ชป. เดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328293

ชป. เดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 61

กรมชล

ชป. เดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 61

 

กรมชลประทาน เดินหน้าเตรียมพร้อมแผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2561 หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ย้ำทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ในขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ยังรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 30,089 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

ชป. เดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 61

 

เช้าวันนี้(31 พ.ค. 61) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานการแถลงข่าวแผนบริหารจัดการน้ำและการเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนปี 2561 โดยมีดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้การต้อนรับและร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยกเว้นภาคใต้ ได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้วจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งหลังจากนี้ไป กรมชลประทาน จะดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 ที่ได้วางไว้ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน(30 พ.ค. 61) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวมกัน 45,848 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,929 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 สามารถรับน้ำได้อีก 30,089 ล้าน ลบ.ม.
เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)   มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,979 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 52 (ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,283 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35) ปริมาณน้ำใช้การได้เทียบกับปี 2560 ปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่า 2,039 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 กรมชลประทาน ได้วางมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง อาทิ การคาดการณ์และติดตามสภาวะทางอุตุ-อุทกวิทยา การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การ   เก็บกัก การตรวจสอบความพร้อมใช้งานของอาคารชลประทาน การใช้ระบบโทรมาตรเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย             การเชื่อมโยงข้อมูลและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ และการเลื่อนเวลาการปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มเพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก เป็นต้น ส่วนมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง นั้น จะดำเนินตามแผนงานขุดลอก การซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคารชลประทาน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทาน ตัดยอดน้ำหลากเพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชน รวมไปถึงการใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทานในการควบคุมปริมาณน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรด้วย

ในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้มีการเลื่อนเวลาการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อใช้พื้นที่การเกษตรเหล่านั้นเป็นพื้นที่รับน้ำหลาก หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว ได้แก่ พื้นที่ตอนบนตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นไป คือ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ในปีนี้มีการปรับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น จากเดิมปีที่แล้วมีพื้นที่ 265,000 ไร่ เพิ่มเป็น 382,000 ไร่ รับน้ำได้มากขึ้นจากเดิม 400 เป็น 550    ล้าน ลบ.ม. ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรทำนาปีแล้วตั้งแต่ 1 เม.ย. 61 เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในเดือนกรกฎาคม
ส่วนพื้นที่ตอนล่างตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา  ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก     ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ พื้นที่รวมกว่า 1.15 ล้านไร่ รับน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม.  ได้มีการส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำนาปี ตั้งแต่ 1 พ.ค. 61 เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนกันยายน ก่อนจะใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงฤดูหลากต่อไป
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั่วประเทศ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ 30 พ.ค. 61) มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.07 ล้านไร่(แผนวางไว้ 16.47 ล้านไร่) หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั้งประเทศ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกพืชไปแล้ว 3.60 ล้านไร่(แผนวางไว้ 7.73 ล้านไร่) หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำหรับการทำนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 13 ทุ่ง ปัจจุบันพื้นที่ตอนบนทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกเต็มพื้นที่แล้ว(0.382 ล้านไร่) ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 0.707 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่เป้าหมายที่วางไว้ 1.15 ล้านไร่ รวมผลการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้ง 13 ทุ่ง มีการทำนาปีไปแล้ว 1.089 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 71 ของแผนการเพาะปลูกที่วางไว้ทั้งสิ้น 1.532 ล้านไร่
ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกแห่ง    ให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ พร้อมกับตรวจสอบอาคารชลประทาน ระบบชลประทานต่างๆ ในพื้นที่ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร-เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด รถแทรกเตอร์/รถตัก 225 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 410 หน่วย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ในเขตสำนักงานชลประทานต่างๆ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย
นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ทำการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั้งหมด 437 แห่ง โดยทุกแห่งยังคงมีสภาพมั่นคงแข็งแรงดี ทั้งนี้ รวมไปถึงการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา การกำจัดสิ่งกีดขวางอย่างผักตบชวา ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ที่สำคัญได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้บูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและรายงานสถานการณ์น้ำต่อ          ผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบ และเตรียมการป้องกันได้อย่างทันต่อเหตุการณ์

ลงนามข้อตกลงแผนชำระหนี้เงินกู้ร่วมกับสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328291

ลงนามข้อตกลงแผนชำระหนี้เงินกู้ร่วมกับสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง

สหกรณ์รถไฟ

สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟลงนามข้อตกลงแผนชำระหนี้เงินกู้ร่วมกับสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง

 

            คณะกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ร่วมลงนามในข้อตกลงแผนชำระหนี้เงินกู้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง หลังบรรลุข้อหารือแนวทางจัดทำแผนแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและการส่งชำระหนี้เงินกู้และจ่ายคืนเงินฝาก ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี โดยเจ้าหนี้พร้อมให้ความช่วยเหลือลดดอกเบี้ยเงินกู้ เงินฝาก พร้อมทั้งผ่อนปรนการชำระหนี้บางส่วนเพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ฯ มีสภาพคล่องในการดำเนินงาน สามารถปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิกที่เดือดร้อนได้

 

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์              ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงแผนชำระถหนี้เงินกู้และจ่ายคืนเงินฝาก ระหว่างคณะกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด กับตัวแทนสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง ณ ห้องประชุมสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย กรุงเทพฯ ภายหลังจากที่คณะกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการประชุมร่วมกันกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่ง ถึงแผนการชำระหนี้เงินกู้และจ่ายคืนเงินฝากตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นมา และได้รับความอนุเคราะห์และร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากสหกรณ์เจ้าหนี้ในการให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการจัดทำแผนดังกล่าว เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ฯ ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างลุล่วง จึงได้มีการลงนามในข้อตกลงระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ฯ กับสหกรณ์เจ้าหนี้ ในวันนี้(31 พ.ค.)

 

ด้านนายสิทธิพร ปานใจ ประธานคณะกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เปิดเผยว่า  ได้ยื่นข้อเสนอให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ได้พิจารณา และได้ข้อตกลงร่วมกัน คือ ในส่วนของหนี้เงินกู้ยังชำระปกติ แต่ขอความร่วมมือกับสหกรณ์เจ้าหนี้ คือ ต้นเงินกู้ใน 2 งวด จะชำระหนี้ตามปกติแต่เม็ดเงินนั้นจะขอให้ฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯก่อน ซึ่งเงินต้นชำระหนี้ใน 2 งวดนี้ เมื่อโยกไปเป็นเงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ จะนำไปใช้ในการบริหารกิจการสหกรณ์ โดยให้เงินกู้แก่สมาชิก และทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น กรณีของเงินกู้ได้ขอปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้จากสหกรณ์เจ้าหนี้ โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกสัญญาร้อยละ 1 เพื่อช่วยลดต้นทุนของสหกรณ์ลง  ในส่วนของเงินฝาก              ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นร้อยละ 4 ต่อปี ทุกบัญชีเป็นการลดภาระการชำระหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟกับสหกรณ์เจ้าหนี้ ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และมีแผนในการจ่ายคืนเงินฝาก และชำระหนี้เงินกู้ให้สหกรณ์เจ้าหนี้ได้เห็นชัดเจน ว่าในแต่ละปีจะจ่ายคืนเท่าไหร่อย่างไร ในอัตราเท่าไหร่  ซึ่งแผนชำระหนี้คืนมีระยะเวลา 6 ปี  คาดว่าเมื่อดำเนินการได้ตามข้อตกลงงนี้ ในเดือนมิถุนายน สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯจะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นประมาณ 25 ล้านบาท              เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับสมาชิกก่อนในขณะเดียวกันก็จะเป็นรายได้กลับมา เพื่อให้มีสภาพคล่องและเดินได้ต่อไป

          นอกจากนี้ นายปุณณลักขิ์ สุรัสวดี รองประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำกัด  ในฐานะตัวแทนสหกรณ์เจ้าหนี้ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะกรรมการชั่วคราวของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ ที่ช่วยกันประคับประคอง ช่วยกันแก้ไขปัญหา ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี ซึ่งสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 สหกรณ์ ได้ร่วมมือร่วมใจกัน หารือเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์สหกรณ์สโมสรรถไฟฯกลับมามีความมั่นคงและยืนยันว่าสามารถดำเนิน ธุรกิจร่วมกันกับสหกรณ์พันธมิตรทั้งหมดได้ด้วยดี สามารถดูแลสมาชิกของทุกสหกรณ์ได้ตามปกติ

          นอกจากนี้ นายปุณณลักขิ์ สุรัสวดี รองประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำกัด  ในฐานะตัวแทนสหกรณ์เจ้าหนี้ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะกรรมการชั่วคราวของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ ที่ช่วยกันประคับประคอง ช่วยกันแก้ไขปัญหา ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี ซึ่งสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 สหกรณ์ ได้ร่วมมือร่วมใจกัน หารือเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์สหกรณ์สโมสรรถไฟฯกลับมามีความมั่นคงและยืนยันว่าสามารถดำเนิน ธุรกิจร่วมกันกับสหกรณ์พันธมิตรทั้งหมดได้ด้วยดี สามารถดูแลสมาชิกของทุกสหกรณ์ได้ตามปกติ

ฝนหลวงฯ ขานรับงานการบริหารจัดการทรัพยากรตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328289

ฝนหลวงฯ ขานรับงานการบริหารจัดการทรัพยากรตามศาสตร์พระราชา

กรมฝนหลวง

ฝนหลวงฯ ขานรับงานการบริหารจัดการทรัพยากรตามศาสตร์พระราชา

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขยายความร่วมมือหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลง 11 หน่วยงาน ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต ให้สามารถใช้ประโยชน์ย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมบนาถบพิตร โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

 

ฝนหลวงฯ ขานรับงานการบริหารจัดการทรัพยากรตามศาสตร์พระราชา

วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ    การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ    การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่าง 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง    เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผ่านมา

โดยทุกหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานโครงการต่างๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ และสนับสนุนพัฒนาด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์รวมถึงสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการระหว่างกัน

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดเตรียมโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการร่วมมือ R3+    เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรและผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน พื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นการดำเนินงานบูรณาการระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง       อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี และเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการวางแผนอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างบูรณาการ

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอีกหนึ่งโครงการ ได้แก่ โครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้น     สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา”       ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งเป็นการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้นในการเพิ่มโอกาส     การเกิดฝนและการปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นโดยการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ ตลอดจนเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการปลูกป่าไม้ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้น บริเวณหัวไร่ปลายนา อีกทั้งเพื่อเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต และการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน โดยมีการดำเนินการในโครงการแบ่งเป็น         2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1. กิจกรรมปลูกป่าและไม้ยืนต้น และ 2. กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ

นอกจากนี้ ในส่วนของกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร        ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ Collector for ArcGIS ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ IOS และ Android เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามดูผลการปลูกไม้ของตนเองได้ ทั้งนี้ กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2561 อีกด้วย โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทางเพจ facebook กรมฝนหลวง      และการบินเกษตร หรือทางเว็บไซต์ www. royalrain.go.th

เร่งรัดอ่างฯน้ำปี้ขีดเส้นผู้รับเหมาต้องแล้วเสร็จภายในปี2564

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328242

เร่งรัดอ่างฯน้ำปี้ขีดเส้นผู้รับเหมาต้องแล้วเสร็จภายในปี2564

อ่างน้ำปี้

เร่งรัดอ่างฯน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขีดเส้นผู้รับเหมาต้องแล้วเสร็จภายในปี2564

 

กรมชลประทาน เร่งรัดโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา สั่งเพิ่มกำลังคน เครื่องจักร ขีดเส้นต้องแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2564  เผยหากแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 60,000 ไร่

เร่งรัดอ่างฯน้ำปี้ขีดเส้นผู้รับเหมาต้องแล้วเสร็จภายในปี2564

 

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายนพดล ใจธรรม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพะเยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม   โดยมีนายวิวัธน์ชัย คงลำธาร  ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 รายงานความคืบหน้าของโครงการ ณ ห้องประชุม   โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา

เร่งรัดอ่างฯน้ำปี้ขีดเส้นผู้รับเหมาต้องแล้วเสร็จภายในปี2564
นายประพิศกล่าวว่า  ได้มีการติดติดตามความก้าวหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการ  พร้อมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ตลอดจนการเพิ่มกำลังคน และเครื่องจักร ในการขับเคลื่อนการทำงานให้สำเร็จเป็นไปตามแผนสัญญาที่ได้กำหนดไว้ ตามข้อสั่งการของพลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้ เร่งรัดให้การดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  โดยจะต้องมีการควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เป็นไปตามหลักวิศวกรรม  ควบคุมการก่อสร้างไม่ให้เกิดผล กระทบต่อประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดพะเยาและประชาชนร่วมกันออกแบบภูมิสถาปัตย์ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
“ผมได้เน้นย้ำให้บริษัทผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าว ในส่วนเขื่อนคอนกรีตให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 โดยทั้งโครงการจะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2564 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมติไว้ เพื่อให้เกษตรกร ประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากโครงการได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
ทั้งนี้โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริมีลักษณะเป็นเขื่อนชนิดคอนกรีตบดอัด (RCC: Roller compacted Concrete) มีความกว้างสันเขื่อน 8.00 ม. ความยาวสันเขื่อน 810.00 ม. ความสูง 54.00 ม. มีระบบท่อความยาวรวม 75.00 กม. ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 28,000 ไร่ และฤดูแล้งสามารถส่งน้ำผ่านลำน้ำปี้ลงสู่แม่น้ำยมให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ยม (ฝายแม่ยม) จ.เเพร่ จำนวน 35,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ปศุสัตว์และอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ต.เชียงม่วน ต.บ้านมาง ต.สระ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา จำนวน 34 หมู่บ้าน 7,520 ครัวเรือน และสามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอ.เชียงม่วน จ.พะเยาลุ่มน้ำยม รวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งประมงสำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและเพื่อเป็นรายได้เสริม ตลอดจนเป็นแหล่งพักผ่อน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยังสามารถใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำได้อีกด้วย
สำหรับ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ณ บริเวณหมู่ 3 บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  ทรงมีพระราชดำริ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520 ว่า “สมควรจะรีบดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำปี้นี้ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะใช้ค่าลงทุนทั้งโครงการเพียงประมาณ225 ล้านบาท สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งแม่น้ำปี้จนจรดแม่น้ำยมในเขตอำเภอเชียงม่วน   ได้ประมาณ 45,000 ไร่ ตลอดปี และยังมีน้ำเหลือส่งให้กับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานแม่ยมได้อีกประมาณ 50,000 ไร่ ด้วย”

 

สำหรับลุ่มน้ำปี้เป็น ลุ่มน้ำสาขาของ ลุ่มน้ำยม  ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ยังมีปัญหาในเรื่องน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งซ้ำ เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำได้มากเพียงพอที่จะใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) ทั้งลุ่มน้ำ  ซึ่งการศึกษาเบื้องต้น พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมสำหรับการสร้างอ่างเก็บน้ำได้ถึง 50 แห่ง แต่เมื่อพิจารณาศักยภาพที่จะสามารถก่อสร้างได้ มีประมาณ  22  แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งหมด และอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เป็น 1 ใน 22 แห่งดังกล่าว ที่สามารถดำเนินการก่อสร้างๆได้แล้ว  และถือเป็นโครงการสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี
ทั้งนี้ถ้าหากสามารถก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยมได้ครบทั้ง 22 แห่งตามผลการศึกษา จะสามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม.  และเมื่อรวมปริมาณความจุกับอ่างฯของเก่าที่มีอยู่แล้วในลุ่มน้ำยม  จะทำสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้คิดเป็นร้อยละ19 ของปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำยม   แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก  แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขานั้นๆได้ดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย   เพราะหากรอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการต่อต้านสูง  ก็ไม่รู้ว่าจะก่อสร้างได้เมื่อไหร่

“ทุเรียนต้นคู่”นวัตกรรมจากภูมิปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328237

 “ทุเรียนต้นคู่”นวัตกรรมจากภูมิปัญญา

ทุเรียนคู่

 “ทุเรียนต้นคู่”นวัตกรรมจากภูมิปัญญา ช่วยชาวสวนแก้ปัญหา”รากเน่าโคนเน่า”

การปลูกทุเรียนแบบต้นคู่ของเกษตรกรในพื้นที่ จ.จันทบุรี นั้น ถือเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ที่ปลูกทุเรียนมีลมแรง ประสบกับภาวะน้ำท่วมขังอันเป็นที่มาของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน ที่สำคัญในการปลูกรูปแบบนี้เป็นการเพิ่มผลตอบแทนต่อพื้นที่ ซึ่งจะมีปริมาณผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าถึงร้อยละ 30 ในขณะที่ต้นทุนการผลิตใกล้เคียงกับการปลูกแบบต้นเดี่ยว

จึงทำให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร(สสก.)ที่ 3 จ.ระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำวิธีการดังกล่าวนี้ไปส่งเสริมและสนับสนุนให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก

 "ทุเรียนต้นคู่"นวัตกรรมจากภูมิปัญญา

 

ชาตรี บุญนาค ผอ.สสก.ที่ 3 จ.ระยอง เผยกับ “คม ชัด ลึก” ว่าการปลูกทุเรียนต้นคู่แบบยกโคกเดียว เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผ่านการทดลองในพื้นที่ศึกษาของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว ซึ่งต่อมาเกษตรกรได้นำมาดำเนินการในพื้นที่ของตนเองและขยายพื้นที่ปริมาณมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด เข้าไปช่วยกำกับดูแล และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์เพิ่มเติม เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อการต่อยอดในรูปแบบเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

“ข้อดีในการปลูกแบบต้นคู่ ประการแรกก็คือจะช่วยให้การยึดและประสานระหว่างกันของรากมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ทำให้การโค่นล้มของทุเรียนที่จะเกิดจากแรงลม หรือภัยธรรมชาติน้อยลง ลดปัญหาความสูญเสียของผลผลิตทุเรียน ประการที่สอง เมื่อทุเรียนเจริญเติบโตขึ้นเป็นสองต้นคู่กันต่อหลุมที่มีการบริหารจัดการหลุมที่ดีแล้ว จะส่งผลให้ระบบรากสามารถหาอาหารได้ดีขึ้น จึงทำให้ผลผลิตทุเรียนมีปริมาณมากขึ้น อีกทั้งคุณภาพของผลผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย”

นอกจากนั้น แล้วยังสามารถการจัดการผลผลิตได้ดีกว่าและมีอาหารเลี้ยงผลได้สมบูรณ์กว่า ต้นทุเรียนไม่โทรม ทำให้สามารถฟื้นตัวหลังการเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ในส่วนของกิ่งก้านที่เบียดกันระหว่างสองต้นนั้น เกษตรกรจะต้องทำการลิดออกตั้งแต่ยังเล็ก และปล่อยให้กิ่งทุเรียนแผ่ออกด้านข้างของแต่ละต้น โดยหลักการปลูกจะใช้หลักทางสภาพอากาศตามธรรมชาติ คือจะปลูกให้คู่กันในแบบระยะชิดระหว่างต้นในแนวทิศเหนือกับทิศใต้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุเรียนทั้ง 2 ต้น ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจนเย็นพร้อมกันทั้งสองต้น

“ขณะนี้มีเกษตรกรที่สนใจการปลูกทุเรียนต้นคู่ได้เข้ามาศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง สำนักงานส่งเสริมพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง จึงได้จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่ปลูกทุเรียนแบบ 2 ต้นคู่ ในพื้นที่ปลูกของเกษตรกร เช่น สวนทุเรียนของนายธีรภัทร อุ่นใจ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 สาขาอาชีพทำสวน หมู่ 8 ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี นอกจากนั้นแปลงเรียนรู้การปลูกทุเรียนต้นคู่นี้ยังมีเกษตรกรผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งทุกคนได้มีโอกาสในการเข้าถึงนวัฒกรรมใหม่ๆ ในการเพาะปลูก แล้วนำไปถอดองค์ความรู้เพื่อนำไปปฎิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเองและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ที่สนใจต่อไป” ผอ.สสก.ที่3 ระยองกล่าว

ปิยะ สมัครพงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี ระบุว่า แปลงปลูกทุเรียนต้นคู่ของนายธีรภัทร อุ่นใจ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 สาขาอาชีพทำสวนนั้น เป็นแปลงเกษตรที่อยู่ในระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรแปลงใหญ่ มีการทำการผลิตแบบลดต้นทุนขณะที่ให้ผลผลิตดีมีคุณภาพ และตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดถึงการสร้างสุขภาพของเกษตรกรอันเป็นผลมาจากการทำการผลิต

 "ทุเรียนต้นคู่"นวัตกรรมจากภูมิปัญญา

“เกษตรกรรายนี้ มีความเด่นในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการเพาะปลูก มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ สภาพของสวนมีความสะอาด ทุเรียนมีความสมบูรณ์ทุกต้น โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนจะไม่มี มีการนำระบบชีวภาพในการเพาะปลูกมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ผสมผสานกับการใช้สารเคมี ทำการผลิตตามระบบจีเอพี มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนในการผลิต มีการจัดการผลผลิตหลังจากเก็บเกี่ยว มีการดูแลเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน พร้อมวางระบบการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางโดยรวมกลุ่มเกษตรกรเข้าด้วยกันเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองได้มากขึ้น และมีผลผลิตทุเรียนอยู่ในมือประมาณ 3-4 ตันต่อปี ส่งผลให้สามารถควบคุมกลไกทางการตลาดและราคาผลผลิตได้ ซึ่งส่วนต่างๆ เหล่านี้นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 สาขาอาชีพทำสวน” เกษตรจังหวัดจันทบุรีกล่าว

 เทคนิคการปลูกทุเรียนคู่ฉบับภูมิปัญญา 

    ธีรภัทร อุ่นใจ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 สาขาอาชีพทำสวน ย้อนที่มาของการปลูกทุเรียนต้นคู่นั้นว่าเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนที่ปลูกพืชยืนต้นประเภทให้ผล เป็นการปลูกเพื่อเตรียมพร้อมชดเชยสำหรับต้นที่อาจจะตายไป ซึ่งหากมี 1 ต้นตาย ก็จะมีอีกหนึ่งต้นขึ้นมาแทน สมัยก่อนการปลูกพืชไม่มีการจัดระเบียบปลูกแบบทั่วไป ว่างตรงไหนก็ปลูกตรงนั้น ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่มีการพัฒนาระบบการเพาะปลูกเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ มากขึ้น ตั้งแต่ระเบียบแถว วิธีการบำรุงรักษา จึงทำให้พืชเจริญเติบโตเร็วและได้ผลผลิตมีคุณภาพ

“การปลูกทุเรียนต้นคู่ในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน เป็นการประยุกต์ใช้ระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาการสมัยใหม่ที่ผ่านการศึกษาทดลองจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการปลูกทุเรียนในยุค 4.0 ก็ว่าได้ เพราะเป็นการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบลงตัว และประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีวิธีการแต่งกิ่งให้โล่งตามหลักวิชาการเพื่อให้ต้นพืชได้รับแสงแดดมากที่สุด”

เกษตรดีเด่นแห่งชาติปี 61 เผยต่อว่า ในแต่ละวันสามารถป้องกันการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ หมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวสามารถเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่สวนได้สะดวกโดยไม่กระทบกับต้นและรากของทุเรียน ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ต้องใช้สารเคมี ใช้วิธีการทางธรรมชาติดูแลแปลงปลูก ให้หญ้าที่ตัดเป็นปุ๋ยพืชสดสำหรับต้นพืช ลดเรื่องการใช้ปุ๋ยทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก

สำหรับการปลูกทุเรียนแบบต้นคู่ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีนั้น จะเริ่มด้วยการเตรียมดินหรือหลุมปลูกด้วยการยกโคกหลุมปลูกให้สูงจากพื้นดินปกติ ประมาณ 120 เซนติเมตร ความกว้างของโคกปลูกประมาณ 8×8 เมตร เพื่อลดปัญหาและป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าและเอื้อต่อการจัดการในช่วงทุเรียนออกดอกติดผลและดูแลรักษา ใช้ระยะปลูก 12×12 เมตร ใน 1 หลุม ปลูก 2 ต้น แต่ละต้นห่างกัน 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ทุเรียนประมาณ 30-32 ต้น วางแนวปลูกตามแนวทิศตะวันออกและตะวันตก (ตามตะวัน) โดยระยะชิดอยู่ระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ ผลตอบแทนและรายได้มีต้นทุนเฉลี่ย 7-8 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 19,000-20,000 บาทต่อไร่ ไม่รวมค่ายกโคก และค่ากิ่งพันธุ์ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,400-2,500 กิโลกรัมต่อไร่ มีรายได้ประมาณ 1-2 แสนบาทต่อไร่ (ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45-50 บาทต่อกิโลกรัม)

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327543

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

ทช.แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

 

ทช.แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดแถลงข่าวเรื่อง การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 “One World One Ocean : Newand more value of the sea” โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิขากด้านต่างๆ ประกอบด้วย นายเชาวลิตร แสงอุทัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ รองประธานคณะกรรมการจัดงาน และนายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเและชายฝั่ง รวมถึงนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยและการจัดการทางทะเล และคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 903 อาคาร ภปร. มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

 

​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพาและสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “One World One Ocean : New and More Value of the sea” โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มิถุยายน 2561 ณ โรงแรม บางแสนเฮอร์ริเทจ จังหวัดชลบุรี โดยมีพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ​ซึ่งการประชุมวิชาการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา หน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชนและผู้สนใจทั่วไป ได้นำเสนอผลงานวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ร่วมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางทะเล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอีกด้วย

​นายจตุพร กล่าวว่า นอกจากการนำเสนอผลงานด้านวิชาการแล้ว ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือด้านการศึกษาและการจัดการทรัพยากรทางทะเล ระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา การปาฐกถาและการบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ การอภิปรายและเสวนาวิชาการในประเด็นที่สำคัญต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในระดับชาติและระดับโลก เพื่อความร่วมมือในการดูแลผลประโยชน์และการอนุรักษ์ทะเลไทย การประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมคู่ขนาน การประชุมใหญ่สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย

อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการโดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง การแสดงภาพและการประกวดภาพถ่ายทางทะเล คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวประมาณ 1,000 คน ​สำหรับการประชุมวิชาการในครั้งนี้ มีการเพิ่มรูปแบบของกิจกรรมนอกเหนือจากครั้งที่ผ่านๆ มา โดยมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเก็บขยะ ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2561 ณ บริเวณลานหน้าโรงแรมบางแสนเฮอร์ริเทจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำบลแสนสุข และจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว ได้มีส่วนร่วมและรับรู้การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการในครั้งนี้ ​ทั้งนี้ ผลสรุปจากการประชุมวิชาการ ตอบรับการพัฒนาของประเทศบนพื้นฐานการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ในรูปแบบ “ปฏิญญาบางแสน” (Bangsaen Delcaration) ก่อนนำเสนอรัฐบาลเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางนโยบายด้านทรัพยากรทางทะเลต่อไป

เกษตรฯ คิกออฟ “FIELD DAY ปี 2561”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327505

เกษตรฯ คิกออฟ “FIELD DAY ปี 2561”

เชียงราย

เกษตรฯ คิกออฟ “Field Day ปี 2561”

กระทรวงเกษตรฯ คิกออฟ “Field Day ปี 2561” เน้นถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ใช้ตลาดนำการผลิตผ่าน ศพก. เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรทั่วประเทศ 

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ว่า กิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการทางการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field day จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ต่อเกษตรกร มีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มีหน่วยงานต่างๆ ให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจเพื่อสนับสนุนเกษตรกร พร้อมเผยแพร่ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จาก ศพก. และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 650 ศพก. อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 232 แห่ง คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้ามาร่วมงานกว่า 150,000 คน

สำหรับการจัดงาน field day ณ ศพก. อ.ขุนตาล จ.เชียงราย ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตลำไยนอกฤดู เนื่องจากสภาพปัญหาในพื้นที่ อ.ขุนตาล มีพื้นที่ปลูกลำไยมากกว่า 6,000 ไร่ โดย ต.ยางฮอม มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกลำไยตามฤดูกาล ซึ่งให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง (ช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม) ผลผลิตลำไยออกพร้อมกัน ทำให้ราคาถูก พ่อค้าคนกลางกดราคา ไม่สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ประกอบกับเกษตรกรขาดความรู้เกี่ยวกับการจัดการในสวนลำไย การผลิตลำไยนอกฤดู การแปรรูปผลผลิตลำไย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้ อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกบนภูเขา ไม่มีเอกสารที่ดิน ขาดระบบน้ำในแปลงปลูก ทำให้ได้ผลผลิตค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแนวทางในการปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาทางการเกษตร อาทิ 1) การลดการใช้สารเคมีโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภัณฑ์ 2) การขุดเจาะและสร้างระบบน้ำเพื่อใช้ในพื้นที่การเกษตร
3) การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดู เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าลำไยตามฤดูกาล 4) การรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยเพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง หรือจำหน่ายให้กับแหล่งรับซื้อโดยตรง และ5) การพัฒนาให้เกษตรกรผลิตลำไยช่อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เป็นต้น

“การเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ กระทรวงเกษตรฯ เน้นนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพ
โดยมี ศพก. และ ระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงฯ เช่น ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย และในส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 60/61 โดยให้หน่วยงานในสังกัด บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว.

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327501

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

“สทนช.”ร่วมถกสภาน้ำเอเชียฐานะหน่วยงานกลางด้านน้ำของชาติ ย้ำไทยน้อมนำแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาน้ำยั่งยืน หวังชูบทบาทไทยเป็นผู้นำด้านน้ำในอาเซียนและยกระดับสู่เอเชีย ด้านสภาน้ำเอเชียเคาะ 3 โครงการหลักเชื่อมความร่วมมือสมาชิกแก้ปัญหาน้ำในภูมิภาค

วันที่ 25 พฤษภาคม 2561) เวลา 09.00 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รับมอบหมายจากพลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทน ในฐานะประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการด้านน้ำของภูมิภาคเอเชีย เรื่อง วิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเอเชีย ณ ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ในการประชุมกรรมการบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2561 โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันการศึกษา องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย และสถาบันการศึกษาวิจัยระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า นอกจากไทยเป็นสมาชิกสภาน้ำโลก องค์การสหประชาชาติแล้ว ไทยยังร่วมเป็นสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย ( AWC ) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายด้านน้ำระดับโลก ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับความท้าทายด้านน้ำในภูมิภาคเอเชีย และเป็นองค์กรหลักที่สนับสนุนการจัดประชุมสัปดาห์น้ำสากลแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการเกี่ยวกับน้ำระหว่างเครือข่ายด้านน้ำ  ปัจจุบันมีสมาชิก 130 องค์กร และมีคณะกรรมการในสภาน้ำแห่งเอเชียจำนวน 26 คน  โดยในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมสภาน้ำแห่งเอเชียยังเห็นชอบร่วมกันในการขับเคลื่อน 3 โครงการหลักภายใต้แผนพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อจัดการความเสี่ยงภัยทางด้านน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่ภาคเอเชียประสบอยู่ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และมลพิษทางน้ำเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกในเครือข่าย ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ และผู้นำรัฐบาลของแต่ละประเทศในเอเชียได้เสนอแนะแนวทางการทำงานร่วมกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ไทยยังถือเป็นโอกาสสร้างการรับรู้ให้แก่นานาชาติ ถึงนโยบายที่รัฐบาลไทยน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ และนำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติมาเป็นกรอบพื้นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี รวมถึงสมาชิกสภาน้ำเอเชีย และภาคเครือข่ายได้เห็นผลการดำเนินงานด้านน้ำที่ไทยดำเนินการตามพันธสัญญาที่ร่วมรับรองในเวทีต่างๆ อาทิ ความตกลงปารีส ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปฎิญญาน้ำโลก และล่าสุดปฏิญญาเสียมราฐที่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกจัดตั้งหน่วยงานบูรณาการด้านน้ำระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการแล้วโดยตั้ง สทนช. เป็นหน่วยงานกลางขับเคลื่อนงานบูรณาการด้านน้ำทั้งระบบ รวมถึงการปรับปรุงกฏหมายที่เกี่ยวกับน้ำซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ที่แสดงถึงบทบาทความเป็นผู้นำด้านน้ำของเอเชียและอาเซียน เพื่อเตรียมการในปี 2562 ซึ่งไทยจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์
“การประชุมวิชาการวิชาการด้านน้ำของภูมิภาคเอเชีย ในครั้งนี้เป็นการอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “วิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเอเชีย” โดยมีกรรมการสภาน้ำแห่งเอเชีย ผู้แทนสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย และเครือข่ายร่วมอภิปรายในประเด็นต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์และส่งผลกระทบกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในเอเชียทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานและอาหาร น้ำกับระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ผมจะรับมอบตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย ในฐานะที่ร่วมสนับสนุนและผลักดันกิจกรรมต่างๆ ของสภาน้ำแห่งเอเชียมาโดยตลอด ตั้งแต่ปฏิบัติหน้าที่ที่กรมชลประทาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาน้ำในภูมิภาคเอเชียกับไทยมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายสมเกียรติ กล่าว

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327500

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งขั้นตอนการจัดทำระบบคอมพาร์เมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การเฝ้าระวังในระบบคอมพาร์ทเมนต์และพื้นที่กันชน การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ แผนการรับมือฉุกเฉินกรณีเกิดโรคระบาด ระบบการควบคุมเคลื่อนย้าย และระบบเอกสารและการจดบันทึก เป็นต้น ซึ่งเมื่อกรมปศุสัตว์ร่างหลักเกณฑ์ขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จะจัดให้มีการประชาพิจารณ์ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ด้วย

 

ทั้งนี้ ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีฟาร์มสุกรที่มีมาตรฐาน GAP และฟาร์มสุกรปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยที่ได้ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ รวมทั้งมีที่ตั้งของฟาร์มห่างจากปัจจัยเสี่ยง เช่น ตลาดนัดค้าสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ อย่างน้อย 5 กิโลเมตรในพื้นที่จังหวัดลำปางและลำพูน จำนวน 16 ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มสุกรที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยได้ในอนาคต

 

กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327497

 กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

กรมชล

 กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

 

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าว “ฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำถนนคันคลองชลประทาน ในพื้นที่ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรุด ความลึกกว่า 1 เมตร สร้างความลำบากในการสัญจรไป-มา” นั้น

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงในกรณีที่เกิดขึ้นว่า ถนนคันคลองชลประทาน       ในพื้นที่ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อสร้างและใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525  มีความยาวทั้งสิ้น 20.30 กม. มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัยพื้นที่การเกษตรประมาณ 70,000 ไร่ ป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน   ส่วนผิวจราจรลาดยางแอสฟัลท์  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้รับงบประมาณจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้มาปรับปรุงผิวจราจร เมื่อปีงบประมาณ 2560 เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการทรุดตัวของชั้นดินในคันกั้นน้ำ จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่าความเสียหายยังไม่มากนัก กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้จัดทำป้ายแจ้งเตือนประชาชนและประสานองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกรด ให้แจ้งเตือนประชาชนที่สัญจรเส้นทางดังกล่าว ให้ระมัดระวังการใช้คันกั้นน้ำไปก่อนหน้านี้ ต่อมาได้มีฝนตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีรถยนต์สัญจรไปมาตลอดเวลา ทำให้เกิดการทรุดตัวขยายมากขึ้นในหลายๆ จุด ตั้งแต่ กม.1+350 – 7+850 ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าว ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง จึงได้ประสานกับสำนักงานชลประทานที่ 10 ขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรมาดำเนินการซ่อมแซมให้ใช้งานได้ชั่วคราว

ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้เสนอของบประมาณเพื่อดำเนินการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเริ่มดำเนินการซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน