด้วงคีมกระทิงดำ  ตั๊กแตนใบไม้  ตั๊กแตนกิ่งไม้ยักษ์ออสเตรเลีย   และบึ้งน้ำเงิน  กิจกรรมการสาธิตหลากหลายสาขาซึ่งสามารถนำไปประกอบกเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น การผลิตสบู่และโลชั่นผสมสารสกัดขมิ้นชัน  การเพาะถั่วงอกคอนโด  การผลิตเห็ดเพาะถุง  และการแปรรูปขมิ้นชัน  รวมทั้งยังมีการจัดเสวนาภายในงาน  เช่น รู้จริงเรื่องพันธุ์ทุเรียน  เกษตรอินทรีย์เทคนิคการผสมพันธุ์พืชสวน  รู้รอบด้านสมุนไพรบำรุงกำลัง  และไขปัญหาน้ำมันมะพร้าวกับสุขภาพ

กรมวิชาการเกษตรได้นำผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากงานวิจัยของหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศมาให้ได้ชมและชิม รวมทั้งมีการจำหน่ายพันธุ์ไม้ต่างๆ  และสินค้าเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร   สมาคม  และผู้ประกอบการจำนวนมาก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังจะได้รับแจกพันธุ์ไม้ เช่น มังคุด  มะนาว  มะพร้าว  ส้มไร้เมล็ด  และปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์  รวมทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ตลอดระยะเวลาการจัดงานตั้งแต่วันที่ 25 – 28  พฤษภาคม  2561 นี้ ณ บริเวณโดยรอบกรมวิชาการเกษตร

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327429

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

กยท

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

การยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าต่อในโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท หลังมติ ครม. ขยายเวลาการให้กู้ถึงปลาย มี.ค. 63 รัฐรับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 โดย กยท. เร่งจัดโรดโชว์เพื่อทำความเข้าใจกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยสมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา (วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท) เป็นโครงการที่ได้ดำเนินการผ่านมาแล้วในช่วงปี 2557 – 2560  มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการและได้รับการอนุมัติสินเชื่อกว่า 300 แห่ง เป็นเงินประมาณ 8,177 ล้านบาท และจาก มติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตามแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบเป็นระยะเวลา 3 ปี (1 เมษายน 2560 – 31 มีนาคม 2563) โดยให้กู้ผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในส่วนของการชดเชยดอกเบี้ยรัฐบาลสนับสนุนให้ร้อยละ 3  และ กยท. เป็นผู้ดำเนินการแทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมตามคุณสมบัติที่ประกาศไว้เพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยผู้กู้รายใหม่สามารถติดต่อยื่นคุณสมบัติได้ ณ สำนักงาน กยท.ประจำพื้นที่ และในส่วนของผู้กู้รายเดิมสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ (ธ.ก.ส.) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นกู้ครั้งใหม่ได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กยท.จะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตามพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ. ขอนแก่น จ. สงขลา และ จ. นครศรีธรรมราช เพื่อทำความเข้าใจในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถดำเนินการได้ด้วยความรวดเร็วและเรียบร้อย ซึ่งจะกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือน มิถุนายน 61 นี้
“โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเกษตร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มสหกรณ์ทุกประเภทที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับยางพารา ในการนำเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรับซื้อยางกับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรชาวสวนยางใกล้เคียง เพื่อดูดซับยางในระบบช่วงยางเปิดกรีด แม้จะเป็นโครงการระยะสั้น แต่หากสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง และเข้าใจ สามารถนำทุนที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องช่องทางการจำหน่ายและช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยได้อย่างแท้จริง”

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327371

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย

ไอยูยู

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย ส.ส.อียู ยันไทยมาถูกทาง

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย ชี้การบังคับใช้กฏหมาย ยกระดับแรงงานประมง มุ่งทำประมงยั่งยืน ส.ส.อียู ยันไทยมาถูกทาง พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 24 พฤษภาคม  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายกาเบรียล  มาโตและนางคาล่า  การ์เซียรองประธานกรรมาธิการประมงแห่งรัฐสภายุโรป  สมาชิกรัฐสภายุโรปในโอกาสมาเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 21 – 25 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องรับรอง ทำเนียบรัฐบาลว่า ส.ส.อียูทั้งสองท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดการประมงอย่างยั่งยืนในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในนามตัวแทนรัฐบาลผมได้ยืนยันความตั้งใจของไทยในการปฏิรูปการประมงให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคประมง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผู้กระทำผิด ที่ปัจจุบันในภาพรวมมีจำนวนคดี 4,427 คดี มีผลตัดสินแล้วจำนวน 3,883 คดี คิดเป็น 88% แบ่งเป็น ความผิดที่เกี่ยวกับเรือ  ได้แก่ ไม่ติดตั้ง VMSไม่แจ้งจุดจอดเรือเรือสนับสนุนการประมงไม่ติดตั้ง VMS และไม่นำเรือมาทำอัตลักษณ์ จำนวน 2,982 คดี ความผิดเกี่ยวกับการทำประมง ได้แก่ เรือนอกน่านน้ำเรือไทยทำประมงในน่านน้ำไทย และเรือต่างชาติทำประมงในน่านน้ำไทย จำนวน 1,280 คดี ความผิดด้านแรงงานในสถานแปรรูปสัตว์น้ำ 77 คดี ความผิดด้านค้ามนุษย์ภาคประมง 88 คดี
ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินคดีแล้ว ตั้งแต่ 1 ต.ค.60- 23 พ.ค.61 ศูนย์ PIPO ได้ออกคำสั่งให้เจ้าของเรือประมงปฏิบัติให้ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลลูกจ้างมิฉะนั้นจะไม่ให้ออกทำการประมง เช่น สัญญาจ้างที่ไม่สมบูรณ์ การไม่ปรับปรุงทะเบียนลูกจ้าง การค้างจ่ายค่าจ้าง จำนวน 179 ลำ โดยเจ้าของเรือทุกลำได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้กล่าวย้ำถึงความจริงจังของรัฐบาลในการลงโทษผู้กระทำผิด เช่น การลงโทษคดีประมงที่สำคัญ คือ คดีกลุ่มเรือยู่หลงศาลตัดสินเมื่อ 28 ธ.ค.60 ลงโทษปรับ 130 ล้านบาท กลุ่มเรือ เซริบูศาลตัดสินเมื่อ 28 ก.พ. 61ปรับ 88.16 ล้านบาทและกลุ่มเรือ มุกอันดามันศาลตัดสินเมื่อ11 พ.ค. 61 ลงโทษปรับ 223 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ส.ส.อียูได้ให้ความสนใจในการให้สัตยาบันอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขจัดแรงงานบังคับและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานภาคประมง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกรอบเวลาการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง (C-188 ) และยกร่างกฎหมายรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188เพื่อประกาศในราชกิจจานุเษกษาให้แล้วเสร็จภายในก.ย. 61 ส่วนการให้สัตยาบันพิธีสารส่วนเสริมฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับกระทรวงแรงงานซึ่งจะเข้าร่วมประชุม ILO ณ นครเจนีวา พร้อมด้วยหนังสือสัตยาบันสาร ในวันที่ 4 มิ.ย.61 และร่าง พรบ. ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย.61รวมถึงการแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.61 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติภาคประมง ซึ่งในคณะทำงานนี้มีผู้แทน NGO ต่างๆ มาร่วมด้วย คือ EJF, HRW, LPN, STELLA MARIS รวมถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือILO ด้วย มีเป้าหมายให้เกิดองค์กรลูกจ้างประมงทะเลในทุกจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 องค์กร ภายในก.ย. 61 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมตัวของลูกจ้างประมงทะเลด้วย
“ผมได้ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับการปลดหรือไม่ปลดใบเหลืองให้ไทย เพราะไทยได้มองข้ามประเด็นนี้ไปนานแล้ว แต่มองไปถึงการทำประมงที่ยั่งยืน ซึ่งสหภาพยุโรปจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการทำงานร่วมกัน โดยประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบายประมงร่วมอาเซียน (ASEAN Common Fisheries Policy) รวมถึงการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้าน IUU ของอาเซียน (ASEAN IUU Task Force) ให้เกิดขึ้นในปีหน้าที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียน ซึ่งส.ส.อียู ทั้งสองได้กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าการทำงานของประเทศไทย และเห็นว่าประเทศไทยมีทิศทางการทำงานที่ถูกต้องในการเข้าสู่เป้าหมายการทำประมงอย่างยั่งยืน (Ocean Governance) ความก้าวหน้าของประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างที่สำคัญของประเทศที่มีความจริงจังในการปฏิรูป ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับทวีป ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327369

ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

เกษตรกรชาวสวนยาง จ.เชียงราย ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผันผวน ผุดไอเดีย นำผลงานวิจัยบ่อน้ำเคลือบยางพารา ต่อยอดธุรกิจสร้างโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ต่อสู้กับปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร สร้างประโยชน์ เพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศ หวังเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ นำแนวทางไปปรับใช้

น.ส.นฤมล ปาณะที เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผันผวน โดยปัจจุบัน คุณนฤมล มีพื้นที่ทำสวนยางพารากว่า 25 ไร่ จากช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกิดประสบปัญหาด้านราคายาง เนื่องจากราคายางตกต่ำมาก จึงเลือกหาอาชีพเสริมเพื่อชดเชยรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยได้ศึกษานำผลงานวิจัยเรื่องการสร้างบ่อน้ำเคลือบยางพารา ของ สกว. ( สำนักงานกองทุนสนับสนุนเพื่องานวิจัย ) และนำเอาแนวทางผลิตบ่อน้ำเคลือบยางพารามาทดลองผลิต เนื่องจากวัตถุดิบสามารถหาได้ในพื้นที่ และประกอบกับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่สูงจะประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ซึ่งการทำบ่อน้ำเคลือบยางพารา จึงเป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก บ่อน้ำเคลือบยางพาราจึงเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ไว้ใช้ในการกักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร

สำหรับบ่อน้ำเคลือบยางพารามีขนาดมาตรฐาน 4 x 2 เมตร สามารถทำได้ในรูปแบบยกลอย และแบบฝังดินโดยใน 1 บ่อ ใช้น้ำยางธรรมชาติปริมาณ 50 กิโลกรัม ประกอบกับสารเคมีตามสูตรที่กำหนดไว้ มีวัตถุดิบหลักคือ ผ้าดิบและน้ำยางพารา โดยบ่อน้ำยางพารามีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรและทำการประมง มีอายุยาวนานถึง 10 ปี และที่สำคัญเมื่อเกิดการชำรุดสามารถทำการซ่อมแซมให้กับมาคงทนเหมือนเดิมได้ซึ่งแตกต่างจากบ่อน้ำพลาสติกทั่วไป ปัจจุบันตนได้เริ่มผลิตบ่อน้ำมากว่า 2 ปีแล้ว โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ผ่านมาคงเหลือสุทธิหลังจากหักต้นทุน อยู่ประมาณ 3 แสนบาท และแรงงานส่วนมากใช้แรงงานภายในครัวเรือนเป็นหลัก โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานการยางแห่งประเทศไทย ( กยท. ) ได้เข้ามาดูแลให้ความรู้ในด้านการแปรรูป จัดอบรมหลักสูตรต่างๆ และยังช่วยเหลือสนับสนุนเงินทุนจำนวน 80,000 บาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต

น.ส.นฤมล ปาณะที กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรทั่วไปที่ประสบปัญหาด้านราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง และคอยแสวงหาความรู้หรือแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาอาชีพการทำเกษตรให้ยั่งยืน ต่อไป

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327136

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

di,กรมปศุสัตว์

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดี   กรมปศุสัตว์  เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด พบว่าในปี 2561 จะมีผลสับปะรดสดออกสู่ตลาดประมาณ 2.46 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้วถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการบริโภค และเพื่อการส่งออกสับปะรดปีละไม่เกิน 2 ล้านตันต่อปี จึงมีผลผลิตเกินความต้องการ ประกอบกับมีสับปะรดที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลขนาดเล็ก เนื่องจากกระทบแล้ง และโรงานไม่รับซื้ออีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต ซึ่งเกษตรกรจำหน่ายในราคา 0.80 – 1.00 บาทต่อกิโลกรัม จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสับปะรดโรงงานขณะนี้มีราคาตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสับปะรดสดที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกวนแล้วสามารถนำมาใช้เลี้ยงโคเนื้อ และโคนมได้เป็นอย่างดี โดยเก็บถนอมไว้ในรูปสับปะรดหมัก แต่ผลสับปะรดสดมีวัตถุแห้งต่ำมากประมาณ 10 – 12 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้นสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เหมาะสำหรับการหมัก จึงต้องเติมวัสดุบางชนิด เพื่อเพิ่มวัตถุแห้ง เช่น ฟางข้าวสับ เพื่อปรับให้วัตถุแห้งอยู่ที่ระดับ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาพการหมักที่ดี และเป็นการเพิ่มเยื่อใยในอาหารให้มีเพียงพอสำหรับโคนมอีกด้วย ดังนั้น กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมมือกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด  แก้ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ โดยดำเนินโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเพื่อเป็นอาหารสัตว์เพื่อเป็นอาหารโคนม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์จากผลสับปะรด เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดกำแพงแสน จำนวนทั้งสิ้น  30 ตัน ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา
ส่วนวิธีการแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสัตว์ นั้น ให้นำสับปะรด 650 กิโลกรัม และฟางข้าว 350 กิโลกรัม  ใส่เครื่องผสมอาหาร TMR เพื่อหั่นและคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำมาใส่ถังหรือถุงและไล่อากาศออกให้มากที่สุด ปิดฝาถังหรือมัดปากถุงให้สนิท ไม่ให้อากาศภายนอกเข้าไป หมักทิ้งไว้ 14-21 วัน สามารนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม แพะ และแกะ ได้เป็นอย่างดี และคิดเป็นต้นทุนเปลือกสับปะรดหมักฟางเท่ากับ 2.00 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมี “โครงการรับซื้อสับปะรดคัดทิ้งเพื่อแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สำหรับโคนม” สนับสนุนโดย
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้งบประมาณกลางปี 2561 (ไทยนิยมยั่งยืน) ให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์รับซื้อ-แปรรูป และจำหน่ายอาหารทีเอ็มอาร์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้สนใจ โดยสนับสนุนเงินกู้ จำนวน 4,000,000 บาท อีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.02-5011147 นายสัตวแพทยสรวิศ  กล่าวในที่สุด

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327131

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

สับปะรด,ราคาตก

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ปัญหาปริมาณสับปะรดล้นตลาด โดยใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือดูดซับปริมาณผลผลิต พร้อมดำเนินการ 3 มาตรการตามข้อสั่งการรมช.เกษตรฯ ทั้งนำผลผลิตไปทำอาหารโคนม กำหนดจุดรวบรวมผลผลิตโดยสหกรณ์ในจังหวัดระยอง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสับปะรดที่สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด พร้อมปล่อยขบวนรถบรรทุกสับปะรดกระจายสู่ตลาด ในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้

            นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสับปะรดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน โดยได้กำหนดมาตรการเร่งระบายผลผลิตสับปะรดออกนอก             แหล่งผลิตไปยังผู้บริโภคในจังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดโดยใช้กลไกของสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับสหกรณ์โคนมและโคเนื้อ รับซื้อสับปะรดจากสหกรณ์ที่อยู่ในแหล่งผลิต เพื่อนำไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม

ล่าสุดนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินมาตรการหลัก 3 มาตรการ คือ มาตรการแรกให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานงานกับสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้กรมปศุสัตว์เข้าไปแนะนำแนวทางในการใช้สับปะรดผลอ่อนมาผลิตเป็นอาหารโคนม มาตรการต่อมาคือ ให้มีการกำหนดจุดรวบรวมผลผลิตสับปะรดจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่  เพื่อกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่                              จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์                       สถานการณ์ผลผลิตล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย เนื่องการปริมาณผลผลิตมีความสอดคล้องกับโควตาที่โรงงานแปรรูปสับปะรดมีความต้องการ  ดังนั้น จึงคงเหลือจุดรวบรวมสับปะรดของสหกรณ์เพียงที่จังหวัดระยองเท่านั้น

ทั้งนี้  ในการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในจังหวัดระยอง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่จะดำเนินการรวบรวมสับปะรดสดเพื่อการบริโภค 5 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมฯ ระยอง จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดมะขามคู่ และกลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดตำบลซำฆ้อ เบื้องต้นคาดว่าจะรวบรวม 1,000 ตัน ซึ่งในการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตดังกล่าว สหกรณ์จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ทางเกษตรจังหวัดระยองได้เสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชจ.) ขอสนับสนุนเงินชดเชย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้กับสหกรณ์  กิโลกรัมละ 2.50 บาท

ส่วนมาตรการสุดท้ายกำหนดให้จัดงานประชาสัมพันธ์การบริโภคสับปะรด จะจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด กับสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด และบริษัท               สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมปล่อยขบวนสินค้าจากสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ไปยังศูนย์กระจายสินค้าแม็คโคร และสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด ในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้ ที่ สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด                      โดยงานดังกล่าว นายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานเปิดงาน                 และมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานด้วย

ทอดผ้าป่าสืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326608

ทอดผ้าป่าสืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

สระแก้ว

ทอดผ้าป่าสร้างอาคาร”สืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

 กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับชาวบ้านทอดผ้าป่าสามัคคี สร้างอาคาร”สืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน” สำหรับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย อ.คลองหาด จ.สระแก้ว มีผู้ร่วมบริจาคกว่า 2.23 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย หมู่ที่ 9 ต.ไทรเดี่ยว อ.คลองหาด จ.สระแก้ว นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร่วมกับ นายชาตรี บุญนาค ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จ.ระยอง พ.ต.ท.สวัสดิ์ คัมภิรานนท์ ผบ.ร้อย กก.ตชด.122 , ร.ต.อ.สุวรรณ ค้ำชู ผอ.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย ,นายประจักร์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่กว่า 300 คน ตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างอาคาร “สืบสานปณิธานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งหลังเสร็จพิธีสงฆ์ และถวายต้นผ้าป่าพร้อมบริวารเสร็จสิ้น พระสงฆ์อุปโลกน์ได้ส่งคืนปัจจัยพร้อมบริวารคืนให้คณะทำงาน เพื่อนำไปจัดสร้างอาคาร สืบสานปณิธานเกษตรเพื่ออาหารกลางวันต่อไป โดยมียอดเงินบริจาคและทำบุญครั้งนี้ รวมเบื้องต้น 2,230,148 บาท

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นกรมที่โชคดี ที่ได้รับการไว้วางพระทัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการดูแลโครงการเกษตรอาหารกลางวัน ร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นถิ่นกันดารอยู่ โรงเรียนก็เจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กนักเรียนจากเดิมที่ไม่มีอาหารเพียงพอ วันนี้ได้มีแปลงเกษตร พืชผักต่าง ๆ รวมทั้งขยับขยายไปสู่การเลี้ยงสัตว์และประมงด้วย วันนี้สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ การแปรรูปผลผลิตเกษตรทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้มูลค่าผลผลิตเกษตรที่นักเรียนและเกษตรกรรอบบริเวณนี้ โอกาสได้รับประทานอาหารที่มีสุขอนามัย สามารถแปรรูปผลผลิตเพิ่มรายได้พร้อมกัน

นายประจักร ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ระบุว่า โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีการดำเนินการตามพระประสงค์ตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารได้มีอาหารบริโภคเพียงพอ มีการพัฒนาในด้านการเรียนด้วย โครงการนี้เป็นการจัดทำโครงการในวาระที่กรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ปี เพื่อสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน โดยชมรมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และประชาชนทั่วไป ร่วมกันบริจาคสมทบทุนเพื่อสร้างอาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ ให้ทุกคนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและนักเรียนในโรงเรียนด้วย

พ.ต.ท.สวัสดิ์ คัมภิรานนท์ ผบ.ร้อย กก.ตชด.122 กล่าวว่า โรงเรียนมีนักเรียน 146 คน ครู 10 คน เป็นเจ้าหน้าที่ ตชด. 8 นายและครูอัตราจ้าง 2 คน เมื่อโรงเรียนได้รับเงินจากกองผ้าป่าสามัคคี ก็จะตั้งกรรมการในการตรวจรับจากภาคการศึกษาและภาคประชาชน เพื่อจะดำเนินการก่อสร้างตามแบบอาคารที่จัดเตรียมไว้ วงเงิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งระยะเวลาจะดำเนินการตามแผนภายใน 3 เดือน คาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งอาคารนี้จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ช่วยต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนที่มีจำนวนมาก นำมาสู่กระบวนการแปรรูปสำหรับนำมาใช้ในภาวะบางช่วงที่ขาดแคลน ส่วนหนึ่งจะนำไปส่งเสริมด้านอาชีพ ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ด้วย ซึ่งเงินส่วนที่เหลือทางเกษตรและประชาชนจะตั้งเป็นกองทุนหรือมูลนิธิสำหรับกิจกรรมเพื่ออาหารกลางวันในอนาคตต่อไป

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326607

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

ไจก้า,สทนช

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3 บรรเทาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา

 

“สทนช.”จ่อถกหน่วยงานเกี่ยวข้องด้านเทคนิคประเมินรอบด้าน หลัง”ไจก้า” จัดเวทีแจงผลศึกษาโครงการพัฒนาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3 ฉบับสุดท้าย ก่อนเสนอกนช.เคาะเข้าสู่ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ

"ไจก้า" คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเปิดการสัมมนาเรื่อง “การจัดการน้ำท่วมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา : Flood Management of Chao Phraya River Basin” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า ณ  โรงแรมเวสทิน  แกรนด์ สุขุมวิท ว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาโครงการพัฒนาคลองผันน้ำควบคู่ไปกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ครั้งสุดท้ายของไจก้า ซึ่งเป็นโครงการที่ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงสู่อ่าวไทย ที่ช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในวงจำกัด และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยโครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 เป็น 1 ใน 9 แผนหลักที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)            ได้เห็นชอบในหลักการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม หลังการรับฟังผลการศึกษาโครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ของไจก้าครั้งนี้แล้ว สทนช.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และยังเป็นหน่วยงานกลาง (Regulator) ที่ประสานงาน กำกับดูแล และบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วยนั้น สทนช.ต้องพิจารณาเงื่อนไขในการศึกษาของไจก้า และการจัดการน้ำท่วมในไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทางเทคนิค เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจโดยอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อบรรจุในร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนให้เป็นระยะ 20 ปี ที่มีเป้าหมายจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2561       นี้ด้วย

“มาตรการป้องกันสำหรับการลดความเสี่ยงอุทกภัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 9 แผนหลักที่ กนช.ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้วนั้น ประกอบด้วย 1.โครงการปรับปรุงระบบชลประทาน 2.โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แบ่งเป็น ช่วงคลองชัยนาท – ป่าสัก และ ช่วงคลองป่าสัก – อ่าวไทย 3. โครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่สาม 4.โครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 5.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 6.โครงการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 7.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร (อยุธยาบายพาส) 8.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน และ 9.โครงการพื้นที่รับน้ำนอง ที่ปัจจุบันหลายแผนงานได้มีการขับเคลื่อนไปแล้ว แต่บางแผนงานต้องศึกษาในรายละเอียดด้านเทคนิคสิ่งแวดล้อมและสังคมให้รอบคอบ เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบและความคุ้มค่าสูงสุดด้วย

ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326574

ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

ผู้ตรวจราการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

 ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้นำคณะลงพื้นที่เมืองนราธิวาส ติดตามงานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2561  พร้อมเสนอแนะให้จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดูแล แสดงพิกัดที่จับกุมคดีไม้และคดีบุกรุกพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนในการลาดตระเวน

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และนายพินิจศักดิ์ กลิ่นมาลา สผส. ตรวจราชการในเขตตรวจราชการที่ 8 จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามการดำเนินงาน เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2561 พร้อมข้อเสนอแนะในประเด็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ทส. และกรมป่าไม้ ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส โดยมี ผอ.สำนัก ผอ.ส่วนต่างๆ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า ข้าราชการ และพนักงาน เข้าร่วมประชุมและรายงานผลการปฏิบัติงานและปัญหาอุปสรรคในการทำงานทุกกิจกรรม

การลงพื้นที่ของผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้และคณะครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ. 3 (ระแงะ-จะแนะ) อ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ข้อเสนอแนะในการทำงาน โดยให้จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดูแล แสดงพิกัดที่จับกุมคดีไม้และคดีบุกรุกพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนในการลาดตระเวน

ทั้งนี้ พบว่าในบริเวณหน่วยฯ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่อย่างร่มรื่น จึงให้หน่วยฯ จัดทำป้าย QR-CODE ติดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณหน่วย เพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน พร้อมตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ก่อนเดินทางกลับได้มอบอินทผาลัม ให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในช่วงรอมฎอน และปลูกต้นยางนา เพื่อเป็นที่ระลึกในการตรวจเยี่ยมด้วย

ต่อจากนั้นผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โครงการพิกุลทอง และสถานีวนวัฒนวิจัยพิกุลทอง จ.นราธิวาส และศึกษาพันธุ์ไม้ตามเส้นทางธรรมชาติป่าพรุจำลอง ต่อไปด้วย

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326439

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

ศดรชาติชาย ณ เชียงใหม่

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนในการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สนับสนุนทุนในการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาโท ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ทุนละ 20,000 บาท

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยถึง โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ  ว่า สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้จัดให้มีโครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ทุนละ 20,000 บาท
สำหรับนิสิต นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ ซึ่งหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ  เพื่อเป็นประโยชน์ในการขยายความรู้ ความเข้าใจ การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ อันจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน  ที่สำคัญจะต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน และมีความเชื่อมโยงกับงานพัฒนาด้านอื่นๆ ในพื้นที่
ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ ที่จะได้รับการพิจารณาจะต้องมีเนื้อหา วิธีการศึกษาที่เป็นการประยุกต์แนวพระราชดำริในการพัฒนาและหลักการทรงงาน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. แนวพระราชดำริในการพัฒนา  6 มิติ ในบริบทการนำความรู้ทางด้านวิชาการ และความรู้ทางด้านภูมิสังคม มาผสมผสานเพื่อทำให้มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดในแต่ละพื้นที่
ขณะที่ประเด็นที่ 2 คือในบริบทของหลักการทรงงาน อันประกอบด้วย “หลักคิด” ซึ่งครอบคลุม ในเรื่องการพึ่งตนเอง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีฐานความรู้ เรียบง่าย ประหยัด มุ่งความคุ้มค่าคุ้มทุน “หลักการจัดการ” ที่มีการวางแผน ทำเป็นขั้นตอน มีการจดบันทึก และประเมินผล รวมถึง “หลักการพัฒนาคน” ที่จะต้องเข้าใจปัญหาของตัวเอง พึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด และทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้
ทั้งนี้ โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2561 คณาจารย์และนิสิต นักศึกษา ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ, http://www.pidthong.org และคุณหทัยรัตน์ พ่วงเชย  ฝ่ายจัดการความรู้  โทร 02-6115006 email : hatairat_p@pidthong.org  โทรสาร 02 6581413