สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ร่อนจม.ขอโทษจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329773

  สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ร่อนจม.ขอโทษจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ

นมโรงเรียน

  สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ร่อนจดหมายขอโทษจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ

            สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ร่อนจดหมายขอโทษ กรณีจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ พร้อมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงวันนี้ (11 มิย.61) ที่สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ  ด้านกระทรวงเกษตรฯ เตรียมล้อมคอกโครงการนมโรงเรียน ยกระดับการบริหารจัดการมุ่งประสิทธิภาพขั้นสูงสุด เล็งปรับวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศให้รัดกุมเพื่อป้องกันนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐานในอนาคต

  สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ร่อนจม.ขอโทษจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ

นสพ.สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน กล่าวว่า   เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 61 ที่ผ่านมา นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด  อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ได้ทำหนังสือขอโทษกับกรณีที่จัดส่งให้โรงเรียนมีปัญหาคุณภาพผิดปกติไปยัง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ในจดหมายตามที่สหกรณ์ฯ ได้จัดส่งนมยูเอชทีภายใต้โครงการนมโรงเรียนให้แก่โรงเรียนไผทอุดมศึกษาและได้เกิดปัญหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมที่จัดส่งให้โรงเรียนผิดปกติในบางกล่องมีลักษณะขุ่นข้น ไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามรายละเอียดที่สหกรณ์ได้รับทราบจากโรงเรียนแล้วนั้น

ในนามผู้บริหารฯ เจ้าหน้าที่สหกรณ์รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอโทษและขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยสหกรณ์ขอรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งการขอเรียกคืนสินค้าล๊อตนี้ทั้งหมดและจะรีบดำเนินการแก้ไจและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้  สหกรณ์ฯ ในฐานะเป็นองค์กรของเกษตรกรมิได้มีเจตนาที่จะผลิตนมและจัดส่งนมที่ไม่มีคุณภาพให้แก่นักเรียนผู้บริโภค  แต่เมื่อมีข้อผิดพลาดไม่ว่าจะด้วยเหตุใด  สหกรณ์ข้อน้อมรับข้อผิดพลาดทั้งหมดรวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

นอกจากนี้สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ฯ ยังมีแผนที่จะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในวันนี้ (11 มิ.ย. 61) ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  จตุจักร กรุงเทพ ในเวลา 11.00 น. อีกด้วย

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 61  สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระบุรีได้ทำจดหมายรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ปัญหากรณีดังกล่าวยังผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุ ขณะนี้สหกรณ์ฯได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ล็อตการผลิตที่มีปัญหาที่สหกรณ์เก็บไว้ ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยันผลอีกครั้งหนึ่งแล้วและได้ทำการแจ้งผู้รับจ้างขนส่งให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการวางซ้อนลังต้องไม่เกิน 8 ชั้น

นอกจากนี้ในวันที่ 11 มิ.ย. 61   เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะเข้าตรวจสอบกระบวนการผลิต โดยจะมีทีมงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระบุรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของจังหวัด รวมทั้งจังหวัดสระบุรีจะจัดประชุมคณะกรรมการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนระดับจังหวัด ในวันอังคารที่ 12 มิ.ย. 61 เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนของสหกรณ์/ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในภาพรวมต่อไป

สำหรับ จังหวัดสระบุรีมีสหกรณ์/ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนปี 2561 จำนวน 4 ราย คือ สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด อ.ส.ค. มวกเหล็กและบริษัท เทียนขำ แดรี่คอร์เปอเรชั่น โดยสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ฯ ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับโควต้าในการจัดส่งนมโรงเรียนให้แก่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

​            “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นกรณีศึกษาซึ่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำจะต้องไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกในอนาคต  พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งหาทางในการปรับแนวทางการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศให้รัดกุมเพื่อป้องกันนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐานอีก” นสพ.สรวิศกล่าว

ทช.จัดกิจกรรมวันทะเลโลก 8 มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329170

ทช.จัดกิจกรรมวันทะเลโลก 8 มิ.ย.

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทช.จัดกิจกรรมวันทะเลโลก 8 มิ.ย.

 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) เปิดเผยว่า กรณีที่ปรากฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 ว่าชาวบ้านพบวาฬว่ายเข้ามาในคลองนาทับ ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ในวันเดียวกันนั้นตนได้สั่งการให้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง จ.สงขลา ร่วมกับทีมสัตวแพทย์ของกรม ทช. ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ

 

จากการสังเกตุเบื้องต้นพบว่าวาฬมีลักษณะผอม การลอยตัวผิดปกติ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น พบก้อนเนื้อกระจายอยู่ทั่วลำตัว ไม่กินอาหาร มีอาการซึม เจ้าหน้าที่จึงทำการเก็บเลือด ลมหายใจและก้อนเนื้อบริเวณลำตัว พบว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด และติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจ และพบว่าสัตว์มีภาวะขาดน้ำ ทางสัตวแพทย์จึงมีการให้ยาปฎิชีวนะและสารน้ำทางหลอดเลือด และมีการป้อนน้ำเพื่อชดเชยการขาดน้ำ และมีการขนย้ายจากคลองนาทับมายังชายหาดบ้านปึก เนื่องจากน้ำในคลองขุ่นและเชี่ยว ไม่เหมาะต่อการปฐมพยาบาล เมื่อวันที่1 มิ.ย.61) ในช่วงบ่ายวาฬตัวดังกล่าวเกิดอาการดิ้นมาก และมีการสำรอกเอาพลาสติกออกมาจำนวน 1 ชิ้น รวมถึงมีการชักเกร็งและสำรอกเอาพลาสติกออกมาอีก 4 ชิ้น หลังจากนั้นทางสัตวแพทย์ได้ทำการกู้ชีพวาฬแต่ไม่สำเร็จ ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ทีมงานจึงทำการขนย้ายซากวาฬกลับมาชันสูตรยังศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง จ.สงขลา ผลการชันสูตรพบความผิดปกติในระบบต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ หัวใจขาดเลือด พบพยาธิในปอด ท่อน้ำดีและลำไส้ และพบขยะจำพวกพลาสติกในส่วนต้นของกระเพาะอาหารจำนวน 8 กิโลกรัม นับได้จำนวน 85 ชิ้น ซึ่งขยะดังกล่าวอุดตันบริเวณกระเพาะส่วนต้น และพบพลาสติกบางส่วนที่ถูกย่อยในกระเพาะหลัก ซึ่งขยะดังกล่าวเป็นแผ่นพลาสติก ถุงพลาสติกและห่อขนม สาเหตุการตายนี้สาเหตุหลักจึงเกิดจากขยะพลาสติก ที่วาฬกินเข้าไป ทำให้เกิดการอุดตันโดยขยะดังกล่าวเป็นขยะที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เมื่อวาฬป่วยจึงไม่สามารถออกล่าอาหารได้เอง จึงกินพลาสติกเข้าไปเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอาหาร ซึ่งขยะเหล่านี้มีผลทำให้อาการของวาฬแย่ลงและตายในที่สุด
นายจตุพร กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับวาฬนำร่องครีบสั้นเป็นวาฬที่อาศัยรวมกันเป็นฝูงใหญ่บริเวณทะเลเปิดในโซนเขตร้อน พบได้ตามไหล่ทวีปและร่องน้ำลึก ในประเทศไทยเคยมีการพบเจอวาฬนำร่องครีบสั้นที่บริเวณจังหวัดพังงา จำนวน 2 ครั้ง เมื่อปี 2552 และ 2553 ส่วนในฝั่งอ่าวไทยมีรายงานการเกยตื้นของวาฬชนิดนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง คือเมื่อปี 2544 และ 2553 พบเกยตื้นที่จังหวันครศรีธรรมราช และเมื่อปี 2536 พบเกยตื้นที่จังหวัดนราธิวาส

“วันนี้ถ้าเราจะช่วยลดปัญหาสัตว์ทะเลที่ต้องตายจำนวนมากจากปัญหาขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก คำตอบและทางออกที่ช่วยได้คงอยู่ที่พวกเรา ดังนั้น จึงขอฝากไปยังกลุ่มผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ทุกๆท่าน ช่วยกันลดปัญหาขยะทะเลในทุกๆมิติ เลิกการกระทำที่ไม่ใส่ใจว่าจะเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมากน้อยเพียงใด และการตายของวาฬในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ขยะทะเลได้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก หากเรายังไม่ช่วยกันลดปริมาณขยะทะเล อนาคตภายภาคหน้าเราจะไม่หลงเหลือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอยู่เลย รวมไปถึงสัตว์ทะเลหายากเหลานี้ อีกทั้งตัวเราทุกๆคนก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ในวันทะเลโลก (World Oceans day)วันที 8 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ กรม ทช.ได้จัดกิจกรรมขึ้นที่โรงภาพยนต์สยามภาวลัย สยามพารากอน โดยเชิญผู้ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลาสติกทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย มาร่วมแสดงเจตน์จำนงค์ในการร่วมลดพลาสติก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอีกเรืองหนึ่ง

สหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปั้นนักการเงินสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329113

สหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปั้นนักการเงินสหกรณ์

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักการเงินสหกรณ์

สหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปั้นนักการเงินสหกรณ์

 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรมนักการเงินสหกรณ์รุ่น  3 พัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน สามารถนำความรู้ไปวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินของสหกรณ์ เพื่อใช้สำหรับวางแผนในการเข้าไปแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรมหลักสูตร “นักการเงิน” เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน             ในระบบสหกรณ์ และสามารถก้าวทันความเสี่ยงหรือวิวัฒนาการทางด้านการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว                   เพราะปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีปริมาณการทำธุรกรรมการเงินที่สูง โดยมีสินทรัพย์มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของสหกรณ์ทั้งระบบ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ที่ต้องปฏิบัติงานและทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการเงินที่ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมนักการเงินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 จัดอบรมไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 45 คน รวม 90 คน และในปีงบประมาณ 2561 ได้จัดอบรมรุ่นที่ 3 จำนวน 50 คน ระหว่างวันที่ 4-25 มิถุนายน 2561               ณ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการอบรมจะเน้นให้ความรู้เรื่องระบบการบัญชีการเงิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิตและการบริหารความเสี่ยง การลงทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยการวิเคราะห์ตราสารหนี้  ตลาดการเงิน การวิเคราะห์งบการเงิน การประเมินสินเชื่อและการกำกับดูแลควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

“นักการเงินที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นอนาคตของกรมส่งเสริมสหกรณ์ หวังว่าจะเป็นกำลังหลักที่ช่วยดูแลสหกรณ์ในเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์หรือเครดิตยูเนี่ยน เพราะหลักสูตรนี้จะให้ความรู้ทั้งเรื่องของกฎหมายทางการเงิน การเงินการบัญชี และการควบคุมภายในและบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่บุคลากรของกรมฯจะได้เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะทางการเงิน  และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้  สิ่งที่คาดหวังคือ ผู้ที่ผ่านการอบรมนำความรู้มาใช้ประโยชน์โดยสามารถวิเคราะห์งบการเงินของสหกรณ์ได้ และประเมินได้ว่าสหกรณ์นั้น ๆ มีการดำเนินงานเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเข้าไปส่งเสริมแนะนำสหกรณ์ของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งทุกคนต้องพัฒนา ฝึกฝนและนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329105

7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
5 มิยวันสหกรณ์นักเรียน

27 ปีแห่งการเสริมสร้างความรู้วิชาการสหกรณ์สู่เยาวชน

“…เรื่องสหกรณ์โรงเรียน (เริ่ม พ.ศ. ๒๕๓๔) ก็เป็นงานหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจัดให้มีขึ้นทุกแห่ง เมื่อเริ่มโครงการข้าพเจ้ากำชับไว้ว่าผลผลิตที่เกิดจากงานเกษตรห้ามขายเด็ดขาด ต้องให้นักเรียนรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของโครงการ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณเกินกว่าที่จะบริโภคได้หมด ก็ให้ทำการถนอมอาหารเก็บไว้ หรือแจกให้นักเรียนไปรับประทานที่บ้าน ต่อมาเมื่อโครงการประสบความสำเร็จพอสมควรแล้ว ก็ยอมให้ขายได้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนให้โครงการบางส่วนเลี้ยงตัวเองได้ ทั้งนี้ ต้องไม่ให้มีผลกระทบต่อภาวะโภชนาการ เมื่อมีการซื้อขาย ก็ต้องเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ…

…ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าระบบที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งโรงเรียน ตชด. มากที่สุด ก็คือ ระบบสหกรณ์ เพราะแต่ละคนมีเงินน้อย เมื่อร่วมกันจึงพอลงทุนธุรกิจใด ๆ ได้ ในหนังสือเรียนชั้นประถมศึกษา ก็มีบทที่ว่าด้วยการสหกรณ์อยู่แล้ว จึงสนับสนุนให้มีการปฏิบัติจริงในโรงเรียน กรมส่งเสริมสหกรณ์ (สหกรณ์จังหวัด สหกรณ์อำเภอ)ได้มาช่วยจัดกิจกรรมสหกรณ์ โดยให้สหกรณ์ (จริงๆ) ที่อยู่ใกล้เคียง ช่วยเป็นพี่เลี้ยงดูแลแนะนำให้กรรมการสหกรณ์เด็กนักเรียนไปดูงานถ้าเป็นไปได้…”

7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน

 

พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในหนังสือสืบสานพระราชปณิธาน สามทศวรรษจรัสหล้า การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง และทรงเห็นว่าการปลูกฝังสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชน โดยเริ่มจากกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน จะก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในกลุ่มนักเรียน ตลอดจนครู ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ฝึกการวางแผน ร่วมกันคิดร่วมกันทำและแก้ไขปัญหา

7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน

พระองค์ทรงมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้มีการจัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยให้เริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพราะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับการพัฒนาชนบทในพื้นที่ห่างไกลคือระบบสหกรณ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ ในโรงเรียนตามแนวพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” และเริ่มจัดกิจกรรมวันสหกรณ์ครั้งแรก ในปี 2552 ที่จังหวัดเพชรบุรี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 27 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในการสนองพระราชดำริ ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้น้อมนำแนวพระราชดำริ มาศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสหกรณ์ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติที่เหมาะสมกับนักเรียน และมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำการจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน เริ่มต้นจัดกิจกรรมและสอนวิชาการสหกรณ์ในโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จวบจนถึงปัจจุบันได้มีการขยายผลการสอนวิชาสหกรณ์ไปยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนสอนศาสนาปอเนาะ รวม 504 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมครูผู้รับผิดชอบสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อกำหนดหลักสูตรการสอน คู่มือการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษา และการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปปรับใช้ได้ในการเรียนและการดำเนินชีวิต เป็นการปลูกฝังค่านิยมสหกรณ์แก่เยาวชน

การจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนนั้น นักเรียนจะเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและการปฏิบัติ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามแนวทางของสหกรณ์ เหมือนการจำลองภาพการดำเนินงานสหกรณ์ของผู้ใหญ่ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ นักเรียนจะรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพาะเห็ด แปรรูปอาหาร นำผลผลิตมาขายผ่านสหกรณ์ของโรงเรียน กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ รับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่นักเรียนร่วมกันทำ เช่น อาหารแปรรูป ขนม หรือหัตถกรรมต่าง ๆ เพื่อป้อนสู่โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันให้นักเรียนได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ส่วนที่เหลือจากการทำอาหารกลางวันก็จะจำหน่ายให้กับผู้ปกครองและคนในชุมชน ทำให้มีรายได้เข้ามาเพื่อเป็นสวัสดิการของนักเรียน

การฝึกกิจกรรมในร้านสหกรณ์ นักเรียนต้องรู้จักวางแผนการสั่งซื้อสินค้าและการจำหน่าย การเก็บรักษา ตรวจสอบจำนวน การจัดวางสินค้าที่จำหน่าย รู้จักตั้งราคา การคิดผลกำไรหรือขาดทุน มีการจดบันทึกและทำบัญชี ทุกกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกความละเอียด ถี่ถ้วน ความรอบคอบ ความเป็นระเบียบ เป็นอุบายสอนวิธีจดบันทึก ฝึกหัดทักษะทางคณิตศาสตร์ ซึ่งการทำบัญชีจะสอนให้เด็กเรียนรู้การทำธุรกิจ รู้ว่าลงทุนไปเท่าไร ตั้งราคาอย่างเหมาะสม เมื่อมีผลกำไรก็จัดสรรเป็นเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนแก่สมาชิก บางส่วนสะสมไว้เป็นเงินทุนของสหกรณ์ หรือไว้เป็นเงินบริจาคสำหรับกิจกรรมสาธารณประโยชน์

กิจกรรมออมทรัพย์ เป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่เด็ก วางแผนการใช้จ่ายไม่ให้เกินที่ตนเองมี ในพื้นที่ทุรกันดาร นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน แต่ก็สามารถออมเงินนำมาฝากได้ครั้งละ 1 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง ซึ่งคณะกรรมการสหกรณ์ฯจะรวบรวมและนำไปฝากธนาคาร แล้วมีดอกเบี้ยให้ เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนนั้น ๆ นักเรียนจะมีเงิน ก้อนหนึ่ง ไว้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพเสริมได้

กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก เช่น การพาไปศึกษาดูงานสหกรณ์จริง ๆ ในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากสหกรณ์ผู้ใหญ่ และมีประสบการณ์ในการทัศนศึกษา มีการเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตด้านอื่น ๆ และยังสร้างแรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนด้วย

นอกจากนี้ วิชาสหกรณ์ยังช่วยเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่นักเรียนทางด้านภาษาไทยและคณิตศาสตร์ ด้วยการบูรณาการการเรียนการสอนกับวิชาหลักของโรงเรียน เช่น การสอดแทรกวิชาสหกรณ์เข้ากับวิชาสังคมศาสตร์ ภาษาไทยและคณิตศาสตร์ โดยฝึกให้นักเรียนได้รู้จักการจัดประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ การบันทึกรายงานการประชุม และยังเป็นการปลูกฝังนิสัยด้านความเป็นประชาธิปไตย ความซื่อสัตย์ ความประหยัดและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นให้กับเยาวชนอีกด้วย

การสอนวิชาสหกรณ์ให้กับนักเรียนจะเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างอนาคตของเยาวชนให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม ซึ่งวิธีการสหกรณ์จะสอนให้เด็กรู้จักพึ่งตนเอง การรับผิดชอบต่อส่วนรวม กล้าตัดสินใจและแก้ปัญหา และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งต้องให้เด็กได้ซึมซับหลักและวิธีการของสหกรณ์ ต้องสร้างความเข้าใจและฝึกฝนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับระบบสหกรณ์ และเมื่อจบการศึกษาในโรงเรียนแล้วไปเรียนต่อที่อื่น หรือออกไปทำมาหากิน สามารถนำความรู้ด้านสหกรณ์ไปใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ในอนาคตต่อไป

เปิดโครงการ “HANDS FOR HEROES” รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328630

เปิดโครงการ “HANDS FOR HEROES” รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

เปิดโครงการ “HANDS FOR HEROES” รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

มูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมภาคีเครือข่าย เปิดโครงการ “HANDS FOR HEROES” รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่าผนึกพลังสังคม ส่งแรงใจให้ผู้พิทักษ์ป่าทำหน้าที่โดยไม่ต้อง ‘ห่วงหน้า พะวงหลัง’

เปิดโครงการ "HANDS FOR HEROES" รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

วันที่ 2 มิ.ย. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  มูลนิธิเอสซีจี  ผสานพลังความร่วมมือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยหน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดโครงการ “HANDS FOR HEROES” รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า จุดประกายให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้พิทักษ์ป่า และร่วมเป็นพลังสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมจัดขึ้นตลอดทั้งปี โดยนำร่องกิจกรรมแรก “Paint for Heroes” เปิดโอกาสคนเมืองร่วมเพ้นต์เสื้อและประมูลเสื้อเพื่อสมทบทุนจัดซื้อชุดอุปกรณ์ลาดตระเวนให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
นายขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า “มูลนิธิเอสซีจีได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตรผู้พิทักษ์ป่ามาตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้โครงการ Sharing the Dream Scholarship เพื่อตอบแทนความทุ่มเท เสียสละในการทำงานหนักและเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องผืนป่าแทนคนไทยทุกคน และยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้อง ‘ห่วงหน้า พะวงหลัง’ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้มอบทุนดังกล่าวไปแล้วกว่า 300 ทุน

เปิดโครงการ "HANDS FOR HEROES" รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

นอกเหนือจากการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรธิดาของผู้พิทักษ์ป่าแล้วในปี 2561 นี้ มูลนิธิฯ ได้ขยายแนวทางความช่วยเหลืออื่นๆ ไปสู่สังคม โดยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ บจก.ทีวีบูรพา ริเริ่มโครงการ “HANDS FOR HEROES” เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคม

ไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน รวมถึงพี่น้องสื่อมวลชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในการช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์ป่าได้ในอนาคต โดยมีแผนจัด 3 กิจกรรม ในปีนี้ ได้แก่ Paint for Heroes, Run for Heroes และ Song from Heroes-Song for Heroes มูลนิธิฯ ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นอีกหนึ่งมือเพื่อส่งกำลังใจไปยัง
ผู้พิทักษ์ป่าต่อไป”
สำหรับกิจกรรม “Pain for Heroes” ในครั้งนี้ นับเป็นกิจกรรมแรกจากโครงการ “HANDS FOR HEROES” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมเป็นอีกหนึ่งมือ เพื่อส่งกำลังใจให้คนเฝ้าป่า ด้วยการซื้อเสื้อและร่วมกิจกรรมเพ้นต์เสื้อ ร่วมประมูลเสื้อจากฝีมือของศิลปิน ดารา และบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ

เปิดโครงการ "HANDS FOR HEROES" รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า

อาทิ เป้ สีน้ำ  รศ.ทินกร กาษรสุวรรณ  ลำพู กันเสนาะ  เหมี่ยว-ปวันรัตน์ นาคสุริยะ  โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ  อ.ศศิน เฉลิมลาภ และหมอล็อต-น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน ฯลฯ เพื่อสมทบทุนจัดซื้อชุดอุปกรณ์ลาดตระเวนมอบให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการโครงการฯ และนิทรรศการของเครือข่ายเพื่อนผู้พิทักษ์ป่าซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วประเทศ รวมทั้งการแสดงดนตรีจากผู้พิทักษ์ป่าที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งผืนป่าผ่านบทเพลงอีกด้วย
ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า “ในนามตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจี ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญ รวมทั้งคุณความดีของผู้พิทักษ์ป่า ผมรู้สึกยินดีที่ภาคเอกชน ตลอดจนทุกคนในสังคมมาช่วยกันเติมเต็ม ทำให้การดูแลช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่านั้นเป็นไปอย่างครอบคลุมขึ้น ทั้งในเรื่องของการให้ทุนการศึกษา และยุทธปัจจัยที่เป็นเครื่องมือ เครื่องไม้ อุปกรณ์ต่างๆ ในการลาดตระเวน ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้พิทักษ์ป่าได้เป็นอย่างดี และความห่วงใยจากทุกท่านที่จะส่งไปยังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าครั้งนี้จะช่วยเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป และผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกนายจะภาคภูมิใจ และพร้อมจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มกำลังความสามารถ”

 

นายอุทัย ดวงเดือน พนักงานพิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติตาพระยา จังหวัดสระแก้ว กล่าวถึงความภาคภูมิใจในการทำงานตลอด 22 ปี ว่า “ผมทำงานเป็นพนักงานพิทักษ์ป่าตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน หน้าที่ของผมคือการลาดตระเวนป่าเพื่อตรวจตราและติดตามผู้กระทำผิดที่มาลักลอบตัดไม้ ในหน่วยของเราจะมีการจัดชุดลาดตระเวนทีมละ 6-7 คน ช่วยกันดูแลเขตพื้นที่ที่กว้างขวาง ออกลาดตระเวนไม่ต่ำกว่า 15 วันต่อเดือน เข้าป่าครั้งละ 3-4 คืน ซึ่งพวกเราต้องเจอกับอันตรายทั้งจากผู้กระทำผิดและสัตว์ป่า

“เมื่อปี 2555 ทีมผมได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีหมีหลงเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้าน จึงเข้าไปดู เราต้อนหมีเข้าป่าและครั้งนั้นเองผมถูกหมีตะปบจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีบาดแผลเต็มใบหน้า นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 1 เดือนเต็ม พอรู้สึกตัวว่าเรารอดแล้วนะ ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากครั้งนี้เราไม่รอด ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังจะเป็นยังไง ใครจะปกป้องดูแลพวกเขา จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้รู้ว่ามูลนิธิเอสซีจีให้ทุนการศึกษาลูกของผม ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เพราะทุนที่ได้รับนั้นสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอม ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์การเรียนของลูกได้  ถามว่ายังห่วงลูกไหม ผมคงเลิกห่วงลูกไม่ได้ แต่ผมไม่กังวลเรื่องอนาคตการเรียนของลูกแล้ว และการที่มีคนเห็นคุณค่าของเราอย่างนี้ทำให้ผมมีกำลังใจทำงานมากขึ้น ในฐานะคนดูแลป่า ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจและความช่วยเหลือที่ส่งมาถึงพวกเราผ่านโครงการ HANDS FOR HEROES ถือเป็นอีกหนึ่งพลังใจที่ผลักดันให้พวกผมมีพลังใจในการทำงานรักษาผืนป่าต่อไปโดยไม่ต้องห่วงหน้า พะวงหลังอีก”
นางสาวธิดารัตน์  ดวงเดือน บุตรสาวของนายอุทัย ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการ Sharing the Dream Scholarship โดยมูลนิธิเอสซีจี เมื่อปี 2560 เล่าว่า “หนูเห็นพ่อเข้าป่ามาตั้งแต่อนุบาล 2 พ่อไปนอนค้างคืนเฝ้าตามจับผู้ลักลอบกระทำผิด งานของพ่อเสี่ยงอันตรายมาก วันที่รู้ว่าพ่อโดนหมีตะปบบาดเจ็บสาหัส หนูกลัวมาก กลัวว่าพ่อจะไม่อยู่กับเราแล้ว พ่อรักษาตัวอยู่นานเป็นเดือน พอพ่อหายดีพ่อก็กลับเข้าป่าอีก เพราะพ่อรักป่าและไม่อยากให้ใครมารุกรานป่า ผลจากการทำหน้าที่อย่างทุ่มเทและเสียสละของพ่อช่วยให้หนูได้รับทุนฯ จากมูลนิธิเอสซีจี พี่ๆ ที่มูลนิธิฯ บอกเสมอว่าหนูได้รับทุนเพราะพ่อของหนูเป็นคนดี ความดีของพ่อทำให้หนูมีค่าเทอม หนูตั้งใจว่าจะเรียนต่อพยาบาล จะได้ช่วยดูแลพ่อ ดูแลคนเจ็บ ดูแลผู้พิทักษ์ป่าที่ทำหน้าที่เสียสละเหมือนพ่อของหนู และหนูอยากบอกทุกคนให้ช่วยกันอนุรักษ์ป่าไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อไป”
ด้วยเล็งเห็นถึงความเสียสละของผู้พิทักษ์ป่าทุกคน มูลนิธิเอสซีจียังคงสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรผู้พิทักษ์ป่าอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าไม่มีการสร้างใดจะยั่งยืนไปกว่าการสร้างคน และไม่มีการตอบแทนใดจะทำให้ผู้พิทักษ์ป่ามั่นใจได้มากไปกว่าการให้หลักประกันทางการศึกษาแก่ลูกๆ ของพวกเขา หากแต่วันนี้มือทุกมือที่ยื่นมาผนึกกำลังกัน จะยิ่งช่วยเติมเต็มให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุมมากขึ้น เพื่อส่งความช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานไปยังผู้พิทักษ์ป่าให้พวกเขาไม่ให้ต้อง ‘ห่วงหน้า พะวงหลัง’ อีกต่อไป
สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร  รายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ “HANDS FOR HEROES”  ผ่านทางเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “HANDS FOR HEROES” หรือ https://www.facebook.com/handsforheroes/

กสก.ส่งเสริมใช้นวัตกรรมภาคการเกษตรแก่เกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328446

กสก.ส่งเสริมใช้นวัตกรรมภาคการเกษตรแก่เกษตรกรรุ่นใหม่

กสก

กสก.ส่งเสริมใช้นวัตกรรมภาคการเกษตรแก่เกษตรกรรุ่นใหม่

 

                กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ หวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบันไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความยั่งยืน และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการเพื่อสังคม ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมพัฒนาสินค้าเกษตรของตนเองหรือกลุ่มไปสู่การพัฒนาต่อยอด เป็นการสร้างรายได้ในระดับชุมชนหรือพื้นที่ของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

ทั้งนี้การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของเกษตรกรรุ่นใหม่หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความพยายามดำเนินการพัฒนาต่อยอดการสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มและชุมชนให้เกิดความยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เพื่อต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร การวางแผนธุรกิจเสริมสร้างทักษะทางการตลาดเพื่อความยั่งยืน

ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแผนธุรกิจเกษตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่การต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดอบรมหลักสูตร Train the trainer เพื่อสร้าง Young Smart Farmer ที่สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านธุรกิจการเกษตร เป็นทีมสนับสนุนการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตรร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อต่อยอดการเป็นผู้ประกอบการเกษตร (Startup) ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ ตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่กลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพในภาคการเกษตรในอนาคต เพื่อสนับสนุนให้ Young Smart Farmer สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ เป็นทีมสนับสนุนการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตร พัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจเกษตรให้มีประสิทธิภาพอย่างผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้ Young Smart Farmer ในเชิงผู้ประกอบการเกษตร เข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และสถาบันการเงินที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งเสริมทักษะการเป็นที่ปรึกษาและการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตรให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรไปพร้อมๆ กัน

ดีเดย์ 5 มิ.ย.สหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328442

ดีเดย์ 5 มิ.ย.สหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัด

ปุ๋ยสัง่ตัด

ดีเดย์ 5 มิ.ย.เตรียมพร้อมสหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัด

 

                กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วย                   ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แนะสหกรณ์เป็นตัวกลางรับตัวอย่างดินจากสมาชิกส่งให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ ธาตุอาหารในดิน ก่อนจะจัดทำฐานข้อมูลสำรวจความต้องการใช้ปุ๋ยจากสมาชิกเพื่อเตรียมผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการและเติมธาตุอาหารของดินให้สมบูรณ์  คาดจะช่วยลดต้นทุนต่อไร่ไม่น้อยกว่า 500 บาท เตรียมจัดประชุม Video Conference ชี้แจงรายละเอียดโครงการให้สหกรณ์ทั่วประเทศรับทราบ วันที่ 5 มิถุนายน นี้

ดีเดย์ 5 มิ.ย.สหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัด

 

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์                                   รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการการผลิตและจัดทำปุ๋ยสั่งตัด                  เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยดำเนินการผ่านสถาบันการเกษตรนั้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกว่ามีปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยมากน้อยเพียงใด โดยให้สมาชิกเก็บตัวอย่างดิน            ในไร่ นา หรือสวนของตนเอง เพื่อนำมาบริการตรวจดิน เพื่อหาธาตุอาหาร N-P-K รวมทั้ง คำแนะนำการใช้ปุ๋ย                     ที่สหกรณ์ สหกรณ์จะให้บริการตรวจดิน (ข้าว ข้าวโพด ใช้ KU Soil Test Kit) และแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด”                        ในกรณีข้าว และข้าวโพด โดยใช้ข้อมูลชุดดินร่วมกับค่าวิเคราะห์ดิน ส่วนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ใช้คำแนะนำปุ๋ย      ตามค่าวิเคราะห์ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับสมาชิกได้มากขึ้น และส่งผลทำให้พื้นที่เพาะปลูก มีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วน ส่งผลต่อการปลูกพืชได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยการปล่อยสินเชื่อ                      แยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กำหนดวงเงินให้เป็นไปตามศักยภาพและความจำเป็นของตนเอง ส่วนอีกกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กำหนดวงเงินแห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย โดยเรียกเก็บจากสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ในอัตรา MLR-3 ต่อปี หรือคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2% ปีเท่านั้น เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำไปเป็นทุนหมุนเวียนจัดหาแม่ปุ๋ย เพื่อนำมาบริการผสมปุ๋ย              หรือผลิต ให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพดินแต่ละพื้นที่ของสมาชิก

ขณะที่ระยะเวลาของการดำเนินโครงการนั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563                ระยะเวลาการจ่ายเงินกู้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พร้อมกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้เป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส หรือราย 6 เดือน หรือรายปี โดยให้ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2563 ซึ่งโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกร จำนวน500 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร จำนวน 300 แห่ง และวิสาหกิจชุมชน 200 แห่งทั่วประเทศ

 

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกรอย่างมาก โดยสมาชิกของสหกรณ์ที่ร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์คือ สามารถลดต้นทุนในการผลิตต่อไร่ลง ไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อไร่และได้ปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับสภาพดิน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและส่งผลต่อปริมาณผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมีการประชาสัมพันธ์ และชี้แจงโครงการผ่านระบบ Video Conference  ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับทราบรายละเอียดของโครงการต่อไป

ปลัดเกษตรฯ เปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328435

ปลัดเกษตรฯ เปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561

เขาดิน

ปลัดเกษตรฯ เปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561

ปลัดเกษตรฯ เปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561 ณ สวนสัตว์ดุสิต เน้นให้ความรู้คุณประโยชน์ของนม เสริมสร้างสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกวัย พร้อมการออกบูธนมหลากหลาย เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์วันดื่มนมโลก

ปลัดเกษตรฯ เปิดงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561 

 

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงาน “วันดื่มนมโลก ประจำปี 2561” ณ บริเวณประตู 1 สวนสัตว์ดุสิต ว่า ในวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ได้ประกาศให้เป็นวันดื่มนมโลกเพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดื่มนม ซึ่งรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ต้นน้ำ ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม กลางน้ำ ได้แก่ ผู้แปรรูปนมและผลิตภัณฑ์นม และปลายน้ำ คือ ผู้บริโภค ได้เห็นคุณค่าของนม ซึ่งการดื่มนมของคนไทย ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ลิตรต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่าค่อนข้างน้อย และในยุทธศาสตร์โคนมและผลิตภัณฑ์นม ในปี 2560-2569 ได้ตั้งเป้าให้คนไทยบริโภคนมมากขึ้นให้ได้ 25 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งผลการบริโภคนมที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้ จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย เลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมคุณภาพดีให้คนไทยได้ดื่ม เกษตรกรมีความมั่นคงด้านอาชีพ คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ น้ำนมผลิตจากเกษตรกรไทย ปัจจุบันนำไปแปรรูปเป็นนมพร้อมดื่ม ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์ และยูเอชที ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ และมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยมาก อาทิ กัมพูชา เมียนม่า มาเลเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย และอินโดนีเซีย โดยพบว่ามูลค่าส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยในปีที่แล้วสูงถึง 13,500 ล้านบาท

สำหรับในปี 2561 ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิด “นมยิ่งดื่มยิ่งดี” โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อสค. องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยหรือ สอนท. และองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันจัดงานขึ้น ณ สวนสัตว์ดุสิต ตั้งแต่วันที่ 1 – 3 มิ.ย. 61 ซึ่งภายในงานมีการออกบูธแสดงผลิตภัณฑ์นมใหม่ ๆ ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับคุณประโยชน์ โดยเฉพาะคุณประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกวัย ตามคำขวัญ “นมยิ่งดื่มยิ่งดี” พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันดื่มนมหมดแก้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์การเปิดงาน นอกจากนี้ยังมีดารานักแสดงชื่อดังที่ชื่นชอบการดื่มนมมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ต่าง ๆ ของการดื่มนมร่วมกับนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“การจัดงานวันดื่มนมโลกร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในครั้งนี้ จะเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคนม ว่านมเป็นอาหารที่ที่มีคุณค่าแก่ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ บำรุงกระดูก กล้ามเนื้อ สติปัญญา เหมาะกับทุกคน สามารถเลือกดื่มนมตามประเภทที่เหมาะสมชั่วชีวิต น้ำนมที่ผลิตทุกหยดจากฟาร์มโคนมไปสู่โรงงานแปรรูป ไปสู่ผู้บริโภคมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคดื่มนมที่สด คุณภาพดี ตลอดจนในพิธีเปิดงานครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดไปยังสวนสัตว์ขอนแก่น และสวนสัตว์เชียงใหม่ อีกด้วย” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

จัดใหญ่ มหกรรมพิพิธภัณฑ์เกษตร 2018 AGRI’ MUSEUM EXPO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328413

จัดใหญ่ มหกรรมพิพิธภัณฑ์เกษตร 2018 AGRI’ MUSEUM EXPO

พิพิธภัณฑ์เกษตร

จัดใหญ่ มหกรรมพิพิธภัณฑ์เกษตร 2018 Agri’ Museum Expo รื่นเริง เบิกบาน สืบสานเกษตรไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นวนคร ปทุมธานี จัดงาน มหกรรม “พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ 2018 Agri’ Museum Expo รื่นเริง เบิกบาน สืบสานเกษตรไทย” ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. สืบสานตำนานเกษตรไทย จากพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ และศูนย์การเรียนรู้กว่า 30 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมวิถีเกษตรของไทย ของเล่นพื้นบ้านวิถีเกษตรไทย 4 ภาค อาหารพื้นบ้านพื้นถิ่น เรียนรู้และสัมผัสวีถีชีวิตเกษตรไทยทั้ง 4 ภาค ผ่านนิทรรศการมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ ข้าวปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องมือเครื่องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สนุกสนาน ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน เสวนาภาษาพิพิธภัณฑ์และการจัดการดูแลวัตถุชิ้นงาน จัดแสดง อบรมวิชาของแผ่นดินอบรมเชิงปฏิบัติการ ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดทั้ง 3 วัน กว่า 20 วิชา

จัดใหญ่ มหกรรมพิพิธภัณฑ์เกษตร 2018 Agri' Museum Expo

 

นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “…พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้านการเกษตร ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรไทยในมิติต่างๆ ที่มีชีวิตและทันสมัย เชื่อมโยงขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ โดยการจัดงานในครั้งนี้ เน้นการขับเคลื่อนเชื่อมโยงพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่มีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในหลากหลายแขนงวิชา โดยเฉพาะด้านเกษตร วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญา และเทคโนโลยี จากพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ชั้นนำของประเทศไทย

อาทิ  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกาญจนาภิเษก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี มิวเซียมสยาม ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากรุงเทพฯ และศูนย์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดเสวนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ตลอดทั้ง 3 วัน ในหัวข้อ “เกษตรกรรมบ้านโนนวัด 6 พันปี ชัวร์หรือมั่วนิ่ม” โดย ผศ.ดร.วรชัย วิริยารมภ์ “การอนุรักษ์วัตถุพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน” และ “นิทรรศการบ้านๆ แต่มีสไตล์” สืบสานเกษตรไทยอบรมวิชาของแผ่นดิน เช่น “เกษตรออนไลน์สไตล์จอนนอนไร่” “เกษตรทฤษฎีใหม่สวนข้างบ้าน” “การเพาะเห็ดโคนน้อยในถังกลม” และอีกหลายวิชาซึ่งเรียนรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย..”
รื่นเริงเบิกบาน สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ในวิถีเกษตรพื้นบ้าน 4 ภาค ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมภาคอีสานสนุกครื้นเครงเซิ้งฟ้อน สาธิตและฝึกทำของเล่นพื้นบ้านการละเล่นวิถีเกษตรไทย ตุ๊กตาชาววัง สานปลาตะเพียน ประดิษฐ์ว่าว ฯลฯ

กลับมาอีกครั้ง ยิ่งใหญ่ สนุกครบรส “พิพิธภัณฑ์เธียเตอร์” มนต์เสน่ห์แห่งพิพิธภัณฑ์มีชีวิตผ่านเรื่องเล่าตัวละคร และบรรยากาศย้อนยุคตลาดเก่า จัดแสดงวัน 1 รอบเท่านั้น !!! ชมนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคารราคาพิเศษ พร้อมรับชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่น 3 มิติ สนุกเพลินๆ เกมงานวัดย้อนยุค ปาโป่ง ยิงปืนจุกน้ำปลาช้อป ชิม สินค้าเกษตรคุณภาพ ต้นไม้ พันธุ์ไม้ อิ่มอร่อย อาหารท้องถิ่นต้นตำรับพื้นบ้าน สะอาด ปลอดภัย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช(นวนครเดิม) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171, 094-649-2333 คลิกดูรายละเอียดที่ www.wisdomking.or.th

คนเลี้ยงหมูร้องรัฐบาลไทยปกป้องเกษตรกรให้เหมือน”ทรัมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/328299

คนเลี้ยงหมูร้องรัฐบาลไทยปกป้องเกษตรกรให้เหมือน”ทรัมป์”

คนเลี้ยงสุกร

คนเลี้ยงหมูร้องรัฐบาลไทยยืนหยัดปกป้องเกษตรกรให้เหมือนประธานาธิบดีทรัมป์

 

อุตสาหกรรมหมูไทยต้องหวั่นใจอีกครา เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา 44 ราย ทั้ง Republican และ Democrat นำโดย David Young จากไอโอว่า และ Ron Kind จากวิสคอนซิน ได้ลงลายมือชื่อในจดหมายถึง นายวีระชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้งเนื้อหมูสหรัฐฯ ด้วย แลกกับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของสหรัฐ (GSP) ที่เป็นสิทธิพิเศษด้านภาษี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าไทยกว่า 1,000 รายการ ในจดหมายถึงเอกอัครราชทูตไทย ระบุอย่างชัดเจนว่า “หากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ คาดว่าสหรัฐฯจะพิจารณาว่า สมควรที่จะระงับสิทธิประโยชน์ GSP ของไทยบางส่วนหรือไม่”

 

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เห็นพ้องกับคำร้องขอจากสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติ (NPPC) ของสหรัฐฯ เพื่อให้ตรวจสอบการมีสิทธิ์ใน GSP ของประเทศไทย เนื่องจากความไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ของผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเรื่องเนื้อหมูที่สหรัฐฯพยายามผลักกันการส่งออกเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 รวมอยู่ด้วย โดยประธาน NPPC , Jim Heimerl เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมพ์ “ถอนหรือจำกัด” ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับภายใต้โปรแกรมการค้าพิเศษที่ให้การปลอดภาษีแก่สินค้าบางอย่างที่เข้ามาในสหรัฐฯ เพราะต้องการให้รัฐบาลไทยขจัดข้อจำกัดของเนื้อหมูของสหรัฐฯ เพื่อเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในให้แก่สหรัฐฯ อย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล ซึ่งจะทำให้เนื้อหมูสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างเต็มที่

หากแต่ประเทศไทยยังคงยืนยันที่จะคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง Ractopamine ในการเลี้ยงหมูได้อย่างเสรี แม้ว่าสารตัวนี้จะไปช่วยลดไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตในหมู แต่สารนี้กลับมีผลกระทบต่อตัวหมูและมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เกินขนาด จะทำให้หมูอยู่ในสภาพถูกทรมาน ผิดหลักการเลี้ยงสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม เพราะสารเร่งเนื้อแดงมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อสารนี้ตกค้างในเนื้อสัตว์แล้วมนุษย์บริโภคเข้าไป จะได้รับสารที่เป็นอันตรายร้ายแรง ยิ่งในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคเบาหวาน และในเด็ก

ที่สำคัญสารเร่งเนื้อแดงยังเป็นสารเคมีภัณฑ์ต้องห้ามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ไม่ให้ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตและนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงฯ เรื่องกําหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือลักษณะของอาหารสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้นําเข้าเพื่อขาย และกำหนดชื่อ ประเภท ชนิด ลักษณะ คุณสมบัติและส่วนประกอบของวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ ที่ห้ามใช้เป็นสวนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ พ.ศ.2545 รวมทั้งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้า-อะโกนิสต์ หรือสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งกำหนดให้ต้องตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มนี้ในอาหาร

ทั้งสองประเด็นนี้ทำให้รัฐบาลไทยไม่เปิดรับเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาขายในประเทศ โดยยกเหตุผลว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าสารนี้ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

นายวีระ ป้อมสุวรรณ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า บอกว่า ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข รวมถึงภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูและเกษตรกรผู้เลี้ยง ต่างร่วมกันรณรงค์ให้คนไทยเห็นถึงผลกระทบของสารเร่งเนื้อแดงที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และสุขภาพของคนที่รับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสารนี้ตกค้าง ควบคู่ไปกับการปราบปรามการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เพื่อไม่ให้สารนี้ก่อโทษภัยต่อคนไทย เป็นการสร้างความปลอดภัยในอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต

ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการนำเข้าเนื้อหมูของสหรัฐเข้าสู่ประเทศไทยนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นหนทางทางการค้าของประเทศผู้ผลิตหมูอันดับหนึ่งของโลกที่ทำเช่นนี้กับทุกประเทศก็ตาม แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่านี่เป็นเพียง “การหาช่องทาง” ในการ “ทิ้ง” เศษเหลือหรือ “ขยะ” ทั้งหัว ขา และเครื่องใน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหมูที่คนมะกันไม่กิน ดังนั้นการผลักดันขยะสู่ประเทศอื่น โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่นิยมบริโภคชิ้นส่วนเหล่านี้อยู่แล้ว ก็ถือเป็นทางออกที่ดีของสหรัฐฯ โดยมองข้ามความปลอดภัยของอาหารซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค ที่มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะต้องได้รับความคุ้มครองในเรื่องนี้

หากไทยยอมให้หมูสหรัฐที่มีต้นทุนต่ำกว่า และมีความสามารถทางการตลาดที่แข็งแกร่งกว่ามาขายในไทยอีก แล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ทั้ง 195,000 ราย ซึ่งเลี้ยงหมูได้ 20 ล้านตัวต่อปี จะอยู่ได้อย่างไร คงต้องล้มหายตายจากไปกันหมด นี่ยังไม่นับผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ อย่างเช่นผู้ปลูกข้าวโพดที่ช่วยพยุงราคาให้กับรัฐอยู่ รวมถึงภาคอาหารสัตว์ ตลอดจนเวชภัณฑ์สัตว์ไทย รวมกันกว่า 2 แสนราย ที่ทั้งหมดในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ต่างเชื่อมโยงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ย่อมได้รับผลจากเรื่องนี้อย่างแน่นอน

 

วันนี้สหรัฐฯอ้างว่าต้องปกป้องประเทศ ปกป้องเกษตรกรของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยการยกเอาสิทธิประโยชน์ GSP มาขู่ไทย เพื่อแลกกับการให้ไทยยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯกลับไม่ยอมให้เนื้อหมูและเนื้อไก่ไทยเข้าไปทำตลาดในประเทศเขาได้ ซึ่งนับเป็นการกีดกันการค้าอีกรูปแบบ ดังนั้นในเมื่อสินค้าเราเข้าไปขายบ้านเขาไม่ได้ แล้วทำไมเราจะต้องยอมให้สินค้าของเขามาทำร้ายคนไทยและเกษตรกรไทย

คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศยืนยันหนักแน่นว่า “ไทยไม่สมควรรับเนื้อหมูมะกันเข้าประเทศด้วยประการทั้งปวง” และขอให้รัฐบาลไทยยืนหยัดเคียงข้างและสู้ไปพร้อมกับเกษตรกร ให้เหมือนกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดูแลเกษตรกรสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยก็ต้องยึดมั่นอุดมการณ์ในการปกป้องความปลอดภัยในอาหารให้ผู้บริโภค และต้องไม่ยอมให้ชาติไหนมาย่ำยีคนไทยได้อย่างเด็ดขาด